เมืองหลวง ดิลี
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนหมู่เกาะซุนดาน้อย (Lesser Sundar) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย และทางตะวันออกของหมู่เกาะอินโดนีเซีย ประกอบด้วย ดินแดน 3 ส่วน โดยดินแดนส่วนแรกเป็นเกาะติมอร์ด้านตะวันออก ส่วนที่สองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะติมอร์เรียกว่าเขต Oecussi-Ambeno และส่วนที่สาม ประกอบด้วย หมู่เกาะ 2 แห่ง คือ หมู่เกาะ Palau Atauro และ Pulau Jaco ในทะเลอราฟูรา มีพื้นที่ประมาณ 14,874 ตร.กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับช่องแคบอุมไบ (Ombai Strait) และช่องแคบเวตาร์ (Wetar Strait)
ทิศใต้ ติดกับทะเลติมอร์
ทิศตะวันตก ติดกับ จ.ติมอร์ตะวันตกของอินโดนีเซีย
ทิศตะวันออก ติดกับ จ.นูซาเติงการาตะวันออกของอินโดนีเซีย
ภูมิประเทศ มีที่ราบชายฝั่งและตอนกลางเป็นภูเขาสูงจำนวนมาก
ภูมิอากาศ มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝน และฤดูแล้ง บางพื้นที่มีภูมิอากาศแบบสะวันนาที่ได้รับลมแห้งแล้งจากทะเลทรายทางตอนเหนือของออสเตรเลีย
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกประมาณ 97.6% นิกายโปรเตสแตนต์ 2% อิสลาม 0.2% และอื่น ๆ 0.2%
ภาษา ภาษาเตตุมและโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ ภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในท้องถิ่น และมีภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองประมาณ 32 ภาษาที่ใช้กระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น เตตุม (Tetum) กาโลเล (Galole) มัมแบ (Mambae) เกมัก (Kemak)
การศึกษา รัฐบาลติมอร์-เลสเตมีเป้าหมายให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน โดยพัฒนาระบบการศึกษาทั้งด้านการบริหาร โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษาปี 2554-2573 ขณะที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UN Development Programme-UNDP) สนับสนุนความช่วยเหลือด้านการวางแผนและพัฒนาระบบการศึกษา ระบบการศึกษาของติมอร์-เลสเต แบ่งเป็น ระดับก่อนประถมศึกษา 2 ปี ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรืออาชีวศึกษา 3 ปี และระดับมหาวิทยาลัย 4 ปี อัตราการรู้หนังสือของประชากร 72.4% (ปี 2568) งบประมาณด้านการศึกษา 6.3% ของ GDP (ปี 2567)
วันชาติ 20 พ.ค.
ประชากร
1,520,586 คน (ปี 2568) มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจาก Malayo-Polynesian และ Melanesian/Papuan มีชนกลุ่มน้อยชาวจีน อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 38.7% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 56.8% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 4.5% อายุขัยโดยเฉลี่ย 70.5 ปี เพศชาย 68.9 ปี เพศหญิง 72.3 ปี
การก่อตั้งประเทศ เคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และได้ประกาศอิสรภาพจากโปรตุเกสเมื่อ 28 พ.ย.2518 หลังจากนั้นเพียง 9 วันก็ถูกอินโดนีเซียยึดครองและผนวกติมอร์ตะวันออกเป็นจังหวัดหนึ่งของอินโดนีเซียเมื่อปี 2519 ต่อมามีการต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นเอกราช โดยมีนายโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา และนายซานานา กุสเมา เป็นผู้นำ จนกระทั่งรัฐบาลอินโดนีเซียยอมให้มีการลงประชามติเมื่อ 30 ส.ค.2542 โดยชาวติมอร์ตะวันออกกว่า 80% ออกเสียงสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช หลังจากนั้นเกิดการต่อสู้ภายในประเทศและมีเหตุรุนแรงระหว่างกลุ่มทหารที่นิยมอินโดนีเซียกับกลุ่มที่เรียกร้องเอกราช ทำให้ UN จัดตั้งกองกำลังนานาชาติ (International Force in East Timor-Leste หรือ INTERFET) เข้าไปรักษาสันติภาพเมื่อ 15 ก.ย.2542 จากนั้นสถานการณ์ จึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติและประกาศเอกราชเมื่อ 20 พ.ค.2545 ใช้ชื่อว่าติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ซึ่งเป็นภาษาโปรตุเกส
การเมือง
ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประมุขรัฐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 5 ปี ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย ประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย ยุบสภา และประกาศการเลือกตั้งใหม่ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายโฮเซ รามอส ฮอร์ตา รับตำแหน่ง เมื่อ พ.ค.2565 การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปกำหนดจัดใน เม.ย.2570 ติมอร์-เลสเตเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการประเมินจาก Freedom House ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบเสรีภาพทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศเสรี ด้วยคะแนน 72 จาก 100 เมื่อปี 2568
ฝ่ายบริหาร : นรม. เป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งจากหัวหน้าพรรคการเมืองเสียงข้างมากหรือสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในรัฐสภา นรม.คนปัจจุบัน คือ นายซานานา กุสเมา สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ ก.ค.2566
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบสภาเดียว คือ สภาแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จำนวน 65 ที่นั่ง วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ผลการเลือกตั้งเมื่อ 23 พ.ค.2566 พรรค CNRT ชนะการเลือกตั้ง จำนวน 31 ที่นั่ง จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค Democratic Party (PD) จำนวน 6 ที่นั่ง พรรคอื่น ๆ ได้แก่ พรรค Revolutionary Front for an Independent East Timor (FRETILIN) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเก่า จำนวน 19 ที่นั่ง พรรค KHUNTO จำนวน 5 ที่นั่ง และพรรค PLP จำนวน 4 ที่นั่ง การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2571
ฝ่ายตุลาการ : รัฐธรรมนูญติมอร์-เลสเตระบุว่า ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลท้องถิ่นจำนวน 6 แห่ง แต่ในทางปฏิบัติ ศาลอุทธรณ์ปฏิบัติหน้าที่แทนศาลฎีกา เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรด้านกฎหมายและงบประมาณในการพัฒนาระบบศาล
พรรคการเมือง : ระบบหลายพรรคการเมือง ที่สำคัญ ได้แก่ พรรค National Congress for Timorese Reconstruction (CNRT) พรรค Frente Revolucionária do Timor-Leste Independente (FRETILIN) พรรค People’s Liberation Party (PLP) พรรค Partido Democrático (PD) และพรรค Khunto
เศรษฐกิจ
ติมอร์-เลสเตพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 95% ของรายได้ทั้งหมด และนำไปลงทุนในกองทุนปิโตรเลียมเพื่อสนับสนุนรายจ่ายสาธารณะ แต่ธนาคารโลกเตือนว่า กองทุนดังกล่าวอาจหมดลงภายในปี 2577 ติมอร์-เลสเตจึงพยายามลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และมีแผนจะเดินหน้าพัฒนาประเทศให้มีรายได้ปานกลางในระดับสูง (Upper Middle-Income) ภายในปี 2573 ซึ่งจะให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร โดยเฉพาะกาแฟ ประมง และอุตสาหกรรมแปรรูป
ติมอร์-เลสเตพยายามเจรจากับออสเตรเลียเพื่อเร่งรัดการพัฒนาแหล่งพลังงาน Greater Sunrise เพื่อทดแทนรายได้จากแหล่งน้ำมันหลักที่หมดลง ซึ่งฝ่ายติมอร์-เลสเตเห็นควรนำก๊าซจาก Greater Sunrise (กลางทะเล) ไปแปรรูปที่ติมอร์-เลสเต ซึ่งห่างจากแหล่งก๊าซ 150 กม. ขณะที่ออสเตรเลียต้องการแปรรูปที่เมืองดาร์วิน ซึ่งห่างจากแหล่งก๊าซถึง 450 กม. แต่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์มากกว่า
สกุลเงิน : ปัจจุบัน ใช้ดอลลาร์สหรัฐ และเงินเหรียญท้องถิ่นที่เรียกว่า Centavos (100 เซนต์เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 1,947 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 4.1%
อัตราเงินเฟ้อ : 2.1%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการว่างงาน : 1.6%
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ : 1,026.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 880.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 73.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กาแฟ และสินค้าเกษตร
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : ไทย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น
มูลค่าการนำเข้า : 953.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์และชิ้นส่วน ธัญพืช
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : อินโดนีเซีย จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินเดีย
การทหาร กองกำลังป้องกันติมอร์-เลสเต (Forças de Defesa de Timor Leste or Falintil-FDTL หรือ F-FDTL) เป็นกองกำลังขนาดเล็กและมีอาวุธเบา มีกำลังพล 2,250 นาย งบประมาณทางทหารปี 2567 จำนวน 46.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติด้านการพัฒนาโครงสร้างและฝึกอบรมบุคลากรกับอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย โปรตุเกส บราซิล นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ จีน และแคนาดา นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศเมื่อปี 2565 กับออสเตรเลียที่มีพรมแดนทางทะเลติดกัน
ความสัมพันธ์ไทยกับติมอร์-เลสเต
ไทยเป็นประเทศที่ 3 ที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับติมอร์-เลสเต เมื่อ 20 พ.ค.2545 ต่อจากจีนและนอร์เวย์ นอกจากนี้ ไทยเป็นหนึ่งในชาติหลักที่ส่งทหารเข้าไปร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ช่วงหลังการลงประชามติระหว่างปี 2542-2545 ถึง 1,600 นาย
ไทยมีโครงการด้านการพัฒนากับติมอร์-เลสเตหลายโครงการ ที่สำคัญ ได้แก่ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การสร้างโรงเรียน 6 แห่ง พร้อมโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านต้นแบบ 3 แห่ง การส่งอาสาสมัครไทยเข้าไปทำงานในโครงการหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนในวาระครบรอบ 20 ปี
ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทยมีโครงการความร่วมมือด้านการศึกษากับติมอร์-เลสเต ผ่านกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โครงการศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาและหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรระยะสั้นแก่ชาวติมอร์-เลสเต รวมทั้งสิ้นกว่า 120 คน ในหลากหลายสาขา เช่น สาธารณสุข เกษตรกรรม และการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการเปิดตัวสมาคมศิษย์เก่านักศึกษาติมอร์ในประเทศไทย (Alumni Association of Timorese Students in Thailand-AATST) อย่างเป็นทางการที่กรุงดิลี เมื่อห้วง ก.ย.2568
ด้านการค้า เมื่อปี 2567 ติมอร์-เลสเตเป็นคู่ค้าอันดับ 10 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 121 ของไทยในโลก โดยมีมูลค่าการค้า 2,479.52 ล้านบาท ไทยส่งออก 665.76 ล้านบาท นำเข้า 1,813.76 ล้านบาท ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 1,147.99 ล้านบาท และห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีมูลค่าการค้ารวม 1,496.29 ล้านบาท ไทยส่งออก 473.04 ล้านบาท และนำเข้า 1,023.25 ล้านบาท ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 550.21 ล้านบาท สินค้าส่งออกของไทยที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว รถยนต์และชิ้นส่วน น้ำมันสำเร็จรูป อาหารทะเล เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ส่วนสินค้านำเข้าจากติมอร์-เลสเตที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ รถยนต์นั่ง ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
ข้อตกลงสำคัญ : ไทยและติมอร์-เลสเตจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ เมื่อ พ.ค.2560 และลงนามข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการท่องเที่ยว เมื่อ มิ.ย.2567 ส่วนความร่วมมือด้านอื่น ๆ ติมอร์-เลสเตต้องการให้ไทยสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการเกษตร ประมง การพัฒนาแหล่งพลังงาน การท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ติมอร์-เลสเตมีแผนจะเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางในระดับสูง (Upper Middle-Income) ภายในปี 2573 และให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร โดยเฉพาะกาแฟ ประมง และอุตสาหกรรมแปรรูป ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงนามย่อในข้อตกลงว่าด้วยบริการการเดินอากาศระหว่างกัน เมื่อ เม.ย.2568 เพื่อให้สายการบินของทั้งสองฝ่ายสามารถเปิดทำการบินระหว่างกันและใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกัน (code share)
1) การบูรณาการเข้าสู่อาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่มาเลเซีย โดยผู้นำติมอร์-เลสเต มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและเข้าร่วมการประชุมสำคัญของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีบทบาทในเวทีภูมิภาค และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งการปรับปรุงท่าอากาศยานนานาชาติดิลี ศูนย์การประชุม และโรงแรม
2) การจัดการดุลความสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐฯ เนื่องจากติมอร์-เลสเตได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนจำนวนมากจากจีน ซึ่งสร้างความกังวลต่ออาเซียนและประเทศตะวันตกว่าการพึ่งพาจีนมากเกินไปอาจกระทบต่อสมดุลอำนาจในภูมิภาค ขณะที่ติมอร์-เลสเตยังคงพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ รวมถึงกับออสเตรเลียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก อาทิ การฝึกร่วมพหุภาคี Hari’i Hamutuk เมื่อปี 2567 ระหว่างติมอร์-เลสเต ออสเตรเลีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์
3) การรับมือกับความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศและต้องการมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น หลังจากเผชิญเหตุชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา เพื่อต่อต้านแผนจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งและเงินบำนาญตลอดชีพสำหรับสมาชิกรัฐสภา ในกรุงดิลี เมื่อ ก.ย.2568 ซึ่งนำไปสู่เหตุจลาจล และส่งผลให้รัฐสภาตอบสนองด้วยมติเอกฉันท์ยกเลิกแผนดังกล่าว เพื่อลดแรงกดดันและควบคุมสถานการณ์ในห้วงก่อนเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน สะท้อนแนวโน้มความท้าทายจากคนรุ่นใหม่
4) การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ติมอร์-เลสเตระงับและยกเลิกใบอนุญาตการพนัน รวมถึงการพนันออนไลน์ เมื่อ ต.ค.2568 แม้จะเคยผลักดันการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพนันและคาสิโน เพื่อรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของประเทศ หลังเผชิญแรงกดดันจาก UNODC ที่เตือนว่าติมอร์-เลสเตอาจกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค พื้นที่ความเสี่ยงสูง ได้แก่ เขตบริหารพิเศษ Oecusse-Ambeno และเขตการค้าเสรีศูนย์ดิจิทัล Oecusse โดยเฉพาะจากเครือข่ายในกัมพูชาและฟิลิปปินส์











