อินเดียกำลังเผชิญโควิด19 ระบาดระลอกที่ 3

ดูเหมือนว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด19ในหลายประเทศทั่วโลกจะกลับมาอีกครั้งโดยเฉพาะภายหลังการพบการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์โอไมครอนที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว . หลายประเทศในยุโรปตอนนี้กำลังเผชิญการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ติดเชื้อรายใหม่ จนทำให้ต้องกลับมาทบทวนมาตรการใช้ชีวิตปกติร่วมกับโควิด19อีกครั้ง แน่นอนว่านอกจากยุโรปแล้วประเทศในแถบเอเชียเองก็เริ่มมีการปรับมาตรการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน . ก่อนหน้านี้เริ่มมีรายงานเข้ามาเรื่อย ๆ ว่าหลายประเทศในเอเชียมีการตรวจพบการระบาดของโอไมครอนภายในประเทศและหนึ่งในนั้นก็คือประเทศอินเดีย ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อนวันสิ้นปี 2564 . แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานชัดเจนมากนักว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่ของอินเดียนั้นเป็นผลโดยตรงมาจากโอไมครอนหรือไม่ แต่หลายรัฐของอินเดียได้เริ่มใช้มาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมการเคลื่อนย้ายของประชากรมานับตั้งแต่ก่อนปีใหม่ . ในหลายรัฐมีการประกาศมาตรการเคอร์ฟิวในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรวมตัวของประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส . ล่าสุดรัฐมนตรีสาธารณสุขของอินเดีย นาย Satyendar Jain ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอินเดียกำลังเผชิญกับการระบาดระลอกที่ 3 ซึ่งรัฐต่าง ๆ ภายในประเทศจำเป็นต้องวางแผนสำหรับมาตรการรับมือให้ทันท่วงที . โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงอย่างกรุงนิวเดลีที่วันนี้มีการคาดกันว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งถึงเกินวันละ 10,000 ราย โดยอัตราการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ราวร้อยละ 8.3 ของจำนวนผู้มาตรวจหาเชื้อทั้งหมด . การระบาดระลอกใหม่ในกรุงนิวเดลีส่งผลให้เมืองหลวงของอินเดียแห่งนี้กำลังเผชิญการระบาดครั้งที่ 5 แล้ว นับตั้งแต่การถือกำเนิดของโควิด 19 โดยล่าสุดมุขมนตรีของกรุงนิวเดลีเองก็ติดโควิด 19 เช่นเดียวกัน . ตัวอย่างสถานการณ์ในเมืองหลวงอย่างกรุงนิวเดลีส่งผลให้กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียในวันนี้มีการปรับแผนรับมือกับสถานการณ์ระบาดขนาดใหญ่อีกครั้ง เช่นมีการสำรองเตียงในโรงพยาบาลเอกชนกว่าร้อยละ 40 เพื่อป้องกันปัญหาระบบสาธารณสุขล้มเหลวเหมือนเมื่อครั้งก่อน . ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลอินเดียยังได้มีการออกแนวทางการปฏิบัติตนสำหรับผู้ติดเชื้อที่ต้องกักตัวอยู่ภายในบ้านใหม่ จากเดิมที่ต้องกักตัวเป็นจำนวน 10 วัน เปลี่ยนเป็น…

สร้างความเท่าเทียมใหม่ในโลกเสมือน

จากการเสิร์ชหาข้อมูลใน Google มาถึงการสร้างสังคมใน Facebook จนมาถึงการซื้อของผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ มนุษย์ใช้เวลาอยู่กับโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล ทำงาน สื่อสารหรือการซื้อของออนไลน์ ตามสถิติเป็นเวลารวมมากกว่า 9 – 10 ชั่วโมงต่อวัน กิจกรรมบนโลกออนไลน์ที่ยาวนานทำให้อินเทอร์เน็ตมีมูลค่ามหาศาล และเรากำลังจะก้าวต่อไปในการสร้างโลกเสมือน (metaverse) สร้างสังคมเครือข่าย ความบันเทิงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้างในนั้น การสร้างประสบการณ์ในโลกเสมือนจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของหลายธุรกิจที่จะต้องแย่งชิงพื้นที่เพื่อโฆษณาขายสินค้าให้กลุ่มคนที่จะเข้าไปในโลกเสมือน รวมทั้งสร้างไอเท็มสุดพิเศษที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก (limited edition) ที่จะทำให้มูลค่าสูงขึ้น จำเป็นต้องสะสมทรัพยากรดิจิตอลให้มากพอ เพื่อให้สามารถได้มา เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มผู้เล่น E-sport ว่าพวกเขาสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนไอเท็มกันในโลกอินเทอร์เน็ตได้ ผู้เล่นที่เล่นมานาน และมีความชำนาญจะมีไอเท็มพิเศษที่หายากให้กับผู้เล่นหน้าใหม่ที่อยากจะก้าวเข้าสู่ระดับ (level) ที่สูงขึ้น โดยต้องใช้เงินซื้อไอเทมนั้น กติกาดังกล่าวทำให้ผู้เล่นเกม (gamer) หลายคนสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากการเล่นเกม หรือการแลกเปลี่ยนกันในโลกอินเทอร์เน็ต และด้วยเทคโนโลยี blockchain ที่เข้ามาช่วยรับประกันมูลค่าทรัพย์สินในโลกเสมือนป้องกันการคัดลอก (copy) อย่างไม่จำกัด ก็ทำให้ผู้ใช้งาน (user) ต่างๆ สามารถมั่นใจได้ว่า สินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นสิ่งพิเศษที่คุ้มค่าต่อการจ่าย หรือแลกมาที่คุ้มค่าจริงๆ ทำให้การสะสมผลงานศิลปะที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกนั้น ไม่ต่างกับผลงานศิลปะแบบ Non-Fungible Token…

เส้นทางสีเขียว : การเชื่อมโยงระบบนิเวศกับเส้นทางซ้อนทับที่มองไม่เห็น

ระหว่างการเดินทางผ่านป่า หรืออุทยานเพื่อชื่นชมธรรมชาติอันแสนงดงาม ซึ่งเป็นปลายทางที่นักท่องเที่ยวมุ่งหน้าไปหา หลายครั้งที่ระหว่างเส้นทางเราจะเห็นป้าย “ระวังสัตว์ป่า” นั่นแปลว่าถนนเส้นนั้นอาจทำให้นักท่องเที่ยวต้องเผชิญกับสัตว์ป่าที่ดักหน้าหรือขวางทางไว้ ทำให้การจราจรต้องล่าช้าไป หรือเกิดการเผชิญหน้าจนเกิดเหตุสูญเสีย ปัจจุบัน ผืนป่าขนาดใหญ่เต็มไปด้วยเส้นทางมากมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่มไม้สีเขียว และทุก ๆ ครั้งที่มีเส้นทางเส้นใหม่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการสัญจรของรถยนต์ นั่นก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่ทำให้สัตว์บางชนิดต้องมีจำนวนลดลงไป หรือเข้าข่ายสูญพันธุ์รวดเร็วขึ้นจากเหตุการณ์ “Road Kills” ในอดีต ทั้งภูมิภาคเอเชียปกคลุมด้วยผืนป่าขนาดใหญ่ สัตว์น้อยใหญ่สามารถเดินทางเพื่อหาแหล่งอาหารและน้ำ เพื่อดำรงชีวิตในพื้นที่ป่าได้อย่างเต็มที่ จนมีการอพยพไปตามแหล่งทรัพยากรและเคลื่อนที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพื่อการเอาชีวิตรอดเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป เช่น การเดินทางของปูแดงบนเกาะคริสมาสต์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ในทะเล การอพยพของฝูงผีเสื้อหลายล้านตัวในอเมริกาเป็นระยะทางกว่า 5,000 กิโลเมตร เพื่อหลบฤดูหนาว เช่นเดียวกันกับนกที่อพยพข้ามทวีปจากรัสเซียมาที่ประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนเมษายนของทุกปี รวมถึงการออกล่าในอาณาเขต 300 ตารางกิโลเมตร ของเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง “เส้นทาง” และขอบเขตการเดินทางเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่เรื่อยมา อย่างไรก็ดี เมื่อป่าถูกบุกรุก ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ป่าจะลดลง แต่ยังถูกคั่นด้วยถนนต่างๆ ที่ตัดผ่านป่า ซ้ำเติมด้วยการขยายตัวจากถนนกลายเป็นเมือง แหล่งอาหารของสัตว์ถูกจำกัดพื้นที่แคบลง นั่นคือความหลากหลายของอาหารที่น้อยลงด้วย และการบริโภคซ้ำก็ทำให้สุขภาพเสื่อมลง นอกจากนั้นกลุ่มสัตว์ที่อยู่เป็นฝูง เมื่อไม่สามารถอพยพข้ามเขตแดนไปพบกับฝูงอื่นๆ ทางรอดในการดำรงเผ่าพันธุ์คือการสืบพันธุ์กันเองในเครือญาติ ถือเป็นการผสมแบบเลือดชิด (Inbreeding)  นั่นทำให้ลูกที่เกิดมาในรุ่นต่อๆ ไปไม่สมบูรณ์ เติบโตช้า มีโอกาสรอดต่ำและตายหรือสูญพันธุ์ในที่สุด…