การล่าอาณานิคมด้วยจิตวิทยา : กรณีอิสราเอลประดับธงชาติในดินแดนปาเลสไตน์

กรณีอิสราเอลขยายปฏิบัติการทางทหารและความมั่นคงเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวปาเลสไตน์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว เผชิญปรากฏการณ์การล่าอาณานิคมด้วยวิธีการจิตวิทยา หรือ psychological colonization ที่มีเป้าหมายสร้างและขยายความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจของอิสราเอลในพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ผ่านการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เฉพาะอย่างยิ่งการประดับธงชาติอิสราเอลในเส้นทางคมนาคมและชุมชนของชาวปาเลสไตน์ นอกเหนือจากการสร้างจุดประจำการเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง หรือการสร้างที่พำนักอาศัยของชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ สถาบันวิชาการ Palestinian Research Center (PRC) เปิดเผยวิธีการดังกล่าวของอิสราเอล เป็นเทคนิคสร้างอำนาจให้อิสราเอลในดินแดนของชาวปาเลสไตน์ ด้านชาวปาเลสไตน์มีมุมมองว่าวิธีการดังกล่าวของอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่พอใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกสิ้นหวัง เพราะอิสราเอลขยายพื้นที่และใช้วิธีการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ยึดพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างเดิมของชาวปาเลสไตน์ ใช้ธงชาติไปประดับทำให้เกิดความสับสนต่อนานาชาติ รวมทั้งชาวปาเลสไตน์เองในพื้นที่ Qalqilya, Nablus, Tulkarem และ Salfit ของเขตเวสต์แบงก์ โดยที่ชาวปาเลสไตน์และนานาชาติไม่สามารถคัดค้านได้ โดยมีรายงานว่าปรากฏการณ์ประดับธงชาติอิสราเอลเข้มข้นขึ้นในห้วง มิถุนายน – สิงหาคม 2569 องค์กร Colonization and Wall Resistance Commission ของชาวปาเลสไตน์คาดการณ์ว่าอิสราเอลจะเร่งใช้วิธีการดังกล่าวขยายอิทธิพลในดินแดนของชาวปาเลสไตน์ให้มีลักษณะมั่นคงและถาวรภายในปี 2569 ซึ่งวิธีการล่าอาณานิคมด้วยจิตวิทยานี้ ได้ผลดีมากกว่าการส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปปฏิบัติการโดยตรง อาจส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางออกจากพื้นที่ เพราะความหวาดกลัว ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิสรเอล รวมทั้งนักการเมืองอิสราเอลที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมขวาจัดด้วย ล่าสุดเมื่อ 3 กันยายน 2569…

ก้าวย่างเชิงรุกของญี่ปุ่นในโลกยุคที่ต้องพึ่งพาตัวเองเป็นสำคัญ

           การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้ากับทุกประเทศของสหรัฐฯ ไม่เว้นแม้แต่พันธมิตรเช่นญี่ปุ่น ตามมาด้วยความตึงเครียดกับจีนครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีหญิงได้ไม่นาน จนนำไปสู่การออกมาตรการกดดันและตอบโต้ญี่ปุ่นเป็นระยะของจีน เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ระหว่างประเทศต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สหรัฐฯ-จีน วิกฤตในตะวันออกกลางที่กระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงระหว่างประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งความผันผวนของราคาสินค้าและความต่อเนื่องในการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นปัจจัยผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเชิงรุกทั้งการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกับมิตรเก่าและใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯ ด้วยกัน เช่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และอินเดีย ที่มีความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นกับจีนไม่ต่างจากญี่ปุ่น เกือบ 2 ปีบนเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ด้วยนโยบายของสหรัฐฯ เอง และความขัดแย้งกับคู่พิพาทและคู่แข่งสำคัญเช่น จีน หรืออิหร่าน จนทำให้ประเทศอื่น ๆ ไม่เว้นแม้แต่พันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แปซิฟิก และอินเดีย ได้รับผลกระทบไปด้วย และจำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอด พร้อมกับเตรียมทางเลือกสำหรับสถานการณ์คับขัน เพื่อพึ่งพาตัวเองให้ได้ในยามวิกฤต เพราะสหรัฐฯ ในวันนี้ดูจะไม่ใช่ผู้รักษาเสถียรภาพ ผู้สร้างสันติภาพ และพันธมิตรที่ไว้ใจได้เหมือนที่ผ่านมา …ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ ที่มีการดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความพลิกผันที่เกิดขึ้น และตอบสนองผลประโยชน์ของญี่ปุ่นทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหาร เห็นได้จากการสานต่อความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกับฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และอินเดีย…

การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลต่อความมั่นคงทางสังคม

สังคมไทยกับการสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลถูกจุดเป็นประเด็นให้ชวนคิดกันอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี เมื่อ ต้นสิงหาคม 2569 บทความนี้จะขอมาชวนคุยในเรื่อง การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลต่อความมั่นคงทางสังคม และควรจะมีการดำเนินนโยบายในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงและปลอดภัยในสังคม แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่าย หรือทำได้รวดเร็ว แต่ก็ต้องทำ..รศ.ดร.ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ในอีกมุมมองจากหลาย ๆ มุมมอง… ลักษณะการสื่อสารของสังคมไทยในยุคดิจิทัล…ความท้าทาย…โอกาส การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลได้ปรับโครงสร้างการสื่อสารของประเทศไทยจากระบบสื่อแบบ บนลงล่างไปสู่ระบบเครือข่ายที่เปิดกว้าง รวดเร็ว และไร้พรมแดน เยาวชนไทยในฐานะ “พลเมือง ดิจิทัลโดยกำเนิด” มิได้เป็นเพียงผู้ รับสาร หากแต่เป็นผู้ผลิตและขยายกระแสความคิดในพื้นที่ สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ การสื่อสารในยุคดิจิทัลส่งผลโดยตรงต่อการก่อรูปทัศนคติ วาทกรรม สาธารณะ และระดับความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงทางสังคม การสื่อสารซึ่งขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและการแข่งขันด้านความสนใจยังมีผลต่อการแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือน การแบ่งขั้วทางความคิด และการลดทอนทุนทางสังคมอย่างค่อยเป็น ค่อยไป ความเสี่ยงดังกล่าวมิได้ปรากฏในรูปความรุนแรงฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการสะสมเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่ม เยาวชนซึ่งอยู่่ในช่วงวัยแห่งการก่อรูปอัตลักษณ์และระบบความเชื่อหากขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา อาจตกอยู่ภายใต้กระบวนการชักนำหรือการผลิตซ้ำวาทกรรมที่สุดโต่งโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคม อย่างไรก็ดี การสื่อสารดิจิทัลสามารถเป็นกลไกยกระดับทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และพลังทางวัฒนธรรม หากมี การออกแบบยุทธศาสตร์การรับมืออย่างสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงกับการส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน…

สหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่าสวมสิทธิ์สินค้า และมีการพาดพิงไทย

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกรายงาน เมื่อ 13 สิงหาคม 2569 ที่ชื่อว่า The Great Transshipment Scam กล่าวหาจีนโดยตรงว่าได้มีการดำเนินการปกปิดว่าสินค้าที่มีต้นกำเนิด (country of origin ) มาจากจีน เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วยการใช้ประเทศที่ 3 สวมสิทธิ์ และมีเครือข่ายขนส่งสินค้าเงา (Shadow Transshipment Network) ระดับโลก การออกรายงานดังกล่าวนอกจากทำให้แนวโน้มความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีโอกาสจะปะทุสูงขึ้น และยังจะส่งกระทบต่อคู่ค้าของประเทศทั้งสองประเทศอีกด้วย รายงานข้างต้นจัดให้ไทยอยู่ Tier 2 จากทั้งหมด 3 กลุ่ม ที่เชื่อมโยงกับสินค้าของจีนที่สงออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (Customs and Border Protection -CBP) ของสหรัฐฯตรวจสอบสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เข้มข้น และอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่จีนจะใช้ไทยสวมสิทธิ์ เพราะ CBP จะมีมาตรการ “Detective Border” ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ…

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ : สมรภูมิใหม่ของสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับมาตรการห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากจีน โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เทคโนโลยีถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นด้านห่วงกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับอุปกรณ์โทรคมนาคม ระบบ 5G ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ เทคโนโลยี AI โดรน และเซมิคอนดักเตอร์ ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ เมื่อ 17 กรกฎาคม 2569 ได้เห็นภาพข่าวนายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีนเพื่อร่วมงาน World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ หนึ่งในไฮไลท์ของงานนั้น คือการจัดแสดงความสามารถหลากหลายของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัทจีน อย่างเช่นหุ่นยนต์ต่อสู้ หุ่นยนต์เต้นรำ ไปจนถึงหุ่นยนต์ตำรวจ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีไทยก็ได้ใช้โอกาสการเยือนจีนนี้ไปพบผู้บริหารบริษัท AgiBot บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน ที่ได้เอาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สวมชุดไทยมากล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีเป็นภาษาไทย แล้วยังให้หุ่นยนต์โชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยให้นายกรัฐมนตรีดูด้วย หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) ……. เป็นอย่างไร หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แตกต่างจากหุ่นยนต์ทั่วไปตรงที่ว่าได้ถูกออกแบบให้มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ มีหัวเหมือนคน มีแขนขาไม่ต่างจากเรา สามารถเดินและเคลื่อนไหวร่างกายได้ทุกอิริยาบถเหมือนกับเรา สาเหตุที่เน้นออกแบบมาอย่างนั้น ก็เพื่อให้สามารถใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ได้ ก่อนหน้านี้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจถูกมองเป็นของเล่นราคาแพง ที่ยังห่างไกลจากการเอามาใช้งานให้เกิดประโยชน์จริง ๆ แต่ในตอนนี้ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี…

โศกนาฏกรรมเซวตา : ภาพสะท้อนวิกฤตผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาในยุโรป

“ผู้รุกราน! ผู้รุกราน!” เสียงจากชาวเซวตาที่พุ่งเป้าไปที่ผู้มาใหม่จากโมร็อกโก  ……. ตลอดทั้งวันของวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ผู้อพยพชาวโมร็อกโกหลายหมื่นคน บ้างว่ายน้ำ บ้างวิ่งกรู บ้างปีนกำแพง บุกรุกจากโมร็อกโก สู่เมืองเซวตา (Ceuta) ที่เป็นดินแดนของสเปนแต่อยู่ในแอฟริกาบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของทวีป มีพรมแดนทางบกติดกับจังหวัด Fnideq ของโมร็อกโก ภาพดังกล่าวถ่ายทอดความน่ากลัวของ “โศกนาฎกรรมเซวตา” ในสองด้าน ทั้งความหวังและความสิ้นหวังของชาวโมร็อกโกที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า พวกเขายังไม่รู้ว่าจะไปอยู่อย่างไร เส้นทางของการอพยพสู่ยุโรปยังไม่มีภาพอนาคตที่ชัดเจน แต่ความหวังของชีวิตที่ดีกว่า ทำให้ยอมเสี่ยงตาย และ ณ ปัจจุบันก็มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 57 คน ส่วนใหญ่จากการจมน้ำหรือเหยียบกันตายระหว่างพยายามข้ามแนวรั้วกั้นพรมแดน ในอีกด้านหนึ่งคือความหวาดกลัวและสิ้นหวังของชาวสเปนในเมืองเซวตา เมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 18.5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรเพียงประมาณ 85,000 คน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ตัดขาดโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ของสเปน และในเวลานี้ กำลังเผชิญการบุกรุกจากชาวต่างชาติจากแอฟริกาเหนือที่ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ จำนวนรวมราว 60,000 คน ซึ่งเกือบจะเท่ากับประชากรของเซวตา จำนวนผู้บุกรุกมหาศาลในคราวเดียวกันทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นของเซวตาไม่มีกำลังใด ๆ ที่จะไปสกัดกั้นได้เลย และนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวเมืองเซวตา เซวตา…… สเปนครอบครองดินแดนเซวตามาตั้งแต่ปี…

จีนเผชิญความท้าทายในการควบคุมข้อมูลจาก AI ในสภาวะวิกฤต

จีนกำลังเผชิญความท้าทายในการควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่หลายพื้นที่ในประเทศเผชิญภัยพิบัติ โดยมีรายงานว่าผู้ใช้ AI จำนวนมากผลิตเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์จนทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลและสับสน เช่น กรณีมีรายงานว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในมณฑลกว่างซี ประเทศจีน เมื่อ ต้นกรกฎาคม 2569 ส่งผลให้ฟาร์มเพาะเลี้ยงงูในเมืองเหิงโจวได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และมีงูประมาณ 800-900 ตัวหลุดออกจากฟาร์ม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอและภาพที่แสดงว่ามีจระเข้จำนวนมากหลุดจากฟาร์มในพื้นที่ประสบอุทกภัยเช่นกัน ทำให้ประชาชนแตกตื่นและส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลาวิกฤต กรณีดังกล่าวทำให้หน่วยงานท้องถิ่นของจีนต้องเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูล พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่ใช้ AI ผลิตเนื้อหาในลักษณะดังกล่าวยุติการสร้างปัญหาและเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพียงเพื่อต้องการเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม หรือทำให้เนื้อหาได้รับความสนใจจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ผู้เชี่ยวชาญในจีนให้ความเห็นว่า ความท้าทายที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการที่ผู้ใช้ AI สามารถใช้งานได้โดยง่าย ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถสูงในการสร้างเนื้อหา จึงสร้างข้อมูลปลอมได้โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ปัจจุบันมีผู้ผลิตเนื้อหาจาก AI จำนวนมากที่ขาดความรับผิดชอบ เนื่องจากได้รับสถานะ “ไม่มีตัวตน” และยังไม่มีกฎหมายควบคุม ขณะที่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ขาดทักษะด้านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่ปรากฏบนแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ความท้าทายดังกล่าวอาจทำให้จีนต้องทบทวนแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และแนวทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าววสารในช่วงภาวะวิกฤต เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลจีนสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้วยการส่งเสริมให้มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ควบคู่กับการสร้างทรัพยากรที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถของ AI แต่ยังไม่มีกลไกป้องกันเนื้อหาที่สร้างขึ้นจาก AI ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ทั้งนี้…

ความท้าทายจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาค MENAAP

ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงาน Competing in the Face of Climate Risks เมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ประเมินความท้าทายจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาค MENAAP (ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อัฟกานิสถาน และปากีสถาน) โดยเน้นวิเคราะห์ผลกระทบใน 2 มิติหลัก ได้แก่ ผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อภาคธุรกิจ และผลกระทบจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของยุโรปที่มีต่อการค้าและการลงทุนของภูมิภาคนี้ ผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจ กรณีผลกระทบทางตรง โดยจำนวนวันที่ร้อนจัด (อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส) ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ  การเพิ่มขึ้นของวันที่ร้อนจัดทำให้ยอดขายของบริษัทลดลง ร้อยละ 6 รวมทั้งผลผลิตของแรงงานลดลง ร้อยละ 4 และค่าจ้างลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ ยังเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานจากการใช้พลังงานและการขาดแคลนน้ำสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ที่เปิดกิจการมานาน และบริษัทที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลกจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด อย่างไรก็ดี แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้น แต่มีบริษัทเพียงกลุ่มน้อยที่ลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อการปรับตัว เช่น ระบบทำความเย็น หรือการจัดการน้ำ โดยมีสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และกฎระเบียบทางธุรกิจ…

ผลสำรวจพบว่าชาวสิงคโปร์ มีหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

หนังสือเดินทาง หรือ Passport เป็นเอกสารสำคัญประจำตัวของพลเมืองทั่วโลกที่ต้องใช้เมื่อเดินทางไปยังประเทศอื่น ๆ เปรียบเหมือนเอกสารที่จะคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้ผู้เป็นเจ้าของหนังสือเดินทางนั้นด้วย มีหลักฐานในประวัติศาสตร์ว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ เริ่มใช้วิธีการตรวจลงตราในเอกสารหนังสือเดินทางของคนต่างชาติเข้มงวดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จากนั้นมีการประชุมเมื่อปี 2463 ในกรอบองค์การสันติบาตชาติที่ฝรั่งเศส เพื่อให้รัฐต่าง ๆ ร่วมกันกำหนดรูปแบบหนังสือเดินทาง นับแต่นั้นมา ทำให้ Passport เป็นเอกสารสำคัญของผู้ที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน และล่าสุดเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 บริษัท Henley & Partners ผู้จัดทำดัชนีหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลทีสุดในโลกเป็นประจำทุกปี ได้เผยแพร่ผลสำรวจประจำปี 2569 หรือ Henley Passport Index พบว่าสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีหนังสือเดินทางทรงอิทธิพลมากเป็นอันดับ 1 เนื่องจากผู้ถือหนังสือเดินทางสิงคโปร์สามารถเดินทางไปยัง 192 ประเทศทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า ส่วนประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ 2 ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สามารถเดินทางไปยัง 188 ประเทศทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า อันดับ 3 คือ…

เทคโนโลยีชีวภาพ: อีกความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมของจีน

ไม่เพียงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence- AI)  ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle-EV) หรือหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ ที่จีนมุ่งมั่นพัฒนาจนเป็นผู้นำอันดับต้น ๆ ของโลก อีกเทคโนโลยีที่จีนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเป็นลำดับคือ เทคโนโลยีชีวภาพและชีวเภสัชภัณฑ์ แม้จะเป็นที่พูดถึงน้อยกว่าเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีชีวภาพมีความสำคัญต่อความมั่นคงของมนุษย์อย่างมากทั้งในยามปกติและยามฉุกเฉิน เพื่อสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นให้ระบบอาหารและสาธารณสุข ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากภายนอก รวมถึงผลกระทบจากพิบัติภัย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี และรองรับความพร้อมใช้งานในทุกสถานการณ์แม้จะเกิดภาวะหยุดชะงักทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เป็นการต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการผลิตทางชีวภาพในลำดับต้น ๆโดยกำหนดเป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีนฉบับที่ 14 และต่อเนื่องในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (2569-2573) ซึ่งจีนจัดให้เป็น 1 ใน 6 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เทคโนโลยีควอนตัม การผลิตทางชีวภาพ พลังงานไฮโดรเจนและพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน ส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี Embodied AI และการสื่อสารยุค 6G) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่และปูทางสำหรับการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนั้นยังบรรจุเทคโนโลยีชีวภาพเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 และแผนพัฒนา Healthy China 2030 ที่จีนตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้นำการผลิตยารักษาโรคด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ในระดับโลก ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่าง…