47 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ประวัติศาสตร์และโอกาสในความร่วมมือ

1 กรกฎาคม 2518 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เพราะเป็นวันที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชในขณะนั้น ตัดสินใจเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และลดระดับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ซึ่งนำไปสู่การก่อเกิดจุดเริ่มต้นทางความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไทย . ตลอดเกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและกรุงเทพฯ มีพลวัตรสูงในทุกมิติ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีคนไทยเชื้อสายจีนเป็นโซ่ใจสำคัญที่ช่วยประคับประคองให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศเจริญรุดหน้ามาอย่างต่อเนื่อง . โดยเฉพาะภายหลังจีนเปลี่ยนนโยบายทางด้านเศรษฐกิจในยุคสมัยของเติ้งเสี่ยวผิง เพื่อเปิดรับการลงทุนจากภายนอกประเทศ ก่อเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจแบบจีนขึ้น ซึ่งกลุ่มทุนข้ามชาติแรก ๆ ที่เข้าไปลงทุนในจีนในห้วงเวลานั้นก็คือบรรดาคนจีนโพ้นทะเลที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก และนั่นก็รวมถึงกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนด้วย . รากฐานทางด้านความสัมพันธ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติระดับประชาชนกับประชาชน ไปจนถึงระดับรัฐบาลกับรัฐบาลช่วยส่งเสริมให้ไทยและจีนมีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราได้เห็นแนวนโยบายต่างประเทศของไทยที่ส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น . เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยสำคัญมาจากการที่มูลค่าการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง จีนถือเป็นประเทศสำคัญที่ไทยนำเข้าสินค้าเข้ามาใช้เพื่อผลิตสินค้าภายในประเทศเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ . เช่นเดียวกันจีนกลายเป็นตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะผลไม้ขึ้นชื่ออย่างทุเรียนที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีความต้องการอย่างมากภายในประเทศจีน . นอกจากนี้การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทยเองก็มีเป้าหมายสำคัญในการดึงกลุ่มทุนและอุตสาหกรรมจีนให้เข้ามาลงทุนภายในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นภาคการลงทุนและตลาดการจ้างงาน รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศไทย . ในทางเดียวกันจีนเองก็ให้ความสำคัญต่อสถานะของประเทศไทยในแนวนโยบายต่างประเทศของตนเองเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้นักเรียนและนักศึกษาชาวไทยเดินทางกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน เป็นชาติแรกของโลกในห่วงเวลาที่จีนยังคงนโยบายโควิด-19 เป็นศูนย์ (ยกเว้นเกาหลีใต้ที่มีข้อตกลงระหว่างกัน) . และในช่วง10ปีที่ผ่านมานี้ จีนได้ส่งผู้นำระดับสูงหลากหลายตำแหน่งเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการอย่างสม่ำเสมอ…

โรค PTSD บาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นได้แม้แต่กับเทพเจ้า

“Thor: Love and Thunder” ที่เข้าฉายไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 นับว่าเป็นการกลับมาในภาพยนตร์เดี่ยวของตัวเองเป็นภาคที่ 4 สำหรับตัวละครเทพเจ้า Thor ของ Chris Hemsworth ซึ่งน่าจะเป็นการดีที่เราจะได้กลับไปทบทวนว่าเทพเจ้าสายฟ้าคนนี้ผ่านการเดินทางอะไรมาบ้างในจักรวาลภาพยนตร์ Marvel Cinematic Universe (MCU) โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านสภาพหุ่นถังเบียร์สุดโทรมจาก “Avengers: Endgame” (ปี 2562) “การสูญเสีย” มักจะเป็นบททดสอบสำคัญที่ทีมงานผู้สร้างเขียนบทส่งให้กับตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ เพื่อให้เห็นการเติบโตของตัวละครที่ต้องก้าวผ่านจุดโศกเศร้าในชีวิตมา แต่สำหรับ Thor นั้น หากพิจารณาไล่เรียงมาในภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ปรากฏตัว เขาได้เจอกับบททดสอบนี้หลายครั้ง และน่าจะสูญเสียสิ่งที่รักไปมากกว่าผองเพื่อน Avengers คนอื่น ๆ เสียอีก สิ่งแรกที่ Thor รักมากและสูญเสียไปก็คือแม่ของเขาเอง ราชินี Frigga แห่ง Asgard (รับบทโดย Rene Russo) ระหว่างศึกกับพวกวายร้าย Dark Elves ใน “Thor: The Dark…