![]()

สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
Federative Republic of Brazil
เมืองหลวง บราซิเลีย
ที่ตั้ง ด้านตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ พื้นที่ 8,515,770 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นแผ่นดิน 8,358 ล้าน ตร.กม. และเขตแดนทางน้ำ 157,630 ตร.กม. (มีขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลกและใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ขนาดใกล้เคียงกับสหรัฐฯ) ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของชายฝั่งทะเล ตอ. ของทวีปอเมริกาใต้ ใช้เวลาตามเส้นแบ่งเวลา 4 ห้วงเวลา จาก UTC-2 ถึง UTC-5 เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีทั้งเส้น equator และ Tropic of Capricorn ลากผ่าน มีชายฝั่งทะเลยาว 7,491 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับเวเนซุเอลา (2,137 กม.) กายอานา (1,308 กม.) ซูรินาม (515 กม.) และเฟรนช์เกียนา (649 กม.)
ทิศตะวันตก ติดกับโบลิเวีย (3,403 กม.) และเปรู (2,659 กม.)
ทิศตะวันออก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และมหาสมุทรแอตแลนติกใต้
ทิศใต้ ติดกับอุรุกวัย (1,050 กม.)
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกับโคลอมเบีย (1,790 กม.)
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ติดกับอาร์เจนตินา (1,263 กม.) และปารากวัย (1,371 กม.)
ภูมิประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่ของบราซิลเป็นเนินเขาและที่ราบสูง มีความสูงระหว่าง 200-800 ม. ที่ราบสูงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ราบสลับกับเนินเขาภาคตะวันออกเฉียงใต้เป็นสันเขาสูงต่ำสลับกับภูเขาสูงที่มีความสูงถึง 1,200 ม. เช่น ภูเขา Mantiqueira, Espinhaço และ the Serra do Mar ขณะที่ภาคเหนือมีที่ราบสูง Guiana ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำที่ไหลไปยังลุ่มน้ำแอมะซอนทางใต้ และแม่น้ำ Orinoco ในเวเนซุเอลา จุดที่สูงที่สุดของบราซิล คือ Pico da Neblina (สูง 2,994 ม.) บราซิลมีแม่น้ำขนาดใหญ่ถึง 8 สายหลัก ไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ได้แก่ แม่น้ำแอมะซอน (ยาวเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และมีปริมาณน้ำมากที่สุดในโลก) แม่น้ำ Paraná แม่น้ำ Iguaçu แม่น้ำ Negro แม่น้ำ São Francisco แม่น้ำ Xingu แม่น้ำ Madeira และแม่น้ำ Tapajós
ภาคเหนือ มีพื้นที่ 42% ของประเทศเป็นเขตลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำใหญ่ที่สุดในโลกมีปริมาณน้ำจืด 1 ใน 5 ของโลกและเป็นเขตป่าฝนใหญ่ที่สุดของโลก ภาคตะวันตก ตอนกลางเป็น ที่ราบสูงเฉลี่ย 1,000 ม. จากระดับน้ำทะเล พื้นที่ 22% ของประเทศต่อจากเขตแอมะซอนไปทางใต้เป็นเขตป่าไม้ชุกชุมเป็นพื้นที่เพาะปลูกและทำปศุสัตว์ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่เพียง 11% ของประเทศแต่เป็นที่ตั้ง 3 เมืองใหญ่ที่สุดของบราซิล คือ รีโอเดจาเนโร เซาเปาลูและเบโลโอรีซอนตี ซึ่งมีประชากรอาศัย 45% ของประเทศ พื้นที่มีทั้งชายฝั่ง หาดทรายและที่ราบสูง ภาคใต้ มีพื้นที่น้อยที่สุดมีอากาศใกล้เคียงกับยุโรป มีหิมะตกบางพื้นที่ ในฤดูหนาวและเป็นที่ตั้งรกรากของชาวยุโรปที่ไปตั้งถิ่นฐาน
วันชาติ 7 ก.ย. (วันประกาศเอกราชจากโปรตุเกส)

นายลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา
(ประธานาธิบดีบราซิล)
ประชากร 218 ล้านคน ประกอบด้วย ชาวยุโรป/คนผิวขาว 47.7% ชาวสเปนเชื้อสายบราซิล 22.3% Mulatto (ผสมระหว่างยุโรปกับคนผิวดำ) 20.1% ชาวบราซิลผิวดำ 7.6% ชาวเอเชีย 1.1% ชนพื้นเมือง 0.4% ไม่สามารถระบุได้ 0.7% โครงสร้างอายุของประชากรอายุ 0-14 ปี 19.77% อายุ 15-64 ปี 69.72% อายุ 65 ปีขึ้นไป 10.51% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 76.1 ปี เพศชาย 72.56 ปี เพศหญิง 79.81 ปี อัตราการเกิด 13.44 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 6.9 คนต่อประชากร 1,000 คน
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 50% คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ 31% ลัทธินับถือภูตผีวิญญาณ 3% ลัทธิภูติผีของแอฟริกา 2% ลัทธิอเทวนิยม 1% อื่นๆ 3% และไม่นับถือศาสนา 10%
ภาษา ภาษาโปรตุเกส เป็นภาษาราชการ ใช้ภาษาสเปนเขตพรมแดนและในโรงเรียน เยอรมัน อิตาเลียน ญี่ปุ่น อังกฤษ และภาษาของชนกลุ่มน้อยชาวอินเดียนพื้นเมือง
การศึกษา ประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปสามารถอ่านออกและเขียนได้ อัตราการรู้หนังสือ94.3% งบประมาณด้านการศึกษา 6% ของ GDP การศึกษาในบราซิลแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ก่อนวัยเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษาและการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ การศึกษาภาคบังคับ 8 ปี
การก่อตั้งประเทศ โปรตุเกสเข้าครอบครองพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือบราซิลเมื่อ เม.ย.2043 โดย Pedro Álvares Cabral เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อปี 2075 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมเมื่อปี 2077 จนกระทั่ง 7 ก.ย.2365 Prince Pedro de Alcântara ประกาศเอกราชจากโปรตุเกส สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ Dom Pedro I และตั้งจักรวรรดิบราซิลขึ้น (the Empire of Brazil) แต่ได้รับการรับรองจากโปรตุเกสอย่างเป็นทางการ เมื่อ 29 ส.ค.2368 ระบบกษัตริย์ของบราซิลสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพบราซิลปฏิวัติเมื่อปี 2432 และประกาศเป็นสาธารณรัฐบราซิลในปีเดียวกัน
การเมือง
สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประธานาธิบดีเป็นประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล
ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 4 ปี และ
ไม่เกิน 2 สมัย ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและผู้นำรัฐบาลมีอำนาจแต่งตั้ง ครม.บริหารประเทศ หากตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลง รองประธานาธิบดีจะเข้ารับตำแหน่งแทนในระยะเวลาของวาระที่เหลืออยู่ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นายลูลา ดา ซิลวา (อายุ 81 ปี/ปี 2569) สังกัดพรรคแรงงาน โดยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลรอบที่สอง เมื่อ 30 ต.ค.2565 ด้วยคะแนนเสียง 50.9% ขณะที่ประธานาธิบดีจาอีร์ โบลโซนาโร สังกัดพรรคเสรีนิยม ได้รับคะแนนเสียง 49.11% การเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลครั้งต่อไปจะมีขึ้นใน ต.ค.2569
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบ 2 สภา คือ วุฒิสภา มีสมาชิกจำนวน 81 คน (ตัวแทนจาก 26 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง) มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐและเขตนครหลวง เขตละ 3 คน วาระ 8 ปี โดย 1 ใน 3 ของสมาชิกได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และสมาชิก 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งในอีก 4 ปีถัดไป ส่วนสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 513 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งหลังสุดมีขึ้นเมื่อ 2 ต.ค.2565 และครั้งต่อไปจะมีขึ้นใน ต.ค.2569
ฝ่ายตุลาการ : ศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด (Supreme Federal Tribunal-STF) ประกอบด้วย ผู้พิพากษา 11 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา ดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ 75 ปี นอกจากนี้ มี Superior Court of Justice, Supreme Electoral Court และ National Justice Council
พรรคการเมืองสำคัญ : บราซิลมีพรรคการเมือง รวมทั้งสิ้นกว่า 30 พรรค และการจัดตั้งรัฐบาลมักต้องอาศัยพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคการเมืองสำคัญในปัจจุบันและมีอิทธิพลในรัฐสภา ได้แก่ พรรคแรงงาน (Workers Party-PT) เป็นพรรคฝ่ายซ้าย-กลางซ้าย มีนายเอดิญโญ ซิลวา เป็นหัวหน้า (ดำรงตำแหน่งเมื่อ มี.ค.2568) และนายลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ (Honorary President) มีกลุ่มชนชั้นแรงงานและผู้มีรายได้น้อยเป็นฐานเสียงหลัก พรรคเสรีนิยม (Liberal Party-PL) เป็นพรรคฝ่ายขวา-อนุรักษ์นิยม มีนายวัลเดมาร์ คอสตา เนโต เป็นหัวหน้า และนายจาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เป็นสมาชิกคนสำคัญและผู้นำทางความคิด พรรคขบวนการประชาธิปไตยบราซิล (Brazilian Democratic Movement-MDB) เป็นพรรคสายกลางขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลมานาน และมักมีบทบาทร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม มีนายบาเลอา รอสซี เป็นหัวหน้า พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic Party-PSD) เป็นกลุ่มพรรคการเมืองสายกลางขนาดใหญ่ที่เรียกว่า G7 มีนายจิลแบร์โต คาสซาบ เป็นหัวหน้า
นอกจากนี้ มีพรรคการเมืองที่ไม่ได้ยึดอุดมการณ์ซ้ายหรือขวาเคร่งครัด แต่มีบทบาทสำคัญในการต่อรองทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล คือ พรรคก้าวหน้า (Progressives Party-PP) มีนายซีโร โนเกย์รา เป็นหัวหน้า พรรครีพับลิกัน (Republicans) มีนายมาร์กุส เปเรย์รา เป็นหัวหน้า และสหภาพบราซิล (Brazil Union-UNIÃO) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของพรรคขนาดเล็กและเป็นหนึ่งในแนวร่วมพรรคใหญ่ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้รับเลือกตั้งและมีที่นั่งในสภามากที่สุด มีนายอันโตนีโอ เด รูเอดา เป็นหัวหน้า
กลุ่มกดดันทางการเมือง : กลุ่มสหภาพและสหพันธ์รัฐแรงงานเกษตรกร Landless Workers’ Movement หรือ MST และกลุ่มศาสนา เช่น Christian churches และ Catholic Church
เศรษฐกิจ
บราซิลมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และใหญ่เป็นอันดับ 11 ของโลก เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก สินค้าสำคัญได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำตาล เนื้อวัว ไก่สดแช่แข็ง และกาแฟ รวมทั้งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยรัฐบาลบราซิลออกนโยบายส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญได้แก่ โครงการ INOVAR-Auto (ปี 2556-2560) ทำให้การลงทุนด้านยานยนต์ในบราซิลขยายตัวอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า โครงการ Rota 2030 (ปี 2561-2576) ซึ่งมาทดแทนโครงการ INOVAR-Auto โดยปรับแนวทางการดำเนินโครงการที่ลดข้อบกพร่องด้านกฎหมายการค้าในประเด็นการกีดกันทางการค้า และเน้นการบูรณาการอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศให้เข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ New Industrial Brazil (Nova Indústria Brasil-NIB) ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2567 เพื่อผลักดันการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และการใช้พลังงานสะอาดในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การเกษตร อุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรค การป้องกันประเทศ และโครงสร้างพื้นฐาน
บราซิลเป็นสมาชิกตลาดร่วมอเมริกาตอนใต้ (Common Market of the South หรือ Mercosur) ร่วมกับอาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัย โดย Mercosur กำหนดมาตรการปกป้องตลาดการค้า และเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งสามารถตกลงหลักการกันได้เมื่อปี 2562 แต่ข้อตกลงยังไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาของสมาชิก EU และ Mercosur แต่ละประเทศ เนื่องจากมีประเด็นที่เป็นอุปสรรค เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม และข้อกังวลด้านการเกษตรของสมาชิก EU ส่งผลให้ปัจจุบันข้อตกลงยังไม่ได้บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดา ตั้งแต่ปี 2541 ยังไม่บรรลุผล
ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ บราซิลมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ที่สำคัญ คือ แหล่งน้ำมันชั้นเกลือใต้ทะเลลึก (Pre-salt) ในแอ่งซานโตส (Santos Basin) และแอ่งคัมโปส (Campos Basin) โดยมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้ว รวมประมาณ 12,715 ล้านบาร์เรล (ประมาณการปี 2564) กำลังการผลิตวันละประมาณ 4.22 ล้านบาร์เรล (ประมาณการปี 2566) และส่งออกวันละประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรล ส่วนก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้ว 363,985 ล้านลูกบาศก์เมตร (ประมาณการปี 2564) กำลังการผลิตวันละ 22,702 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งออกวันละ 101.203 ล้านลูกบาศก์เมตร (ข้อมูลประมาณการปี 2566 จาก CIA World Factbook)
ทรัพยากรแร่ ที่สำคัญ ได้แก่ แร่เหล็ก (Iron Ore) ซึ่งบราซิลเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากออสเตรเลีย แร่บอกไซต์ในอุตสาหกรรมผลิตอะลูมิเนียม นอกจากนี้ ยังมีทองคำ ทองแดง แมงกานีส รวมถึงแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ไนโอเบียม (Niobium) ซึ่งบราซิลมีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก ลิเทียม (Lithium) แร่หายาก (Rare Earth) แกรไฟต์ ดีบุก และนิกเกิล
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : เฮอัล หรือ เรียลบราซิล (Brazilian Real-BRL)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 5.67 BRL : 1 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 BRL : 6.02 บาท (พ.ย.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 2.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2569 ของ IMF)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 1.9%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 24,110 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อ : 4%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 51,861 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำ : 356,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลธนาคารกลางบราซิล เมื่อ ก.ย.2568)
แรงงาน : 102.4 ล้านคน (ประมาณการไตรมาส 3/2568 ของสถาบันภูมิศาสตร์และสถิติแห่งชาติบราซิล)
อัตราการว่างงาน : 5.8%
ดุลการค้าต่างประเทศ : เกินดุล 59,091 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2567 ของ WTO)
มูลค่าการส่งออก : 337,045 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาล เนื้อวัวแช่แข็ง กากถั่วเหลือง เนื้อไก่ น้ำมันดิบ แร่เหล็ก ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ เยื่อกระดาษ
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : จีน สหภาพยุโรป สหรัฐฯ อาร์เจนตินา ชิลี เม็กซิโก ญี่ปุ่น สิงคโปร์
มูลค่าการนำเข้า : 277,954 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : ข้าวสาลีและแป้งข้าวสาลีบดหยาบ (เมสลิน) ธัญพืช (มอลต์) น้ำมันมะกอก ไวน์ทำจากองุ่น ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์อินทรีย์ ปุ๋ยเคมี เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ (รถยนต์นั่ง รถแทรกเตอร์ รถบรรทุก และรถยนต์สำหรับใช้งานพิเศษ เช่น รถเครน รถดับเพลิง) ผลิตภัณฑ์ยา
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน สหรัฐฯ เยอรมนี อาร์เจนตินา อินเดีย รัสเซีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ อิตาลี
เมื่อปี 2567 บราซิลใช้งบประมาณด้านการทหาร 24,396 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.11% ของ GDP) กองทัพบราซิลมีขีดความสามารถมากที่สุดในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา โดยมุ่งเพิ่มแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงจากขบวนการอาชญากรรมขนาดใหญ่ในประเทศ และความปลอดภัยตามแนวชายแดนทางตอนเหนือติดกับกายอานาและเวเนซุเอลา นอกจากนี้ บราซิลยังมีความร่วมมือทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ การแลกเปลี่ยนบุคลากรและฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับชิลีและโคลอมเบีย รวมถึงมีความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับฝรั่งเศส สวีเดน และสหรัฐฯ ที่เน้นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ให้คำแนะนำทางเทคนิค และฝึกอบรมบุคลากร
ปัจจุบันบราซิลมีฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ได้รับการพัฒนาและมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีขีดความสามารถด้านการออกแบบและผลิตยุทโธปกรณ์ในประเทศได้เอง ที่โดดเด่น คือ เรือดำน้ำโจมตีแบบใช้น้ำมันดีเซลและไฟฟ้า ชั้น S40 Riachuelo ลำแรกที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้ความร่วมมือในโครงการพัฒนาเรือดำน้ำ (Submarine Development Program-ProSub) กับฝรั่งเศสซึ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเลียนแบบเรือดำน้ำชั้น Scorpène ของฝรั่งเศส แก่บราซิล ปัจจุบันผลิตได้เพิ่มอีก 3 ลำ ได้แก่ ชั้น Humaitá ชั้น Tonelero และชั้น Angostura อีกทั้งอยู่ระหว่างพัฒนาผลิตเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ลำแรก โดยมีแผนจะปล่อยเรือดำน้ำดังกล่าวลงน้ำในปี 2572 และนำเข้าประจำการใน ทร.บราซิล ภายในปี 2577
การพัฒนาอากาศยานทางทหารและระบบอาวุธภาคพื้นดินของบราซิลมีความโดดเด่นเช่นกัน โดยมีบริษัทเอกชนในประเทศทำงานร่วมกับกองทัพบราซิล เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ที่สำคัญ ได้แก่ บริษัท Embraer ผู้ผลิตและส่งออกอากาศยานรายใหญ่ที่สุดของบราซิล เชี่ยวชาญการออกแบบ ผลิต และบำรุงรักษาอากาศยานทั้งทางทหารและพลเรือน รองรับความต้องการของกองทัพและการส่งออก เช่น เครื่องบินโจมตีเบาและฝึกนักบินรุ่น A-29 Super Tucano เครื่องบินลำเลียงทางทหารขนาดใหญ่ รุ่น C-390 Millennium (KC-390) ซึ่งใช้ทดแทนเครื่องบิน C-130 Hercules รุ่นเก่าของ ทอ.บราซิล และบริษัท Avibras ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตระบบอาวุธภาคพื้นดินและเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบเคลื่อนที่ (MRLS) รุ่น ASTROS ขีปนาวุธร่อนทางยุทธวิธี AV-TCM ระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ MANSUP
กองทัพแห่งชาติบราซิลอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงกลาโหม มีชื่อเป็นทางการว่า Forças Armadas Brasileiras กองบัญชาการอยู่ที่กรุงบราซีเลีย (เมืองหลวง) ประธานาธิบดีบราซิลเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง มีกำลังพลรวมประมาณ 374,500 คน และกำลังพลสำรองประมาณ 1.42 ล้านคน
ทบ. (Exercito Brasileiro-EB) มีกำลังพลประจำการ 110,000 คน และทหารเกณฑ์ ประมาณ 112,000 คน รวมกำลังพลทั้งหมด 222,000 คน ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถถังหลัก (MBT) รุ่น Leopard 1A1BE จำนวน 41 คัน รุ่น Leopard 1A5BR จำนวน 220 คัน และรุ่น M60A3/TTS จำนวน 31 คัน รถหุ้มเกราะลาดตระเวนติดปืนใหญ่เบา (ASLT) รุ่น Centauro จำนวน 2 คัน รถหุ้มเกราะ ลาดตระเวน (RECCE) รุ่น EE-9 Cascavel จำนวน 409 คัน รถทหารราบ (IFV) รุ่น VBTP-MR Guarani จำนวน 13 คัน รถสายพานหุ้มเกราะลำเลียงพล (APC/T) รุ่น M113A1 จำนวน 198 คัน รุ่น M113BR จำนวน 386 คัน รุ่น M113A2 จำนวน 12 คัน รุ่น M577A2 จำนวน 64 คัน รถล้อยางหุ้มเกราะลำเลียงพล (APC/W) รุ่น EE-11 Urutu จำนวน 231 คัน และรุ่น VBTP-MR Guarani ประมาณ 575 คัน ยานยนต์อเนกประสงค์หุ้มเกราะ (AUV) รุ่น IVECO LMV (LMV-BR) จำนวน 32 คัน อาวุธปล่อยต่อต้านรถถัง (MSL) แบบ MANPATS รุ่น Eryx และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (RCL) รุ่น Carl Gustav (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน แบบ self-propelled (SP) รุ่น M109A3 จำนวน 37 กระบอก รุ่น M109A5 จำนวน 40 กระบอก รุ่น M109A5+จำนวน 32 กระบอก แบบลากจูง รุ่น M101/ M102 จำนวน 231 กระบอก รุ่น L118 จำนวน 40 กระบอก รุ่น Model 56 pack howitzer จำนวน 60 กระบอก และรุ่น M114 จำนวน 81 กระบอก ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (MRL) รุ่น ASTROS II Mk3M จำนวน 20 ชุด และรุ่น ASTROS II Mk6 จำนวน 18 ชุด เครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) รุ่น AGR Mrt Me Acg จำนวน 92 กระบอก รุ่น M1 จำนวน 137 กระบอก รุ่น AGR M936 จำนวน 484 กระบอก รุ่น Brandt จำนวน 651 กระบอก รุ่น L16 จำนวน 72 กระบอก และรุ่น AGR M2 จำนวน 268 กระบอก เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ (MRH) รุ่น AS565 Panther (HM-1) จำนวน 3 เครื่อง รุ่น AS565 K2 Panther (HM-1) จำนวน 30 เครื่อง และรุ่น AS550A2 Fennec (HA-1) จำนวน 36 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (TPT) รุ่น H225M Caracal (HM-4) จำนวน 14 เครื่อง รุ่น AS532 Cougar (HM-3) จำนวน 8 เครื่อง และรุ่น S-70A-36 Black Hawk (HM-2) จำนวน 4 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับสำหรับภารกิจรวบรวมข่าวกรองและลาดตระเวน (UAV/ISR) รุ่น Nauru 1000C จำนวน 1 เครื่อง ขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศ (SAM) แบบ Point-defence รุ่น RBS-70 รุ่น 9K38 Igla รุ่น 9K338 Igla-S และรุ่น RBS-70 NG (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนต่อสู้อากาศยาน (GUNS) แบบ self-propelled (SP) รุ่น Gepard 1A2 จำนวน 34 กระบอก
ทร. (Marinha do Brazil-MB) มีกำลังพลประจำการ 85,000 คน (รวมกำลังพลกองการบิน ทร.ประมาณ 2,100 คน และนาวิกโยธินประมาณ 16,000 คน) ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือดำน้ำชั้น Riachuelo จำนวน 2 ลำ ชั้น Tupi จำนวน 1 ลำ และชั้น Tikuna จำนวน 1 ลำ เรือฟริเกตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี (FFGHM) ชั้น Greenhalgh จำนวน 1 ลำ ชั้น Niteroi จำนวน 5 ลำ และชั้น Barroso จำนวน 1 ลำ เรือคอร์เวตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี (FSGH) ชั้น Inhauma จำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (PCO) ชั้น Bracui (เดิมคือเรือชั้น River ของสหราชอาณาจักร) จำนวน 4 ลำ ชั้น Imperial Marinheiro จำนวน 1 ลำ และชั้น Parnaiba จำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (PCC) ชั้น Macaé จำนวน 3 ลำ เรือตรวจการณ์แม่น้ำ (PCR) ชั้น Pedro Teixeira จำนวน 2 ลำ และชั้น Roraima จำนวน 3 ลำ เรือตรวจการณ์ (PB) ชั้น Grajau จำนวน 12 ลำ ชั้น Marlim (พัฒนาจากแบบเรือ Meatini ของอิตาลี) จำนวน 6 ลำ และชั้น Piratini (พัฒนาจากแบบเรือ PGM ของสหรัฐฯ) จำนวน 5 ลำ เรือตรวจการณ์ลำน้ำหุ้มเกราะ (PBR) แบบ LPR-40 จำนวน 4 ลำ เรือกวาดทุ่นระเบิดชายฝั่ง (MSC) ชั้น Aratu จำนวน 3 ลำ (พัฒนาจากแบบเรือ Schütze ของเยอรมนี) เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ยกพลขึ้นบก (LPH) ชั้น Atlantico (เดิมคือเรือชั้น Foudre ของฝรั่งเศส) จำนวน 1 ลำ เรืออู่ยกพลขึ้นบก (LPD) ชั้น Bahia (เดิมคือเรือชั้น Sir Bedivere ของสหราชอาณาจักร) จำนวน 1 ลำ เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกยานพาหนะและมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (LSLH) ชั้น Almirante Saboia จำนวน 1 ลำ เรือระบายพลขนาดกลาง (LCM) แบบ EDVM-25 จำนวน 10 ลำ และแบบ Icarai จำนวน 2 ลำ เรือยกพลขึ้นบกบรรทุกยานพาหนะ (LCT) ชั้น Marambaia จำนวน 1 ลำ เรือระบายพลอเนกประสงค์ (LCU) ชั้น Guarapari จำนวน 3 ลำ เรือส่งกำลังบำรุงและสนับสนุน ชั้นต่าง ๆ รวม 42 ลำ
กองการบิน ทร. มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินโจมตี (ATK) รุ่น A-4M (AF-1B) Skyhawk จำนวน 4 เครื่อง และรุ่น TA-4M (AF-1C) Skyhawk จำนวน 1 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ (ASW) รุ่น Super Lynx Mk21B จำนวน 5 เครื่อง และรุ่น S-70B Seahawk (MH-16) จำนวน 6 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนทางทะเลและโจมตี (MRH) รุ่น H22M/AH-15B จำนวน 3 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยการรบ (CSAR) รุ่น H225M Caracal/UH-15A จำนวน 3 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ รวม 46 เครื่อง อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ (AShM) รุ่น AM39 Exocet และรุ่น AGM-119 Penguin (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ส่วนนาวิกโยธิน มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถถังเบา (LT TK) รุ่น SK-105 Kuerassier จำนวน 10 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ (APC) แบบสายพานรุ่น M113A1 จำนวน 30 คัน และแบบล้อยาง รุ่น Piranha IIIC จำนวน 18 คัน ยานยนต์อเนกประสงค์หุ้มเกราะ (AUV) รุ่น JLTV จำนวน 12 คัน ยานยนต์โจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก (AAV) รุ่นต่าง ๆ รวม 46 คัน อาวุธปล่อยนำวิถี (MSL) ต่อต้านรถถัง แบบประทับบ่า (MANPATS) รุ่น RB-56 Bill และรุ่น MSS-1.2 AC (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนใหญ่ลากจูง ขนาดและรุ่นต่าง ๆ จำนวนรวม 34 กระบอก ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MRL) รุ่น ASTROS II Mk6 จำนวน 6 ชุด เครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) รุ่นต่าง ๆ รวม 24 เครื่อง และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (GUNS) รุ่น L/70 จำนวน 6 กระบอก
ทอ. (Force Aerea Brasileira-FAB) กำลังพลประจำการ 67,500 คน มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ (SAM) แบบ Point-defence รุ่น 9K338 Igla-S (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน)เครื่องบินขับไล่ (FTR) รุ่น F-5EM Tiger II จำนวน 36 เครื่อง และรุ่น F-5FM Tiger II จำนวน 4 เครื่อง เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน (FGA) รุ่น AMX/AMX-T (A-1A/B) จำนวน 16 เครื่อง รุ่น AMX A-1M จำนวน 6 เครื่อง รุ่น AMX A-1BM จำนวน 1 เครื่อง และรุ่น Gripen E (F-39E) อยู่ระหว่างส่งมอบ จำนวน 8 เครื่อง เครื่องบินปราบเรือดำน้ำ (ASW) รุ่น P-3AM Orion จำนวน 5 เครื่อง เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล (MP) รุ่น EMB-111 จำนวน 8 เครื่อง เครื่องบินลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ (ISR) รุ่น EMB-110B (R-95) จำนวน 4 เครื่อง เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์/ข่าวกรองทางสัญญาณ (ELINT) รุ่น EMB-145RS (R-99) จำนวน 3 เครื่อง และรุ่น Learjet 35AM (R-35AM) จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบินลาดตระเวนระยะไกลและรวบรวมข่าวกรองสัญญาณ (AGS) รุ่น EMB-145SA (E-99M) จำนวน 5 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ 152 เครื่อง เครื่องบินฝึก (TRG) รุ่นต่าง ๆ 173 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์โจมตีและลาดตระเวนทางทะเล (MRH) รุ่น H135M (VH-35) จำนวน 2 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ รวม 55 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ (ISR) รุ่น Heron 1 จำนวน 2 เครื่อง และรุ่น Hermes 900 จำนวน 4 เครื่อง
นอกจากนี้ ยังมีกองกำลังความมั่นคงสาธารณะ (Gendarmerie & Paramilitary) อยู่ภายใต้
การกำกับดูแลของผู้ว่าการรัฐ (Governor) กำลังพลรวมประมาณ 395,000 คน ประกอบด้วย สารวัตรทหารประจำรัฐ (State Military Police – Polícia Militar) และหน่วยผจญเพลิงทหาร (Military Firefighters Corps) รับผิดชอบด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันอาชญากรรมระดับรัฐ และเป็นกำลังพลสำรอง/กำลังเสริมของ ทบ.ตามรัฐธรรมนูญ
ความสัมพันธ์ไทย-บราซิล
ไทยกับบราซิลสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่ 17 เม.ย.2502 ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยดีจนถึงปัจจุบัน โดยไทยเปิด สอท. ณ รีโอเดจาเนโร (เมืองหลวงของบราซิลในขณะนั้น) เมื่อปี 2507 ก่อนย้าย สอท. ไปที่กรุงบราซิเลีย เมื่อปี 2516 หลังจากบราซิลย้ายเมืองหลวงไปที่บราซิเลีย (ปี 2503) ส่วนบราซิลเปิด สอท. ที่กรุงเทพฯ (มีเขตอาณาครอบคลุมไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา) เมื่อปี 2506 นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ รีโอเดจาเนโร และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซาเปาลู รวมทั้งมีหน่วยงานของไทยที่ประจำการในบราซิล ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ณ กรุงบราซิเลีย ซึ่งเปิดสำนักงานเมื่อ เม.ย.2551 และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซาเปาลู
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบราซิลแนบแน่นและราบรื่น โดยมีกลไกการหารือทวิภาคี ที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission-JC) ไทย-บราซิล ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ 16 มิ.ย.2547 เพื่อเป็นกลไกหารือประเด็นความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มีการจัดประชุมแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกไทยเป็นเจ้าภาพ ที่กรุงเทพฯ เมื่อ ต.ค.2551 และครั้งที่ 2 ที่บราซิล เมื่อ 29 มิ.ย.2555 นอกจากนี้ ยังมีการประชุมปรึกษาหารือทางการเมือง (Political Consultations-PC) ไทย-บราซิล ซึ่งจัดประชุมครั้งแรก ที่กรุงบราซิเลีย เมื่อปี 2558 และครั้งหลังสุดเป็นครั้งที่ 4 จัดที่กรุงเทพฯ เมื่อ 17 ต.ค.2568
นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนการเยือนเป็นระยะ รวมถึงการเสด็จเยือนบราซิลในระดับพระราชวงศ์ อาทิ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนบราซิลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536 ส่วนการเยือนระดับรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไทยเคยเยือนบราซิล 4 ครั้ง (ครั้งหลังสุดเมื่อปี 2557) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยเคยเยือนบราซิล 3 ครั้ง (ครั้งหลังสุดเมื่อปี 2555) ส่วนฝ่ายบราซิล รมว.กระทรวงการต่างประเทศบราซิล เคยเยือนไทย 2 ครั้ง (ครั้งหลังสุดเมื่อปี 2561)
ไทยและบราซิลมีความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อประชาคมโลก เช่น ความมั่นคง การรักษาและส่งเสริมสันติภาพ เศรษฐกิจและการค้า และสิ่งแวดล้อม โดยทั้งสองประเทศมีแนวนโยบายที่คล้ายคลึงกันและมีความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติ (UN) องค์การนานารัฐอเมริกา (Organization of American States-OAS) กลุ่มพันธมิตรประเทศกำลังพัฒนาใน UN หรือ G77 ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) ความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา (Forum for East Asia-Latin America Cooperation หรือ FEALAC) และกรอบความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (South-South Cooperation) นอกจากนี้ บราซิลได้รับสถานะคู่เจรจาเฉพาะสาขาของอาเซียน (ASEAN Sectoral Dialogue Partner) เมื่อปี 2565 ขณะที่ไทยมีความร่วมมือทางวิชาการที่ต้องการร่วมมือกับบราซิลเพิ่มเติม คือ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตรและพลังงานทดแทน โดยไทยสามารถเรียนรู้การผลิตเอทานอลจากอ้อยของบราซิล เพื่อประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Green Economy
ไทยให้ความสำคัญต่อบราซิลสูงสุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยกำหนดให้เป็น Strategic Post ของไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ การลงทุน ความร่วมมือในสาขาที่บราซิลมีศักยภาพ ได้แก่ ปิโตรเลียม พลังงานทดแทน อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์ การเป็นศูนย์กลางสู่ภูมิภาคของกันและกัน และการตอบรับการสนับสนุนในการดำเนินงานในเวทีระหว่างประเทศของไทย ซึ่งบราซิลมีบทบาทในองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง ขณะที่บราซิลคาดหวังให้ไทยเป็นพันธมิตรของบราซิลในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และมุ่งขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของบราซิลกับไทยไปสู่ระดับภูมิภาค เนื่องจากไทยมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การค้าระหว่างไทย-บราซิล บราซิลเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในลาตินอเมริกา การค้าเมื่อปี 2567 มีมูลค่า 6,438.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (227,599.02 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2566 ที่มีมูลค่า 6,266.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (217,861.10 ล้านบาท) โดยปี 2567 ไทยส่งออก 2,236.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (78,540.34 ล้านบาท) นำเข้า 4,201.56 76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (149,058.68 ล้านบาท) โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 1,964.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (70,518.34 ล้านบาท)
สินค้าส่งออกสําคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ สินค้านําเข้าจากบราซิลที่สําคัญ ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ
การลงทุนระหว่างไทยกับบราซิลที่ผ่านมาค่อนข้างน้อย โดยไทยต้องการให้บราซิลเข้ามาลงทุน ในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ไบโอเทคโนโลยี และแปรรูปอาหาร เนื่องจากบราซิลมีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีบริษัท Braskem ของบราซิล ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ (Bio-based Polyethylene หรือ Green-PE) ระดับโลก ร่วมทุนกับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ของไทย จัดตั้งบริษัทร่วมทุน บราสเคม สยาม จำกัด (Braskem Siam Company Limited) เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและซื้อขายเอทิลีนชีวภาพ (ไบโอเอทีลีน) จากเอทานอลที่ใช้ผลิตผลจากภาคเกษตร อาทิ อ้อย รวมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์เคมีอื่น ๆ เมื่อปี 2566 มีแผนสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 ขณะที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ของไทย เข้าไปลงทุนในบราซิล ผ่านการซื้อหุ้นบริษัท Camanor Productos Marinhos Ltda. ซึ่งเป็นผู้ผลิตและแปรรูปกุ้งรายใหญ่ในบราซิล ตั้งแต่ปี 2561 มูลค่าการลงทุนประมาณ 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 547 ล้านบาท)
ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ คือ กําแพงภาษีศุลกากรและระบบศุลกากรที่ซับซ้อน รวมทั้งภาษีที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ กฎหมายธุรกิจและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งยังไม่สามารถบังคับใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กอปรกับการที่ไทยและบราซิลอยู่ห่างไกลกันมาก ไม่มีเที่ยวบินตรง ทําให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลามาก รวมถึงมีปัญหาในการสื่อสาร เนื่องจากบราซิลใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ ขณะที่นักธุรกิจไทยที่รู้ภาษาโปรตุเกสมีน้อย
ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2567 มีชาวบราซิลเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย รวม 63,243 คน และห้วง ม.ค.-ต.ค.2568 มีจำนวน 49,952 คน (ข้อมูลเมื่อ พ.ย.2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ส่วนชาวไทยในบราซิล มีประมาณ 206 คน (ข้อมูลเมื่อ ก.พ.2568 กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ)
ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงทางการค้า (12 ก.ย.2527) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (12 ก.ย.2527) ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (21 มี.ค.2534) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับสมาพันธ์การค้าแห่งชาติบราซิล (13 มิ.ย.2537) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทุกประเภท (รวมทั้งหนังสือเดินทางทูตและราชการ) (25 พ.ย.2551) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี (16 มิ.ย.2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระบบการทำงานและการให้สินเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า ระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน. หรือ EXIM BANK) กับธนาคารแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบราซิล (BancoNacional de Desenvovimento Economico e Social-BNDES) (16 มิ.ย.2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการไตรภาคี (17 ส.ค.2555) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการปรึกษาหารือทางการเมือง (Political Consultations) ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย กับกระทรวงการต่างประเทศบราซิล (21 ส.ค.2555) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวบราซิล กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไทย (21 ส.ค.2559) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทย กับกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และอุปทานอาหารบราซิล (16 มี.ค.2565) และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับฝึกอบรมนักการทูต ระหว่างสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศไทย กับสถาบันรีโอ บรังโก (Rio Branco Institute) กระทรวงการต่างประเทศบราซิล (24 พ.ค.2566)
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1)บทบาทของบราซิลในฐานะประธานหมุนเวียนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส โดยบราซิลเตรียมเสนอร่างข้อมติเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอีกครั้งภายใน ต.ค.2566 หลังจากที่สหรัฐฯใช้สิทธิยับยั้งร่างข้อมติของบราซิล ที่ไม่ได้กล่าวถึงสิทธิการป้องกันตนเองของอิสราเอล และระบุว่ากลุ่มฮามาสทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา
2)บทบาทของบราซิลทั้งในระดับภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศ การส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป ประเทศตลาดเกิดใหม่ การส่งเสริมบทบาทของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค ได้แก่ กลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) สหภาพประชาชาติอเมริกาใต้ (UNASUR) การแสดงบทบาทผู้นำกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในการผลักดันการปฏิรูปสหประชาชาติ (UN) และ UNSC ให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น



















