![]()

สาธารณรัฐโคลอมเบีย
Republic of Colombia
เมืองหลวง โบโกตา
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ พื้นที่ 1,138,910 ตร.กม. (รวม Isls de Malpelo, Roncador และ Serrana Bank) มีขนาดใหญ่อันดับ 4 ในอเมริกาใต้ (รองจากบราซิล อาร์เจนตินาและเปรู) ตั้งอยู่ในจุดต่อเชื่อมระหว่างอเมริกากลางกับอเมริกาใต้ และเป็นประเทศเดียวในอเมริกาใต้ที่มีชายฝั่งติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ และทะเลแคริบเบียน
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดทะเลแคริบเบียน (1,760 กม.)
ทิศตะวันออก ติดเวเนซุเอลา (2,341 กม.) และบราซิล (1,790 กม.)
ทิศใต้ ติดเอกวาดอร์ (708 กม.) และเปรู (1,494 กม.)
ทิศตะวันตก ติดปานามา (339 กม.) และมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ (1,448 กม.)
นอกจากนี้ ยังมีเขตแดนทางทะเลร่วมกับคอสตาริกา นิการากัว ฮอนดูรัส จาเมกา สาธารณรัฐโดมินิกัน และเฮติ
ภูมิประเทศ สภาพภูมิประเทศของโคลอมเบียแบ่งตามภูมิภาคออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ เขตเทือกเขา Andes (ทางตะวันออก) พื้นที่ติดมหาสมุทรแปซิฟิก ชายฝั่งทะเลแคริบเบียน เขตที่ราบ Llanos ป่าฝนแอมะซอน และเกาะต่าง ๆ ตั้งอยู่บนส่วนหนึ่งของวงแหวนไฟ (Ring of Fire) ทำให้เสี่ยงต่อเหตุแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด พื้นที่สูงที่สุดในประเทศอยู่ที่ตะวันตกของภูมิภาค Cordillera โดยมีความสูงเฉลี่ย 4,700-5,000 เมตร มีแม่น้ำ สายหลัก 7 สาย ได้แก่ Magdalena, Cauca, Guaviare, Atrato, Meta, Putumayo และ Caquetá ที่ลุ่มหลัก 4 แห่ง ได้แก่ the Pacific drain, the Caribbean drain, the Orinoco Basin และ the Amazon Basin โดยมีแม่น้ำ The Orinoco และ Amazon แบ่งเขตแดนระหว่างโคลอมเบีย เวเนซุเอลา และเปรู โคลอมเบียมีพื้นที่ “National Park” ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 142,682.24 กม. หรือประมาณ 12.77% ของพื้นที่ โคลอมเบียยังมีป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีแหล่งน้ำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่
ภูมิอากาศ สภาพอากาศของโคลอมเบียแบ่งตามเขตพื้นที่ โดยพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับความสูง 1,000 เมตร เป็นพื้นที่อากาศจะร้อนที่เรียกว่า Tierra Caliente อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 24 องศาเซลเซียส ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 82.5% ของประเทศ ส่วนพื้นที่ราบ Tierra Templada มีความสูงประมาณ 1,001-2,000 เมตร เป็นเขตที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 17-24 องศาเซลเซียส พื้นที่ Tierra Fría จะเป็นเขตที่มีอากาศหนาวเย็น ระดับความสูงของพื้นที่เฉลี่ย 2,001-3,000 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 12-17 องศาเซลเซียส พื้นที่ที่มีความสูงระหว่าง 3,000-4,000 เมตร มีสภาพอากาศหนาวเย็นและทุ่งหญ้าแบบเทือกเขาสูง พื้นที่ Tierra Helada มีความสูงมากกว่า 4,000 เมตร อุณหภูมิต่ำกว่า องศาเซลเซียส มีหิมะและน้ำแข็งปกคลุมทั้งปี

Gustavo Petro
(ประธานาธิบดีโคลอมเบีย)
ประชากร 53,057,212 ล้านคน (ประมาณการปี 2568 ของสำนักบริหารงานสถิติแห่งชาติโคลอมเบีย หรือ DANE) ประชากรกลุ่มหลัก คือ กลุ่ม Mestizo มีเชื้อสายผสมระหว่างคนพื้นเมืองอินเดียนกับคนผิวขาว (ยุโรป) 87.6% กลุ่ม Afro-Colombian 6.8% (รวมถึงกลุ่ม Multatto มีเชื้อสายผสมระหว่างแอฟริกันกับยุโรป กลุ่ม Raizal กลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะที่อาศัยอยู่บนเกาะต่าง ๆ ในทะเลแคริบเบียน และกลุ่ม Palenquero มีเชื้อสายแอฟริกันและตั้งถิ่นฐานใน San Basilio de Palenque ซึ่งเป็นหมู่บ้านมรดกโลกในเขตโบลิวาร์ของโคลอมเบีย) ชาวอินเดียนพื้นเมือง 4.3% และไม่สามารถระบุได้ 1.4% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : อายุ 0-14 ปี 22.3% อายุ 15-64 ปี 66.5% อายุ 65 ปีขึ้นไป 11.2% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม 74.9 ปี เพศชาย 71.3 ปี เพศหญิง 78.7 ปี อัตราการเกิด 14.9 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 8 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.48% (ข้อมูลประมาณการปี 2567 จาก CIA World Factbook)
ภาษา ภาษาสเปน 98.9% (เป็นภาษาราชการ) ภาษาอินเดียนพื้นเมือง 1% ภาษาโปรตุเกส 0.1%
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 63.6% คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ 17.2% คริสต์นิกายอื่น 0.7% ศาสนาอื่น ๆ 0.3% มีความเชื่อแต่ไม่ระบุศาสนาเฉพาะเจาะจง 0.2% ไม่แน่ใจในศาสนา (Agnostic) 1% ไม่นับถือพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ (Atheist) 1% ไม่นับถือศาสนาใด ๆ 14.2% ไม่สามารถระบุได้ 1.8% (ข้อมูลประมาณการปี 2567 จาก CIA World Factbook)
การศึกษา ประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปสามารถอ่านออกและเขียนได้ อัตราการรู้หนังสือ 95.6%
การก่อตั้งประเทศ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมอพยพมาจากพื้นที่ในอเมริกากลาง (Mesoamerica) และแคริบเบียน ก่อนที่ชาวอินคาจะขยายอิทธิพลเข้ามา กลุ่มชาวสเปนเข้ามาตั้งรกรากครั้งแรกเมื่อปี 2053 ที่ Santa María la Antigua del Darién จนกระทั่งช่วงปี 2079-2082 Nikolaus Federmann ทหารชาวเยอรมันเดินทางมาค้นหา El Dorado หรือ “City Of Gold” ตามตำนานของชาวอินคา ทำให้ชาวยุโรปจำนวนมากหลั่งไหลมาตั้งถิ่นฐานที่ New Granada ระหว่างศตวรรษที่ 16-17 ประกาศเอกราชจากสเปนเมื่อปี 2353 โดยนาย Simón Bolívar เป็นประธานาธิบดีคนแรก เป็นประเทศแรกในอเมริกาใต้ที่ยึดแนวทางการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีพรรค Liberal และพรรค Conservative (ก่อตั้งเมื่อปี 2391 และปี 2392)
เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา
การเมือง ปกครองในระบอบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล มีวาระ 4 ปี โดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับแก้ไขปี 2558) กำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว การเลือกตั้งประธานาธิบดีโคลอมเบีย ครั้งหลังสุดเมื่อ 19 มิ.ย.2565 (เป็นการเลือกตั้งรอบสอง หรือ Runoff) ซึ่งนายกุสตาโว เปโตร จากพรรคฝ่ายซ้ายและอดีตนายกเทศมนตรีโบโกตา (เมืองหลวง) ชนะการเลือกตั้งและขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบียอย่างเป็นทางการเมื่อ 7 ส.ค.2565 ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีโคลอมเบีย ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นใน พ.ค.2569 หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% จะจัดการเลือกตั้ง Runoff ใน มิ.ย.2569
ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหาร และแต่งตั้ง ครม.
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบ 2 สภาคือ วุฒิสภา มีสมาชิก 108 คน กำหนดโควตาพิเศษสำหรับคณะกรรมาธิการชนเผ่าทั่วประเทศ 2 คน และสมาชิกพรรค Commons หรือชื่อเดิม People’s Alternative Revolutionary Force (FARC) 5 คน และสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 188 คน มาจากการเลือกตั้งโดยระบบ Party-list 183 คน และสมาชิกพรรค Commons 5 คน (ตามที่กำหนดในความตกลงสันติภาพปี 2559) ทั้งนี้ สมาชิกของทั้ง 2 สภา มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยการเลือกตั้ง ครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 13 มี.ค.2565 และครั้งต่อไปจะจัดขึ้นใน มี.ค.2569
ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลฎีกา (ฝ่ายคดีแพ่งและเกษตรกรรม ฝ่ายคดีแรงงาน และฝ่ายคดีอาญา) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุดหรือสภาแห่งรัฐ (Council of State) และสภาศาลยุติธรรมสูงสุด (Superior Judiciary Council)
พรรคการเมืองสำคัญ : Alternative Democratic Pole (PDA) แนวคิดฝ่ายซ้าย มีนาย Alexander López Maya เป็นหัวหน้า Humane Colombia แนวคิดฝ่ายซ้าย มีนาย Gustavo Petro (ประธานาธิบดีโคลอมเบียปี 2565-2569) เป็นหัวหน้า และแกนนำ Historic Pact ซึ่งเป็นการรวมพันธมิตรพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย The Commons หรือชื่อเดิม Common Alternative Revolutionary Force (พรรคที่เกิดจากอดีตกลุ่มกบฏ FARC) แนวคิดฝ่ายซ้าย มีนาย Timoleón Jiménez เป็นหัวหน้า Green Alliance แนวคิดสายกลาง-กลางซ้าย มีนาย Luis Carlos Avellaneda และนาย Antonio Sanguino เป็นหัวหน้า Liberal Party (PL) แนวคิดฝ่ายกลางซ้าย มีนาย César Gaviria เป็นหัวหน้า Democratic Center Party (CD) แนวคิดฝ่ายขวา มีนาย Alvaro Uribe Velez เป็นหัวหน้า Conservative Party (PC) แนวคิดฝ่ายขวา-กลางขวา มีนาย Efrain Cepeda เป็นหัวหน้า Radical Change (CR) แนวคิดฝ่ายขวากลาง มีนาย Germán Córdoba เป็นหัวหน้า Social National Unity Party (U Party) แนวคิดสายกลาง มีนาง Dilian Francisca Toro เป็นหัวหน้า
กลุ่มกดดันทางการเมือง สหภาพแรงงานกลาง (Central Union of Workers หรือ CUT) กลุ่ม Colombian Confederation of Workers หรือ CTC กลุ่ม General Confederation of Workers หรือ CGT กลุ่มกบฎ National Liberation Army หรือ ELN และกลุ่มกองกำลังบางส่วนของ Revolutionary Armed Forces of Colombia หรือ FARC
ปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศ โคลอมเบียมีปัญหาเขตแดนทางบกและทางทะเลกับนิการากัวและเวเนซุเอลา ปัญหาองค์กรอาชญากรรมในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหากลุ่มติดอาวุธและกองกำลังกึ่งทหารในประเทศก่อเหตุรุนแรง ทำให้ชาวโคลอมเบียลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน โคลอมเบียเผชิญวิกฤตผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาที่ลี้ภัยปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ ตั้งแต่ปี 2558 เช่นกัน แม้เวเนซุเอลาใช้มาตรการปิดพรมแดนติดโคลอมเบีย ตั้งแต่ ก.พ.2561 และกลับมาเปิดพรมแดน เมื่อ ก.ย.2565 แต่ยังมีชาวเวเนซุเอลาอพยพเข้าโคลอมเบียอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 2.8 ล้านคน (ข้อมูลเมื่อ ก.ย.2567 ของรัฐบาลโคลอมเบียและสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR)
เศรษฐกิจ เศรษฐกิจโคลอมเบียในอดีต เกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับการทำเหมืองทองคำและการปลูกกาแฟ กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (ปี 2448-2472) เริ่มมีการขุดเจาะน้ำมันและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการรวมฐานอุตสาหกรรมการผลิตและการกระจายสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลมีบทบาทอย่างจำกัดในบางอุตสาหกรรม เช่น รถไฟ และน้ำมัน แต่หลังจากปี 2523 โคลอมเบียเผชิญกับปัญหาท้าทายจากอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว และเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โคลอมเบียเริ่มเปิดเสรีทางการค้า โดยเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement-FTA) กับหลายประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2533
ปัจจุบันโคลอมเบียลงนาม FTA กับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 12 ประเทศ และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่ม Pacific Alliance ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าในภูมิภาค ร่วมกับชิลี เม็กซิโก และเปรู เพื่อส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงเข้าเป็นสมาชิก OECD เมื่อปี 2556 นอกจากนี้ ยังเพิ่มความร่วมมือด้านการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมากตั้งแต่ปี 2555 และเป็นคู่ค้าที่โคลอมเบียได้ประโยชน์จากการลงนาม FTA แต่ปัญหาสินค้าขาดความหลากหลาย มาตรการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าประเภทสุรา เอทิลแอลกอฮอล์ เวชภัณฑ์ และสิทธิแรงงาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โคลอมเบียไม่สามารถส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มที่
เศรษฐกิจโคลอมเบียได้ประโยชน์อย่างมากจากการทำ FTA กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้โคลอมเบียเป็นผู้ส่งออกถ่านหิน อันดับ 4 รวมถึงผู้ส่งออกกาแฟและดอกไม้ อันดับ 2 ของโลก ส่วนด้านพลังงาน เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 4 ของภูมิภาคลาตินอเมริกา แต่ยังมีอุปสรรคที่ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นระยะ เช่น การลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ปัญหาเงินเฟ้อสูง การพึ่งพาการส่งออกพลังงานและสินแร่เป็นหลัก ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศเพิ่มขึ้นและเกิดปัญหาขาดแคลนสาธารณูปโภค ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมในสังคม ปัญหาความยากจน การค้ายาเสพติด และการก่อความไม่สงบภายในประเทศ
รัฐบาลโคลอมเบียภายใต้การนำของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร (ปี 2565-2569) เปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นให้รัฐบาลมีบทบาทแทรกแซงและควบคุมเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม นโยบายที่สำคัญ ได้แก่ 1) การปฏิรูปภาษี โดยมุ่งเก็บภาษีจากกลุ่มคนรวย บริษัทน้ำมันและถ่านหินมากขึ้น เพื่อนำไปเป็นรายได้สำหรับโครงการสวัสดิการสังคม 2) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มุ่งลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมันและถ่านหิน) และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและการเกษตรที่ยั่งยืน 3) การปฏิรูปที่ดินและการเกษตร โดยมีแผนจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรรายย่อยมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและลดความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดิน และ 4) การเจรจาสันติภาพ โดยประกาศนโยบาย Total Peace ที่มุ่งยุติความขัดแย้งกับกลุ่มติดอาวุธที่ยังเหลืออยู่ในประเทศ ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงสำหรับการลงทุนในระยะยาว
ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โคลอมเบียมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญ กระจุกตัวในเขตลุ่มน้ำแมกดาเลนา บริเวณตอนกลาง-ตะวันตก (เป็นแหล่งใหญ่และปริมาณการผลิตมากที่สุด) เขตที่ราบลานอสตะวันออก/ลุ่มน้ำโอริโนโก ทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส เขตชายฝั่งทะเลแคริบเบียนและภาคใต้ ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้วประมาณ 2,035 ล้านบาร์เรล กำลังการผลิตเฉลี่ยวันละประมาณ 780,000-790,000 บาร์เรล ส่วนก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้ว 58,470 ล้านลูกบาศก์เมตร กำลังการผลิตวันละประมาณ 28.88 ล้านลูกบาศก์เมตร (ประมาณการปี 2567 ของกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานโคลอมเบีย)
ทรัพยากรแร่ ที่สำคัญ คือ ถ่านหินและทองคำ โดยมีเหมืองถ่านหินคุณภาพสูงในเขต La Guajira และ Cesar ทางตอนเหนือ ใกล้ชายฝั่งทะเลแคริบเบียน ส่วนทองคำ พบมากในเขต Antioquia เขต Chocó และเขต Caldas ทางภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ ยังมีแร่ชนิดอื่น เช่น นิกเกิล ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : โคลอมเบียเปโซ (Colombian pesos-COP)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 3,759.04 COP
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 116.03 COP (พ.ย.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 417,861 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2569 ของ IMF)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 2.3%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 7,776 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อ : 3.04%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 14,117 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการว่างงาน : 9.28%
แรงงาน : 26.82 ล้านคน (ประมาณการปี 2567 ของธนาคารโลก)
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำ : 65,163 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลเมื่อ มิ.ย.2568 ของธนาคารกลางโคลอมเบีย)
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 14,541 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลเมื่อปี 2567 ขององค์การการค้าโลก)
มูลค่าการส่งออก : 49,564 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน กาแฟ ทองคำ ดอกไม้ ถ่านโค้กและถ่านกึ่งโค้ก กล้วย (สดหรือแห้ง)ประตู หน้าต่าง กรอบประตูและธรณีประตู ทำด้วยอะลูมิเนียม และโลหะผสมระหว่างเหล็กกับนิกเกิล (Ferro nickel)
คู่ค้าส่งออกสำคัญ : สหรัฐฯ (30.7%) สหภาพยุโรป หรือ EU (10.7%) ปานามา (8.8%) อินเดีย (5.5%) จีน (4.9%)
เม็กซิโก (4.0%) บราซิล (4.0%) เอกวาดอร์ (3.9%) เกาหลีใต้ (2.4%) และเปรู (2.4%)
มูลค่าการนำเข้า : 64,105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : น้ำมันเชื้อเพลิง (สำหรับเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องบิน) ยาและเวชภัณฑ์รักษาโรค สมาร์ตโฟน ข้าวโพด (ยกเว้นเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูก) ก๊าซธรรมชาติ รถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ สำหรับขนส่งบุคคลน้อยกว่า 10 คน ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ กากถั่วเหลือง
คู่ค้านำเข้าสำคัญ : สหรัฐฯ (26.2%) จีน (25.4%) สหภาพยุโรป หรือ EU (13.5%) บราซิล (5.3%) เม็กซิโก (5.2%) อินเดีย (2.4%) ญี่ปุ่น (2.3%) แคนาดา (1.7%) เวียดนาม (1.6%) และเกาหลีใต้ (1.6%)
การทหาร กองทัพโคลอมเบียมุ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงภายในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามกลุ่มกบฏติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล กลุ่มอาชญากรรมและขบวนการค้ายาเสพติด ควบคู่กับความมั่นคงตามชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การรับมือกับความท้าทายด้านมนุษยธรรม (ผู้อพยพ) และความมั่นคงจากเวเนซุเอลา และการเสริมสร้างความร่วมมือกับบราซิลเพื่อควบคุมชายแดน ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีรัฐวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหมโคลอมเบีย เช่น บริษัท CIAC เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอากาศยาน มีแผนพัฒนาและผลิตอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ในประเทศเป็นครั้งแรก บริษัท CODALTEC เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศสำหรับส่งออกในระดับภูมิภาค และบริษัท COTECMAR เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมทางเรือ ทางทะเล และทางแม่น้ำ มีแผนพัฒนาเรือลาดตระเวนและเรือยกพลขึ้นบก เพื่อสนับสนุนความต้องการของ ทร. และเพื่อส่งออกในอนาคต
งบประมาณด้านการทหารของโคลอมเบีย เมื่อปี 2567 อยู่ที่ 7,728 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.85% ของ GDP) กำลังพลประจำการรวมทั้งหมดประมาณ 269,000 คน กำลังพลสำรอง 34,950 คน การเกณฑ์ทหารภาคบังคับระยะเวลา 18 เดือน อายุสูงสุด 24 ปี เฉพาะเพศชาย ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญโคลอมเบีย ปี 2534 กำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง แต่การบริหารจัดการกองทัพและการปฏิบัติการ จะผ่าน รมว.กระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งชาติ ส่วนอำนาจในการประกาศสงครามเป็นของรัฐสภา
ทบ. มีกำลังพลประจำการ 195,400 คน ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถหุ้มเกราะลาดตระเวน (RECCE) รุ่น EE-9 Cascavel จำนวน 121 คัน รถทหารราบ (IFV) รุ่น Commando Advanced จำนวน 28 คัน และรุ่น LAV III จำนวน 32 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ แบบสายพาน (APC/T) รุ่น M113A1 จำนวน 28 คัน รุ่น M113A2 จำนวน 14 คัน แบบล้อยาง (APC/W) รุ่น EE-11 Urutu จำนวน 56 คัน และรุ่น BTR-80 (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ยานยนต์ลาดตระเวนหุ้มเกราะอเนกประสงค์ (PPV) รุ่นต่าง ๆ รวม 14 คัน ยานยนต์อเนกประสงค์หุ้มเกราะ (AUV) รุ่น M1117 Guardian จำนวน 176 คัน และรุ่น Sand Cat จำนวน 13 คัน อาวุธปล่อยต่อต้านรถถัง (MSL) แบบ MANPATS รุ่น TOW และรุ่น Spike-ER (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (RCL) รุ่น M40A1 จำนวน 73 กระบอก ปืนใหญ่แบบลากจูง (TOWED) รุ่น LG1 MkII จำนวน 22 กระบอก รุ่น M101 จำนวน 85 กระบอก รุ่น 155/52 APU SBT-1 จำนวน 13 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) ขนาด 81 มม. จำนวน 1,507 กระบอก ขนาด 120 มม. จำนวน 169 กระบอก และแบบติดตั้งบนยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยตนเอง (SP) ขนาด 120 มม. รุ่น M113A2 with Brandt จำนวน 12 กระบอก เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์/ข่าวกรองทางสัญญาณ (ELINT) รุ่น Beech B200 King Ai จำนวน 2 เครื่อง และรุ่น Beech 350 King Air จำนวน 1 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ 21 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ (MRH) รุ่น Mi-17-1V Hip จำนวน 8 เครื่อง รุ่น Mi-17MD จำนวน 6 เครื่อง และรุ่น Mi-17V-5 Hip จำนวน 5 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (TPT) รุ่น UH-60L Black Hawk จำนวน 46 เครื่อง รุ่น S-70i Black Hawk จำนวน 7 เครื่อง รุ่น Bell 205 (UH-1H Iroquois) จำนวน 22 เครื่อง รุ่น Bell 212 (UH-1N Twin Huey) จำนวน 14 เครื่อง ปืนต่อสู้อากาศยาน (GUNS) แบบลากจูง ขนาด 40 มม. รุ่น M1A1 จำนวน 4 กระบอก
ทร. มีกำลังพลประจำการ 58,000 คน (รวมทหารเกณฑ์อีก 12,100 คน) ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือดำน้ำพิฆาตเรือผิวน้ำเครื่องยนต์ดีเซลและไฟฟ้า (SSK) ชั้น Pijao จำนวน 2 ลำ เรือดำน้ำขนาดเล็ก (SSC) ชั้น Intrépido (อดีตเรือของเยอรมนีแบบ-206A) จำนวน 2 ลำ เรือฟริเกตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี (FSGHM) ชั้น Almirante Padilla จำนวน 4 ลำ เรือฟริเกตตรวจการณ์ขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ (FSG) ชั้น Almirante Tono (อดีตเรือชั้น Po Hang (Flight IV) ของเกาหลีใต้) เรือฟริเกตตรวจการณ์ (FS) ชั้น Narino (อดีตเรือชั้น Dong Hae ของเกาหลีใต้) จำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งติดอาวุธ (PSOH) จำนวน 3 ลำ เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (PCR) เรือชั้น Arauca จำนวน 2 ลำ ชั้น Nodriza (PAF I-IV) จำนวน 8 ลำ (มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์) เรือตรวจการณ์ลำน้ำ/ชายฝั่ง (PBR) ชั้น Diligente จำนวน 5 ลำ ชั้น LPR-40 จำนวน 16 ลำ ชั้น Swiftships จำนวน 3 ลำ ชั้น Tenerife จำนวน 9 ลำ ชั้น PAF-L จำนวน 2 ลำ และชั้นอื่น ๆ 4 ลำ เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (LCT) ชั้น Golfo de Tribuga จำนวน 6 ลำ เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์ (LCU) ชั้น Morrosquillo จำนวน 2 ลำ ยานโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกสำหรับแม่น้ำ (UCAC) รุ่น Griffon 2000TD จำนวน 8 ลำ เรือฝึกกำลังพลสำรอง (ABU) ชั้น Quindio จำนวน 1 ลำ เรือสำรวจ (AG) ชั้น Inirida จำนวน 1 ลำ เรือสำรวจสมุทรศาสตร์ (AGOR) ชั้น Providencia จำนวน 2 ลำ เรือสำรวจอุทกศาสตร์ (AGS) ชั้น Caribe จำนวน 1 ลำ ชั้น Roncador จำนวน 1 ลำ
นอกจากนี้ ยังมีกองบิน ทร. กำลังพลประจำการ 150 คน นาวิกโยธิน 24,000 คน และกองกำลังป้องกันชายฝั่ง (ไม่ปรากฏข้อมูลกำลังพล) โดยกองบิน ทร. มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล (MP) รุ่น CN235 MPA Persuader จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบินลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ (ISR) รุ่น PA-31 Navajo จำนวน 1 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง (TPT) รุ่น ATR-42 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น Beech 350 King Air จำนวน 2 เครื่อง รุ่น Beech 360ER King Air จำนวน 1 เครื่อง รุ่น Beech C90 King Air จำนวน 2 เครื่อง รุ่น C-212 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น Cessna 206 จำนวน 4 เครื่อง รุ่น Cessna 208 Caravan จำนวน 3 เครื่อง รุ่น PA-31 Navajo จำนวน 1 เครื่อง และรุ่น PA-34 Seneca จำนวน 1 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัย (SAR) รุ่น AS365 Dauphin จำนวน 2 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ (MRH) รุ่นต่าง ๆ 9 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ 8 เครื่อง ส่วนนาวิกโยธิน มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ยานยนต์หุ้มเกราะอเนกประสงค์ (PPV) รุ่น Meteoro (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) เครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) ขนาด 81 มม. จำนวน 74 กระบอก และขนาด 120 มม. 8 กระบอก ระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน (SAM) แบบป้องกันระยะประชิด (Point-defence) รุ่น Mistral (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) สำหรับกองกำลังป้องกันชายฝั่ง มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือตรวจการณ์นอกชายฝั่งขนาดใหญ่ (PCO) ชั้น San Andres จำนวน 1 ลำ ชั้น Valle del Cauca Durable (อดีตเรือชั้น Reliance ของสหรัฐฯ) 1 ลำ (พร้อมลานจอดเฮลิคอปเตอร์) เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (PCC) ชั้น Punta Espada จำนวน 3 ลำ เรือเร็วตรวจการณ์ (PB) ชั้นต่าง ๆ 11 ลำ เรือฝึกกำลังพลสำรอง/เรือช่วยรบอเนกประสงค์ (ABU) ชั้น Isla Albuquerque จำนวน 1 ลำ
ทอ. มีกำลังพลประจำการ 15,600 คน ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ยานยนต์หุ้มเกราะอเนกประสงค์ (PPV) รุ่น Meteoro (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) เครื่องบินโจมตีและขับไล่ (FGA) รุ่น Kfir C-10 จำนวน 8 เครื่อง รุ่น Kfir C-12 จำนวน 9 เครื่อง เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน (ATK) รุ่น AC-47T Spooky จำนวน 6 เครื่อง เครื่องบินลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ (ISR) รุ่น Cessna 560 Citation II จำนวน 5 เครื่อง รุ่น SA 2-37 จำนวน
6 เครื่อง เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์/ข่าวกรองทางสัญญาณ (ELINT) รุ่น Beech 350 King Air จำนวน 3 เครื่อง รุ่น Cessna 208 Grand Caravan จำนวน 6 เครื่อง รุ่น ECN235 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น Turbo Commander 695 จำนวน 1 เครื่อง เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ/ลำเลียง (TKR/TPT) รุ่น KC-767 จำนวน 1 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ 71 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ (MRH) รุ่นต่าง ๆ จำนวน 18 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบลาดตระเวน (ISR) รุ่น Hermes 450 จำนวน 6 เครื่อง และรุ่น Hermes 900 จำนวน 2 เครื่อง ระบบขีปนาวุธแบบอากาศสู่อากาศ (AAM) นำวิถีด้วยอินฟราเรด (IR) รุ่น Python 3-5 และนำวิถีด้วยเรดาร์แบบใช้งานได้ทันที (ARH) รุ่น Derby และรุ่น I-Derby ER ระบบขีปนาวุธแบบอากาศสู่พื้น (ASM) รุ่น Spike-ER และรุ่น Spike-NLOS ระเบิด (BOMBS) นำวิถีด้วยเลเซอร์ รุ่น Paveway II และนำวิถีด้วยระบบ INS/GPS รุ่น Spice (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน)
กองกำลังตำรวจแห่งชาติ (กองกำลังกึ่งทหาร) มีกำลังพล 165,050 คน โดยเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แต่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงกลาโหม และ ผบ.กองกำลัง มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการก่อความไม่สงบ มีหน่วยงานเฉพาะทาง เช่น กองบังคับการสืบสวนคดีอาญา (SIJIN) และหน่วยต่อต้านการลักพาตัว (GAULA) มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์/ข่าวกรองทางสัญญาณ (ELINT) รุ่น C-26B Metroliner จำนวน 5 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ 41 เครื่อง ที่สำคัญเช่น รุ่น Cessna 206 จำนวน 9 เครื่อง และรุ่น ATR-42 จำนวน 5 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ (MRH) รุ่นต่าง ๆ 5 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ 83 เครื่อง ที่สำคัญ เช่น รุ่น UH-60A Black Hawk จำนวน 13 เครื่อง รุ่น UH-60L Black Hawk จำนวน 9 เครื่อง และรุ่น Bell 205 (UH-1H-II Huey II) จำนวน 34 เครื่อง
สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ ACS, BCIE, BIS, CAN, Caricom (observer), CD, CDB, CELAC, EITI (candidate country), FAO, G-3, G-24, G-77, IADB, IAEA, IBRD, ICAO, ICC (national committees), ICCt, ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, ITUC (NGOs), LAES, LAIA, Mercosur (associate), MIGA, NAM, OAS, OPANAL, OPCW, Pacific Alliance, PCA, UN, UNASUR, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, Union Latina, UNWTO, UPU, WCO, WFTU (NGOs), WHO, WIPO, WMO และ WTO
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โคลอมเบียมีคณะวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่า 3,950 กลุ่ม ครอบคลุมหลายสาขา ตั้งแต่ชีววิทยา สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและวิศวกรรม มีองค์การ iNNpulsa ของรัฐบาล ทำหน้าที่ส่งเสริมนวัตกรรมและสนับสนุนผู้ประกอบการด้านงานวิจัยและนวัตกรรม
มีการตั้ง Co-working Spaces เพื่อรองรับและส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจหลากหลายขนาด โดยเฉพาะในชุมชนที่เน้นงานวิจัยและนวัตกรรม ขณะที่การเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก
ทำให้โคลอมเบียมีโครงการวิจัยเพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่สนใจการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและ
การอนุรักษ์ ซึ่งประสบความสำเร็จและช่วยผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมี International Center for Tropical Agriculture ตั้งอยู่ในเมือง Palmira เป็นศูนย์วิจัยสำคัญที่ศึกษาปัญหาโลกร้อนและความมั่นคงทางอาหารในเขตร้อน รวมถึงยังมีการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น เครื่องมือผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ เทคนิคการผ่าตัดดวงตา และการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการน้ำคั่งในสมอง
การขนส่งและโทรคมนาคม ท่าอากาศยาน 253 แห่ง เป็นท่าอากาศยานสำหรับเที่ยวบินในประเทศ 214 แห่ง และท่าอากาศยานนานาชาติ 12 แห่ง ที่สำคัญ ได้แก่ 1) ท่าอากาศยาน El Dorado ในกรุงโบโกตา (เมืองหลวง) 2) ท่าอากาศยาน José María Córdova ในเมือง Rionegro ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากท่าอากาศยาน El Dorado 3) ท่าอากาศยาน Alfonso Bonilla Aragón ในเมือง Palmira 4) ท่าอากาศยาน Rafael Núñez ในเมือง Cartagena ทางชายฝั่งทะเลแคริบเบียนตอนเหนือ 5) ท่าอากาศยาน Ernesto Cortissoz ในเมือง Soledad ภูมิภาคแคริบเบียนตอนเหนือ 6) ท่าอากาศยาน Gustavo Rojas Pinilla บนเกาะ San Andrés ในทะเลแคริบเบียน 7) ท่าอากาศยาน Simón Bolívar ในเมือง Santa Marta ริมทะเลแคริบเบียน และ 8) ท่าอากาศยาน Palonegro ในเมือง Palonegro ภูมิภาคแอนดีสตอนเหนือ
เส้นทางรถไฟ 3,528 กม. ถนน ระยะทาง 205,744 กม. ท่าเรือ ทั่วประเทศ 54 แห่ง ที่สำคัญ ได้แก่ 1) ท่าเรือ Cartagena ชายฝั่งทะเลแคริบเบียน มีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศและเป็นจุดจอดเรือสำราญ 2) ท่าเรือ Barranquilla บริเวณปากแม่น้ำแมกดาเลนา บริเวณตอนกลาง-ตะวันตก เป็นศูนย์กลาง โลจิสติกส์ที่สำคัญของโคลอมเบียและภูมิภาคแคริบเบียน 3) ท่าเรือ Santa Marta เป็นทั้งท่าเรือการค้าและการท่องเที่ยว 4) ท่าเรือ Puerto Bolívar ชายฝั่งทะเลแคริบเบียนเป็นท่าเรือขนส่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของโคลอมเบีย และ 5) ท่าเรือ Buenaventura ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นประตูการค้าหลักสู่มหาสมุทรแปซิฟิก มีท่าจอดเรือน้ำลึกตามธรรมชาติที่รองรับเรือขนาดใหญ่ได้ (ข้อมูลจากรายงาน Colombia Infrastructure Sector ระหว่างปี 2566-2567 ของ ISI Emerging Markets Group ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์และให้บริการข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และตลาดเกิดใหม่ มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร)
การโทรคมนาคม : โทรศัพท์พื้นฐาน 3.5 ล้านเลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 105.5 ล้านเลขหมาย รหัสโทรศัพท์ +57 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 41.1 ล้านคน รหัสอินเทอร์เน็ต .co (ข้อมูลจาก DataReportal เมื่อ ก.พ.2568 เป็นแพลตฟอร์มให้บริการข้อมูลเชิงสถิติและวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท Hootsuite ของแคนาดา ซึ่งให้บริการแพลตฟอร์มบริหารจัดการโซเชียลมีเดีย กับบริษัท We Are Social ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเอเจนซีดิจิทัลด้านการตลาดและสื่อสังคมออนไลน์)
การเดินทาง ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการไทย ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (พำนักได้ไม่เกิน 90 วัน) ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาต้องขอตรวจลงตราหนังสือเดินทาง แต่หากมีวีซ่าเข้าสหรัฐฯ หรือ Schengen หรือมีถิ่นพำนักถาวรในสหรัฐฯ สามารถเดินทางเข้าโคลอมเบียได้โดยไม่ต้องขอตรวจลงตราหนังสือเดินทาง แต่ระยะเวลาพำนักขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองโคลอมเบีย สามารถติดต่อขอตรวจลงตราหนังสือเดินทางได้ที่ สอท.โคลอมเบีย ประจำประเทศไทย ที่แอทธินีทาวเวอร์ ชั้น 18 เลขที่ 63 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพ 10330 และต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลือง (มียุงลาย เป็นพาหะ) ก่อนเดินทางอย่างน้อย 10 วัน โดยมีหลักฐานการฉีดวัคซีนติดตัวไว้แสดงระหว่างการเดินทาง นอกจากนี้ โคลอมเบียยังเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดของไวรัส Zika (มียุงลายเป็นพาหะ เคยระบาดใหญ่ครั้งหลังสุดเมื่อปี 2558-2559 ปัจจุบันเป็นโรคประจำถิ่น) รวมถึงมีความเสี่ยงจากการก่อความไม่สงบของกลุ่มติดอาวุธและอาชญากรรมในบางพื้นที่ของประเทศ
ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยไปโคลอมเบีย การเดินทางจำเป็นต้องต่อเครื่องอย่างน้อยหนึ่งครั้ง มีสายการบินที่ให้บริการ ได้แก่ American Airlines (ผ่านสหรัฐฯ) LATAM Airlines (ผ่านประเทศในลาตินอเมริกา เช่น ปานามา บราซิล) Avianca (สายการบินโคลอมเบีย ให้บริการระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป) Air France/KLM (ผ่านปารีส อัมสเตอร์ดัม แล้วต่อไปโคลอมเบีย) Emirates (ผ่านดูไบ แล้วต่อไปอเมริกาใต้) ระยะเวลาเดินทางขึ้นอยู่กับเวลาต่อเครื่อง โดยเฉลี่ยรวมประมาณ 20-30 ชั่วโมง
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1. การเลือกตั้งประธานาธิบดี ใน พ.ค.2569 และการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ใน มี.ค.2569 อาจมีการแข่งขัน ระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา อย่างเข้มข้นและตึงเครียด
2. สถานการณ์ด้านความมั่นคงจากกลุ่มติดอาวุธและกลุ่มอาชญากรรมในประทศ มีแนวโน้มจะกลับมารุนแรง เนื่องจากการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลโคลอมเบียกับกลุ่มติดอาวุธที่เหลืออีกหลายกลุ่ม ไม่มีสัญญาณจะบรรลุผลได้ในช่วงวาระที่เหลือของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีเปโตร โดยกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม เริ่มขยายพื้นที่ปฏิบัติการและเพิ่มการโจมตีกองกำลังความมั่นคงอย่างต่อเนื่องตลอดห้วงปี 2568 และมุ่งเป้าก่อเหตุในเมืองใหญ่ เพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนประธานาธิบดีและรัฐบาลโคลอมเบียชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งในห้วง ส.ค.2569
3. ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการปลูกโคคา (สารตั้งต้นสำหรับผลิตโคเคน) ในโคลอมเบียเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้ของกลุ่มอาชญากรและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศ อีกทั้งยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เชื่อว่าโคลอมเบียเป็นต้นตอของโคเคนที่ระบาดในสหรัฐฯ และรัฐบาลโคลอมเบียภายใต้ประธานาธิบดีเปโตร ล้มเหลวในการดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติด
4. สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาขาดดุลงบประมาณที่สูง และหนี้สาธารณะจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ไทย–โคลอมเบีย
ไทยและโคลอมเบียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 20 เม.ย.2522 ครบรอบ 35 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างกันเมื่อปี 2557 โดย สอท.ไทย ณ ลิมา เปรู มีเขตอาณาครอบคลุมโคลอมเบีย และแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ โบโกตา คนแรกเมื่อ 16 พ.ย.2531 โคลอมเบียเคยเปิด สอท. ในไทยเมื่อปี 2535 แต่ต้องปิดลงตั้งแต่ 28 ก.พ.2542 ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ และแต่งตั้งให้ ออท. ณ กัวลาลัมเปอร์ เป็น ออท.ประจำไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อมาทางทางโคลอมเบียได้ยื่นคำขอเปิด สอท.โคลอมเบียประจำประเทศไทยอีกครั้ง (ครม.มีมติอนุมัติเมื่อ 2 ต.ค.2555) ปัจจุบันมีนางอานา มาเรีย ปริเอโต อาบัด (H.E. Mrs. Ana Maria Prieto Abad) ดำรงตำแหน่ง ออท.
นอกจากนี้ เมื่อ 11 ก.ค.2556 รมว.กระทรวงการต่างประเทศไทยและโคลอมเบียลงนามในความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการระหว่างสองประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มการแลกเปลี่ยนการเยือนทั้งในระดับสูงและระดับเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ไทยและโคลอมเบียเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้นทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ตลอดจนสนับสนุนการจัดการประชุม Bilateral Consultations เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมและขยายความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติ
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
การค้าไทยกับโคลอมเบียเมื่อปี 2565 มูลค่า 12,334.10 ล้านบาท ไทยส่งออก 10,031.90 ล้านบาท และนำเข้า 2,302.20 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 7,729.69 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องซักผ้าและซักแห้งและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ขณะที่ไทยนำเข้าเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ถ่านหิน เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ และเคมีภัณฑ์
ทั้งสองฝ่ายขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งทั้งสองประเทศมีศักยภาพ โดยไทยชื่นชมนโยบายเศรษฐกิจสีส้ม (Orange Economy) ของโคลอมเบีย สอดคล้องกับนโยบายของไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อมในรูปแบบ SMEs พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการระหว่างกัน ตลอดจนเชิญชวนให้โคลอมเบียใช้ไทยเป็นฐานในการลงทุนเพื่อขยายตลาดเข้าสู่ประเทศอาเซียนตามนโยบาย Thailand Plus One
ความตกลงสำคัญ : ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงกับหน่วยงาน Presidential Against Illicit Crops (PCI) ของโคลอมเบียเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนาพื้นที่สูงและพื้นที่ปลูกพืชเสพติด ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ไทยและโคลอมเบียมีความร่วมมือด้านวิชาการในกรอบทวิภาคี โดย Presidential Agency of International Cooperation of Colombia (APC) ของโคลอมเบีย ต้องการร่วมมือกับไทยในหลายสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น การปลูกพืชทดแทนการปลูกพืชเสพติด การท่องเที่ยว การพัฒนาพลังงานชีวมวล วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการพัฒนาศูนย์กลางการแพทย์และพยาบาล และความร่วมมือในกรอบพหุภาคี โดยโคลอมเบียได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมในโครงการกรอบความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา (Forum for East Asia and Latin American Cooperation-FEALAC) อาทิ การอบรมหลักสูตร Tourism Management โครงการบัวแก้วสัมพันธ์ ซึ่งเน้นด้านการท่องเที่ยว ประมง และ SMEs การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านยาเสพติด โครงการฝึกอบรมด้านการลดความยากจน (Poverty Reduction) การประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติระหว่างสมาชิก FEALAC
ขณะที่ไทยพร้อมสนับสนุนทุนฝึกอบรมในสาขาที่ไทยมีศักยภาพแก่ชาวโคลอมเบียเช่นกัน ตลอดจนยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการที่ดิน การปลูกพืชทดแทนพืชเสพติด และการท่องเที่ยวป่าเชิงอนุรักษ์ นอกจากนี้ ไทยและโคลอมเบียลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างการเยือนโคลอมเบียของ รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไทย เมื่อ 16 ก.ย.2558
ปัจจุบัน มวยไทยเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในโคลอมเบีย และมีชาวโคลอมเบียเดินทางมาฝึกหัดมวยไทยที่ไทยด้วย โรงเรียนสอนฝึกหัดมวยไทยโบราณรามเกียรติ์ในโคลอมเบียได้จัดสัมมนาการไหว้ครูมวยไทยภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้กับนักเรียนและสมาชิก International Muay Thai Academy เมื่อ 15 ก.พ.2558
ปัจจุบัน มวยไทยเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในโคลอมเบีย และมีชาวโคลอมเบียเดินทางมาฝึกหัดมวยไทยที่ประเทศไทยด้วย โรงเรียนสอนฝึกหัดมวยไทยโบราณรามเกียรติ์ในโคลอมเบียได้จัดสัมมนาการไหว้ครูมวยไทยภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้กับนักเรียนและสมาชิก International Muay Thai Academy เมื่อ 15 ก.พ.2558



















