![]()

เว็บไซต์ Arstechnica.com รายงานเมื่อ 2 ก.ย.69 ว่า กองทัพบกสหรัฐฯ เปิดเผยการใช้ระบบอาวุธเลเซอร์พลังงานสูงในการสกัดอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวน 3 ลำ บริเวณใกล้หุบเขาริโอแกรนด์ รัฐเท็กซัส ตามแนวชายแดนสหรัฐฯ–เม็กซิโก ในช่วงกลางคืน 25 ส.ค.69 ต่อเนื่องถึงเช้ามืด 26 ส.ค.69 หลังทางการประเมินว่า โดรนดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อกำลังพลและเจ้าหน้าที่ชายแดนของสหรัฐฯ
ปฏิบัติการดังกล่าวภายใต้ Joint Task Force Southern Border (JTF-SB) ซึ่งสังกัดกองบัญชาการภาคเหนือของสหรัฐฯ มีการใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากโครงการ High-Energy Multipurpose Laser (AMP-HEL) ระบบ Locust Laser Weapon System ซึ่งมีกำลังประมาณ 20 กิโลวัตต์ และได้รับการออกแบบให้ติดตั้งบนยานพาหนะทางทหาร พร้อมผสานการทำงานกับเรดาร์ เซ็นเซอร์ และระบบบัญชาการและควบคุม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือภัยคุกคามทางอากาศในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยระบบในกลุ่มดังกล่าวได้รับการออกแบบให้สามารถตรวจจับ ติดตาม และทำลายเป้าหมายผ่านลำแสงพลังงานสูงที่ก่อให้เกิดความร้อนสะสมจนระบบของโดรนได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถปฏิบัติงานต่อได้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นของระบบเลเซอร์ที่ใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้ รวมถึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงแหล่งที่มาของโดรนหรือหน่วยงานที่เป็นผู้ควบคุมโดรนทั้ง 3 ลำ ขณะที่พลตรี เคอร์ทิส เทย์เลอร์ ผู้บัญชาการ JTF-SB ระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมตามแนวชายแดนมีแนวโน้มใช้โดรนมากขึ้นในการสอดแนมและสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย สะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอาวุธพลังงานกำกับทิศทางในการป้องกันภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ







