ราชอาณาจักรกัมพูชา
- เมืองหลวง ราชธานีพนมเปญที่ตั้ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 10-14 องศาเหนือ กับเส้นลองจิจูดที่ 102-107 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 181,035 ตร.กม. (ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 90 ของโลก)อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับไทย (จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์) และลาว
ทิศใต้ ติดกับอ่าวไทย
ทิศตะวันออก ติดกับเวียดนาม
ทิศตะวันตก ติดกับไทย (จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด)
ภูมิประเทศ ลักษณะคล้ายแอ่งกระทะ พื้นที่ตอนกลางประเทศเป็นที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำบาสัคและมีทะเลสาบขนาดใหญ่อันอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทิศเหนือและตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ราบสูงป่าโปร่ง ป่าทึบและเทือกเขาสลับซับซ้อนเสมือนเป็นขอบกระทะ
ภูมิอากาศ อยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ด้วยกัมพูชามีชายฝั่งติดต่อกับอ่าวไทยทำให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านเข้าประเทศได้สะดวก นำฝนและความชุ่มชื้น
เข้ามา แต่หากมีพายุหมุนจากทะเลจีนใต้พัดผ่านจะทำให้ฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ส่วนฤดูหนาวได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดผ่านจีน นำความหนาวเย็นเข้ามา แต่เนื่องจากมีภูเขาล้อมรอบตอนเหนือ ของประเทศ ทำให้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือไม่เต็มที่ ฤดูฝนเริ่มประมาณกลาง พ.ค.-ก.ย. อุณหภูมิเฉลี่ย 26-29 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวเริ่มประมาณกลาง ต.ค.-ม.ค. อุณหภูมิเฉลี่ย 24-28 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนเริ่มประมาณกลาง ก.พ.-เม.ย. อุณหภูมิเฉลี่ย 26-30 องศาเซลเซียส
ศาสนา พุทธ 97.1% อิสลาม 2% คริสต์ 0.3% และอื่น ๆ 0.5%
ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาเขมร 95.8% ภาษาชนพื้นเมือง 2.9% ภาษาจีน 0.6% ภาษาเวียดนาม 0.5% และภาษาอื่น ๆ 0.2 % ในเขตเมืองบางส่วนยังคงใช้ภาษาฝรั่งเศส ส่วนภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้รับความ นิยมมากขึ้นในฐานะภาษาที่สอง
การศึกษา อัตราการรู้หนังสือ 71.9% ชาย 81.5% และหญิง 63.6% (ปี 2564) โดยการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ในสถานศึกษาของรัฐไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน และงบประมาณด้านการ ศึกษาคิดเป็น 3 % ของ GDP เมื่อปี 2566
วันชาติ 9 พ.ย. (วันประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส 9 พ.ย.2496)
ประชากร ประมาณ 17.80 ล้านคน (ปี 2568) ส่วนใหญ่มีเชื้อสายเขมร 95.4% รองลงมา คือ ชาวจาม (มุสลิม) 2.4% จีน 1.5% และอื่น ๆ 0.7% สัดส่วนประชากรจำแนกตามอายุ: วัยเด็ก (0-14 ปี) 28.9% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 65.8% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 5.3% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรประมาณ 71.4 ปี เพศชายประมาณ 69.6 ปี เพศหญิงประมาณ 73.3 ปี อัตราการเกิด 18.2 คนต่อประชากร 1,000 คน
อัตราการตาย 5.7 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.99% ประชากรส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในและรอบเมืองหลวง
การก่อตั้งประเทศ มีวิวัฒนาการมาจาก 3 อาณาจักรโบราณ คือ ฟูนัน เจนละ และจามปา (พุทธศตวรรษที่ 6-14) จนกระทั่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (ปี 1345-1395) ก่อตั้งอาณาจักรขอมได้สำเร็จ และต่อมาสามารถขยายอำนาจได้กว้างขวางถึง 1 ใน 3 ของภูมิภาคอินโดจีนรวมระยะเวลาประมาณ 400 ปี จากนั้นเริ่มเสื่อมอำนาจเนื่องจากทุ่มเททรัพยากรก่อสร้างศาสนสถานจำนวนมาก ประกอบกับอาณาจักรข้างเคียงเข้มแข็งขึ้นจึงเสียดินแดนบางส่วนให้สุโขทัย หลังจากนั้นอีกประมาณ 300 ปีตกอยู่ใต้อำนาจของอยุธยา เวียดนาม และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในฐานะประเทศราชสลับกับมีเอกราชช่วงสั้น ๆ ก่อนเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส (ปี 2406-2496) ในยุคล่าอาณานิคม
กัมพูชาเปลี่ยนชื่อประเทศและระบบการปกครองรวม 5 ครั้ง ซึ่งเกือบตลอดระยะนั้นเป็นช่วงที่กัมพูชาไร้เสถียรภาพและเกิดสงครามกลางเมือง ดังนี้ ราชอาณาจักรกัมพูชา ปี 2491-2513 สาธารณรัฐเขมร ปี 2513-2518 กัมพูชาประชาธิปไตย ปี 2518-2522 สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา ปี 2522-2532 รัฐกัมพูชา ปี 2532-2534 สิ้นสุดยุคสงครามกลางเมือง สหประชาชาติจัดตั้ง United Nations Advance Mission in Cambodia (UNAMIC) ก่อนปรับเป็น United Nations Transitional Authority in Cambodia (UNTAC) เพื่อช่วยเหลือกัมพูชาควบคุมดูแลการหยุดยิงโดยสมัครใจของฝ่ายต่าง ๆ และเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชา ช่วงปี 2534-2536 ซึ่งนำมาสู่การปกครองในระบอบปัจจุบันตั้งแต่ปี 2536
การเมือง ปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภามีกษัตริย์ (สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี)
เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (สภาราชบังลังก์คัดเลือกกษัตริย์)
ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล : หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคเสียงข้างมากหรือพรรคต่าง ๆ ร่วมกันเสนอชื่อ นรม.ให้สภาแห่งชาติ (สภาผู้แทนราษฎร) รับรองด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง และกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง รัฐบาลชุดปัจจุบันนำโดย นรม.สมเด็จฯ ฮุน มาแนต เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ ส.ค.2566
ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา : ประกอบด้วย 2 สภา คือ 1) วุฒิสภา (มีสมาชิกวุฒิสภา 62 คน วาระ 6 ปี ชุดปัจจุบันปี 2567-2573) มาจากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ 2 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยสภาแห่งชาติ 2 คน และมาจากสมาชิกสภาตำบล 58 คน มีสมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นประธานวุฒิสภา และ 2) สภาแห่งชาติ (มีสมาชิกสภาแห่งชาติ 125 คน วาระ 5 ปี ชุดปัจจุบันปี 2566-2571) มาจากการเลือกตั้งทั่วไป มีสมเด็จฯ ควน สุดารี เป็นประธานสภาแห่งชาติ
ฝ่ายตุลาการ : เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ สถาบันสูงสุดคือสภาผู้พิพากษาสูงสุดซึ่งมีกษัตริย์เป็นประธาน ทำหน้าที่แต่งตั้งผู้พิพากษา ระบบศาลประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลสูง
แต่ละจังหวัด/กรุง/ราชธานีมีศาลของตนเอง
พรรคการเมืองสำคัญ : ได้แก่ พรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People’s Party-CPP) เป็นพรรครัฐบาล ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ก.ค.2566 มีสมาชิกสภาแห่งชาติ 120 ที่นั่งจาก 125 ที่นั่ง
พรรคฟุนซินเปค (FUNCINPEC) มีสมาชิกสภาแห่งชาติ 5 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแสงเทียน (Candlelight Party-CP) ฝ่ายค้าน (สมาชิกส่วนใหญ่มาจากพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งถูกยุบพรรคเมื่อ พ.ย.2560) ถูกตัดสิทธิ์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 5 เมื่อ 25 ก.พ.2567 พรรค CPP ชนะการเลือกตั้งมี สว. 55 ที่นั่ง และพรรค Khmer Will Party (KWP) ซึ่งเป็นพันธมิตรพรรคแสงเทียน มี สว. 3 ที่นั่ง
พรรค CPP ฝ่ายรัฐบาล พยายามรักษาความได้เปรียบทางการเมือง ด้วยการปรับแก้กฎหมาย การเลือกตั้งที่เกี่ยวกับสิทธิ์การเลือกตั้ง และสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อ มิ.ย.2566 ว่า บุคคลผู้ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยไม่มีเหตุที่ชอบด้วยกฎหมาย จะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งใด ๆ ในอนาคต รวมถึงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ เมื่อ ส.ค.2568 ให้รัฐบาลสามารถเพิกถอนสัญชาติบุคคลที่มีความผิดฐานกบฏ หรือสมคบคิดกับต่างชาติ บ่อนทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งคาดว่ามีเป้าหมายแฝงเพื่อป้องปรามกลุ่มเห็นต่างและกลุ่มที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล รวมถึงเพื่อควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จและรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล ในห้วงก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2570 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2571
ภาพรวมการเมืองภายในกัมพูชายังคงเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ เนื่องจากพรรค CPP สามารถควบรวมอำนาจทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ กลไกรัฐทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง รวมถึงการที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กรณีกษัตริย์กัมพูชาเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ อีกทั้งมีตำแหน่งในสภาราชบัลลังก์ซึ่งมีบทบาทเลือกกษัตริย์พระองค์ใหม่ หากกษัตริย์เสด็จสวรรคต อย่างไรก็ดี รัฐบาลภายใต้การนำของสมเด็จฯ ฮุน มาแนต ยังคงเผชิญความท้าทายจากกลุ่มต่อต้านที่หยิกยกประเด็นอธิปไตยและเขตแดนมาโจมตีการบริหารประเทศ
เศรษฐกิจ
แบบทุนนิยม มีนโยบายเปิดเสรีการค้า ภาพรวมเศรษฐกิจกัมพูชาตั้งแต่ปี 2541-2562 เติบโตในอัตราเฉลี่ย 7.7% ต่อปี เป็นผลจากการขยายตัวของภาคการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการค้าและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อ ก.ย.2568 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) ประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกัมพูชา
อยู่ที่ 4.9% ลดลงจาก เม.ย.2568 ที่ 6.1% ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาประเมินไว้ที่ 5% มีปัจจัยบวกจากภาคบริการ การท่องเที่ยว สินค้าเกษตร รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ แต่มีปัจจัยท้าทายจากการปิดจุดผ่านแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ในห้วงที่สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด รวมถึงผลกระทบจากอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้ากัมพูชาที่ 19% สำหรับแนวโน้มในปี 2569 สถาบันการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโต 5% เนื่องจากเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก และความขัดแย้งด้านชายแดนไทย
รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุน มาแนต ประกาศยุทธศาสตร์เบญจโกณ ระยะที่ 1 (Pentagonal Strategy-Phase I) เมื่อปี 2566 เพื่อเป็นรากฐานให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงใน
ปี 2573 โดยส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยืดหยุ่นในภาวะวิกฤต เพิ่มการจ้างงาน ลดความยากจน (กุญแจสำคัญในการพัฒนา 5 ประการ ได้แก่ การพัฒนาประชาชน น้ำ ถนน ไฟฟ้า และเทคโนโลยี) ผลักดันโครงการขยายบริการด้านสาธารณสุข จัดอบรมทักษะอาชีพให้เยาวชนในครอบครัวยากจน จัดตั้งสถาบันช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พัฒนาให้เศรษฐกิจนอกระบบใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในระบบ ส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างภาคเกษตรและภาคการเงิน และส่งเสริมกิจกรรมด้านการเกษตรและการรวมตัวของเกษตรกร ซึ่งเป็นแนวทางดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ และสอดคล้องกับคุณค่า การเติบโตการจ้างงาน ความเท่าเทียม ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน (คติพจน์ 5 ประการ)
กัมพูชาประกาศข้อเสนอแนะ 5 ประการ เพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2593 (Cambodia Vision 2050) ได้แก่ 1) ส่งเสริมภาคการผลิตเพื่อบริโภคและส่งออก สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป สินค้าเกษตร และสินค้าเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 2) ส่งเสริมแนวทาง “เสริมสร้างตลาดเก่า ขยายตลาดใหม่” มุ่งจัดการ
เขตการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี 3) การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รัฐบาลจะส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในท้องถิ่น รวมถึงลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลองฟูนันเตโช 4) ดำเนินนโยบายเกี่ยวข้องกับดิจิทัลอย่างจริงจัง เฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจดิจิทัลและการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และ 5) พัฒนาแผนยุทธศาสตร์เพื่ออำนวยความสะดวกให้หลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) อย่างราบรื่นภายในปี 2572 และลดผลกระทบจากการเสียสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP)
รัฐบาลกัมพูชาจะเพิ่มการหารือและจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ควบคู่กับการหาตลาดส่งออกใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกา เช่น กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ควบคู่กับพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลและการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับชาวมุสลิม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมาเลเซียและที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยมีเป้าหมายหลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดภายในปี 2572 ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าอากาศยานนานาชาติ ถนน และเส้นทางรถไฟ ขณะเดียวกัน กัมพูชาเร่งผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตน้ำมันเพื่อการพาณิชย์จากแหล่งน้ำมันบนบกและในอ่าวไทย ร่วมกับส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งคาดหวังให้เป็นหนึ่งในปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจ
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : เรียล (Riel)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 4,016.19 เรียล (พ.ย.2568)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 124.04 เรียล (พ.ย.2568)
ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่นิยมใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐใหม่และไม่มีตำหนิ (ผู้ประกอบการไม่รับธนบัตรที่มีสภาพเก่า มีรอยพับ หรือรอยขีด) ส่วนเงินบาทไทย ภายหลังจากเหตุปะทะด้านชายแดนเมื่อ ก.ค.2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาระงับการใช้เงินบาทซื้อขายสินค้า หรือทำธุรกรรมที่ไม่จำเป็น แต่ยังอนุโลมให้ผู้ประกอบการบางส่วนใช้เงินบาททำธุรกิจกับไทยได้ ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนด้วยสกุลเงินท้องถิ่นผ่านรหัส QR ปัจจุบันธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ขยายความร่วมมือกับนานาประเทศในการชำระเงินแบบดิจิทัลข้ามพรมแดน โดยใช้สกุลเงินท้องถิ่น ได้แก่ ไทย เวียดนาม ลาว เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และจีน
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 46,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ : 24,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 10.4% จากเมื่อปี 2567) (ส.ค.2568)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 5.0%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : เกินดุล 1,126 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เม.ย.2568)
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 2,810 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2568 ประมาณการโดย IMF)
แรงงาน : 9.904 ล้านคน (ปี 2567)
อัตราการว่างงาน : 0.3% (ปี 2567)
อัตราเงินเฟ้อ : 2.06% (ก.ย.68)
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ : 55,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 2,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)
มูลค่าการส่งออก : 26,660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)
สินค้าส่งออก : สินค้าอุตสาหกรรมกลุ่มสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า สินค้าเพื่อการเดินทาง สินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่สิ่งทอ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน จักรยาน ผลผลิตทางการเกษตร
มูลค่าการนำเข้า : 28,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)
สินค้านำเข้า : ผ้า วัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิง อาหารและเครื่องดื่ม ทองคำและสินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินตรา
คู่ค้าสำคัญ : จีน เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์
การทหารและความมั่นคง
การทหาร
กองทัพแห่งชาติกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces-RCAF) ทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติจากภัยคุกคามทั้งในประเทศและนอกประเทศตามนโยบายของรัฐบาล โดยมี กห.ควบคุมบังคับบัญชา ประกอบด้วย บก.ทสส. ทบ. ทร. ทอ. และหน่วย Gendarmerie (คล้าย สห. แต่มีสถานะเทียบเท่าเหล่าทัพ ทำหน้าที่คุ้มกันผู้นำและครอบครัว) คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อความมั่นคงทางทะเล (มีตัวแทนทั้งทหารและพลเรือน) กำลังพล (ปี 2566) จำนวน 124,300 นาย แบ่งเป็น บก.ทสส. และ ทบ. 75,000 นาย ทร. 2,800 นาย ทอ. 1,500 นาย และกองกำลังภูมิภาคทหาร 45,000 นาย ขณะที่หน่วย Gendarmerie ตร. และกองกำลังเสริมรวม 67,000 นาย การประกอบกำลังยึดหลักนิยมของประเทศสังคมนิยมเช่นเดียวกับกองทัพเวียดนาม แบ่งเขตรับผิดชอบเป็น 6 ภูมิภาคทหาร (ภูมิภาคทหาร 1-5 และภูมิภาคทหารพิเศษดูแลพื้นที่ราชธานีพนมเปญ) กำลังพลส่วนใหญ่วางกำลังในภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 (ด้านชายแดนไทย) รวมประมาณ 22,672 นาย และส่งกำลังพลเข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในซูดาน เลบานอน คองโก เซาท์ซูดาน และแอฟริกากลาง รวม 616 นาย
งบประมาณด้านการทหารปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 720.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.86% จากปี 2566 สำหรับการเกณฑ์ทหารได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ เมื่อ ส.ค.2568 กำหนดให้พลเมืองชาย-หญิงอายุระหว่าง 18-30 ปี ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารจากเดิม 18 เดือน เป็น 24 เดือน จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569
นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพื่อเสริมศักยภาพด้านยุทโธปกรณ์ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร โดยย้ำว่ามาตรการทั้งหมดมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันประเทศ ไม่ใช่รุกรานประเทศอื่น
กองทัพแห่งชาติกัมพูชา มีอาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่จากจีนและรัสเซีย แต่กัมพูชาพยายามรักษาดุลความสัมพันธ์โดยจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากชาติอื่น ๆ อาทิ อินเดีย ส่วนความร่วมมือกับสหรัฐฯ เมื่อ พ.ย.2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการค้าอาวุธ (arm embargo) กับกัมพูชา หลังจากระงับตั้งแต่ ธ.ค.2564 โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลกัมพูชามุ่งมั่นแสวงหาสันติภาพและความมั่นคงอย่างจริงจัง รวมถึงการร่วมมือกับสหรัฐฯ อีกครั้งในด้านความร่วมมือทางทหารและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มรื้อฟื้นการฝึกร่วมภายใต้รหัส Ankor Sentinel หลังจากระงับไปตั้งแต่ปี 2560
ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
ไทยและกัมพูชาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 19 ธ.ค.2493 กัมพูชาเคยประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 2 ครั้ง และลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต 1 ครั้ง สาเหตุจากข้อพิพาทอธิปไตยและดินแดน ครั้งที่ 1 เมื่อ 24 พ.ย.2501 และสถาปนาความสัมพันธ์กลับคืนเมื่อปี 2502 ครั้งที่ 2 เมื่อ 23 ต.ค.2504 สถาปนาความสัมพันธ์กลับคืน เมื่อปี 2509 ล่าสุด เมื่อ 24 ก.ค.2568 กัมพูชาส่งหนังสือถึงทางการไทยปรับลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตเหลือเป็นระดับอุปทูตอย่างเป็นทางการ ตอบโต้ไทยที่ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อ 23 ก.ค.2568 ด้านไทยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตเหลือเป็นระดับอุปทูต 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 จากเหตุการณ์เผา สอท.ไทย ณ ราชธานีพนมเปญ เมื่อ 30 ม.ค.2546 กลับสู่ระดับปกติ เมื่อ 31 พ.ค.2546 ครั้งที่ 2 เมื่อ 5 พ.ย.2552 กรณีแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาและที่ปรึกษาส่วนตัวของอดีต นรม.ฮุน เซน ความสัมพันธ์กลับสู่ระดับปกติ เมื่อ 24 ส.ค.2553 และครั้งหลังสุด เมื่อ 23 ก.ค.2568 ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งสัญญาณความตึงเครียดตั้งแต่ห้วง ก.พ.2568 จากเหตุเพลิงไหม้ศาลาตรีมุขและการวิวาทะระหว่างกำลังพลทั้งสองฝ่าย บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (รอยต่อชายแดนไทย กัมพูชา และลาว) จ.อุบลราชธานี จากนั้นเกิดเหตุปะทะ เมื่อ 28 พ.ค.2568 ทำให้ทั้งสองฝ่ายวางกำลังเผชิญหน้าและระดมกำลังพลและอาวุธหนักเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าว สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเมื่อกัมพูชาตัดสินใจนำปัญหาเขตแดน 4 พื้นที่ (กลุ่มปราสาทตาเมือนและช่องบก) เข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ควบคู่กับการที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังประกาศมาตรการตอบโต้กันในพื้นที่ชายแดน เช่น การควบคุมด่านชายแดน กัมพูชายุติการนำเข้าสินค้ายุทธศาสตร์จากไทย อาทิ กระแสไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ต และน้ำมันเชื้อเพลิง สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นจากเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารในพื้นที่ชายแดนที่อ้างว่ากัมพูชาวางใหม่ ทั้งนี้ ไทยประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา เมื่อ 23 ก.ค.2568 ซึ่งกัมพูชาตอบโต้ทางการทูตเช่นเดียวกัน ความตึงเครียดรุนแรงจนนำไปสู่การปะทะกันด้วยกำลังทหาร 24-28 ก.ค.2568 ตลอดแนวพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิง เมื่อ 28 ก.ค.2568 ภายใต้การนำของมาเลเซีย สหรัฐฯ และจีน พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีร่วมกัน ทั้ง RBC GBC และ JBC ซึ่งจัดการประชุมต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ชายแดนยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย โดยพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและข้อตกลงทวิภาคีอยู่เป็นระยะ ขณะเดียวกัน กัมพูชายังคงผลักดันให้ประเด็นพิพาทชายแดนกับไทยอยู่ในเวทีระหว่างประเทศ โดยใช้วาระการพบหารือกับผู้นำ/จนท.ระดับสูงต่างประเทศ เผยแพร่ข้อมูลและสร้างเรื่องเล่าสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา-ไทย ผ่านมุมมองกัมพูชาที่ว่า ไทยเป็นฝ่ายรุกรานและละเมิดข้อตกลงระหว่างกันก่อน อย่างไรก็ดี ในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ นรม.มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ร่วมผลักดันการลงนามถ้อยแถลง (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อ 26 ต.ค.2568 เพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดระหว่างกัน
แนวโน้มความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-กัมพูชา ไม่น่าจะคลี่คลายและฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น โดยเป็นผลจากความขัดแย้งเขตแดนและความพยายามสร้างกระแสชาตินิยมในระดับผู้นำ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) และกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ที่ใช้ประเด็นการเจรจาและแก้ไขปัญหาชายแดนมาปลุกปั่น สร้างความเกลียดชังระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายแฝงทางการเมือง เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามผลการเจรจาทวิภาคีอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านเศรษฐกิจการค้า ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของกัมพูชา รองจากจีน สหรัฐฯ และเวียดนาม การค้าทวิภาคีไทย-กัมพูชาเมื่อปี 2567 มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 366,729 ล้านบาท (11,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กัมพูชานำเข้าจากไทยมูลค่า 323,631 ล้านบาท (9,966 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่งออก 43,098 ล้านบาท (844.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยได้ดุลการค้า 280,532.16 ล้านบาท (1,327 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้สูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 และเพิ่มห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตึงเครียดชายแดน รวมถึงมาตรการควบคุมและปิดจุดผ่านแดนถาวรและช่องทางผ่านแดนระหว่างกัมพูชา-ไทย ตั้งแต่ 7 มิ.ย.2568 เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มูลค่าการค้าทวิภาคีไทย-กัมพูชา อยู่ที่ 7,725 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 241,258 ล้านบาท) หรือคิดเป็น 51.5% ของเป้าหมายมูลค่าการค้า
สำหรับมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2567 อยู่ที่ 174,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปี 2566 โดยไทยส่งออก 141,478 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.47% และนำเข้า 32,684 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.84%
ไทยได้ดุลการค้า 108,794 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์นั่ง ยานพาหนะอื่น ๆ และส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ผักและของปรุงแต่งจากผัก อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ ลวดและสายเคเบิล ที่หุ้มฉนวนทองแดงและผลิตภัณฑ์
การลงทุน หลังจากกัมพูชามีกฎหมายการลงทุนเมื่อปี 2537 จนถึง พ.ค.2567 ไทยลงทุนในกัมพูชาทั้งสิ้น 3,785.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้า สิ่งทอ อาหารและเครื่องดื่ม ภาคเกษตรกรรม โรงสีและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง และภาคบริการ เช่น โรงแรม ธนาคาร โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง ร้านค้าปลีก โดยจ้างแรงงานชาวกัมพูชามากกว่า 62,000 คน ขณะที่กัมพูชาลงทุนในไทย 3,909.53 ล้านบาท
ความตกลงที่สำคัญระหว่างไทย-กัมพูชา : การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (1 ม.ค.2537) การจัดตั้งคณะกรรมการชายแดน (29 ก.ย.2538) สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (6 พ.ค.2541) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (14 มิ.ย.2543) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน (18 มิ.ย.2544) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงาน (31 พ.ค.2546) พิธีสารยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการ (8 ก.พ.2549) การโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับใช้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (5 ส.ค.2552) ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดา (17 พ.ย.2553) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 ธ.ค.2553 ความตกลงการตรวจลงตราเดียวตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Single Visa) ระหว่างกัมพูชากับไทย (26 ธ.ค.2555) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 27 ธ.ค.2555 โดยผู้ที่ได้รับการตรวจลงตราเดียวจากกัมพูชาหรือไทยจะเดินทางเข้าได้ทั้งกัมพูชาและไทย ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสัญจรข้ามแดนระหว่างประเทศทั้งสอง (11 ก.ค.2558) ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (7 ก.ย.2560) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.2561 นอกจากนี้ ไทยและกัมพูชาอนุญาตให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนสามารถเดินทางระหว่างประเทศโดยใช้บัตรผ่านแดน (Border Pass) แทนหนังสือเดินทาง (Passport) ตั้งแต่ 1 ก.ค.2567
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) ปัญหาพิพาทเขตแดนและอธิปไตยระหว่างกัมพูชากับเพื่อนบ้าน รวมถึงการแก้ไขปัญหาขัดแย้งบริเวณชายแดนและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา
2) ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงทางโทรศัพท์ (scams) แรงงานผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การลักลอบตัดไม้ ยาเสพติด และสินค้าเถื่อนตามแนวชายแดน
3) บทบาทของมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนในกัมพูชา ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร
4) วิวาทะประเด็นด้านสังคม-วัฒนธรรมระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์และพื้นที่ตามแนวชายแดน เฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่สถานการณ์ชายแดนมีความตึงเครียด ประชาชนทั้งสองฝ่ายกล่าวหา ยั่วยุ รวมถึงมีพฤติการณ์ที่ก่ออคติและความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้ามผ่านสื่อสังคมออนไลน์















