สาธารณรัฐเซอร์เบีย

Republic of Serbia

เมืองหลวง       เบลเกรด

 

ที่ตั้ง      อยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ 88,361 ตร.กม. ขนาดใหญ่อันดับที่ 111 ของโลก แบ่งเป็นพื้นดิน 19,194 ตร.กม. พื้นที่ป่า 19,499 ตร.กม. เซอร์เบียเป็นประเทศที่ไม่มีเส้นทางเข้าสู่ทะเล (landlocked) โดยต้องใช้เส้นทางผ่านมอนเตเนโกรเพื่อเข้าถึงทะเลอเดรียติก และสามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่ยุโรปตอนในและทะเลดำได้ โดยผ่านแม่น้ำดานูบ

อาณาเขต

ทิศเหนือ                ติดกับฮังการี

ทิศใต้                    ติดกับนอร์ทมาซิโดเนีย และแอลเบเนีย

ทิศตะวันออก          ติดกับโรมาเนีย และบัลแกเรีย

ทิศตะวันตก            ติดกับมอนเตเนโกร โครเอเชีย และบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา

 

ภูมิประเทศ        มีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ทางตอนเหนือมีที่ราบ ทางตะวันออกมีแนวหินปูนและแอ่งน้ำ ทางตะวันออกเฉียงใต้มีภูเขาและเนินเขาที่เก่าแก่ ทางเหนือมีแม่น้ำดานูบ ทางใต้มีแม่น้ำ Morava ทางตอนกลางประกอบด้วยเนินเขาเตี้ย ๆ และสูงปานกลาง แทรกด้วยแม่น้ำและแอ่งน้ำขนาดเล็ก

 

วันชาติ           15 ก.พ.

นางสาวอานา เบอร์นาบิช

Ana Brnabić

(นรม.เซอร์เบีย)

  • ประชากร 6,586,476 คน (ประมาณการจากสำนักงานสถิติเซอร์เบีย เมื่อ ก.ค.2568) ประกอบด้วย ชาวเซิร์บ 80.6% ฮังการี 2.8% บอสเนีย 2.3% โรมา 2% อื่น ๆ (เช่น โครแอต แอลเบเนียน สโลวัก บัลแกเรียน) และไม่ระบุ 12.3% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 14.4% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 63% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 22.6% อัตราการเกิด 9.2 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 14.9 คนต่อประชากร 1,000 คน อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 75.4 ปี เพศชาย 73.7 ปี เพศหญิง 78.3 ปี

     

การก่อตั้งประเทศ     เซอร์เบียเคยเป็น 1 ใน 6 ชาติในสาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย หรือ Socialist Republic of Yugoslavia ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2488 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (อีก 5 ชาติ ในกลุ่ม ได้แก่ มอนเตเนโกร สโลวีเนีย โครเอเชีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และนอร์ทมาซิโดเนีย) จนกระทั่งทศวรรษที่ 1990 สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียค่อย ๆ แตกสลาย โดย 1) สโลวีเนียและนอร์ทมาซิโดเนียแยกตัวเป็นอิสระได้โดยสันติ 2) การแยกตัวของโครเอเชียและบอสเนียต้องเผชิญกับการทำสงครามอย่างรุนแรง 3) เซอร์เบียและมอนเตเนโกร รวมตัวกันเป็น Federal Republic of Yugoslavia ระหว่างปี 2535-2546 แต่ต่อมาปรับรูปแบบเมื่อปี 2546 กลายเป็น Union of Serbia and Montenegro ที่มีลักษณะการรวมตัวแบบหลวมกว่าเดิม จนกระทั่งปี 2549 มอนเตเนโกรลงประชามติและแยกตัวเป็นเอกราช ส่งผลให้เหลือเพียงเซอร์เบียประเทศเดียว ปัจจุบันเซอร์เบียพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคอซอวอที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อ หลังจากคอซอวอประกาศเอกราชฝ่ายเดียวจากเซอร์เบีย

การเมือง

ปกครองในระบอบสาธารณรัฐกึ่งรัฐสภา (Semi-presidential Republic) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั่วประเทศ วาระ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายอะเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vučić) ภารกิจส่วนใหญ่ของประธานาธิบดีเป็นเชิงพิธีการ แต่มีบทบาทสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง และการเสนอชื่อผู้จัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ พรรค Serbian Progressive Party (SNS) ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีวูชิช ชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 1 เมื่อ มิ.ย.2563 และชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 เมื่อ 3 เม.ย.2565 (เป็นการเลือกตั้งก่อนกำหนดเดิมในปี 2567)

ฝ่ายบริหาร : นรม.ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ปัจจุบัน คือ นาย Đuro Macut ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อ เม.ย.2568 โดย นรม.ได้รับการคัดเลือกจากสภาผู้แทนราษฎร (National Assembly) ตามข้อเสนอของประธานาธิบดี หลังจากประธานาธิบดีหารือกับแกนนำในรัฐสภาเพื่อเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม บุคคลในคณะรัฐมนตรีได้รับการเสนอชื่อจาก นรม.และสภาผู้แทนราษฎรให้การรับรอง ในทางปฏิบัติ อำนาจการบริหารอยู่ที่ นรม. รอง นรม.ด้านต่าง ๆ และรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ โดย นรม.ทำหน้าที่เสนอวาระต่อสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบสภาเดี่ยว มีสภาผู้แทนราษฎร (National Assembly) จำนวน 250 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ วาระ 4 ปี มีอำนาจสูงสุดด้านนิติบัญญัติ ทำหน้าที่พิจารณารับรองหรือปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการแต่งตั้งและถอดถอนผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเซอร์เบีย และตำแหน่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐอื่น ๆ

ฝ่ายตุลาการ : กระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วย ศาลหลายระดับ ได้แก่ ศาลชั้นต้น (Basic Court) ศาลชั้นสูง (High Court) ศาลอุทธรณ์ (Appellate Court) และศาลฎีกา (Supreme Court of Cassation) ศาลฎีกามีอำนาจสูงสุด ทำหน้าที่ทบทวนคดีความที่ผ่านการพิจารณาจากศาลชั้นรองอื่น ๆ ลดหลั่นตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีศาลเฉพาะด้าน เช่น ศาลพาณิชย์ (Commercial Court) ศาลปกครอง (Administrative Court)

การจัดการเขตบริหารการปกครองของเซอร์เบีย แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ เซอร์เบียกลาง (Central Serbia/Serbia proper) และจังหวัดปกครองตัวเองวอยโวดีนา (Autonomous Province of Vojvodina) โดยจัดแบ่งการปกครองย่อยเป็นเขตต่าง ๆ จำนวน 25 เขต (30 เขต หากรวมคอซอวอด้วย) แบ่งออกเป็น เขตปกครองพิเศษ 1 เขต คือ เขตปกครองพิเศษเบลเกรด เขตปกครองในวอยโวดีนา 7 เขต ได้แก่ ซเรม บาชกาใต้ บาชกาตะวันตก บาชกาเหนือ บานัทเหนือ บานัทตอนกลาง และบานัทใต้ เขตปกครองในชูมาดียาและเซอร์เบียตะวันตก 8 เขต ได้แก่ โกลูบารา ชูมาดียา ซลาติบอร์ โปโมราฟลีเย มาชวา โมราวิทซา ราชกา และราซินา เขตปกครองในเซอร์เบียภาคตะวันออกและใต้ 9 เขต ได้แก่ ซาเยร์ชาร์ โทปลิทซา นิชาวา บรานิเชโว บอร์ ปชินยา ปิรอท โปดูนาฟลีเย และยาบลานิทซา เขตปกครองอยู่ในคอซอวอ 5 เขต (มีปัญหาขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิ) ได้แก่ คอซอวอ คอซอวอ-โปโมราฟลีเยคอซอฟสกา-มิตรอวิทซา เปช และพริซเรน

พรรคการเมืองสำคัญ : พรรค Serbian Progressive Party (SNS) เป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน มีอุดมการณ์แบบกลางขวา ประธานาธิบดีวูชิชเป็นอดีตหัวหน้าพรรค ปัจจุบัน นายมีลอช วูเชวิช (Miloš Vučević) อดีต นรม. ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านเคยโจมตี SNS ว่าจัดการเลือกตั้งแบบเผด็จการ และไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเมื่อปี 2563 อีกทั้งมีข้อกล่าวหาเรื่องความโปร่งใสของการเลือกตั้งหลายครั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ทำให้สหภาพยุโรป (EU) และองค์กรระหว่างประเทศออกแถลงการณ์ให้เซอร์เบียปรับปรุงกระบวนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ เซอร์เบียยังมีพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ในเซอร์เบีย ได้แก่ พรรค Alliance of Vojvodina Hungarians (SVM/VMSZ) ของชนกลุ่มน้อยชาวฮังการี พรรค Albanian Democratic Alternative-United Valley (PVD/PDD) ของชนกลุ่มน้อยชาวแอลแบเนีย และพรรค Party of Democratic Action (SDA) ของชนกลุ่มน้อยชาวบอสเนีย

เศรษฐกิจของเซอร์เบียยังคงส่งสัญญาณเชิงบวก โดยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2566-2567 เซอร์เบียสามารถดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในหลายสาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้อัตราการจ้างงานอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ อัตราการว่างงานลดลงมาต่ำกว่า 9% ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ในระดับแข็งแกร่ง มากกว่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนเสถียรภาพด้านการเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในเศรษฐกิจเซอร์เบีย

ในระยะต่อไป ห้วงปี 2568-2570 คาดว่าเศรษฐกิจเซอร์เบียจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 3-4% ต่อปี โดยได้แรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น การลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและบริการด้าน IT และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและพันธมิตรระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี เพื่อรักษาเสถียรภาพและเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เซอร์เบียจำเป็นต้องเดินหน้าการปฏิรูปภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงธรรมาภิบาล การยกระดับการแข่งขัน การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน และการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งต้องดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ ควบคู่กับบริหารจัดการแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เพื่อคงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม และรักษาความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว

 

สกุลเงินตัวย่อสกุลเงิน :  ดีนาร์เซอร์เบีย (Serbia Dinar-RSD)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  1 ดีนาร์เซอร์เบีย : 0.0092 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ดีนาร์เซอร์เบีย : 0.32 บาท (พ.ย.2568)

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 82,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 3.9%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 12,510 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 2,835,900 คน

อัตราการว่างงาน : 9.1%

อัตราเงินเฟ้อ : 4.5%

มูลค่าการส่งออก : 32,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญ : อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

มูลค่าการนำเข้า : 38,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้าสำคัญ : ยุทธปัจจัย ผลิตภัณฑ์ยาสูบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผักและผลไม้ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

ทรัพยากรสำคัญ : น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติถ่านหิน เหล็ก ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี โครเมียม ทองคำ เงิน แมกนีเซียม หินปูน และเกลือ

คู่ค้าสำคัญ : เยอรมนี อิตาลี จีน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และจีน

การทหาร มีกำลังพล 28,150 นาย (แยกเป็น ทบ. 13,250 นาย ทอ. 5,100 นาย Training Command 3,000 นาย Guards 1,600 นาย และอื่น ๆ 5,200 นาย) นอกจากนี้ ยังมี กกล.สารวัตรทหาร 3,700 นาย และกำลังพลสำรอง 50,150 นาย งบประมาณด้านการทหารคิดเป็น 2.15% ของ GDP เซอร์เบียยกเลิกการเกณฑ์ทหารตั้งแต่ ธ.ค.2553 โดยปัจจุบัน ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถสมัครใจเข้ารับการฝึก 6 เดือน

รัฐบาลเซอร์เบียนำแนวคิดการป้องกันประเทศแบบองค์รวม (Total Defence Concept) มาใช้ตั้งแต่ปี 2566 โดยให้ความสำคัญกับความเป็นกลางทางทหาร การคุ้มครองอธิปไตยและความปลอดภัยของพลเมือง ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ โดยระบุว่า ลัทธิแบ่งแยกดินแดน ลัทธิสุดโต่งทางชาติพันธุ์และศาสนา รวมถึงความพยายามผลักดันให้คอซอวอได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ เป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้ เซอร์เบียยังคงเสริมสร้างความสามารถด้านความมั่นคงผ่านการฝึกร่วมกับประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน รัสเซีย และสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ตลอดจนมีบทบาทในภารกิจรักษาสันติภาพของ EU องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) และสหประชาชาติ (UN)

ขณะเดียวกัน เซอร์เบียอยู่ระหว่างการปรับปรุงกำลังพลและขีดความสามารถเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการรบ การป้องกันทางอากาศ การป้องกันทางไซเบอร์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังปรับปรุงยุทโธปกรณ์และพัฒนากองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง แม้มีความร่วมมือใกล้ชิดกับ NATO ผ่านแผนความร่วมมือรายประเทศ (Individual Partnership Action Plan) แต่เซอร์เบียยังคงรักษาความสัมพันธ์ด้านกลาโหมกับรัสเซียซึ่งเป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญ และเพิ่มความร่วมมือกับจีน โดยเฉพาะการจัดหายุทโธปกรณ์ เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเซอร์เบียเน้นการผลิตระบบขีปนาวุธ ปืนใหญ่ อาวุธเบา และเครื่องกระสุน พร้อมแผนยกระดับขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังจำเป็นต้องพึ่งพาต่างประเทศในส่วนของแพลตฟอร์มยุทโธปกรณ์หลักอยู่เป็นจำนวนมาก

สถานการณ์ด้านความมั่นคง

1) ความขัดแย้งระหว่างเซอร์เบีย-คอซอวอ ความตึงเครียดระหว่างเซอร์เบียและคอซอวอมีแนวโน้มดำรงอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน ประเด็นการไม่ยอมรับเอกราชของคอซอวอโดยฝ่ายเซอร์เบีย และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์เซิร์บและแอลเบเนียในภาคเหนือของคอซอวอ แม้จะมีความพยายามไกล่เกลี่ยภายใต้กรอบ EU-facilitated Dialogue แต่ความคืบหน้ายังจำกัด มีแนวโน้มยืดเยื้อ และยังมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์เผชิญหน้าระดับยุทธวิธีเป็นระยะ

2) เสถียรภาพในภูมิภาคบอลข่านและความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ สถานการณ์ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนายังคงเปราะบางจากความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ ขณะที่ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง EU NATO และรัสเซีย ส่งผลให้ภูมิภาคบอลข่านมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น

3) ความขัดแย้งภายในประเทศ เซอร์เบียยังคงเผชิญแรงกดดันจากความเห็นต่างทางการเมือง การประท้วงของภาคประชาชนต่อประเด็นเศรษฐกิจและธรรมาภิบาล รวมถึงความตึงเครียดระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในบางพื้นที่ แม้รัฐจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยรวม

4) ความมั่นคงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยความผันผวนของราคาพลังงานในยุโรป รวมถึงความไม่แน่นอนของสงครามรัสเซีย-ยูเครน อาจกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ แม้เซอร์เบียพยายามเพิ่มความร่วมมือกับฮังการีและ EU เพื่อกระจายแหล่งพลังงานแล้วก็ตาม

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ   เข้าร่วมในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น  UN, OSCE, WTO, IMF, EBRD, FAO, WHO, IAEA, ILO และ Interpol

การขนส่งและโทรคมนาคม ท่าอากาศยาน 26 แห่ง ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 2 แห่ง ท่อส่งก๊าซ 1,936 กม. ท่อส่งน้ำมัน 413 กม. ทางรถไฟระยะทาง 3,809 กม. เส้นทางสัญจรทางน้ำ 587 กม. ด้านโทรคมนาคม มีโทรศัพท์พื้นฐานให้บริการประมาณ 2.57 ล้านเลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 8.26 ล้านเลขหมาย รหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศ +381 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคิดเป็น 78.36% ของประชากร รหัสอินเทอร์เน็ต .rs

การเดินทาง   ไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยไปเซอร์เบีย แต่สามารถเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อต่อไปยังเซอร์เบียได้หลายประเทศ เช่น ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ เยอรมนี ขณะที่การเปลี่ยนเครื่องที่รัสเซียในปัจจุบัน อาจเผชิญข้อจำกัดด้านมาตรการการบินและผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการของไทยสามารถเดินทางเข้าเซอร์เบียโดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา ส่วนหนังสือเดินทางธรรมดาที่เดินทางเข้าหรือผ่านเซอร์เบียต้องขอรับการตรวจลงตราก่อนเดินทางเข้าประเทศ การตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist visa) แบบ Single entry สามารถพำนักอยู่ในเซอร์เบียได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนประเภท Two entries และ Multiple entries สามารถเข้า-ออกได้ตามจำนวนครั้งที่ขอ โดยสามารถพำนักอยู่ในเซอร์เบียรวมกันแล้วไม่เกิน 90 วัน (ภายในกรอบ 180 วัน) ปัจจุบัน สามารถติดต่อขอดำเนินการเรื่องการตรวจลงตราได้ที่ สอท.เซอร์เบีย/กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย

กรณีเปลี่ยนเครื่องบินที่สนามบินในเซอร์เบีย หากอยู่ในเขตตรวจคนเข้าเมืองนานเกิน 8 ชม. หรือจำเป็นต้องออกจาก Transit Area ต้องขอรับการตรวจลงตราประเภทเดินทางผ่าน (Transit Visa) ซึ่งอนุญาตให้พำนักได้ไม่เกิน 5 วัน ทั้งนี้ การเดินทางเข้าเซอร์เบียจากคอซอวอถือเป็นการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และจะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ ส่วนผู้มีวีซ่าเชงเก้น สหราชอาณาจักร หรือสหรัฐฯ ประเภทเข้า-ออกหลายครั้ง และยังไม่หมดอายุ สามารถใช้วีซ่าดังกล่าวเดินทางเข้าเขตประเทศที่ออกวีซ่าก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงสามารถใช้วีซ่านั้นเดินทางเข้าเซอร์เบียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเซอร์เบียเพิ่มเติม เว็บไซต์การท่องเที่ยว www.serbia.travel

Gallery

ไทยและเซอร์เบียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 22 เม.ย.2546 อย่างไรก็ดี การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันยังมีความถี่ไม่มากนัก เนื่องจากระยะทางและความสัมพันธ์ที่ไม่ได้อยู่ในระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีการเยือนในระดับรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับความสัมพันธ์โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม และกีฬา ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีลักษณะเป็นมิตรและมีแนวโน้มพัฒนาไปในทางบวก

ด้านเศรษฐกิจ มูลค่าการค้าไทย-เซอร์เบีย ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 อยู่ที่ 1,197 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกของไทยอยู่ที่ 803 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 393 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้า 410 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และแผงวรจรไฟฟ้า สินค้านำเข้าสำคัญของไทย ได้แก่ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์

มูลค่าการค้าระหว่างไทย-เซอร์เบียเมื่อปี 2568 ลดลงถึง 56.57% เป็นผลมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างการค้าโลกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุปสงค์จากยุโรปที่ลดลงอันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อสูง การใช้จ่ายภาครัฐที่ถูกจำกัด และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าบางประเภทจากไทย เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกล และสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าขนส่งและห่วงโซ่อุปทานจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ภาคธุรกิจยุโรป รวมถึงเซอร์เบีย ปรับลดการนำเข้าจากนอกภูมิภาคในบางช่วงเวลาเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินและโลจิสติกส์

ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างการค้าของเซอร์เบียมีการปรับตัวตามทิศทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และชิ้นส่วนจากยุโรป จีน และตุรกี ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของตลาดบอลข่าน ส่งผลให้สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง อีกทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นบางช่วงเมื่อเทียบกับเงินดีนาร์เซอร์เบีย ยังทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าจากไทยสูงขึ้นในสายตาผู้นำเข้าในภูมิภาค ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างไทย-เซอร์เบียหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 และสะท้อนถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องเร่งสร้างเครือข่ายทางการค้าใหม่ในภูมิภาคยุโรปตะวันออกและบอลข่านเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

ด้านการท่องเที่ยว ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวเซอร์เบียเดินทางมาไทย 8,489 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ที่มี 7,058 คน

จำนวนคนไทยในเซอร์เบีย ประมาณ 93 คน ส่วนใหญ่เป็นคู่สมรสของชาวเซอร์เบีย ผู้ประกอบอาชีพพนักงาน/แรงงาน และนักศึกษา (ปี 2567)

ข้อตกลงสำคัญ : บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงเยาวชนและการกีฬาสาธารณรัฐเซอร์เบีย (ปี 2556) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหารือทวิภาคีทางการเมือง (Political Consultations) ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ (ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการลงนามต่อไปในปี 2568)