สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

Federal Republic of Germany

เมืองหลวง       เบอร์ลิน

 

ที่ตั้ง              ตั้งอยู่กลางทวีปยุโรป มีพรมแดนติดกับทะเลบอลติกและทะเลเหนือ พื้นที่ประมาณ 357,022 ตร.กม. ระยะทางจากเหนือสุดถึงใต้สุด 876 กม. ระยะทางจากตะวันตกสุดถึงตะวันออกสุด 640 กม.

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ              ติดกับเดนมาร์ก

ทิศใต้                  ติดกับสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย

ทิศตะวันออก        ติดกับสาธารณรัฐเช็กและโปแลนด์

ทิศตะวันตก          ติดกับเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และฝรั่งเศส

 

ภูมิประเทศ      ภูมิประเทศมีความหลากหลาย มีแนวเขาสูงต่ำสลับกับที่ราบสูง ทะเลสาบ ที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ตั้งแต่เหนือถึงใต้ แบ่งเป็น 5 เขตภูมิประเทศ ได้แก่ ที่ราบลุ่มตอนเหนือ เต็มไปด้วยเนินเขา ทุ่งหญ้า และท้องทุ่ง พุ่มไม้ปกคลุม พื้นที่อุดมสมบูรณ์ถึงแนวเทือกเขาตอนกลาง มีแนวอ่าวที่ราบต่ำ ชายฝั่งรัฐนีเดอร์ไรน์ เวสท์ฟาเลนและซัคเซนเธอริงเรนตอนเหนือและตอนใต้ แบ่งแยกด้วยแนวเทือกเขาตอนกลาง มีที่ราบลุ่มแม่น้ำไรน์ตอนกลางกับที่ราบต่ำในรัฐเฮสเซน ตอนกลางมีแนวเขาฮาร์ซ แนวเขาไบริเชวัลด์ ฟิคเทล และแอร์ซ  ป่าชวาซวัลด์ ซเปสซาร์ท และชเวบิเช แอลป์ เรียงรายตามชายที่ราบลุ่มของแม่น้ำไรน์ตอนบน ตอนใต้เต็มไปด้วยเนินเขาและทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่ราบและพื้นที่เนินเขาในรัฐไบเอิร์นทางใต้ รวมทั้งที่ราบลุ่มแม่น้ำดานูบ

 

วันชาติ           3 ต.ค.

นาย ฟรีดริช แมทซ์

Friedrich Merz

ประชากร 84,119,100 คน (ต.ค.2567)

รายละเอียดประชากร เยอรมัน 85.4% ตุรกี 1.8% ยูเครน 1.4% ซีเรีย 1.1% โรมาเนีย 1% โปแลนด์ 1%
และอื่น ๆ 8.3% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 13.8% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 62.5% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 23.7% อัตราการเกิด 8.9 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 12 คนต่อประชากร 1,000 คน อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 81.9 ปี เพศชาย 79.6 ปี และเพศหญิง 84.4 ปี

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 24.8% คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ 22.6% อิสสาม 3.7% อื่น ๆ 5.1% ไม่นับถือศาสนา 43.8%

ภาษา ภาษาเยอรมันเป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการ ภาษาถิ่นหลายเผ่า อาทิ เผ่าฟรังค์ซวาเอเบีย ซัคเซิน และไบเอิร์น

การศึกษา อัตราการรู้หนังสือ 99% งบประมาณด้านการศึกษา 4.5% ของ GDP

การก่อตั้งประเทศ ยุคสงครามเย็น เยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกแยกออกจากกัน แต่ช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามเย็น เกิดการปฏิวัติอย่างสันติและการทำลายกำแพงเบอร์ลินเมื่อ 9 พ.ย.2532 ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของโลกที่ยุติความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ของโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก และเป็นส่วนหนึ่งของการสิ้นสุดสงครามเย็น จนกระทั่งรวมเยอรมนีตะวันตกกับเยอรมนีตะวันออกเมื่อ 3 ต.ค.2533

วันชาติ 3 ต.ค.

 

การก่อตั้งประเทศ    ยุคสงครามเย็น เยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกแยกออกจากกัน แต่ช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามเย็น เกิดการปฏิวัติอย่างสันติและการทำลายกำแพงเบอร์ลินเมื่อ 9 พ.ย.2532 ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของโลกที่ยุติความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ของโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก และเป็นส่วนหนึ่งของการสิ้นสุดสงครามเย็น จนกระทั่งมีการรวมเยอรมนีตะวันตกกับเยอรมนีตะวันออกเมื่อ 3 ต.ค.2533

 

เศรษฐกิจ มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ และจีน) เยอรมนีมีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก เป็นฐานด้านอุตสาหกรรมของโลก อาทิ ยานยนต์ เครื่องจักร และเคมีภัณฑ์

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ยูโร (Euro-EUR)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  1 ยูโร : 1.16 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 ยูโร : 38.21 บาท (ต.ค.2568)

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 4,659,929 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ : -0.2%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 55,800 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 43.77 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 5.9%

อัตราเงินเฟ้อ : 2.3%

ดุลบัญชีเดินสะพัด : เกินดุล 267,056,470 ดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออก : 1,682,888 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญ : เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ อุปกรณ์ยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ รถยนต์นั่ง ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และแผงวงจรไฟฟ้า

มูลค่าการนำเข้า : 1,424,545  ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้าสำคัญ : อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ก๊อก วาล์วและส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับให้สัญญาณเสียง

คู่ค้าสำคัญ : เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส จีน เบลเยียม อิตาลี สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ

การทหาร มีกำลังพลประจำการรวม 179,850 นาย (แยกเป็น ทบ. 60,650 นาย ทร. 15,350 นาย ทอ. 27,000 นาย หน่วยสนับสนุนร่วม 22,250 นาย หน่วยร่วมบริการทางการแพทย์ 20,150 นาย หน่วยไซเบอร์ 13,700 นาย และอื่น ๆ 20,750 นาย) นอกจากนี้ ยังมี กกล.สำรอง 34,100 นาย (แยกเป็น ทบ. 13,500 นาย ทร. 2,300 นาย ทอ. 4,800 นาย หน่วยสนับสนุนร่วม 4,850 นาย หน่วยร่วมบริการทางการแพทย์ 5,350 นาย หน่วยไซเบอร์ 1,900 นาย และอื่น ๆ 1,400 นาย) ภารกิจหลัก คือ ปกป้องอธิปไตย ป้องกันการรุกรานจากภายนอกประเทศ ปฏิบัติภารกิจร่วมระหว่างประเทศ และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ รวมทั้งช่วยเหลือตำรวจกรณีเกิดความไม่สงบภายในประเทศ งบประมาณทางการทหาร 2% ของ GDP

สถานการณ์ด้านความมั่นคง

1) เยอรมนีผลักดันการยกระดับมาตรฐานหน่วยข่าวกรองเพื่อพร้อมรับมือกับการโจมตีแบบผสมผสาน ทั้งการก่อวินาศกรรม การสอดแนม และการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ด้วยการทำงานเชิงรุกและประสานอย่างใกล้ชิดกับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และพันธมิตรข่าวกรองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลเห็นชอบร่างกฎหมายแบบสมัครใจ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านบุคลากรของกองทัพ โดยหากไม่สามารถ    สรรหากำลังพลได้ตามเป้าหมาย อาจพิจารณานำระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับกลับมาใช้อีกครั้ง

2) เยอรมนีมีบทบาทร่วมกับพันธมิตรตะวันตกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน โดยสนับสนุนยูเครนด้านความช่วยเหลือทางการเงิน ทางทหาร และการจัดหาอาวุธ ผ่านกลไกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) โดยถือว่าเป็นการดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของยุโรป นอกจากนี้ เยอรมนีสนับสนุนการใช้วิถีทางการทูต การหยุดยิงในยูเครน และการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้อง NATO จากภัยคุกคามทั้งแบบดั้งเดิมและแบบผสมผสาน เพื่อเป็นหลักประกันด้านการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3) เยอรมนีมีแนวโน้มต้องการรักษาและขยายบทบาทในเอเชีย-แปซิฟิกต่อไป จากสภาพแวดล้อมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครน การตระหนักถึงความสำคัญของภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงการเฝ้าระวังอิทธิพลจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า และการเป็นตัวแสดงสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ ประเด็นห่วงกังวลของเยอรมนีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกี่ยวเนื่องกับจีน เช่น สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ สถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน การละเมิดหลักกฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ

4) สถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศที่เยอรมนีห่วงกังวล ได้แก่ 1) กระแสการเมืองแนวคิดขวาจัด กลุ่มขวาจัด รวมถึงกระแสต่อต้านชาวยิว ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับแนวโน้มการก่อเหตุจากกลุ่มขวาจัดเพื่อต่อต้านชาวยิวและผู้อพยพต่างชาติมีเพิ่มขึ้น 2) ความเสี่ยงการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้ายเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการก่อเหตุที่อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง

ความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนี

ไทยและเยอรมนีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 7 ก.พ.2405 โดยการทำสนธิสัญญาทางไมตรีการค้าและการเดินเรือระหว่างกัน ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงค์เฟิร์ต นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ในเยอรมนี 4 แห่ง คือ ที่นครมิวนิก ฮัมบูร์ก ดึสเซลดอร์ฟ และชตุทท์การ์ท ขณะที่เยอรมนีมีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยที่กรุงเทพฯ และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ในไทย 3 แห่ง คือ ที่เชียงใหม่ ภูเก็ต และเมืองพัทยา ทั้งนี้ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เยอรมนี ครบรอบ 160 ปี เมื่อ 7 ก.พ.2565 ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-เยอรมนีดำเนินไปด้วยความราบรื่น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ โดยทั้งสองฝ่ายต้องการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่เยอรมนีเชี่ยวชาญ เช่น พลังงานทดแทน การเกษตร และเทคโนโลยีการรับมือภัยพิบัติ

การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ ได้แก่ 1) เมื่อ 12-13 มี.ค.2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นรม. เยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการ 2) เมื่อ 24-26 ม.ค.2567 นายฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ (Frank-Walter Steinmeier) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

ด้านการค้า : เมื่อปี 2567 เยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 15 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในสหภาพยุโรป มูลค่าการค้ารวม 386,322.02 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่า187,064.70 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 199,257.31 ล้านบาท ไทยขาดดุลการค้า 12,192.61 ล้านบาท

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ก๊อก วาวล์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เลนส์ มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

สินค้านำเข้าสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อุปกรณ์ยานยนต์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ เครื่องประดับ อัญมณี เงินแท่งและทองคำ แผงวงจรไฟฟ้า รถยนต์นั่ง และผลิตภัณฑ์โลหะ

ด้านการลงทุน : เมื่อปี 2567 เยอรมนีลงทุนในไทยผ่าน BOI จำนวน 36 โครงการ รวมมูลค่า 6,811 ล้านบาท

ด้านการท่องเที่ยว : นักท่องเที่ยวเยอรมนีที่เดินทางมาไทยเมื่อปี 2567 มีจำนวน 873,364 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีจำนวน 729,163 คน

ข้อตกลงสำคัญ : สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน (24 มิ.ย.2545) ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (5 มี.ค.2505) อนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน (10 ก.ค.2510) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ (17 ก.พ.2513) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม (24 มี.ค.2526) สนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (26 พ.ค.2536) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเล (31 ก.ค.2544) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจ (31 มี.ค.2546) ความตกลงว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่น (7 พ.ค.2546) ความตกลงด้านการเงินเพื่อเป็นกรอบความตกลงสำหรับการให้กู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร Kreditanstalt fuer Wiederaufbau (KfW) ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกับธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย (30 ก.ย.2548) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อให้ความร่วมมือแก่ประเทศที่สาม (5 มิ.ย.2551) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในสาขาการบริหารจัดการภัยพิบัติ (20 ก.ย.2555) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการศึกษาทวิภาคีไทย-เยอรมนี ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (16 พ.ค.2556) แถลงการณ์ร่วมแสดงเจตจำนงค์ว่าด้วยการพัฒนาความร่วมมือด้านรถไฟ (Joint Declaration of Intent on the Further Development of the Cooperation in the Field of Railways) ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (23 พ.ย.2559) ปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent : JDI) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับกระทรวงอาหารและเกษตรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเรื่องการส่งเสริมด้านการเกษตร (26 ส.ค.2563)

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม :

การติดตามการบริหารภายใต้รัฐบาล นรม.คนใหม่ หลังจากรัฐสภาเยอรมนีลงมติเมื่อ 6 พ.ค.2568 เลือกนาย Friedrich Merz จากกลุ่มพันธมิตรพรรค Christian Democratic Union (CDU)/Christian Social Union (CSU) ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยรัฐบาลยังเผชิญความท้าทายต่าง ๆ เช่น ความขัดแย้งภายใน    พรรคร่วมรัฐบาล แรงกดดันจากกลุ่มอนุรักษนิยมและฝ่ายขวาจัด การแก้ปัญหาค่าครองชีพและความไม่มั่นคงทางพลังงาน การฟื้นฟูบทบาทผู้นำของเยอรมนีใน EU การกระชับความร่วมมือกับพันธมิตร EU และ NATO การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

การเมือง ปกครองแบบสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประกอบด้วย 13 รัฐ และ 3 รัฐอิสระที่ปกครองด้วยรัฐสภาและรัฐบาลของตนเอง มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ มาจากการสรรหาของสมัชชาแห่งสหพันธรัฐ วาระ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Frank-Walter Steinmeier (เข้าดำรงตำแหน่งวาระแรกเมื่อ 19 มี.ค.2560 และวาระที่สองเมื่อ 19 มี.ค.2565) ระบบการปกครองมีพื้นฐานจากรัฐธรรมนูญปี 2492 หรือเรียกว่า Grundgesetz (กฎหมายหลัก)

ฝ่ายบริหาร : นรม. เป็นหัวหน้ารัฐบาลและมีอำนาจในการบริหาร ครม. แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีตามการเสนอของ นรม. ปัจจุบัน นรม. คือ นาย Friedrich Merz สังกัดพรรค Christian Democratic Union (CDU) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 6 พ.ค.2568

ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบ 2 สภา ประกอบด้วย 1) สภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) 709 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 4 ปี ประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่แทน นรม. ในกรณีที่ นรม. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และ 2) สภามลรัฐหรือสภาสูง (Bundesrat) เป็นผู้แทนจาก 16 รัฐ 69 ที่นั่ง แต่ละรัฐมีสิทธิออกเสียงตามจำนวนประชากร

ฝ่ายตุลาการ : ศาลรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐ ตุลาการครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของสภาผู้แทนราษฎร อีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของสภามลรัฐ

พรรคการเมือง : พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ 1) กลุ่มพรรค Union ซึ่งประกอบด้วย Christian Democratic Union (CDU) มีนาย Friedrich Merz เป็นหัวหน้า และ Christian Social Union of Bavaria (CSU) มีนาย Markus Soder เป็นหัวหน้า โดย CSU มีฐานะเป็น sister party ที่จะร่วมมือกับ CDU เสมอ 2) Social Democratic Party (SPD) มีนาง Bärbel Bas และนาย Lars Klingbeil เป็นหัวหน้า 3) Alternative for Germany (AfP) แนวคิดขวาจัด มีนาย Tino Chrupalla และนาง Alice Weidel เป็นหัวหน้า 4) The Greens (หรือพรรค Alliance 90) มีนาย Felix Banaszak และนาง Franziska Brantner เป็นหัวหน้า 5) The Left (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพรรค LINKE) มีนาย Ines Schwerdtner และนาง Jan van Aken เป็นหัวหน้า

 

Gallery