
ราชอาณาจักรสวีเดน
Kingdom of Sweden
ประชากร 10,675,594 คน (ปี 2568) ประกอบด้วย เชื้อชาติสวีเดน 80.3% ซีเรีย 1.9% อิรัก 1.4% ฟินแลนด์ 1.3% และอื่น ๆ 15% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 17.7% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 62.2% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 20.1% อายุขัยเฉลี่ย 83.3 ปี เพศชาย 81.7 ปี เพศหญิง 85 ปี อัตราการเกิด 9.5 คนต่อประชากร 1,000 คน และอัตราการตาย 9 คนต่อประชากร 1,000 คน
ศาสนา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายลูเทอแรน 53.2% อีก 8.9% นับถือศาสนาคริสต์นิกายอื่น อาทิ โปรเตสแตนท์ และมีประชากรบางส่วนนับถือศาสนาอิสลาม 2.1% ศาสนาอื่น ๆ 0.4% ขณะที่ 37.9% ไม่นับถือศาสนาหรือไม่ได้ระบุไว้
ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาสวีเดน นอกจากนี้ มีการใช้ภาษาพูดของชนกลุ่มน้อยเชื้อสายซามี โรมานี (ยิปซี) ยิดดิช เมแอนเคียลิ (Meänkieli) และฟินแลนด์
การก่อตั้งประเทศ
ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (8,000-6,000 ปี ก่อนคริสตกาล) ดินแดนที่เป็นประเทศสวีเดนในปัจจุบัน มีประชากรดั้งเดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว โดยค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ต่อมาในช่วงปี 1343-2043 เป็นหนึ่งในยุคที่สวีเดนเป็นที่รู้จักมากที่สุด เนื่องจากมีกลุ่มชาวแสกนดิเวียที่รวมตัวกันในนาม “ไวกิ้ง” ออกปล้นสะดมและทำการค้าตามชายฝั่งทะเลบอลติกและแม่น้ำที่ทอดยาวลึกเข้าไปในดินแดนที่เป็นรัสเซียปัจจุบัน อีกทั้งยังเดินทางไปไกลถึงทะเลดำและทะเลแคสเปียน เปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์และอาณาจักรอาหรับ ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่สวีเดนรับศาสนาคริสต์เข้ามาในดินแดนเป็นครั้งแรก จากกลุ่มมิชชันนารีที่เดินทางมาปฏิบัติภารกิจเผยแผ่ศาสนาในกลุ่มประเทศนอร์ดิกห้วงศตวรรษที่ 9
ช่วงปลายศตวรรษที่ 13 King Magnus Ladulås (1783-1833) เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของสวีเดนที่ตรากฎหมายอนุญาตให้จัดตั้งขุนนางและจัดระเบียบสังคมตามแบบศักดินา ทำให้เมืองต่าง ๆ ของสวีเดนที่เคยรวมตัวกันหลวม ๆ พัฒนาเป็นเมืองที่มีแบบแผนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดใหญ่ของกาฬโรคเมื่อปี 1893 ทำให้จำนวนประชากรสวีเดนลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อปี 1932 ดินแดนส่วนที่เป็นเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว และต่อมาเมื่อปี 1940 อาณาจักรทั้งสาม รวมถึงบางส่วนของฟินแลนด์ร่วมกันก่อตั้งสหภาพคาลมาร์ (Kalmar Union) และอยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียวกัน คือ Queen Margaret แห่งเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นคริสต์ศตรวรรษที่ 16 สวีเดนแยกตัวออกจากสหภาพคาลมาร์ และกำหนดนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเป้าไปที่การมีอำนาจเหนือทะเลบอลติก
ช่วงศตวรรษที่ 16-17 สวีเดน (และฟินแลนด์ซึ่งยังเป็นส่วนหนึ่งของสวีเดน) ต่อสู้และชนะสงครามหลายครั้งจนกลายเป็นมหาอำนาจในยุโรป ครอบครองพื้นที่หลายส่วนของเดนมาร์ก ชายฝั่งทะเลบอลติก และมีดินแดนอาณานิคมไปไกลถึงนิวสวีเดน บริเวณตอนล่างของแม่น้ำเดลาแวร์ในสหรัฐฯ (ระหว่างปี 2181-2198) แต่สวีเดนไม่สามารถรักษาสถานะมหาอำนาจได้นานนัก หลังจากพ่ายแพ้ใน Great Northern War (ปี 2243-2264) แก่กองกำลังผสมของเดนมาร์ก โปแลนด์ และรัสเซีย สวีเดนสูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลบอลติก และในช่วงสงครามนโปเลียน (ปี 2346-2358) สวีเดนก็สูญเสียฟินแลนด์ให้กับรัสเซีย
ภายหลังสงครามนโปเลียน สวีเดนไม่เข้าร่วมสงครามใด ๆ อีก รวมถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สวีเดนยึดถือนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงเวลาสันติ และนโยบายวางตัวเป็นกลางช่วงสงคราม โดยมีฐานความมั่นคงจากการมีศักยภาพด้านการทหารที่เข้มแข็ง แม้กระทั่งเมื่อมีการก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อปี 2492 สวีเดนก็เลือกที่จะไม่เข้าร่วม อย่างไรก็ดี อีก 45 ปีต่อมาเมื่อปี 2537 สวีเดนเข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ (PfP) ของ NATO ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสงครามเย็น สวีเดนลงนามความตกลงสนับสนุนชาติเจ้าภาพในยามสงครามระหว่างสวีเดนกับ NATO เมื่อปี 2557 อนุญาตให้มีการฝึกซ้อมรบร่วมกันและการส่งกองกำลัง NATO ไปประจำการในสวีเดนช่วงวิกฤต
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 ทำให้สถานะความเป็นกลางของสวีเดนสั่นคลอน ชาวสวีเดนออกมาเรียกร้องและสนับสนุนให้รัฐบาลสมัครเป็นสมาชิก NATO เนื่องจากเกรงว่า รัสเซียจะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญของสวีเดนในอนาคต ทำให้เมื่อ 18 พ.ค.2565 สวีเดนตัดสินใจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นสมาชิก NATO แม้จะเผชิญกระแสคัดค้านในช่วงแรกจากตุรกี รวมถึงคำขู่จากรัสเซีย แต่เมื่อ 7 มี.ค.2567 สวีเดนก็ได้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิก NATO อย่างเป็นทางการ ถือเป็นจุดสิ้นสุดการดำเนินนโยบายเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ยืนยาวมาเกือบ 200 ปี
วันชาติ 6 มิ.ย. ของทุกปี
เมืองหลวง สตอกโฮล์ม
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวียทางตอนเหนือของทวีปยุโรป พื้นที่ 450,295 ตร.กม. แบ่งเป็นพื้นที่ทางบก 410,335 ตร.กม. และพื้นที่ทางน้ำ 39,960 ตร.กม. พรมแดนทางบกมีความยาวทั้งสิ้น 2,211 กม. และแนวชายฝั่งมีความยาวทั้งสิ้น 3,218 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับนอร์เวย์ และฟินแลนด์ (545 กม.)
ทิศตะวันออก ติดกับอ่าวบอทเนีย
ทิศใต้ ติดกับทะเลบอลติก
ทิศตะวันตก ติดกับนอร์เวย์ (1,666 กม.)
ภูมิประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ บางแห่งเป็นเนินเขา พื้นที่ 58% เป็นป่าไม้ แต่มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 8%
วันชาติ 6 มิ.ย.
เศรษฐกิจ เศรษฐกิจสวีเดนมีลักษณะโดดเด่น ในฐานะเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่ผสานกับระบบรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง โดยอาศัยแรงงานที่มีการศึกษาและทักษะสูงเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ เศรษฐกิจขับเคลื่อนโดยภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องจักรกล อุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร เหล็กและเหล็กกล้า รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพและนวัตกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นสาขาที่สวีเดนมีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน ทั้งนี้ ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนต่ำกว่า 2% ของ GDP แต่ยังคงผลิตสินค้าสำคัญ เช่น ธัญพืช นม และสินค้าปศุสัตว์ เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก
ในปี 2569 เศรษฐกิจสวีเดนจะเผชิญความท้าทายจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูง จากการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การบริโภคของภาคเอกชนและตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามเสถียรภาพด้านราคา การส่งออกสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง รวมถึงการเร่งลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของสวีเดนในระยะยาว ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ ไม้ เหล็ก และแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ยังคงเป็นฐานรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคตของประเทศ
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : โครนสวีเดน (Swedish Krona-SEK)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 โครนา : 0.1055 ดอลลาร์สหรัฐ (พ.ย.2568)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 โครนา : 3.43 บาท (พ.ย.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 609,040 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 0.7%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 57,210 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 5,691,000 ล้านคน (ก.พ.2568)
อัตราการว่างงาน : 8.5%
อัตราเงินเฟ้อ : 2.1%
มูลค่าการส่งออก : 333,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : เครื่องจักรกล เครื่องยนต์ ไม้ กระดาษ เหล็กและเหล็กกล้า
มูลค่าการนำเข้า : 306,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : เครื่องจักร น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ เครื่องยนต์ เครื่องนุ่งห่ม
คู่ค้าสำคัญ : เยอรมนี นอร์เวย์ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม
การทหารและความมั่นคง
สวีเดนมีกำลังพลประจำการรวม 14,850 นาย (แยกเป็น ทบ. 6,850 นาย ทร. 2,350 นาย ทอ. 2,700 นาย และอื่น ๆ 2,950 นาย) กำลังพลสำรอง 21,500 นาย มีการรื้อฟื้นการบังคับเกณฑ์ทหารตั้งแต่ 1 ม.ค.2561 หลังจากยกเลิกไปเมื่อปี 2553 โดยชายและหญิงสัญชาติสวีเดนที่เกิดปี 2542 จะต้องยื่นเรื่องรายงานตัวเพื่อให้ทางการสวีเดนคัดเลือกไปเป็นทหาร มีวาระประจำการ 12 เดือน ทั้งนี้ นับตั้งแต่ยื่นเรื่องสมัครเข้าเป็นสมาชิก NATO สวีเดนจัดสรรงบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถบรรลุเป้าหมายของ NATO ในการเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 2% ของ GDP ได้สำเร็จ โดยปี 2567 อยู่ที่ 2.2% ของ GDP และคาดว่าในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.4% ของ GDP
กองทัพสวีเดนปรับปรุงขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภัยคุกคามจากรัสเซียในภูมิภาคทะเลบอลติก หลังจากสวีเดนเข้าเป็นสมาชิก NATO อย่างเป็นทางการเมื่อ มี.ค.2567 การบูรณาการกำลังทหารเข้าสู่โครงสร้างด้านป้องกันภัยทางอากาศ ระบบขีปนาวุธ และการวางกำลังร่วมของ NATO มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลสวีเดนจัดทำแผนป้องกันประเทศระยะยาวซึ่งเน้นการเสริมความพร้อมรบ การประจำการกำลังพลในพื้นที่สำคัญ และการสนับสนุนกองกำลังทางเรือและทางบกของ NATO ในลัตเวียและทะเลเหนือ ตลอดจนการเพิ่มความสามารถด้านป้องกันประเทศในมิติไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์
ขณะเดียวกัน สวีเดนกำลังดำเนินการปฏิรูปกองทัพบกครั้งใหญ่ โดยมีการปรับโครงสร้างกำลังพลยานเกราะ การเสริมกำลังปืนใหญ่ การเพิ่มกำลังรบในหลายจุด และการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบที่ปลดประจำการ ทำให้กองทัพมีความพร้อมสูงขึ้น ด้านกองทัพอากาศก็อยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มจำนวน หรือเพิ่มความพร้อมใช้งานของเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen และแผนยืดอายุการใช้งาน เพื่อรองรับภารกิจป้องกันน่านฟ้าและการปฏิบัติการร่วมภายใต้ NATO นอกจากนี้ การจัดตั้งโครงสร้างโลจิสติกส์และการฝึกกองกำลังร่วมกับสหรัฐฯ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ ยังช่วยเสริมความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคโดยรวม
ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สวีเดนยังคงเป็นผู้ส่งออกยุทโธปกรณ์สำคัญในยุโรป โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านระบบไร้คนขับ เรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ รวมถึงระบบรบทางอากาศยุคใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของกองทัพในระยะยาว การลงทุนด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสวีเดนในการเสริมความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนเสถียรภาพในภูมิภาคยุโรปเหนือภายใต้ NATO อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
สถานการณ์ด้านความมั่นคง
1)ความตึงเครียดทางสังคมและการขยายตัวของกระแสขวาจัด กระแสนิยมพรรคการเมืองแนวคิดขวาจัด ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากประเด็นผู้อพยพและอาชญากรรมในเขตเมือง ส่งผลให้ความเกลียดกลัวต่างชาติ และกระแสต่อต้านศาสนาอิสลามทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อการก่อเหตุจากกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายขวาและความแตกแยกทางสังคมที่ลึกขึ้น
2) การก่อการร้ายและการโจมตีของผู้ก่อเหตุโดยลำพัง (Lone Actor) สวีเดนยังเผชิญความเสี่ยงจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงและกลุ่มขวาจัดที่อาจก่อเหตุลำพัง โดยได้รับแรงกระตุ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเผยแพร่ข้อมูลสุดโต่งในสื่อสังคมออนไลน์ และเหตุเผาคัมภีร์อัลกุรอานในอดีตที่ยังเป็นชนวนกระตุ้นความตึงเครียด ทำให้ความเสี่ยงด้านความมั่นคงภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง
3) ภัยคุกคามจากรัฐต่างชาติและปฏิบัติการไซเบอร์ รัสเซียยังคงเป็นภัยคุกคามหลัก โดยมุ่งโจมตีทางไซเบอร์ การจารกรรม และปฏิบัติการแบบผสมผสานในภูมิภาคทะเลบอลติก เพื่อท้าทายโครงสร้างความมั่นคงของ NATO ขณะเดียวกัน จีนเพิ่มการสอดแนมด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส่วนอิหร่านยังคงปฏิบัติการทางไซเบอร์และการแทรกแซงข้อมูล เพื่อสร้างความปั่นป่วนในสถาบันรัฐที่สำคัญ โดยเฉพาะ ด้านพลังงาน การสื่อสาร และฐานข้อมูลของรัฐบาล
4) ความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปเหนือและภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ความตึงเครียดในทะเลบอลติกเพิ่มสูงขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียและเหตุวินาศกรรมใต้น้ำในอดีต ทำให้สวีเดนต้องเพิ่มการลาดตระเวน การคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบสายเคเบิลใต้น้ำ และเส้นทางคมนาคมสำคัญ นอกจากนี้ การประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงกับฟินแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก และสหรัฐฯ ผ่าน NATO และข้อตกลง DCA ทำให้สวีเดนมีภาระด้านการป้องปรามเพิ่มขึ้นในภูมิภาคยุโรปเหนือ
ความสัมพันธ์ไทย-สวีเดน
ไทยกับสวีเดนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 18 พ.ค.2411 โดยไทยและสวีเดนสนับสนุนและร่วมมือกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศด้วยดีมาโดยตลอด รวมทั้งในกรอบความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน) EU อาเซียน และเอเชีย-ยุโรป (ASEM) นอกจากนี้ เมื่อ 26 ส.ค.2568 ไทยและสวีเดนร่วมลงนาม Thailand–Sweden Strategic Partnership ที่กรุงสตอกโฮล์ม ทำให้สวีเดนกลายเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรปที่มีสถานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ ครอบคลุมด้านการเมือง ความมั่นคง การค้าและการลงทุน เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงานสะอาด และการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือในเวทีพหุภาคี เช่น อาเซียน-EU และ ASEM หุ้นส่วนดังกล่าวยังเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงไซเบอร์ และการมีส่วนร่วมต่อเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงสนับสนุนการแก้ไขปัญหาวิกฤตในเมียนมาและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
พระราชวงศ์ไทยและสวีเดนมีสายสัมพันธ์อันดีต่อกัน โดยสำนักพระราชวังสวีเดนจัดพิธีอัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษ (ตราพระครุฑพ่าห์) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังโบสถ์รีดดาร์โฮล์ม (Riddarholmskyrkan) กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อ 26 ต.ค.2560 เวลา 11.55 น.ตามเวลาท้องถิ่น และมีพิธีตีระฆังแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม (The Order of the Seraphim) เป็นเวลา 1 ชม. ระหว่างเวลา 12.00-13.00 น. เพื่อถวายพระเกียรติ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดนเมื่อ 5 เม.ย.2493 และเป็นแนวปฏิบัติที่สำนักพระราชวังสวีเดนจะจัดทำพระราชลัญจกรพิเศษ สำหรับพระประมุขที่ได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว
ด้านการค้า เมื่อปี 2567 สวีเดนเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 46 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 9 ของไทยใน EU โดยมูลค่าการค้าไทย-สวีเดน ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 อยู่ที่ 29,922 ล้านบาท ลดลง 11.06% จากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปี 2567 มูลค่าการส่งออก 11,025 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้า 18,896 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 7,871 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า สินค้านำเข้าสำคัญจากสวีเดน ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ
ด้านการท่องเที่ยว ห้วง ม.ค.-ต.ค.2568 มีนักท่องเที่ยวสวีเดนเดินทางมาไทย 154,485 คน โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวสวีเดน เนื่องจากสภาพอากาศอบอุ่นเหมาะแก่การหลบหนาว มีชายหาดและธรรมชาติที่สวยงาม ค่าใช้จ่ายคุ้มค่า พร้อมด้วยการเดินทางสะดวกจากเที่ยวบินตรง อีกทั้งอาหารไทยได้รับความนิยมสูงในสวีเดน และชาวสวีเดนคุ้นเคยกับวัฒนธรรมไทยจากชุมชนคนไทยจำนวนมากในสวีเดน ส่งผลให้ไทยถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เป็นมิตร และตอบโจทย์การพักผ่อนระยะยาวของนักท่องเที่ยวยุโรปเหนือ
จำนวนคนไทยในสวีเดน ปี 2567 คาดว่ามีประมาณ 45,940 คน แต่คาดว่าหากรวมคนไทยที่เกิดในสวีเดนและถือ 2 สัญชาติ จะมีมากถึงประมาณ 60,000 คน มีวัดไทย/สำนักสงฆ์ 27 แห่ง สมาคมไทย 24 แห่ง สถานบริการนวดแผนไทย ประมาณ 127 แห่ง และร้านอาหารไทยประมาณ 400 ร้าน
ด้านการลงทุน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อ ม.ค.-ก.ย.2567 มีโครงการของสวีเดนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 210 ล้านบาท ปัจจุบัน มีบริษัทสวีเดนประมาณ 100 ราย เข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในไทย อาทิ Volvo (ชิ้นส่วนรถยนต์และรถบรรทุก) Autoliv (เข็มขัดนิรภัย) Electrolux (เครื่องใช้ไฟฟ้า) IKEA (เฟอร์นิเจอร์) Ericsson (โทรคมนาคมและโทรศัพท์) Tetra Pak (บรรจุภัณฑ์) และ Scandinavian Village (โครงการพำนักระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและวัยเกษียณ)
ด้านแรงงาน อุตสาหกรรมผลไม้ป่าของสวีเดนพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะแรงงานไทย คิดเป็น 90% (ประมาณ 2,000-3,000 คนต่อปี) ของแรงงานต่างชาติทั้งหมด โดยเมื่อปี 2563 สวีเดนเปลี่ยนแปลงกฎหมายการเก็บภาษีแรงงานต่างชาติ (Special Income Tax-SINK tax) ส่งผลให้แรงงานที่เดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนตั้งแต่ปี 2564 ผ่านการจ้างงานจากบริษัทนายจ้าง ต้องชำระภาษีประมาณ 25% ของรายได้ตามกฎหมาย หากมีระยะเวลาทำงานไม่เกิน 183 วันต่อปี ซึ่งกรมการจัดหางานของไทยประมาณการว่า คนงานจะมีรายได้ขั้นต่ำคงเหลือประมาณ 13,237.50-31,156.50 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายและภาษี และได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับข้อกฎหมายดังกล่าวให้แรงงานไทยทราบมาโดยตลอด
สอท.สวีเดนประจำประเทศไทย มีเขตอาณาครอบคลุม สปป.ลาวกับเมียนมา และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ 4 แห่ง ที่เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต และหัวหิน ขณะที่ไทยมี สอท. ณ กรุงสตอกโฮล์ม มีเขตอาณาครอบคลุมฟินแลนด์และลัตเวีย
ข้อตกลงสำคัญ : ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วิชาการ และวิทยาศาตร์ (26 ก.ย.2532) ความร่วมมือไตรภาคีเพื่อการพัฒนาประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (29 ก.ย.2548) Memorandum of Understanding on Joint Fellowship Programme for Doctoral Studies (3 ก.พ.2558) นอกจากนี้ ไทยและสวีเดนมีข้อตกลงความร่วมมือภายใต้กรอบแผนปฏิบัติการร่วมไทย-สวีเดน (Joint Plan of Action) จำนวน 2 ฉบับ โดยฉบับที่ 2 คือ ระหว่างปี 2556-2560 เป็นการสานต่อจากแผนปฏิบัติการร่วมฉบับก่อนหน้า (ปี 2548-2552) เนื้อหาในแผนปฏิบัติการครอบคลุมถึงความร่วมมือระหว่างสองประเทศในมิติต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ได้แก่ เกษตรกรรมและป่าไม้ การทหารและความมั่นคง การออกแบบ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การท่องเที่ยวและบริการด้านสุขภาพ การฟื้นฟูหลังเหตุภัยพิบัติ การขยายความร่วมมือในโครงการพัฒนาระดับภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับโลก ต่อมาเมื่อปี 2556 ไทยและสวีเดนลงนามความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายในการต่อต้านอาชญากรรมที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร การลักลอบค้ายาเสพติด วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารตั้งต้น การค้ามนุษย์ การก่อการร้ายและอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ ข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–สวีเดน (26 ส.ค.2568)
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) เสถียรภาพของรัฐบาลและความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลแนวคิดขวา รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่นำโดยพรรค Moderate Party ยังเผชิญแรงกดดันจากประเด็นผู้อพยพและอาชญากรรม ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพในการบริหารประเทศ ทั้งนี้ ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรค Sweden Democrats มีผลต่อความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลและการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคง
2) ความเสี่ยงจากการก่อการร้ายและความรุนแรงภายในประเทศ สวีเดนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการก่อการร้ายทั้งฝ่ายขวาจัดและฝ่ายศาสนาสุดโต่ง โดยเฉพาะการก่อเหตุลำพังที่เกิดจากการปลุกระดมในสื่อสังคมออนไลน์ ความตึงเครียดจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศยังเป็นปัจจัยเร่งให้กระแสเกลียดกลัวอิสลามและความแตกแยกทางสังคมเพิ่มขึ้น
3) ภัยคุกคามจากรัสเซีย จีน และอิหร่านในลักษณะสงครามแบบผสมผสาน สวีเดนตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไซเบอร์ การจารกรรม และการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนจากรัสเซียมากขึ้น หลังจากสวีเดนเข้าเป็นสมาชิก NATO อย่างสมบูรณ์ ขณะที่จีนและอิหร่านมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและแสวงหาการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสวีเดน
4) การเสริมขีดความสามารถด้านกลาโหมภายใต้กรอบ NATO สวีเดนเดินหน้าปรับโครงสร้างกองทัพ โดยเพิ่มกำลังพล ยกระดับศักยภาพทางอากาศ และขยายความร่วมมือทางทหารกับพันธมิตร NATO การประจำการกองกำลังในภารกิจป้องกันลัตเวียและทะเลบอลติก สะท้อนบทบาทที่สำคัญขึ้นของสวีเดนในความมั่นคงยุโรปเหนือ
5) การขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด รัฐบาลสวีเดนยังคงผลักดันเป้าหมายไร้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การเดินหน้าแผนยุติการจำหน่ายรถยนต์ใช้น้ำมันภายในปี 2577 ถือเป็นมาตรการสำคัญที่มีผลต่ออุตสาหกรรมและระบบขนส่งของประเทศในระยะยาว
การเมือง ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีกษัตริย์เป็นประมุข ปัจจุบัน สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ (King Carl XVI Gustaf) เป็นประมุขแห่งรัฐ รัชทายาทองค์ปัจจุบัน คือ เจ้าหญิง Victoria Ingrid Alice Desiree พระราชธิดา (ระบอบกษัตริย์ใช้การสืบราชสันตติวงศ์) สวีเดนมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ (Fundamental Laws) ที่รวมกันทำหน้าที่เป็นรัฐธรรมนูญของประเทศ หนึ่งในนั้นคือ Freedom of the Press Act ปี 2309 (ค.ศ.1766) ซึ่งถือเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งของโลก
ฝ่ายบริหาร : นรม.เป็นหัวหน้ารัฐบาล ปัจจุบัน นายอูลฟ์ คริสเตอร์สัน (Ulf Kristersson) หัวหน้าพรรค Moderate Party (M) แนวคิดกลางขวา ดำรงตำแหน่ง นรม. ตั้งแต่ 18 ต.ค.2565
ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาของสวีเดน มีชื่อเรียกในภาษาสวีเดนว่า Riksdag เป็นระบบสภาเดียว มีผู้แทน 349 ที่นั่ง วาระ 4 ปี มาจากการเลือกตั้งระบบสัดส่วน โดยพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องได้รับเสียงจากทั่วประเทศอย่างน้อย 4% หรืออย่างน้อย 12% ในเขตเลือกตั้ง จึงจะได้รับที่นั่งในรัฐสภา ปัจจุบัน Moderate Party (M) ของนายอูลฟ์ คริสเตอร์สัน ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ ก.ย.2565 จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ร่วมกับพรรค Christian Democrats และพรรค Liberals มีที่นั่งในสภา 103 ที่นั่ง ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรค Social Democratic (SAP) ของนาง Magdalena Andersson อดีต นรม. แนวคิดกลางซ้าย พรรค Left Party พรรค Centre Party และพรรค Green มีที่นั่งในสภา 173 ที่นั่ง ส่วนพรรค Sweden Democrats แนวคิดขวาจัด ซึ่งมีที่นั่ง 73 ที่นั่ง แม้จะเป็นฝ่ายค้านอิสระ แต่ให้การสนับสนุนบางนโยบายของรัฐบาลที่สอดคล้องกับแนวคิดของพรรค และในการเลือกตั้งที่ผ่านมายังได้รับเลือกถึง 1 ใน 5 จากผู้ที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปจะจัดใน ก.ย.2569
ฝ่ายตุลาการ : มีศาลสูงสุดหรือ Högsta domstolen เป็นศาลสูงสุดด้านคดีแพ่งและคดีอาญา ผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งโดย นรม.และ ครม. ระบบตุลาการเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารตามหลักการที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ
พรรคการเมือง : ระบบหลายพรรค แบ่งเป็นพรรคการเมืองแนวคิดฝ่ายซ้ายที่สำคัญ ได้แก่ พรรค Social Democratic Party (SAP) พรรค Green Party (MP) และพรรค Left Party (V) ส่วนพรรคการเมืองแนวคิดฝ่ายขวาที่สำคัญ ได้แก่ พรรค Sweden Democrats (SD) พรรค Moderate Party (M) พรรค Liberal Party (L) พรรค Center Party (C) และพรรค Christian Democrats (KD)














