สาธารณรัฐอิตาลี

Italian Republic

เมืองหลวง       โรม

 

ที่ตั้ง  ยุโรปตอนใต้ มีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นออกไปกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีพื้นที่ 301,340 ตร.กม. ขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 72 ของโลก โดยแบ่งเป็นพื้นแผ่นดิน 294,140 ตร.กม. และน่านน้ำ 7,200 ตร.กม. ระยะทางชายแดนรวม 1,899.2 กม. (ด้านออสเตรีย 430 กม. ฝรั่งเศส 488 กม. นครรัฐวาติกัน 3.2 กม. ซานมารีโน 39 กม. สโลวีเนีย 199 กม. และสวิตเซอร์แลนด์ 740 กม.) ระยะทางชายฝั่งรวม 7,600 กม. อิตาลีเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เนื่องจากอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และสามารถเดินทางไปยังยุโรปตะวันออก  โดยทางทะเล (ตอนใต้) และทางอากาศได้

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ                ติดกับสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย

ทิศใต้                   ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลไอโอเนียน

ทิศตะวันออก         ติดกับทะเลอาเดรียติก (อยู่ตรงข้ามกับสโลวีเนีย โครเอเชีย  บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

มอนเตเนโกร และแอลเบเนีย)

ทิศตะวันตก           ติดกับฝรั่งเศสและทะเลไทเรเนียน

ภูมิประเทศ       พื้นที่ 75% เป็นภูเขาและที่ราบสูง จุดที่สูงที่สุดของประเทศ คือ Mont Blanc de Courmayeur ระดับความสูง 4,748 ม.

 

วันชาติ              25 เม.ย.

นางจอร์เจีย เมโลนี

(Giorgia Meloni)

 

ประชากร 60,964,931 คน (ต.ค.2567) อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 11.9% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 64.5% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 23.6% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 83 ปี เพศชาย 80.7 ปี เพศหญิง 85.5 ปี อัตราการเกิด 7.1 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 11.2 คนต่อประชากร 1,000 คน

ศาสนา คริสต์ (ส่วนใหญ่เป็นคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก) 80.8% อิสลาม 4.9% ไม่นับถือศาสนา 13.4% ศาสนาอื่น ๆ 0.9%

ภาษา         ภาษาอิตาลี (ภาษาราชการ) เยอรมัน และฝรั่งเศส

การศึกษา อัตราการรู้หนังสือ 99.% งบประมาณด้านการศึกษา 4% ของ GDP

การก่อตั้งประเทศ

บริเวณที่เป็นอิตาลีในปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกรวมอยู่ในอาณาจักรโรมันตะวันตกห้วงคริสต์ศตวรรษที่ 1-5 จากนั้นกลายเป็นสมรภูมิความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสันตะปาปาที่กรุงโรมกับจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาในศตวรรษที่ 11 ดินแดนภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอิตาลีเริ่มรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางการค้า หลังศตวรรษที่ 16 จึงเสื่อมลง แต่ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 รัฐต่าง ๆ ในคาบสมุทรอิตาลีเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) จึงกลายเป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาการ ตลอดจนวรรณกรรมที่เป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกยุคต่อมา

เมื่อปี 2404 กษัตริย์ Victor Emanuel ที่ 2 รวบรวมรัฐต่าง ๆ ในคาบสมุทรอิตาลีและเกาะซิซิลีเพื่อสถาปนาเป็นประเทศอิตาลี ต่อมาในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 อิตาลีเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี แต่กลับสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงเกือบสิ้นสุดสงครามเมื่อปี 2458 จึงได้รับดินแดนบางส่วนของออสเตรียมาอยู่ใต้การปกครอง ต่อมาในห้วงปี 2465-2486 อิตาลีปกครองระบอบฟาสซิสต์โดย Benito Mussolini มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐแต่เพียงในนาม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีอยู่ฝ่ายอักษะ แต่หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้เมื่อปี 2486 กษัตริย์อิตาลีปลด Mussolini จากตำแหน่ง และแต่งตั้งนายพล Pietro Badaglio ขึ้นเป็น นรม.แทน และอิตาลีหันไปประกาศสงครามกับเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 2 มิ.ย.2489 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อ 1 ม.ค.2491 ซึ่งยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน

วันชาติ 25 เม.ย.

การเมือง ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 แคว้น ได้แก่ 1) Abruzzo 2) Basilicata 3) Calabria 4) Campania 5) Emilia-Romagna 6) Friuli-Venezia Giulia 7) Lazio 8) Liguria 9) Lombardy (Lombardia) 10) Marche 11) Molise 12) Piemonte 13) Puglia 14) Sardinia (Sardegna) 15) Valle d’Aosta (Vallée d’Aoste) 16) Tuscany (Toscana) 17) Trentino-Alto Adige 18) Umbria 19) Sicily (Sicilia) และ 20) Veneto โดยแคว้น Friuli-Venezia Giulia, Sardegna, Sicilia, Trentino-Alto Adige และ Vallée d’Aoste มีอำนาจปกครองตนเอง และ 110 จังหวัด

ฝ่ายบริหาร :  นาย Sergio Mattarella (อายุ 85 ปี/ปี 2569) ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 12 ของอิตาลีเมื่อ 3 ก.พ.2558 และได้รับเลือกอีกสมัยเมื่อปี 2565 ประธานาธิบดีอิตาลีได้รับการเลือกตั้งโดยรัฐสภา (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 630 คน และวุฒิสภา 321 คน) ร่วมกับผู้แทนภูมิภาค (จำนวน 58 คน ซึ่งมาจากเขตการปกครองทั้ง 20 แคว้นร่วมกันแต่งตั้ง) ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี อำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดี เช่น การเป็นประธานในงานพิธีต่าง ๆ การแต่งตั้ง นรม. การคัดค้านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ การยุบสภา ขณะที่ นรม.เป็นผู้จัดตั้งคณะรัฐบาลโดยความเห็นชอบจากประธานาธิบดี

นรม. อิตาลีคนปัจจุบัน คือ นางจอร์เจีย เมโลนี นรม.หญิงคนแรกของอิตาลี และหัวหน้าพรรค Brothers of Italy ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาจัดมากที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 นรม.จอร์เจีย เมโลนี ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 26% เมื่อ ก.ย.2565 และเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 22 ต.ค.2565 หลังจากอดีต นรม. Mario Draghi ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลในการลงมติไม่ไว้วางใจได้ ทั้งนี้ ภารกิจท้าทายภายใต้การนำของ นรม.จอร์เจีย เมโลนี อาทิ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการรับมือกับปัญหาผู้อพยพ

ฝ่ายนิติบัญญัติ :  มี 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา วาระการดำรงตำแหน่งของทั้ง 2 สภา คือ 5 ปี การเลือกตั้งเป็นการลงคะแนนเสียงผสมระหว่างแบบเสียงข้างมาก 75% และแบบสัดส่วน 25% โดยจะเลือกตั้งพร้อมกันทั้ง 2 สภา การบัญญัติกฎหมายต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 สภา

สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิก 630 คน โดย 618 คน มาจากการเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งภายในประเทศ และอีก 12 คนมาจากเขตเลือกตั้งในต่างประเทศ

วุฒิสภา ประกอบด้วย สมาชิก 321 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากแคว้นต่าง ๆ 315 คน และสมาชิกวุฒิสภาตลอดชีพที่มาจากการแต่งตั้งจากบุคคลชั้นนำในสังคมจำนวน 6 คน

ฝ่ายตุลาการ :  ฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการประกอบด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม (ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา) และศาลชำนัญพิเศษ

พรรคการเมือง :  พรรคการเมืองที่สำคัญ เช่น 1) Brothers of Italy (FdI) มีนาง Georgia Meloni เป็นผู้นำ 2) Democratic Party (PD) มีนางElly Schlein เป็นหัวหน้า 3) League (Lega) มีนาย Matteo Salvini เป็นหัวหน้า 4) Five Star Movement (M5S) มีนาย Giuseppe Conte เป็นหัวหน้า 5) Forza Italia (FI) มีนาย Antonio Tajani เป็นหัวหน้า 6) Action มีนาย Carlo Calenda เป็นหัวหน้า 7) Italia Viva มีนาย Matteo Renzi เป็นหัวหน้า

เศรษฐกิจ ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรป (EU) มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีอุตสาหกรรมเป็นพื้นฐาน โดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นแกนขับเคลื่อนหลักของภาคอุตสาหกรรม สินค้าของอิตาลีได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูงจึงสามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับบนหรือตลาดที่เน้นเป้าหมายกลุ่มลูกค้าระดับสูง

อุตสาหกรรม : การท่องเที่ยว เครื่องจักรกล เหล็กและโลหะ เคมีภัณฑ์ อาหารแปรรูป รถยนต์ สิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  ยูโร (Euro-EUR)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  1 ยูโร : 1.16 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 ยูโร : 38.21 บาท (ต.ค.2568)

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  2,372,774 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ : 0.7%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 40,226 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 25.82 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 6.8%

อัตราเงินเฟ้อ : 1.0%

ดุลบัญชีเดินสะพัด : เกินดุล 26,760,070 ดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออก : 674,447 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออก : เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์โลหะ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องประดับอัญมณี เลนส์ แว่นตาและส่วนประกอบ

มูลค่าการนำเข้า : 615,194 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้า : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารสัตว์เลี้ยง       อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง ปลาหมึกมีชีวิต สด แช่เย็น และแช่แข็ง เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ยางพารา รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม

คู่ค้าสำคัญ : เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

การทหาร กำลังพลประจำการรวม 340,450 นาย (แยกเป็น ทบ. 94,000 นาย ทร. 29,300 นาย ทอ. 38,550 นาย และ กกล. สารวัตรทหาร 178,600 นาย) นอกจากนี้ ยังมี กกล.สำรองอีก 14,500 นาย
งบประมาณด้านการทหาร 2% ของ GDP

ปัญหาด้านความมั่นคง

1)อิตาลีเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพ แม้รัฐบาล นรม.จอร์เจีย เมโลนี ซึ่งมีแนวคิดฝ่ายขวา ต้องการสานต่อมาตรการเข้มงวดกับผู้อพยพผิดกฎหมาย โดยเร่งรัดการส่งกลับประเทศ แต่ขณะเดียวกัน สภาวะสังคมในอิตาลีที่มีอัตราการเกิดต่ำและจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องพิจารณาแนวทางเปิดรับผู้อพยพเข้าประเทศ และอนุมัติใบอนุญาตทำงานแก่ชาวต่างชาติมากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

2)การก่อเหตุจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง หน่วยข่าวกรองอิตาลีประเมินว่ากลุ่ม Islamic State (IS) ยังมีศักยภาพและมีแรงจูงใจต่อการก่อเหตุในยุโรป ทั้งความเสี่ยงจากกลุ่มผู้ที่เคยเดินทางไปสู้รบร่วมกับ IS ในซีเรียและกลับสู่ยุโรป และปัจจัยเสี่ยงจากการบ่มเพาะแนวคิดหัวรุนแรงภายในประเทศ ได้แก่ การเผยแพร่แนวคิดผ่านเครือข่ายออนไลน์ การถูกปลูกฝังแนวคิดขณะถูกคุมขัง และงานกิจกรรมที่มีมุสลิมรวมตัวเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ทางการเน้นการผลักดันบุคคลต้องสงสัยว่าสนับสนุนแนวทางญิฮาดออกนอกอิตาลีอย่างต่อเนื่อง

3. อิตาลีมีแนวโน้มว่ายังไม่สามารถปรับเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมตามเป้าหมายขององค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ได้ภายในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากรัฐบาลมีข้อจำกัดด้านการเงินการคลัง จากการประเมินว่า ระดับหนี้สาธารณะอาจปรับขึ้นเป็น 138% ของ GDP ภายในปี 2569 ปัจจุบัน อิตาลีใช้งบประมาณด้านกลาโหมประมาณ 1.49% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ NATO กำหนดไว้ที่ 2% ของ GDP ขณะที่สมาชิก NATO ให้คำมั่นจะปรับเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 5% ของ GDP หรือเป้าหมายระดับกลางที่ 3.5% ของ GDP ภายในปี 2578

ความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี :

ไทยและอิตาลีมีความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่ 3 ต.ค.2411 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดำเนินมาโดยราบรื่น เมื่อปี 2567 อิตาลีเป็นคู่ค้าอันดับ 26 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 4 ในกลุ่ม EU มูลค่าการค้ารวม 177,516 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่า 75,697 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 101,818 ล้านบาท ไทยขาดดุล 26,121 ล้านบาท

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์และอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ปลาหมึก ยางพารา เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล

สินค้านำเข้าสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องประดับ อัญมณี ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถจักรยานยนต์และรถจักร

ด้านการลงทุน เมื่อปี 2567 อิตาลีเข้ามาลงทุนในไทยผ่าน BOI จำนวน 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,248 ล้านบาท

ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2567 มีชาวอิตาลีเดินทางมาไทย 267,474 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีจำนวน 191,983 คน

ความร่วมมือด้านวิชาการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านพลังงาน บางส่วนเกี่ยวข้องกับการเกษตร คมนาคม สาธารณูปโภค อาชีวศึกษาและการแพทย์ ปัจจุบันไทยได้รับบริการข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม COSMO-Skymed ของอิตาลีเพื่อประโยน์ด้านพลเรือนในการติดตามและประเมินภัยพิบัติต่าง ๆ การวิเคราะห์ด้านการเกษตร และการสำรวจทางวิศวกรรม

ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (30 ธ.ค.2498) ความตกลงพื้นฐานว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ (10 ก.พ.2526) สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอิตาลี (28 ก.พ.2527) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงทหารไทย-อิตาลี (ปี 2537) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการเงิน (22 เม.ย.2531) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการลงทุนไทย-อิตาลี ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกับ Italian Trade Commission กระทรวงการค้าอิตาลี (มี.ค.2535) ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีธุรกิจไทย-อิตาลีระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งอิตาลี-CONFINDUSTRIA (14 มี.ค.2537) ข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนและเทคโนโลยีระหว่างสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยกับสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอของอิตาลี (27 มี.ค.2542) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (22 ก.ย.2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (22 ก.ย.2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกับสถาบันเพื่อการค้าต่างประเทศของอิตาลี (10 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจของอิตาลีในต่างประเทศระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกับสถาบันการเงินของอิตาลี (10 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในเรื่องการส่งเสริมและการตลาดอาหารไทยและอิตาลีในระดับระหว่างประเทศระหว่างสถาบันอาหารของไทยกับสถาบันเพื่อการค้าต่างประเทศของอิตาลีหรือ ICE (10 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสินค้า OTOP และ SMEs ระหว่างหอการค้าไทย-อิตาลีกับบริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอีจำกัดหรือ STP (10 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขยายความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยกับกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี (1 ต.ค.2553) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกิจการอวกาศ (7 มิ.ย.2554)

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) การผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะซิซิลี (Messina Bridge Project) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเผชิญอุปสรรค หลังจากศาลตรวจเงินแผ่นดินของอิตาลี (Court of Auditors) มีคำวินิจฉัยเมื่อ 29 ต.ค.2568 ปฏิเสธแผนการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่กับเกาะซิซิลีมูลค่า 13,500 ล้านยูโร ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล นรม.จอร์เจีย เมโลนี ส่งผลให้การดำเนินโครงการดังกล่าวต้องล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2568 โครงการนี้เคยถูกเสนอและยกเลิกหลายครั้งในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากข้อกังวลด้านแผ่นดินไหว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเผชิญแรงต่อต้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงของกลุ่มมาเฟียในกระบวนการก่อสร้าง อย่างไรก็ดี รัฐบาล นรม.เมโลนียืนยันจะเดินหน้าโครงการต่อ เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้และสร้างความเชื่อมโยงของโครงข่ายคมนาคมแห่งชาติในระยะยาว

2) การจัดการหนี้สาธารณะ ภาวะหนี้สาธารณะของอิตาลียังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญในกลุ่มยูโรโซน โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2569 สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ในช่วง 137.8 ถึง 138.2% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในสหภาพยุโรป (EU) รัฐบาลอิตาลีพยายามรักษาวินัยทางการคลังโดยการตั้งเป้างบประมาณขาดดุลให้ลดลงสู่ระดับ 2.9% ของ GDP เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดดุลงบประมาณเกินกว่าระดับที่ EU กำหนด อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.8 ถึง 0.9% ซึ่งทำให้การลดภาระหนี้ระยะยาวเป็นไปได้ยาก อีกทั้งตลาดการเงินยังคงเปราะบาง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้รัฐบาลต้องบริหารสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางการคลังกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง

3) การปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจ นรม. การผลักดันการปฏิรูปรัฐธรรมนูญของรัฐบาล นรม.เมโลนี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านการเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง ด้วยการเพิ่มอำนาจและความมั่นคงของ นรม. เฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันให้มีการเลือกตั้ง นรม.โดยตรง ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดปัญหาการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งและสร้างความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ดี ฝ่ายค้านและนักวิชาการจำนวนมากกังวลว่าการปรับระบบเช่นนี้ อาจบั่นทอนกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย และอาจเปิดทางสู่อำนาจนิยมในระยะยาว โดยขณะนี้ร่างปฏิรูปดังกล่าวผ่านการพิจารณาเบื้องต้นในวุฒิสภาแล้ว แต่ยังต้องผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรและอาจต้องจัดให้มีการลงประชามติ ซึ่งผลลัพธ์ของกระบวนการนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองของอิตาลีในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

Gallery