สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

 United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland

เมืองหลวง       ลอนดอน

 

ที่ตั้ง               เป็นประเทศเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป มีพื้นที่ 243,610 ตร.กม. ลักษณะของประเทศมีรูปร่างคล้ายสามเหลี่ยมฐานแคบ (ไม่รวมไอร์แลนด์เหนือ)

 

อาณาเขต

ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ      ติดกับทะเลเหนือ

ทิศตะวันออกและทิศใต้                  ติดกับช่องแคบอังกฤษ

ทิศตะวันตก                                ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก สำหรับแคว้น   ไอร์แลนด์เหนือ  มีพื้นที่ภาคพื้นดินติดกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์และมีทะเล ไอริชกั้นระหว่างแผ่นดินใหญ่สหราชอาณาจักรกับแผ่นดิน ไอร์แลนด์เหนือ

ภูมิประเทศ      ลักษณะของประเทศเป็นเกาะ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) บริเตนใหญ่ (Great Britain) ได้แก่ เกาะส่วนที่เป็นแคว้นอังกฤษเวลส์และสกอตแลนด์ และ 2) ไอร์แลนด์เหนือ นอกจากนี้ ยังประกอบด้วย    หมู่เกาะเล็ก ๆ ประมาณ 5,500 เกาะโดยรอบ เช่น หมู่เกาะ Hebrides หมู่เกาะ Orkney และ Shetland  หมู่เกาะ Wight หมู่เกาะ Scilly และหมู่เกาะ Anglesey

 

วันชาติ           วันเสาร์ที่ 2 ของ มิ.ย.

 

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์

(Sir Keir Starmer)

 

ประชากร 69,520,764 คน (มิ.ย.2568) ประกอบด้วย คนผิวขาว 87.2% ผิวสี 3% เอเชีย 4.2% ผสม 2% อื่น ๆ 3.6% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 16.7% วัยทำงาน (15-64 ปี) 63.9% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 19.3% อายุขัยเฉลี่ย 82 ปี เพศชาย 80 ปี เพศหญิง 84 ปี อัตราการเกิด 10.8 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 9.2 คนต่อประชากร 1,000 คน

ศาสนา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์หลากหลายนิกาย (แองกลิคัน โรมันคาทอลิค เพรสไบทีเรียน และเมทอดิสต์) 59.5% อิสลาม 4.4% ฮินดู 1.3% อื่น ๆ 2% ไม่ระบุ 7.2% ไม่นับถือศาสนา 25.6%

ภาษา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ นอกจากนี้ มีภาษาถิ่นที่ใช้ตามภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ภาษาสกอต ภาษาเวลส์ ภาษาไอริช

การเมือง ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Unwritten Constitution) มีระบบกระจายอำนาจการปกครองแก่อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ รัฐบาลกลางเป็นผู้ดูแลงานหลักเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ และการป้องกันประเทศ ทั้งนี้ สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ กษัตริย์ทรงครองราชย์โดยความยินยอมพร้อมใจของรัฐสภา ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 ทรงเป็นประมุขของประเทศและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของชาติ

ฝ่ายบริหาร : นรม.เป็นหัวหน้ารัฐบาลและเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี นรม.คนปัจจุบัน คือ เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ หัวหน้าพรรคแรงงาน โดยพรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 4 ก.ค.2567 ได้รับเลือก 411 ที่นั่ง และเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียว ในปี 2569 รัฐบาลของเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ จะต้องเปลี่ยนจากการหาเสียงไปเป็นการบริหารงานอย่างเต็มรูปแบบ ความสำเร็จของรัฐบาลจะถูกตัดสินจากการที่สามารถแสดงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และการสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่หาเสียงไว้ได้จริง

1) ความท้าทายทางเศรษฐกิจและการคลัง แม้สำนักงบประมาณ (Office for Budget Responsibility-OBR) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะขยายตัวประมาณ 1.9% ในปี 2569 แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและช่องว่างทางการคลังที่จำกัด การใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูบริการสาธารณะ โดยเฉพาะระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และการศึกษา อาจชนเพดานกฎ Debt-Falling Rule อย่างรวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงจะเพิ่มภาระในการชำระหนี้ และทำให้การเพิ่มงบประมาณของรัฐบาลกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง นอกจากนี้ การบรรลุเป้าหมายการเติบโตจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูประบบผังเมืองเพื่อเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัย แต่แนวทางดังกล่าวอาจเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ในระดับท้องถิ่น

2) การปฏิรูประบบสาธารณสุขและบริการสาธารณะ NHS ยังคงเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล แม้รายชื่อผู้รอคิวเข้ารับบริการเมื่อปี 2568 ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีผู้รอรับบริการอีกกว่า 7 ล้านคน การขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณที่จำกัดจะทำให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างยากลำบาก รัฐบาลต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการและลดเวลารอรับการรักษาโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ ซึ่งเป็นโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในปี 2569

3) นโยบายคนเข้าเมืองและตลาดแรงงาน ประชาชนต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการยุติการอพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายด้วยการใช้เรือเล็กเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษ รัฐบาลจะถูกกดดันอย่างหนักให้ดำเนินโครงการริเริ่มต่าง ๆ เช่น ข้อตกลงกับฝรั่งเศสในการส่งกลับผู้อพยพ และการใช้ระบบ Digital ID เพื่อจำกัดโอกาสในการทำงานผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันทางการเมืองเพื่อลดจำนวนผู้อพยพ กับความต้องการแรงงานในภาคส่วนสำคัญ เช่น สาธารณสุข เกษตรกรรม และเทคโนโลยี เนื่องจากมาตรการจำกัดวีซ่าอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานแรงงาน รายได้ของสถาบันอุดมศึกษา และขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศ

4) ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป แม้รัฐบาลประกาศรีเซ็ตความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU Reset) เพื่อฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่การบรรลุผลเชิงรูปธรรมยังเป็นเรื่องท้าทาย การเจรจาเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า พลังงาน และการเคลื่อนย้ายเยาวชนต้องทำโดยไม่ละเมิดข้อตกลง Brexit หรือเส้นแดงทางการเมืองในประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยไม่ถูกมองว่าเป็นการกลับไปเข้าร่วมตลาดเดียวของ EU

5) ความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แรงกดดันจากสงครามยูเครนและพันธกรณีในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ทำให้สหราชอาณาจักรต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 2.5% ของ GDP ภายใน ปี 2570 แต่การจัดหาและผลิตยุทโธปกรณ์ในประเทศต้องแข่งขันกับความต้องการในยุโรป ที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องระดมงบประมาณและสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อไม่ให้กระทบงบประมาณสาธารณะและเป้าหมายทางการคลัง

6) พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ภายใต้นโยบาย Green Prosperity Plan รัฐบาลต้องดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น ลมทะเล แบตเตอรี และไฮโดรเจน พร้อมทั้งปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้แข่งขันกับยุโรปและสหรัฐฯ ได้ อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดทางการคลังและความล่าช้าในการอนุมัติโครงการอาจทำให้สหราชอาณาจักรเสียเปรียบในการดึงดูดทุนต่างชาติ

7) ความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศ แม้พรรคแรงงานมีเสียงข้างมากในสภา แต่รัฐบาลยังต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายขวาจัดเรื่องคนเข้าเมืองและอาชญากรรม รวมทั้งแรงผลักจากฝ่ายซ้ายภายในพรรคที่ต้องการเพิ่มสวัสดิการและการใช้จ่ายสาธารณะ การรักษาความเป็นเอกภาพและภาพลักษณ์ศูนย์กลางทางการเมือง จะเป็นกุญแจสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในปี 2569

ฝ่ายตุลาการ : สภาสูงทำหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์สูงสุด และมีศาลสูงของอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ

พรรคการเมือง : ระบบหลายพรรค ที่สำคัญ ได้แก่ พรรคแรงงาน (Labour) พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือพรรคขุนนาง (Tory Party/Tories) พรรคชาตินิยมสกอต (Scottish Nationalist Party-SNP)  และพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrat) นอกจากนี้ นับตั้งแต่เลือกตั้งเมื่อปี 2567 เป็นต้นมา พรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Reform UK) ซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัด ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผสมผสานกับการจัดระบบรัฐสวัสดิการ ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะเข้าสู่ช่วงการเติบโตที่กำลังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้กรอบนโยบายที่เน้นเสถียรภาพทางการคลัง แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดระดับลงเข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลางแล้วก็ตาม การผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยที่คาดการณ์ไว้จะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการดำเนินการตามนโยบายเพื่อยกระดับผลิตภาพ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตที่ยั่งยืน เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการใช้จ่ายสาธารณะ เฉพาะอย่างยิ่งในการตอบสนองความต้องการในการฟื้นฟูบริการสาธารณะที่สำคัญ อาทิ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS)

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับ EU จะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายด้านอุปทานแรงงานในภาคส่วนที่ขาดแคลน ซึ่งเป็นผลพวงจากการปรับกฎเกณฑ์วีซ่า รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมการย้ายถิ่นฐานตามที่ได้ประกาศไว้ ควบคู่ไปกับการรักษาความสมดุลด้านแรงงาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมสำคัญและรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา นอกจากนี้ ความพยายามปรับปรุงข้อตกลงทางการค้ากับ EU ให้เกิดรูปธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น กฎระเบียบด้านสุขอนามัย พลังงาน จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุนและการส่งออกในปี 2569

ผลผลิตการเกษตร : นม ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ชูการ์บีท มันฝรั่ง ผักกาดก้านขาว ข้าวโอ๊ต สัตว์ปีก เนื้อหมู และเนื้อวัว

อุตสาหกรรมหลัก : อุปกรณ์เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อัตโนมัติ อุปกรณ์สำหรับการเดินรถไฟ การต่อเรือ อากาศยาน ยานยนต์และชิ้นส่วนต่าง ๆ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการสื่อสาร โลหะ เคมีภัณฑ์ ถ่านหิน ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ การผลิตอาหาร สิ่งทอ เสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ : ถ่านหิน ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี ทองคำ ดีบุก หินปูน ยิปซัม ปูนขาว ทราย ซิลิกา และหินชนวน

 

สกุลเงินตัวย่อสกุลเงิน :  ปอนด์สเตอร์ลิง (British Pound Sterling-GBP)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  1 GBP : 1.34 ดอลลาร์สหรัฐ (พ.ย.2568)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 GBP : 42.52 บาท (พ.ย.2568)

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ส.ค.2568)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 3,960,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ : 0.5%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 50,263 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 34,220,000 คน

อัตราการว่างงาน : 4.8%

อัตราเงินเฟ้อ : 3.8%

ดุลบัญชีเดินสะพัด: ขาดดุล 39,015 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออก : 1,247,860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญ : เครื่องจักรกล โลหะมีค่า ยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เชื้อเพลิง (โดยเฉพาะน้ำมันดิบ) เคมีภัณฑ์ (เช่น ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์) และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถุดิบ

มูลค่าการนำเข้า : 1,286,145 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้าสำคัญ : เครื่องจักรและเครื่องมือกล ยานยนต์ อัญมณี โลหะมีค่า และเหรียญ อากาศยาน และเคมีภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์

คู่ค้าสำคัญ : สหรัฐฯ เยอรมนี จีน เนเธอร์แลนด์ และไอร์แลนด์

ความสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

ไทยและสหราชอาณาจักรสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ 18 เม.ย.2398 (การลงนามสนธิสัญญาบาวริง) และในปี 2568 ได้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) อย่างเป็นทางการเมื่อ มี.ค.2567 ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ไทยประกาศเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้วย ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ดำเนินไปอย่างราบรื่นและแน่นแฟ้นทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ

ผู้แทนระดับสูงของสหราชอาณาจักรที่เยือนไทยในปี 2568 ที่สำคัญ คือ กลุ่มมิตรภาพรัฐสภา สหราชอาณาจักร-ไทย (APPG for Thailand) นำโดย Hon. Mr. Mark Garnier ประธานกลุ่มฯ เยือนไทย เมื่อ 20-25 ก.ย.2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาสหราชอาณาจักร รวมทั้งเข้าพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของไทย เช่น ประธานรัฐสภา และรอง นรม. สำหรับการเยือนของผู้แทนระดับสูงฝ่ายไทย คือ การเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (นรม.ในขณะนั้น) พร้อมด้วยคณะทีมไทยแลนด์ เมื่อ 21-25 พ.ค.2568 โดยมุ่งเน้นการต่อยอดวาระแห่งชาติ Soft Power และการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลสัมฤทธิ์หลักที่เกิดขึ้น คือ การเร่งรัดให้เกิดการเจรจา Free Trade Agreement (FTA) ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร หรือรูปแบบ mini-FTA เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า อำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และลดข้อจำกัดภาษีศุลกากร

น.ส.แพทองธาร ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญในกรุงลอนดอน เพื่อส่งเสริม Soft Power และการค้า เช่น การเป็นประธานในพิธีเปิดตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โฉมใหม่ การพบปะผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและผู้นำเข้าสินค้าอาหารรายใหญ่ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทย อาทิ ข้าวหอมมะลิและผลไม้ การเยี่ยมชมค่ายมวยไทยที่มีชื่อเสียงเพื่อส่งเสริมมวยไทยเป็นกีฬาระดับโลก รวมถึงการหารือกับตัวแทนธุรกิจการท่องเที่ยว อาทิ British Airways, Trailfinders, และ Emirates เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร โดยมุ่งเน้นการดึงดูดกลุ่ม Hi-end luxury tourism และผลักดันให้ไทยเป็น Hub การเดินทางสู่ภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่ง (Formula 1 หรือ F1) โดยเสนอแนวคิด Sustainable F1 ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้มหาศาลแก่ไทย

ด้านการค้า เมื่อปี 2568 สหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 22 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 4 ของไทยในยุโรป รองจากเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ มูลค่าการค้าไทย-สหราชอาณาจักร ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 อยู่ที่ 165,591 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 109,756 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 55,834 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 55,834 ล้านบาท

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังสหราชอาณาจักร ได้แก่ สินค้าเกษตรกรรม (กสิกรรม ปศุสัตว์ ประมง) สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม (เช่น สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า) สินค้าแร่และเชื้อเพลิง และอื่น ๆ (ธุรกรรมพิเศษ) สินค้านำเข้าสำคัญจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง สินค้าทุน (เช่น สัตว์และพืชสำหรับทำพันธุ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์ทำจากยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง

ด้านการท่องเที่ยว ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรเดินทางมาไทย 836,907 คน เพิ่มขึ้นจากห้วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 739,837 คน ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจาก สหราชอาณาจักรนิยมเดินทางมาไทย เนื่องจากมีความโดดเด่นด้านอาหาร การบริการ สถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของสหราชอาณาจักร

จำนวนคนไทยในสหราชอาณาจักร ณ วันที่ 5 มิ.ย.2568 อยู่ที่ 57,577 คน

ด้านการศึกษา มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาในทุกระดับ โดย British Council (ประเทศไทย) เป็นหน่วยงานหลักของสหราชอาณาจักรที่ประสานโครงการความร่วมมือด้านการศึกษาต่าง ๆ กับหน่วยราชการของไทย นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอื่นของสหราชอาณาจักรที่สนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษาและวิจัยในบางมิติ เช่น UK Department for Business and Trade (DBT) Chevening (ทุนรัฐบาล UK) Universities UK International (UUKi) และ UK Research & Innovation (UKRI)

ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงว่าด้วยการบริการทางอากาศ (10 พ.ย.2493 แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ 28 ต.ค.2520 และ มิ.ย.2522) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (28 พ.ย.2521) อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีที่เก็บจากเงินได้ (18 ก.พ.2524) ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (22 ม.ค.2533) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุง (30 มี.ค.2536) การแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา (10 ก.ย.2540) แผนงานว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สหราชอาณาจักร-ไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านกลาโหม สภาพภูมิอากาศและพลังงาน การค้าและการลงทุน เกษตรกรรม ดิจิทัลและเทคโนโลยี รวมถึงสาธารณสุขและการศึกษา (มี.ค.2567)

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1)การจัดการความสัมพันธ์ในอนาคตระหว่างสหราชอาณาจักรกับ EU หลังจาก Brexit โดยเฉพาะความคืบหน้าเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนการค้า เช่น หลักการเคลื่อนย้ายเสรีของพลเรือน เงินทุน สินค้า และแรงงาน

2)การคลี่คลายปัญหาความแตกแยกภายในประเทศ โดยเฉพาะสกอตแลนด์ที่ต้องการทำประชามติรอบใหม่เพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักร และการฟื้นตัวของกลุ่มหัวรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือ

3)การเป็นเป้าหมายก่อการร้ายโดยกลุ่มสุดโต่งทางศาสนาและกลุ่มขวาจัด เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮะมาส

4) การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า แต่ต่อเนื่องภายใต้เพดานกฎการคลัง อัตราดอกเบี้ยยังสูงเมื่อเทียบกับในอดีต รวมถึงความจำเป็นในการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัย

5) บทบาทสหราชอาณาจักรในเวทีการเมืองและการค้าระหว่างประเทศ การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในอินโด-แปซิฟิก ผ่าน AUKUS ความมั่นคงทางทะเล และนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว สำหรับตะวันออกกลาง เรื่องพลังงานและมนุษยธรรม และการเป็นหุ้นส่วนหลักของยูเครนในยุโรป รวมถึงการคงระดับการสนับสนุนด้านงบประมาณและยุทโธปกรณ์

6) ความมั่นคงยุโรป แผนเพิ่มรายจ่ายกลาโหมให้ถึงร้อยละ 2.5% ของ GDP และการเสริมสร้างขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศ

7) การรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับจีน ระหว่างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาความมั่นคง ทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา Strategic Supply Chain (เซมิคอนดักเตอร์ แร่หายาก พลังงานสะอาด) ควบคู่การควบคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคงดิจิทัลและการแทรกแซงจากต่างชาติ

8) การแก้ไขปัญหาการบริการสาธารณะ การลดคิวรอรักษา NHS แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร ยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษา เร่งปฏิรูปผังเมือง และกระบวนอนุมัติโครงการเพื่อหนุนที่อยู่อาศัยและการลงทุนเอกชน

9) นโยบายควบคุมคนเข้าเมืองและตลาดแรงงาน รักษาสมดุลระหว่างการลดจำนวนผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน กับการรักษากำลังคนในสาขาขาดแคลน เช่น สุขภาพ เกษตร เทคโนโลยี และผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรม

10) พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสีเขียว และมาตรฐานยุโรป ความสามารถแข่งขันภายใต้นโยบายมาตรฐานสีเขียวของยุโรป การดึงดูดการลงทุนด้านลมทะเล แบตเตอรี ไฮโดรเจน และความมั่นคงระบบไฟฟ้าผ่านการเชื่อมต่อกับยุโรป

11) เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์และกำกับดูแล AI/ไซเบอร์ การผลักดันสหราชอาณาจักรสู่การเป็น “Science & Technology Superpower” (AI ควอนตัม โทรคมนาคมอนาคต เซมิคอนดักเตอร์) ควบคู่กับการกำหนดกรอบกำกับ AI ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูล

การทหาร  มีกำลังพล 141,100 นาย (แบ่งเป็น ทบ. 78,800 นาย ทร. 31,800 นาย และ ทอ. 30,500 นาย) กำลังพลสำรอง 70,450 นาย งบประมาณด้านการทหารปี 2568 อยู่ที่ 3,730,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กองทัพสหราชอาณาจักรมีศักยภาพด้านการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์และเชิงปกติ โดยมีกำลังพลพร้อมรบหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันก็มีการจัดสรรกำลังเพื่อสนับสนุนภารกิจของ NATO ในยุโรป-แอตแลนติก รวมทั้งประจำการในโปแลนด์และเอสโตเนีย ขณะที่กองทัพเรือและกองทัพอากาศมีบทบาทในทะเลแดงและสนับสนุนการป้องกันอิสราเอล อีกทั้งยังเพิ่มการมีส่วนร่วมในอินโด-แปซิฟิกควบคู่ไปด้วย รวมถึงสนับสนุนยูเครนด้วยการส่งยุทโธปกรณ์ ซึ่งเผยให้เห็นข้อจำกัดด้านคลังสำรอง จึงต้องลงทุนเพิ่มด้านการผลิตเครื่องกระสุนและยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็พัฒนาขีดความสามารถทางทหารระดับสูงร่วมกับพันธมิตร ผ่าน Global Combat Air Programme และร่วมมือกับออสเตรเลียและสหรัฐฯ ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วน AUKUS เพื่อพัฒนาเรือดำน้ำนิวเคลียร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศยุคใหม่

งบประมาณด้านนิวเคลียร์มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายการเมืองและผู้กำหนดนโยบายในสภายังตั้งคำถามถึงความพร้อมรบ กำลังพล และปริมาณยุทโธปกรณ์ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของ สหราชอาณาจักรมีศักยภาพแข่งขันได้ดีในบางสาขา เช่น อากาศยาน แต่ยังขาดความครอบคลุมด้านยุทโธปกรณ์ภาคพื้นดิน รัฐบาลใหม่จึงมุ่งปฏิรูประบบการจัดหายุทโธปกรณ์ และให้คำมั่นจะเพิ่มงบกลาโหมเป็น 2.5% ของ GDP เมื่อปัจจัยเอื้ออำนวย

สถานการณ์ด้านความมั่นคง

1)ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงดำเนินอยู่ และการแสดงออกอย่างแข็งกร้าวที่เพิ่มขึ้นของจีน กรณีทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน

2) ภัยคุกคามทางไซเบอร์และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ จากรัสเซีย อิหร่าน และจีน

3) การก่อการร้ายและกลุ่มอาชญากรในประเทศ กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงและข่ายงานก่อการร้ายยังคงพยายามก่อเหตุในยุโรป ขณะเดียวกันก็หันไปว่าจ้างกลุ่มอาชญากรในพื้นที่ให้ก่อเหตุแทน นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ก่อเหตุโดยลำพัง (Lone Actor) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสื่อโฆษณาชวนชื่อของกลุ่มก่อการร้ายให้ปฏิบัติการตอบโต้อิสราเอลและชาติตะวันตก

4) ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคการเมืองฝ่ายขวา แนวคิดขวาจัด และการเติบโตของกระแสหวาดกลัวอิสลาม หรือกระแสต่อต้านชาวยิว ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

5) การแทรกแซงจากต่างชาติ การปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลข่าวสาร และการใช้สายลับ

6) ความมั่นคงด้านพลังงาน การเปลี่ยนผ่านไปสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย

7) การขยายอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ ที่สำคัญ คือ สมาชิกก่อตั้ง UN สมาชิกถาวรของ UNSC สมาชิก IMF, OECD, NATO, AIIB, G-20 และ G-8

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สหราชอาณาจักรกำหนดเป้าหมายเป็นอภิมหาอำนาจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Superpower) อย่างน้อยให้อยู่ในอันดับ 3 ของโลก และเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการวิจัยภายในปี 2573 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สหราชอาณาจักรได้ดำเนินยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการลงทุนเชิงรุกและกำหนดทิศทางที่ชัดเจน โดยเน้นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้วยการเพิ่มสัดส่วนเป็นอย่างน้อย 3% ของ GDP และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่บูรณาการภาครัฐกับเอกชน ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดเทคโนโลยีหลัก 5 สาขายุทธศาสตร์ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชีววิทยาวิศวกรรม (Engineering Biology) เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum) โทรคมนาคมแห่งอนาคต (Future Telecommunications) และ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ไซเบอร์ และอวกาศ (Defence and Space Technology) นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังมุ่งขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป พร้อมกับยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเปิดของโลก (Open Innovation Hub) ที่เชื่อมโยงการวิจัย บุคลากร และมาตรฐานเทคโนโลยีระดับโลกอย่างเป็นระบบ

การก่อตั้งประเทศ สหราชอาณาจักรมีชื่อเต็มว่า สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เป็นประเทศที่มีบทบาทนำด้านการเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และความก้าวหน้าทางวรรณคดีและวิทยาศาสตร์ การที่ สหราชอาณาจักรมีดินแดนที่ประกอบขึ้นจากอดีตดินแดนอิสระ 4 แห่ง ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ จึงทำให้การรวมตัวเป็นอาณาจักรใช้เวลานับพันปี โดยอังกฤษและเวลส์รวมตัวกับสกอตแลนด์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2250 เป็นสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (United Kingdom of Great Britain) ต่อมาเมื่อปี 2344 ได้ผนวกดินแดนทั้งหมดของเกาะไอร์แลนด์และจัดตั้งเป็นสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ (United Kingdom of Great Britain and Ireland)

อย่างไรก็ดี การรวมตัวดังกล่าวก่อให้เกิดการต่อต้านจากชาวไอริชชาตินิยมและนำไปสู่การสถาปนารัฐเสรีไอร์แลนด์ (Irish Free State) เมื่อปี 2464 ซึ่งครอบคลุมอาณาเขตเกือบทั้งหมดของเกาะไอร์แลนด์ ยกเว้น 6 มณฑลทางเหนือ จนเป็นจุดเริ่มต้นของการแยกตัวเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ของไอร์แลนด์เมื่อปี 2480 และจัดตั้งเป็นรัฐเอกราชที่ชื่อว่า แอรา (Eire) ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นไอร์แลนด์เมื่อปี 2492 โดยมีสถานภาพเป็นสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการและไม่สังกัดเครือจักรภพ (Commonwealths of Nations) อีกต่อไป ขณะที่ 6 มณฑลทางเหนือในเขตอัลสเตอร์ (Ulster) หรือไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ไม่ได้รวมตัวกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ โดยมีชื่อเรียกรวมกันใหม่ว่า สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ทั้งนี้ ในสมัยศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักรแผ่ขยายอิทธิพลทั้งทางบกและทางทะลทำให้มีเมืองขึ้นครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 4 ของโลก แต่หลังจากประเทศได้รับความเสียหายจากสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง และไอร์แลนด์แยกตัวเป็นเอกราชได้สำเร็จ อิทธิพลของสหราชอาณาจักรจึงลดทอนลงอย่างมาก

วันชาติ เนื่องจากสหราชอาณาจักรประกอบไปด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ จึงไม่มีการกำหนดวันชาติร่วมกันอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน ทั้ง 4 ประเทศก็ไม่ได้กำหนดวันชาติของตนอย่างเป็นทางการ ประชาชนส่วนใหญ่จึงมักยึดถือเอาวันสำคัญทางศาสนาเป็นวันเฉลิมฉลองหลัก โดยอังกฤษยึดวันเซนต์จอร์จ ซึ่งตรงกับ 23 เม.ย.ของทุกปีเป็นวันชาติ เวลส์เลือกวันเซนต์เดวิดซึ่งตรงกับ 1 มี.ค. ไอร์แลนด์เหนือใช้ 17 มี.ค. ซึ่งเป็นวันเซนต์แพตทริก และสกอตแลนด์เลือกวันเซนต์แอนดรูว์ ซึ่งตรงกับ 30 พ.ย. ของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลอง นอกจากนี้ ในอังกฤษยังเฉลิมฉลองช่วงวันเสาร์ที่สองของ มิ.ย.ทุกปี อีกหนึ่งวัน แต่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นวันชาติ โดยวันดังกล่าวเป็นวันขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 ซึ่งถือเป็นยุคเริ่มต้นของการที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

Gallery