สหรัฐเม็กซิโก

United Mexican States

เมืองหลวง         กรุงเม็กซิโกซิตี

 

ที่ตั้ง             พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บนอยู่บนแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ส่วนที่เหลืออยู่บนคาบสมุทร Baja California บนแผ่นเปลือกโลก Pacific และ Cocos ซึ่งถือว่าตั้งอยู่ในส่วนของทวีปอเมริกาเหนือเช่นเดียวกับสหรัฐฯ และแคนาดา มีพื้นที่รวม 1,972,550  ตร.กม. เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 14 ของโลก (รวมพื้นที่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก (เกาะ Guadalupe และเกาะ Revillagigedo) ชายฝั่งทะเลยาว 9,330 กม.

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ             ติดกับสหรัฐฯ (รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐนิวเม็กซิโกและรัฐเท็กซัส 3,155 กม.)

ทิศตะวันตก        ติดกับอ่าวแคลิฟอร์เนียและมหาสมุทรแปซิฟิก

ทิศตะวันออก      ติดกับอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบียน

ทิศใต้                ติดกับกัวเตมาลา (958 กม.) และเบลีซ (276 กม.)

 

ภูมิประเทศ        พื้นที่จากทิศเหนือจรดใต้ขนาบด้วยภูเขา Sierra Madre ทางตะวันออก และภูเขา Sierra Madre ทางตะวันตก ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาต่อเนื่องมาจากเทือกเขา Rocky ในทวีปอเมริกาเหนือ ขณะที่     ทิศตะวันออก-ตะวันตกมีแนวภูเขาไฟ Trans-Mexican Volcanic Belt หรือ Sierra Nevada พาดผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคเหนือและภาคกลางเป็นเขตภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขต Trans-Mexican Volcanic Belt เช่น ภูเขา Pico de Orizaba (สูง 5,700 ม.) ภูเขา Popocatepetl (สูง 5,462 ม.)  ภูเขา Iztaccihuatl (สูง 5,286 ม.) และภูเขา Nevado de Toluca (สูง 4,577 ม.) เป็นต้น

 

ภูมิอากาศ         เส้น Tropic of Cancer ที่พาดผ่านเม็กซิโกมีอิทธิพลอย่างมากต่อสภาพภูมิอากาศของประเทศ ทำให้เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศหลากหลาย โดยภาคใต้ (คาบสมุทร Yucatán) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 24-28 องศาเซลเซียสตลอดปี ชายฝั่งทะเลทั้งด้านมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน (ยกเว้นทางตอนใต้ของอ่าว Campeche และ Northern Baja) มีพายุเฮอริเคนพัดเข้าฝั่งตลอดช่วงฤดูร้อน-ใบไม้ร่วง พื้นที่ราบทางเหนือของประเทศในช่วงฤดูร้อนอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียส อากาศจะเย็นลงเล็กน้อยในช่วงฤดูหนาว ขณะที่พื้นที่ Valley of Mexico ในตอนกลางของประเทศอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 16-18 องศาเซลเซียส พื้นที่ในภาคเหนืออากาศแห้งแล้ง ไม่ค่อยมีฝน อุณหภูมิในบางพื้นที่ เช่น Monterrey, Hermosillo และ Mexicali อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ในฤดูร้อนอุณหภูมิอาจเพิ่มสูงถึง 50 องศาเซลเซียส

 

ศาสนา            คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 78% คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ 11.2% ไม่นับถือศาสนา 10.6% และอื่น ๆ 0.2% 

 

ภาษา              ภาษาสเปน 93.8% ภาษาสเปนและภาษาอินเดียนพื้นเมือง 5.4% ภาษาอินเดียนพื้นเมือง (อาทิ ภาษา Mayan, Nahuatl) 0.6% และไม่ระบุ 0.2% 

การศึกษา       อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีที่สามารถอ่านออกและเขียนได้อยู่ที่ 95.2% งบประมาณด้านการศึกษา 4.3% ของ GDP

 

วันชาติ           16 ก.ย. (วันประกาศเอกราชจากสเปนเมื่อ 16 ก.ย.2353)

นางคลอเดีย ไชน์บาว์ม

Claudia Sheinbaum Pardo

(ประธานาธิบดีเม็กซิโก)

ประชากร          131.95 ล้านคน ประกอบด้วย ชาวเมสติโซ (ลูกผสมคนผิวขาวกับอินเดียนแดงพื้นเมือง) 62% Predominantly Amerindian (ชาวอินเดียนที่อยู่ในเม็กซิโกตั้งแต่ยุคโบราณ) 21% ชาวอินเดียนพื้นเมือง 7% อื่น ๆ (ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป) 10% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : อายุ 0-14 ปี 23.3% อายุ 15-64 ปี 68.6% และอายุ 65 ปีขึ้นไป 8.2% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 75.74 ปี เพศชาย 72.6 ปี เพศหญิง 78.4 ปี อัตราการเกิด 15.2 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 6.41 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.83%

การก่อตั้งประเทศ        ชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในเม็กซิโกเป็นชาวอินเดียนพื้นเมือง ได้แก่ Olmec, Toltec, Teotihuacan, Zapotec, Maya และ Aztec-Mexico จนกระทั่งตกเป็นอาณานิคมของสเปนในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ขณะนั้นเม็กซิโกรู้จักกันในชื่อ “New Spain” และอยู่ใต้การปกครองของสเปนมานานกว่า 300 ปี จนกระทั่งได้เอกราชจากสเปนเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 Agustín de Iturbide ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิตั้ง First Mexican Empire แต่ถูกโค่นล้มจากอำนาจเมื่อปี 2366 และตั้ง United Mexican States ประธานาธิบดีคนแรกคือ นาย Guadalupe Victoria ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศเมื่อปี 2367 พร้อมกับการเลิกทาสในเม็กซิโก ในช่วงแรกของการก่อตั้งประเทศเน้นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในประเทศ จนนำไปสู่สงครามกลางเมือง (Pastry War) ระหว่างกลุ่ม Liberals ที่สนับสนุนรัฐบาลสาธารณรัฐ และกลุ่ม Conservadores ที่สนับสนุนรัฐบาลของกลุ่มราชวงศ์ เมื่อปี 2379

ช่วงเวลาดังกล่าวพื้นที่พรมแดนตอนเหนือของเม็กซิโกโดดเดี่ยวตนเองออกจากรัฐบาลกลาง (พื้นที่จากรัฐ California ถึง Texas) รัฐทางตอนเหนือพยายามสร้างความมั่นคงด้วยการตั้งกองกำลังท้องถิ่นเพื่อปกป้องผู้ตั้งถิ่นฐานจากการโจมตีของชาวอินเดียนพื้นเมือง ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพูดภาษา Protestant English จากสหรัฐฯ ต่อมาเมื่อนายพล Antonio López de Santa Anna ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2367 และประกาศรัฐธรรมนูญปี 2406 ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ รัฐบาลของ Republic of Texas, Republic of the Rio Grande และ Republic of Yucatán ประกาศแยกตัวออกเป็นเอกราชจากเม็กซิโก โดย Republic of Texas เข้ารวมกับสหรัฐฯ ความขัดแย้งเขตแดนระหว่างเม็กซิโก และสหรัฐฯ ทำให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ หรือ Mexican-American War เมื่อปี 2389 ก่อนจบลงด้วยการลงนามใน Treaty of Guadalupe Hidalgo ซึ่งเม็กซิโกพ่ายแพ้และเสียดินแดน 1 ใน 3 ให้แก่สหรัฐ ได้แก่ Alta California, New Mexico และพื้นที่ขัดแย้งใน Texas รวมถึงการมอบดินแดนใน Southern Arizona และ Southwestern New Mexico แก่สหรัฐฯ จากเหตุการณ์ Gadsden Purchase เมื่อปี 2397

ช่วงทศวรรษ 1860s เม็กซิโกถูกปกครองโดยฝรั่งเศส มีการแต่งตั้งจักรพรรดิคนที่ 2 Habsburg Archduke Ferdinand Maximilian ชาวออสเตรียขึ้นปกครอง โดยได้รับการสนับสนุนจากนักบวช Roman Catholic และกลุ่ม Conservadores ซึ่งต่อมาร่วมกับกลุ่ม liberals จักรพรรดิ Maximilian ยอมแพ้และถูกประหารเมื่อ 19 มิ.ย.2410 จึงสิ้นสุดยุคการปกครองของฝรั่งเศสและเข้าสู่ยุคปฏิวัติเม็กซิโกระหว่างปี 2453-2472 ซึ่งเป็นช่วงการก่อตั้งสาธารณรัฐเม็กซิโก ตลอดห้วงเวลาดังกล่าวมีการปฏิวัติรัฐประหารในเม็กซิโกหลายครั้งเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิตไปมากกว่า 900,000 คน (จากประชากร 15 ล้านคน) การเลือกตั้ง   เมื่อปี 2543 ถือเป็นครั้งแรกหลังการปฏิวัติเมื่อปี 2453 ที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน นาย Vicente Fox จากพรรค National Action Party (PAN) มีชัยชนะเหนือพรรค Institutional Revolutionary Party (PRI) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลและเข้าสู่เม็กซิโกในยุคปัจจุบัน

การเมือง          ปกครองในระบบสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federal Presidential Republic) ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ ผู้นำรัฐบาล และผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อได้ รัฐธรรมนูญเม็กซิโกกำหนดการปกครองของประเทศไว้ 3 ระดับคือ รัฐบาลระดับสหพันธ์ (Federal Union) รัฐบาลระดับรัฐ (State Governments) และรัฐบาลท้องถิ่นระดับเทศบาลเมือง (Municipal Governments)  

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหารและแต่งตั้ง ครม. ส่วนการแต่งตั้งอัยการสูงสุด ผู้ว่าการธนาคารชาติและเจ้าหน้าที่การคลังระดับสูงต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหลังสุดเมื่อ 2 มิ.ย.2567 นางคลอเดีย ไชน์บาว์ม จากพรรคโมรีนา ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 61.8% รับตำแหน่งเมื่อ 1 ต.ค.2567 (ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในปี 2573)  

ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบ 2 สภา 1) วุฒิสภา มีสมาชิก 128 คน โดย 96 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ส่วนอีก 32 คน มาจากการจัดสรรโดยยึดจากคะแนนเสียงของแต่ละพรรค 2) สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 500 คน โดย 300 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และอีก 200 คน มาจากการจัดสรรโดยยึดจากคะแนนเสียงของแต่ละพรรค/สส.สัดส่วนวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 2 มิ.ย.2567

ฝ่ายตุลาการ : ใช้ระบบกฎหมาย Civil Law กับ Common Law ประธานศาลสูงสุดเป็นผู้นำฝ่ายตุลาการ ซึ่งประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งและต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ประกอบด้วย 31 รัฐและ 1 เขตสหพันธ์ (Federal District) 

พรรคการเมืองสำคัญ : พรรค Citizen’s Movement (Movimiento Ciudadano-MC) มีนาย Jorge Máynez เป็นหัวหน้าพรรค พรรค Institutional Revolutionary Party (Partido Revolucionario Institucional-PRI) มีนาย Alejandro Moreno Cárdenas เป็นหัวหน้าพรรค พรรค Labor Party (Partido del Trabajo-PT) มีนาย Alberto Anaya Gutierrez เป็นหัวหน้าพรรค พรรค Mexican Green Ecological Party (Partido Verde Ecologista de Mexico-PVEM) มีนาง Karen Castrejón Trujillo เป็นหัวหน้าพรรค พรรค Movement for National Regeneration (Movimiento Regeneracion Nacional-MORENA) มี น.ส. Luisa María Alcalde Luján เป็นหัวหน้าพรรค พรรค National Action Party (Partido Accion Nacional-PAN) มีนาย Jorge Romero Herrera เป็นหัวหน้าพรรค 

กลุ่มกดดันทางการเมือง : Businessmen’s Coordinating Council (CCE), Confederation of Employers of the Mexican Republic (COPARMEX), Confederation of Industrial Chambers (CONCAMIN), Confederation of Mexican Workers (CTM), Confederation of National Chambers of Commerce (CONCANACO), Coordinator for Foreign Trade Business Organizations (COECE), Federation of Unions Providing Goods and Services (FESEBES), National Chamber of Transformation Industries (CANACINTRA), National Confederation of Popular Organizations (CNOP), National Coordinator for Education Workers (CNTE), National Peasant Confederation (CNC), National Small Business Chamber (CANACOPE), National Syndicate of Education Workers (SNTE), National Union of Workers (UNT), Popular Assembly of the People of Oaxaca (APPO) และ Roman Catholic Church

เศรษฐกิจ          เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ในลาตินอเมริกา รองจากบราซิล และอันดับที่ 14 ของโลก ตามการจัดอันดับของธนาคารโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement-USMCA) ที่ทำให้เม็กซิโกเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น กอปรกับการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ หลายฉบับ ส่วนสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้บริษัทจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเข้ามาลงทุนในเม็กซิโกเพิ่มขึ้น เนื่องจากเม็กซิโกมีแรงงานราคาถูก อย่างไรก็ดี เม็กซิโกต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแรงงาน รวมทั้งแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและอาชญากรรม เพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน 

 

         สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  เปโซเม็กซิกัน (Mexican Peso/MXN)

         อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 USD : 18.40 MXN

         อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 0.56 MXN (ต.ค.2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2568)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 1.69 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 1%          

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 12,690 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 61.8 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 2.9%

อัตราเงินเฟ้อ : 3.9%

ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 8,335 ล้านดอลลาร์สหรัฐ       

ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุลการค้า 6,890 ล้านดอลลาร์สหรัฐ     

มูลค่าการส่งออก :  618,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ    

สินค้าส่งออก : สินค้าอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และส่วนประกอบ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน แร่เงิน

พลาสติก ผลไม้ ผัก กาแฟ ฝ้าย

คู่ค้าส่งออกสำคัญ : สหรัฐฯ แคนาดา จีน เยอรมนี และบราซิล      

มูลค้าการนำเข้า :  625,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

สินค้านำเข้า : เครื่องจักรสำหรับผลิตเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะ ผลิตภัณฑ์โรงงานเหล็กกล้า เครื่องจักรทางการเกษตร อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนรถยนต์สำหรับการประกอบในโรงงาน อะไหล่รถยนต์ เครื่องบิน

อะไหล่เครื่องบิน พลาสติก ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน

คู่ค้านำเข้าสำคัญ : สหรัฐฯ จีน เกาหลีใต้ เยอรมนี และญี่ปุ่น

คู่ค้านำเข้า : สหรัฐฯ 46.39% จีน 17.64% ญี่ปุ่น 4.33% เยอรมนี 3.91% เกาหลีใต้ 3.75% แคนาดา 2.33%

การทหาร        กำลังพลประจำการ รวมทั้งสิ้นประมาณ 287,000 นาย ประกอบด้วย ทบ. 186,000 นาย ทร. 71,000 นาย และ ทอ. 30,000 นาย นอกจากนี้ ยังมีกำลังพลสำรอง 81,500 นาย และกองกำลังกึ่งทหาร 136,900 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถลำเลียงพล หุ้มเกราะ 1,301 คัน รถถังปืนใหญ่อัตตาจร 1,390 คัน ปืนใหญ่ชนิดลากจูง 123 กระบอก บ. 80 เครื่อง บ.โจมตี/ขับไล่ 5 เครื่อง บ.โจมตี 33 เครื่อง บ.ลำเลียง 21 เครื่อง บ.ฝึก 104 เครื่อง ฮ. 95 เครื่อง เรือฟริเกต 1 ลำ เรือ Corvette 3 ลำ เรือลาดตระเวนชายฝั่ง 124 ลำ และดาวเทียมทหาร 3 ดวง งบประมาณด้านการทหาร 0.9% ของ GDP

ความสัมพันธ์ไทย-เม็กซิโก

       สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อ 28 ส.ค.2518 และไทยเปิด สอท. ณ กรุงเม็กซิโก (ปี 2521) มีเขตอาณาครอบคลุม 6 ประเทศในอเมริกากลางและแคริบเบียน (คิวบา กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ ฮอนดูรัส นิการากัว และเบลีซ) ส่วนเม็กซิโกเปิด สอท.ประจำประเทศไทยเมื่อปี 2532 

       เม็กซิโกเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในลาตินอเมริกา (รองจากบราซิล) มูลค่าการค้า ปี 2567 อยู่ที่ 198,106.44 ล้านบาท ไทยส่งออก 154,992.49 ล้านบาท และนำเข้า 43,113.95 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 111,878.54 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

   

ข้อตกลง : ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือของภาคเอกชนระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภานักธุรกิจเม็กซิกัน (ปี 2533) ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (ปี 2536) ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ปี 2542) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสภานักธุรกิจเม็กซิกันสำหรับการค้าระหว่างประเทศการลงทุนและเทคโนโลยี/COMCE (ปี 2546) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการศึกษา (ปี 2546) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยรัฐ (Colima) ของเม็กซิโก (ปี 2546) บันทึกความเข้าใจในความร่วมมือระหว่างสภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกากับสภาธุรกิจด้านการค้าการลงทุนและเทคโนโลยีของเม็กซิโก (ปี 2553) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการให้คำปรึกษาทางการเมือง (ปี 2554) ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าไทยกับสภาหอการค้าเม็กซิโก (ปี 2557) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการไทย-เม็กซิโก (ปี 2561)

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) ความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนริเริ่ม Plan Mexico ที่มีเป้าหมายผลักดันให้เม็กซิโกติดอันดับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 1 ใน 10 ของโลก ภายในปี 2573 โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพด้านการพึ่งพาตนเองในการผลิตอาหาร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม เพิ่มการจ้างงาน 1.5 ล้านตำแหน่ง รวมทั้งลดการนำเข้าสินค้าจากจีน ได้แก่ รถยนต์ สิ่งทอ พลาสติก เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ อย่างไรก็ดี เม็กซิโกยังเผชิญอุปสรรคในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว เนื่องจากมาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ    

2) การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมของเม็กซิโกที่เผชิญปัญหาท้าทายจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมที่มีการใช้ระเบิดแสวงเครื่อง โดรน และการจ้างนักรบต่างชาติจากโคลอมเบียเข้าไปเป็นสมาชิกเครือข่าย ส่วนความร่วมมือระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐฯ ในการปราบปรามการค้าอาวุธปืนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ร่วมมือในการป้องกันไม่ให้เครือข่ายค้าอาวุธส่งอาวุธปืนผิดกฎหมายเข้าไปในเม็กซิโก แลกกับการที่เม็กซิโกเพิ่มความเข้มงวดการลาดตระเวนบริเวณชายแดนของทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันการขนส่งยาเฟนทานิลจากเม็กซิโกไปสหรัฐฯ

Gallery