สาธารณรัฐเกาหลี

Republic of Korea

เมืองหลวง       โซล ชื่อทางการนครพิเศษโซล (Seoul Special City) ซึ่งเป็นเขตพิเศษปกครองตนเอง

 

ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมระหว่างจีน ญี่ปุ่น กับภาคพื้นตะวันออกไกลของรัสเซีย มีเส้นขนานที่ 38 แบ่งกั้นระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 33-43 องศาเหนือ กับเส้นลองจิจูดที่ 124-131 องศาตะวันออก (รวมเกาหลีเหนือ) มีพื้นที่ประมาณ 100,032 ตร.กม. (ลำดับที่ 108 ของโลก) คิดเป็น 45% ของคาบสมุทรเกาหลี หรือ 1 ใน 5 ของประเทศไทย เวลาเร็วกว่าไทย 2 ชม.

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ                ติดกับเกาหลีเหนือ

ทิศตะวันออก          ติดกับทะเลตะวันออก (หรือทะเลญี่ปุ่น)

ทิศใต้                    ติดกับทะเลจีนตะวันออก

ทิศตะวันตก            ติดกับทะเลตะวันตก (หรือทะเลเหลือง)

 

ภูมิประเทศ        คาบสมุทรเกาหลีแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ บริเวณเหนือเส้นขนานที่ 38 คือเกาหลีเหนือ ตอนใต้ คือ เกาหลีใต้ พื้นที่ 70% ของเกาหลีใต้เป็นเทือกเขาและหุบเขา เป็นประเทศที่มีเทือกเขามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เทือกเขาตลอดชายฝั่งด้านตะวันออกมีความสูงชัน และทอดตัวลงสู่ทะเลตะวันออก ส่วนชายฝั่งทะเลทางใต้ และตะวันตก เทือกเขาค่อย ๆ ลาดลงสู่ที่ราบชายฝั่ง ทำให้เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการปลูกข้าว ชายฝั่งทะเลทั้ง 3 ด้าน มีความยาวรวมกัน 2,413 กม. แม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำนักตง แม่น้ำฮัน และแม่น้ำคึม

ภูมิอากาศ        มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (ปลาย มี.ค.-พ.ค.) ฤดูร้อน (ปลาย มิ.ย.-ก.ย.) ฤดูใบไม้ร่วง (ปลาย ก.ย.-พ.ย.) และฤดูหนาว (ธ.ค.-กลาง มี.ค.) ระหว่าง มิ.ย.-ส.ค. เป็นช่วงที่มีฝนตกชุก อุณหภูมิโดยเฉลี่ย -5 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว และ 33 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน

ศาสนา            ไม่นับถือศาสนา 51% พุทธ 17% คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ 20% และนิกายโรมันคาทอลิก 11% ศาสนาอื่น ๆ 2% (ปี 2567)

ภาษา              ภาษาเกาหลี (ฮันกึล)

การศึกษา       การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี อัตราการรู้หนังสือ 98%

วันชาติ           3 ต.ค.

นายอี แจ มย็อง

Lee Jae Myung

(ประธานาธิบดีเกาหลีใต้)

ประชากร    51,680,000 คน  ส่วนใหญ่เชื้อสายเกาหลี อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 10.2% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 69.5% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 20.3% อัตราการเกิด  4.8 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 6.7 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร -0.13% อายุขัยเฉลี่ยของชาวเกาหลีใต้ประมาณ 83.5 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศชาย 80.6 ปี เพศหญิง 86.4 ปี อัตราว่างงาน 2.1% แรงงาน 29.15 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง กิจกรรมด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ ภาคการศึกษา รองลงมาเป็นกิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ ภาคก่อสร้าง ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ส่วนภาคการเกษตร ประมง และเหมืองแร่เป็นส่วนน้อย

การก่อตั้งประเทศ   อาณาจักรแรกของเกาหลี คือ อาณาจักรโคโชซอน (โชซอนโบราณ) เป็นอาณาจักรโบราณก่อตั้งเมื่อ 2333 ปี ก่อนคริสต์ศักราช มีกษัตริย์ปกครอง โดยราชวงศ์โชซอนเป็นราชวงศ์สุดท้าย มีการปฏิรูปการเมืองการปกครองที่สำคัญที่สุด คือ การยกย่องลัทธิขงจื๊อเป็นคติธรรมประจำชาติ การสร้างสรรค์งานด้านวรรณศิลป์ และการประดิษฐ์ตัวอักษรฮันกึลเมื่อปี 1986 ทำให้ยุคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมเกาหลี ตั้งแต่ปี 2453 เกาหลีอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่นเป็นเวลา 35 ปี จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามเมื่อ 15 ส.ค.2488

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งเป็นสองประเทศที่เส้นละติจูดที่ 38 องศาเหนือตามข้อตกลง Potsdam เมื่อปี 2488 โดยให้อดีตสหภาพโซเวียตดูแลเกาหลีเหนือ สหรัฐฯ ดูแลเกาหลีใต้ สงครามเกาหลีเกิดขึ้นระหว่างปี 2493-2496 เมื่อเกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้เมื่อ 25 มิ.ย.2493 มีการลงนามข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวเมื่อปี 2496 หลังจากสงครามเกาหลี เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการฟื้นฟูประเทศให้มั่นคงและมั่งคั่ง

การเมือง        ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวเป็นเวลา 5 ปี ไม่มีอำนาจยุบสภา เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง มีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก และมาตรการฉุกเฉิน รวมทั้งเสนอร่างกฎหมายได้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายอี แจ มย็อง ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 3 มิ.ย.2568 และรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อ 4 มิ.ย.2568 หลังจากอดีตประธานาธิบดียุน ซ็อก ย็อล ถูกถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อ 4 เม.ย.2568 จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกโดยมิชอบเมื่อ 3 ธ.ค.2567 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในข้อกล่าวหาก่อกบฏ

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีแต่งตั้ง นรม. และ ครม. โดยความเห็นชอบของรัฐสภา นรม.เป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีในการบริหารประเทศและเข้าร่วมการประชุมรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลรับฟังคำแนะนำจากคณะกรรมการต่าง ๆ อาทิ สภาที่ปรึกษาอาวุโส สภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะกรรมการวางแผนและงบประมาณ โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะกรรมการชุดต่าง ๆ

ฝ่ายนิติบัญญัติ : มีสภาเดียว สมาชิก 300 คน ส.ส. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 253 คน ที่เหลือ 47 คน เป็นผู้แทนในระบบสัดส่วน วาระ 4 ปี โดย ส.ส.เลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ อีก 2 คน รัฐสภามีอำนาจถอดถอนประธานาธิบดี โดยสมาชิกเสียงข้างมากเป็นผู้เสนอ และสมาชิก 2 ใน 3 ให้ความเห็นชอบ

ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ประธานาธิบดีแต่งตั้งประธานศาลฎีกาด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา การพิจารณาของศาลกำหนดให้เปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไปได้ ยกเว้นในกรณีที่เห็นว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการพิจารณากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยให้ถือเป็นโมฆะ และมีหน้าที่ตัดสินความถูกต้องของกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี นรม. และผู้พิพากษา รวมทั้งมีอำนาจยุบพรรคการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย ตามข้อเสนอของฝ่ายบริหาร

พรรคการเมือง :ปี 2568 มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรค Democratic Party of Korea (DPK) มี สส. 166 คน (55.3%) กับพรรค People Power Party (PPP) มี สส. 107 คน (35.91%) นอกจากนี้ ยังมี สส.จากพรรคอื่น ๆ ในรัฐสภาอีก 25 คน (4.03%) โดยมียอดรวมทั้งสิ้น 298 คน (เต็มจำนวน 300 คน) การเลือกตั้ง สส.ครั้งหลังสุดเมื่อ 10 เม.ย.2567 และมีกำหนดครบวาระใน 29 พ.ค.2571

เศรษฐกิจ  เกาหลีใต้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชีย ขณะที่เศรษฐกิจปี 2568 ขยายตัวที่ 0.9% ตามการคาดการณ์ของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea-BOK) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ในวงจำกัด กอปรกับภาคการส่งออกยังเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ และรถยนต์ ขณะที่รัฐบาลดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก ทั้งการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม กระตุ้นการบริโภค แก้ระเบียบตลาดการเงินเพื่อดึงดูดการลงทุน และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในกรอบยุทธศาสตร์ AI Transformation (AX) ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจให้มีแนวโน้มเติบโตที่ 1.6-1.8% ในปี 2569

งบประมาณ  (ม.ค.-ธ.ค.2569) 728 ล้านล้านวอน (512,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 8.1% จากงบประมาณปี 2568 ที่มีวงเงินจำนวน 673 ล้านล้านวอน โดยงบประมาณปี 2569 เน้นส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง สร้างสังคมที่เข้มแข็ง ส่งเสริมการเติบโตสำหรับทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญกับการทูตและความมั่นคงบนผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก การจัดสรรงบประมาณจะมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนา AI การป้องกันประเทศ พลังงาน วัฒนธรรมเกาหลีหรือกระแสเกาหลี รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

                  สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  วอน (won) หรือ วอนเกาหลีใต้ (South Korean Won-KRW)

                  อัตราแลกเปลี่ยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ : :  1,462.2 วอน : 1 ดอลลาร์สหรัฐ

                  อัตราแลกเปลี่ยนต่อ 1 บาท : 45.18 วอน : 1 บาท

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2563)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 1.86 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 0.9%

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำ : 428,820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากเป็นอันดับ 9 ของโลก

อัตราเงินเฟ้อ : 1.9%

หนี้สาธารณะเกาหลีใต้ : 53.4% ของ GDP

รายได้ต่อหัวต่อปี : 65,080 ดอลลาร์สหรัฐ (GDP per capita)

ค่าแรงขั้นต่ำ : ปี 2569 ชั่วโมงละ 10,320 วอน (7.05 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 2.9% จาก 10,030 วอน เมื่อปี 2568

มูลค่าการค้าต่างประเทศ (ปี 2567) : 1.31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดุลการค้าต่างประเทศ: เกินดุล 51,842 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออก : 683,609 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ : เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อุตสาหกรรมต่อเรือและชิ้นส่วนเรือ เรซินสังเคราะห์ เหล็กแผ่น เครื่องมือสื่อสารไร้สาย และเคมีภัณฑ์คุณภาพสูง

มูลค่าการนำเข้า : 631,767 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ : น้ำมันดิบ เซมิคอนดักเตอร์ ก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรกลผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และคอมพิวเตอร์

คู่ค้าสำคัญ : จีน สหรัฐฯ เวียดนาม ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และเม็กซิโก

(ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) สมาคมการค้าระหว่างประเทศแห่งเกาหลีใต้ (KITA) และ IMF)

การทหาร

ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง กองทัพเกาหลีใต้มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและได้รับการฝึกทางทหารสม่ำเสมอ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณทางทหารปี 2569 มูลค่า 66.3 ล้านล้านวอน (47,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 8.2% จากปี 2568 ที่มูลค่า 61.59 ล้านล้านวอน โดยมุ่งเน้นการพัฒนากองทัพให้พร้อมกับการทำสงครามสมัยใหม่ (Future Warfare) และสามารถพึ่งพาตนเอง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ โดยกำหนดแนวทางพัฒนาซึ่งมี 4 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ 1) ส่งเสริมขีดความสามารถทางทหารเชิงรุกในยุทธศาสตร์ Three-Axis Defense System เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ 2) พัฒนาศักยภาพกองทัพ รองรับการถ่ายโอนอำนาจบัญชาการรบในยามสงคราม (Wartime Operational Control-OPCON) จากสหรัฐฯ มายังเกาหลีใต้ 3) พัฒนาสวัสดิการสำหรับบุคลากรของกองทัพให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมป้องกันประเทศที่ทันสมัย โดยเฉพาะ AI ระบบควบคุมแบบไร้คนขับ (Unmanned System) และความมั่นคงทางไซเบอร์และอวกาศ รวมทั้งลดการพึ่งพาบุคลากรเพื่อรับมือกับปัญหาจำนวนประชากรลดลง นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อตอบสนองต่อแผนปฏิรูปกองทัพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเมื่อปี 2564 เกาหลีใต้เป็นผู้ส่งออกยุทโธปกรณ์รายใหญ่อันดับ 10 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาด 2.2% และตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดเป็น 5% ภายในปี 2570 ซึ่งการส่งออกอาวุธของเกาหลีใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กองทัพเกาหลีใต้มีกำลังพลประมาณ 450,000 นาย ในจำนวนนี้เป็น ทบ. ประมาณ 205,000 นาย ประกอบด้วย กองทัพที่ 1 (First Republic of Korea Army-FROKA) รับผิดชอบพื้นที่ตอนเหนือและชายแดนด้านตะวันออก กองทัพที่ 2 (SROKA) รับผิดชอบพื้นที่ตอนใต้ และกองทัพที่ 3 (TROKA) มีขนาดกำลังพลและยุทโธปกรณ์มากที่สุด รับผิดชอบพื้นที่ตอนเหนือ และชายแดนด้านตะวันตก รวมทั้งโซล

ทร. มีกำลังพลประมาณ 70,000 นาย (รวมนาวิกโยธิน 29,000 นาย) มีฐานทัพเรือ 9 แห่ง ในจินแฮ ทงแฮ พย็องแท็ก อินช็อน มกโพ โพฮัง ปูซาน เกาะเชจู และเกาะแบ็งนย็อง แบ่งเป็น 3 กองเรือยุทธการ ประกอบด้วย กองเรือภาคที่ 1 (1st Tonghae) รับผิดชอบทะเลตะวันออก (ทะเลญี่ปุ่น) กองเรือภาคที่ 2 (2nd Pyongtaek) รับผิดชอบทะเลตะวันตก (ทะเลเหลือง) และกองเรือภาคที่ 3 รับผิดชอบทะเลใต้ (ช่องแคบเกาหลี) นอกจากนี้ ทร.เกาหลีใต้จะเน้นเสริมขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำ โดยเมื่อปี 2558 ทร.ยกฐานะหน่วยเรือดำน้ำเป็นกองบัญชาการเรือดำน้ำมีฐานะเทียบเท่ากองเรือภาค ปัจจุบันเกาหลีใต้มีเรือดำน้ำ 21 ลำ

เพื่อเสริมขีดความสามารถในสงครามใต้น้ำ หากต้องรับมือกองเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือที่มีมากกว่า 70 ลำ

ทอ. มีกำลังพล 65,000 นาย โดยมี บ.รบประจำการประมาณ 520 เครื่อง อาทิ บ.รบ แบบ F-5E F-5F F-15K F-16C/D F-35A FA-50 และ บ.สนับสนุนอื่น ๆ อาทิ บ.ควบคุมและเตือนภัยทางอากาศ (AEW&C) และ บ.ขนส่ง รวม 38 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ 47 เครื่อง และอากาศยานไร้คนขับมากกว่า 7 เครื่อง นอกจากนี้ เกาหลีใต้อยู่ระหว่างพัฒนา บ.ขับไล่รุ่นที่ 5 (5th Generation Fighter) แบบ KF-21 คาดว่ามีขีดความสามารถในการหลบเลี่ยงเรดาร์ (Stealth) ซึ่งอยู่ระหว่างการบินทดสอบ รวมถึงสามารถพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศสำเร็จ อาทิ ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศพิสัยไกล (L-SAM) ขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง Cheongung-II และระบบต่อต้านจรวดหรือระบบป้องกันขีปนาวุธระดับเพดานบินต่ำ (LAMD)

กองกำลังสำรอง (Reserve Forces) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2511 มีกำลังพลประมาณ 3.1 ล้านนาย ได้รับการฝึกเพื่อการป้องกันประเทศ และรักษาความมั่นคงภายใน เช่น การต่อต้านการแทรกซึม การก่อวินาศกรรมของฝ่ายตรงข้าม กำลังสำรองมีขีดความสามารถด้านการรบในยามสงคราม และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างหน่วยใหม่ หน่วยเสริมกำลัง และการทดแทนกำลังให้หน่วยรบ กฎหมายกำหนดให้ทหารที่ปลดประจำการ ต้องเป็นกำลังสำรองต่ออีก 8 ปี

กองกำลังทหารสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ (United States Forces Korea-USFK) เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ และเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและคาบสมุทรเกาหลี ผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ (United Nations Command-UNC) กำลังผสมสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ (Combined Force Command) คือ ผู้บัญชาการกองกำลังทหารสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ ที่มีกำลังพลประมาณ 28,500 นาย ประกอบด้วย 1) กองทัพบกสหรัฐฯ ที่ 8 (The 8th US Army-EUSA) : กองพลทหารราบสหรัฐฯ ที่ 2 กองพลน้อยการบินที่ 17 กองพลน้อยทหารม้าที่ 6 และกำลังสนับสนุนอื่น ๆ 2) กองกำลังทางเรือสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ (US Naval Forces Korea) 3) กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ (US Marine Forces Korea) 4) หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษสหรัฐฯ 5) กองกำลังทางอากาศสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ (US Air Forces Korea) หน่วยบัญชาการทหารอากาศสหรัฐฯ ที่ 7 มีกำลัง 2 กองบิน และ 6) กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Forces Korea-SPACEFOR-KOR)

 

ปัญหาด้านความมั่นคง

ปัญหาด้านความมั่นคงหลักของเกาหลีใต้ แบ่งเป็น 3 ประการ

1) ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ เนื่องจากทั้งสองประเทศยังอยู่ในภาวะสงคราม รวมถึงโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ ขีดความสามารถในการทำสงครามทางคอมพิวเตอร์ และการยั่วยุทางทหารตามแนวพรมแดนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงหลักของเกาหลีใต้

2) ปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะต็อก (Dokdo) หรือทาเคชิมะในภาษาญี่ปุ่น เป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ซึ่งมีผลกระทบทั้งด้านความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ และทำให้กระแสชาตินิยมในเกาหลีใต้รุนแรงขึ้นในห้วงที่เกิดประเด็นขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ

3) ปัญหาการก่อการร้ายและก่ออาชญากรรม เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ทำให้กองกำลัง พลเรือน และผลประโยชน์ของเกาหลีใต้ทั้งในและต่างประเทศมีความเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย เกาหลีใต้จึงเสริมมาตรการรับมือการก่อการร้ายด้วยการเริ่มบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายเมื่อ มิ.ย.2559

ความสัมพันธ์ไทยเกาหลีใต้

ไทยและเกาหลีใต้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับอัครราชทูตเมื่อ 1 ต.ค.2501 และยกระดับเป็นระดับเอกอัครราชทูตเมื่อ 1 ต.ค.2503 มีความร่วมมือกันทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission-JC) ระดับรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกลไกหารือภาพรวมความร่วมมือ การประชุม Policy Consultation (PC) เป็นกลไกการหารือในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อสนับสนุนและเสริมการหารือในกรอบ JC และความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-ROK ASEAN+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) และกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-เกาหลีใต้ (Mekong-ROK Cooperation) นอกจากนี้ ไทยกับเกาหลีใต้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำรัฐบาล และ รมต.อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการลงนามสนธิสัญญาและความตกลงความร่วมมือในหลายสาขา อาทิ วิทยาศาสตร์ แรงงาน วัฒนธรรม และการทหาร ทั้งนี้ เกาหลีใต้ให้ความสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองของไทยอย่างใกล้ชิด แต่ไม่แสดงท่าทีหรือวิพากษ์วิจารณ์การเมืองภายในประเทศของไทย ส่วนใหญ่เป็นการติดตามสถานการณ์ และรายงานในสื่อมวลชนภาคภาษาเกาหลี

ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงเริ่มต้นตั้งแต่ไทยส่งทหารเข้าร่วมกองบัญชาการสหประชาชาติ (United Nations Command-UNC) ในสงครามเกาหลี เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศรู้สึกผูกพันกัน ปัจจุบัน ไทยยังคงส่งนายทหารติดต่อประจำ UNC และ จนท.หน่วยแยก ทบ.ไทยประจำกองร้อยทหารเกียรติยศ (Honour Guard Company) เพื่อปฏิบัติหน้าที่เชิญธงไทยและปฏิบัติหน้าที่ด้านพิธีการเกี่ยวกับสงครามเกาหลีใน UNC เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ไทยยังคงยึดมั่นในพันธกรณีในการรักษาสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี นอกจากนี้ ไทยและเกาหลีใต้ยังมีความร่วมมือด้านความมั่นคงอื่น ๆ ได้แก่ การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างต่อเนื่อง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเป็นความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคี เช่น UN ASEAN และ ARF ซึ่งไทยสนับสนุนกระบวนการปรองดองเพื่อนำไปสู่การรวมประเทศของทั้งสองเกาหลี และสนับสนุนนโยบายการปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ปี 2567 เกาหลีใต้เป็นคู่ค้าอันดับ 13 ของไทย ขณะที่ไทยเป็น
คู่ค้าอันดับ 18 ของเกาหลีใต้ มูลค่าการค้ารวม 541,385.78 ล้านบาท โดยไทยนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้มูลค่ารวม 331,774.25 ล้านบาท ไทยส่งออกไปเกาหลีใต้มูลค่ารวม 209,611.53 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้ 122,162.72 ล้านบาท

สินค้าส่งออกหลักของไทยไปเกาหลีใต้ ได้แก่ สินค้าเกษตร น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำตาลทราย แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง สินค้านำเข้าหลักจากเกาหลีใต้ ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช วงจรพิมพ์

ด้านการลงทุน โครงการลงทุนโดยตรงสุทธิจากเกาหลีใต้ในไทยปี 2567 ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (The Board of Investment of Thailand-BOI) มีมูลค่ารวม 4,635.05 ล้านบาท จำนวน 38 โครงการ คิดเป็น 1.85% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดที่ยื่นขอรับการส่งเสริม (ในจำนวนนี้ BOI อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน 37 โครงการ เงินลงทุน 7,324.93 ล้านบาท) เป็นการลงทุนในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การบริการมูลค่าสูง ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โลหะและวัสดุ ยานยนต์และชิ้นส่วน ดิจิทัล และการท่องเที่ยว

ด้านแรงงาน ปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดโครงการอนุญาตการจ้างแรงงานต่างชาติด้วยระบบใบอนุญาตทำงาน EPS (Employment Permit System) ซึ่งกระทรวงแรงงานของเกาหลีใต้คัดเลือกประเทศที่สามารถส่งแรงงานไปทำงานในเกาหลีใต้ภายใต้ระบบ EPS ทั้งหมด 15 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย มองโกเลีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อุซเบกิสถาน ปากีสถาน กัมพูชา จีน บังกลาเทศ เนปาล เมียนมา คีร์กีซสถาน และติมอร์-เลสเต) ไทยและเกาหลีใต้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไปเกาหลีใต้ภายใต้ระบบ EPS ครั้งแรกเมื่อ 17 มิ.ย.2547

กระทรวงแรงงานเกาหลีใต้แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติเมื่อ 2 ก.ค.2555 ผ่อนผันให้แรงงานที่ทำงานครบตามสัญญา 4 ปี 10 เดือน สามารถเดินทางกลับไปทำงานกับนายจ้างเดิมได้ หากได้รับการร้องขอจากนายจ้าง และลดระยะเวลาการกลับไปพำนักในประเทศของตนลงจาก 6 เดือน เป็น 3 เดือน รวมทั้งผ่อนผันให้แรงงานไม่ต้องสอบภาษาเกาหลีและไม่ต้องเข้ารับการอบรมอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเพิ่มความยืดหยุ่นเรื่องการย้ายงานของแรงงานต่างชาติจากปัจจุบันกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 5 ครั้ง (เดิมนับรวมการย้ายงานจากสถานประกอบการปิดกิจการ หรือนายจ้างละเมิดสัญญา) เป็นจะไม่นับการย้ายงานอันเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือมิได้เกิดจากความผิดของลูกจ้าง การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ยังสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างที่ขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือและมีความชำนาญงาน

กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานอนุญาตให้แรงงานไทยไปทำงานที่เกาหลีใต้เมื่อ ต.ค.2567-ก.ย.2568 จำนวน 6,406 คน และแรงงานไทยที่เดินทางกลับไปทำงานที่เกาหลีใต้ (Re-entry) จำนวน 6,269 คน แรงงานไทยในเกาหลีใต้สะสม 181,842 คน (ข้อมูลเมื่อ พ.ค.2568) เป็นแรงงานถูกกฎหมาย 49,146 คน และแรงงานไทยผิดกฎหมาย (ผีน้อย) 132,696 คน แรงงานส่วนใหญ่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคก่อสร้าง และงานเกษตรและปศุสัตว์ อย่างไรก็ดี แรงงานผิดกฎหมายมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทุกปี โดยทางการเกาหลีใต้มีนโยบายผลักดันแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายออกนอกประเทศอย่างจริงจัง อาทิ เสนอโครงการรายงานตัวกลับประเทศแบบสมัครใจโดยไม่คาดโทษ ควบคู่กับมาตรการเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นผู้มีแนวโน้มลักลอบทำงานผิดกฎหมายในกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าเกาหลีใต้ของนักท่องเที่ยวไทย

ด้านการท่องเที่ยว ไทยกับเกาหลีใต้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีในไทย และศูนย์วัฒนธรรมไทยในเกาหลีใต้ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมในระดับประชาชน รวมถึงความร่วมมือระดับทวิภาคีระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดินทางมาไทย เมื่อปี 2567 มีจำนวน 1,868,945 คน และห้วง ม.ค.-ต.ค.2568 อยู่ที่ 1,274,415 คน (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) ด้านความมั่นคง สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีเปราะบางจากการยั่วยุระหว่างสองเกาหลีเป็นระยะ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ยังคงตกต่ำ โดยเกาหลีเหนือแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อ ต.ค.2567 ระบุว่า เกาหลีใต้เป็นศัตรู และระงับแนวคิดรวมชาติ รวมทั้งย้ำการเป็นรัฐครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และจะไม่ยินยอมปลดอาวุธนิวเคลียร์ตามการเรียกร้องของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง และยังขยายความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย ขณะที่เกาหลีใต้เสริมสร้างความสัมพันธ์ไตรภาคีกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะมาตรการขยายการป้องปรามภัยคุกคาม (Extended Deterrence) ของสหรัฐฯ เพื่อปกป้องเกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือและฝึกร่วมทางทหาร การดำเนินนโยบายของสองเกาหลีและความเกี่ยวพันของมหาอำนาจ เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพ แม้มีสัญญาณรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้พยายามเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเกาหลีเหนือ

2) ด้านการทหาร เกาหลีใต้ปรับปรุงแผนปฏิบัติการทางทหาร กรณีเกิดวิกฤติหรือสงครามเกาหลีครั้งใหม่ จากเดิมเน้นการตั้งรับรอกำลังเสริมจากสหรัฐฯ รวบรวมกำลังแล้วจึงโต้กลับ แต่ในแผนปฏิบัติการใหม่ เกาหลีใต้และสหรัฐฯ อาจชิงโจมตีก่อน หากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือกำลังเตรียมโจมตีด้วยขีปนาวุธหรืออาวุธนิวเคลียร์ตามยุทธศาสตร์ Three-Axis Defense System โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) Kill chain หรือการชิงโจมตี เพื่อทำลายศูนย์บัญชาการทางสงครามและที่ตั้งทางนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ 2) ระบบป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ (Korea Air and Missile Defense System-KAMD) และ 3) การสังหารบุคคลสำคัญของเกาหลีเหนือ (Korea Massive Punishment and Retaliation-KMPR)

Gallery