บรูไน
Brunei Darussalam
บรูไน
Brunei Darussalam
เมืองหลวง เคียฟ (Kiev)
ที่ตั้ง อยู่ในยุโรปตะวันออก ติดกับทะเลดำ ตั้งอยู่ระหว่างโปแลนด์ โรมาเนีย และมอลโดวาทางตะวันตก กับรัสเซียทางตะวันออก มีพื้นที่ 603,550 ตร.กม. ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในยุโรป รองจากรัสเซีย และประมาณ 1.2 เท่าของไทย แบ่งเป็นพื้นดิน 579,330 ตร.กม. และพื้นน้ำ 24,220 ตร.กม. มีพรมแดนทางบกยาว 5,618 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ จรดพรมแดนรัสเซียและเบลารุส
ทิศตะวันออก จรดพรมแดนรัสเซีย
ทิศใต้ ติดทะเลดำและทะเลอาซอฟ
ทิศตะวันตก จรดพรมแดนโปแลนด์ สโลวาเกีย ฮังการี โรมาเนีย และมอลโดวา
ภูมิประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์ ทางตะวันตกมีเทือกเขา Carpathians ทางใต้สุดเป็นคาบสมุทรไครเมีย และมีแม่น้ำสำคัญ ๆ ของทวีปยุโรปไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำดนีเปอร์ แม่น้ำดนีสเตอร์ และแม่น้ำดานูบ ซึ่งไหลลงสู่ทะเลดำ
ภูมิอากาศ อยู่ในเขตร้อนชื้น มีฝนชุกเกือบตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 24-28 องศาเซลเซียส ฝนตกหนักในช่วง ก.ย.-ม.ค. และ พ.ค.-ก.ค. อากาศเย็นสบายที่สุดในช่วง มี.ค.-เม.ย.
ศาสนา อิสลาม (ซุนนี) 82.1% คริสต์ 6.7% พุทธนิกายมหายาน 6.3% ฮินดูและอื่น ๆ 4.9%
ภาษา ภาษามาเลย์ (Malay หรือ Bahasa Melayu) เป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาอังกฤษและภาษาจีนเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลาย
การศึกษา จัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การศึกษาแบ่งเป็น 4 ระดับ ซึ่งจัดสรรตามกลุ่มอายุ ได้แก่ 1) ระดับปฐมวัย 7 ปี 2) ระดับมัธยมศึกษา 7-8 ปี 3) ระดับเตรียมอุดมศึกษา 2 ปี และ 4) ระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 3-4 ปี ไม่มีการศึกษาสามัญเป็นภาคบังคับ แต่เด็กมุสลิมในบรูไนทุกคนต้องเรียนศาสนาเป็นภาคบังคับใช้เวลารวม 7 ปี โดยมีกระทรวงกิจการศาสนาของบรูไนเป็นผู้กำกับดูแล อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 97.6% งบประมาณด้านการศึกษา 4.4% ของ GDP
วันชาติ 23 ก.พ.

สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาะห์
His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddualah
(สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนองค์ที่ 29 /นรม./รมว.กระทรวงกลาโหม/รมว.กระทรวงการคลัง/รมว.กระทรวงต่างประเทศ/ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ ผู้นำศาสนา)
ประชากร
491,900 คน (ปี 2567) เชื้อสายมาเลย์ 67.4% จีน 9.6% และอื่น ๆ 23% มีชนพื้นเมือง 7 ชนเผ่า เรียกโดยรวมว่า มลายูหรือมาเลย์ โครงสร้างประชากร วัยเด็ก (0-14 ปี) 21.7% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 70.8% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 7.5% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม 78.9 ปี เพศชาย 76.5 ปี เพศหญิง 81.3 ปี อัตราการเพิ่มของประชากร 1.4%
การก่อตั้งประเทศ
บรูไนเคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 14-16 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะบอร์เนียวตอนเหนือ และบางส่วนของหมู่เกาะซูลู (Sulu) มีชื่อเสียงทางการค้า โดยเฉพาะการบูร พริกไทย และทองคำ แต่เสื่อมอำนาจลงในศตวรรษที่ 19 โดยสูญเสียดินแดนจากสงครามโจรสลัด และการขยายอาณานิคมของประเทศตะวันตก ในที่สุดได้เข้าเป็นดินแดนในอารักขาของสหราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์เมื่อปี 2449 เศรษฐกิจของบรูไนเริ่มมั่นคงหลังจากสำรวจพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่เมืองเซรีอา (Seria) ทางด้านตะวันตกเมื่อปี 2472 สหราชอาณาจักรให้อำนาจบรูไนปกครองตนเองตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2502 แต่ยังดูแลด้านการต่างประเทศและให้คำปรึกษาด้านการป้องกันประเทศ ผลการเลือกตั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2505 พรรคประชาชนบอร์เนียว (Borneo People’s Party) ได้รับชัยชนะท่วมท้น แต่ถูกกีดกันไม่ให้จัดตั้งรัฐบาลจึงพยายามยึดอำนาจจากสุลต่านแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากสุลต่านทรงได้รับความช่วยเหลือจากกองทหารกุรข่าของสหราชอาณาจักรที่ส่งตรงมาจากสิงคโปร์ รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินมาตั้งแต่ปี 2505 ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งมาจนถึงปัจจุบัน บรูไนได้รับเอกราชเมื่อ 1 ม.ค.2527 หลังจากอยู่ภายใต้อารักขาของ สหราชอาณาจักรนานถึง 95 ปี
การเมือง ปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภายใต้หลักราชาธิปไตยอิสลามมลายู (Melayu Islam Beraja /Malay Islam Monarchy-MIB) ได้แก่ การเป็นประเทศมุสลิมมาเลย์ การยึดหลักศาสนาอิสลาม และการเคารพสถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้สมเด็จพระราชาธิบดีหรือสุลต่านมีอำนาจสูงสุดทางการเมือง โดยเป็นทั้งประมุขรัฐและ นรม. รวมทั้งกำหนดให้ นรม.ต้องเป็นชาวบรูไนเชื้อสายมาเลย์โดยกำเนิด และนับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี
ประมุขรัฐ สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซ ซัดดิน วัดเดาละห์ขึ้นครองราชย์เมื่อ 5 ต.ค.2510 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 29
ฝ่ายบริหาร : มี นรม.เป็นผู้นำ และมีสภาที่ปรึกษา ซึ่งแต่งตั้งโดยสมเด็จพระราชาธิบดี ประกอบด้วย สภารัฐมนตรี (Council of Cabinet Ministers) สภาศาสนา (Religious Council) สภาองคมนตรี (Privy Council) และสภาว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ (Council of Succession) ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีทรงควบตำแหน่งทั้งประมุขรัฐและ นรม.บรูไน
ฝ่ายนิติบัญญัติ : จำนวนสมาชิกตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไม่เกิน 45 คน มาจากการแต่งตั้งโดยตรงจากสมเด็จพระราชาธิบดีไม่เกิน 30 คน เป็นผู้นำท้องถิ่นไม่เกิน 15 คน จำนวนสมาชิกชุดปัจจุบันมีจำนวน 34 คน ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ ม.ค.2566 มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี
ฝ่ายตุลาการ : ศาลสูงสุด ศาลอุทธรณ์ ศาลแขวง และศาลชารีอะฮ์ (Sharia Court) ตำแหน่งสำคัญในฝ่ายตุลาการแต่งตั้งโดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน
พรรคการเมือง : บรูไนมีพรรคการเมืองเดียว คือ National Development Party ได้รับการ จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากบรูไนไม่มีการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2505 ทั้งนี้ รัฐบาลบรูไนต้องการจำกัดบทบาทพรรคการเมือง โดยใช้กฎหมายความมั่นคงภายในซึ่งห้ามชุมนุมทางการเมือง ถอดถอนการจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง และห้ามข้าราชการ (มีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของประชากร) เป็นสมาชิกพรรคการเมือง
เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจบรูไนเติบโตดีต่อเนื่อง โดย GDP ห้วงปี 2567 ขยายตัวถึง 4.2 % ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สุดตั้งแต่ปี 2542 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาค upstream และ downstream น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงภาคบริการ เช่น การค้าส่ง-ค้าปลีก ขนส่งทางอากาศ และการสื่อสาร
เศรษฐกิจปี 2568 มีแนวโน้มจะปรับตัวเข้าสู่เส้นทางที่สมดุล โดยจะเติบโตที่ 2.6% เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ จากราคาสินค้าในหมวดการขนส่ง การสื่อสาร เสื้อผ้า รองเท้า ที่มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกัน บรูไนได้ประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกปรับราคาสูงขึ้น และความต้องการของตลาดโลกกลับมาสู่สภาวะก่อนการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างไรก็ดี ความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาด เป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันรายได้ภาครัฐในระยะยาว
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดอลลาร์บรูไน (BND)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์บรูไน : 0.78 ดอลลาร์สหรัฐ (ต.ค.2568)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ดอลลาร์บรูไน : 25.26 บาท (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 15,463 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 4.2%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 33,417 ดอลลาร์สหรัฐ
ประชากรวัยทำงาน : 233,000 คน
อัตราการว่างงาน : 5.3%
อัตราเงินเฟ้อ : -0.4%
มูลค่าการส่งออก : 11,308 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียมดิบ ปิโตรเลียมกลั่น แอลกอฮอล์อุตสาหกรรม ไฮโดรคาร์บอน เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย
มูลค่าการนำเข้า : 7,887 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : ปิโตรเลียมดิบ ปิโตรเลียมกลั่น เครื่องจักร ส่วนประกอบยานยนต์ และอาหาร
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : มาเลเซีย ออสเตรเลีย จีน UAE อินโดนีเซีย สิงคโปร์ สหรัฐฯ
คู่ค้าสำคัญ 5 อันดับในกลุ่มอาเซียน : มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย
การทหาร กองทัพบรูไน ประกอบด้วย ทบ. ทร. และ ทอ. ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด บรูไนไม่มีการเกณฑ์ทหาร แต่ชายบรูไนอายุ 17 ปี สามารถเข้ารับราชการทหารโดยสมัครใจ กองทัพบรูไนมีกำลังพล 7,200 นาย และกำลังสำรอง 700 นาย เป็น ทบ. 4,400 นาย ทร. 1,200 นาย ทอ. 1,100 นาย นอกจากนี้ สุลต่านยังมีกองกำลังทหารกุรข่าส่วนพระองค์ (Gurkha Reserve Unit-GRU) ประมาณ 400-500 นาย
งบประมาณทางทหาร ปี 2567 : 594 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32%
ยุทโธปกรณ์สำคัญ : รถถังเบา (สกอร์เปียน) 20 คัน ยานยนต์หุ้มเกราะ 45 คัน เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 81 มม. 24 เครื่อง เรือตรวจการณ์ชายฝั่งและเรือรบ 11 ลำ เรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ เรือลาดตระเวนชั้น Fearless (รับมอบจากสิงคโปร์)
ปัญหาด้านความมั่นคง
บรูไนให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากการก่อการร้าย เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ใกล้ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย ที่ต้องการเผยแพร่แนวคิดหัวรุนแรงแก่ชาวบรูไนและชาวต่างชาติที่อาศัยในบรูไน รวมทั้งชักจูงชาวบรูไนให้เข้าร่วมกลุ่มก่อการร้าย นอกจากนี้ บรูไนเป็นเส้นทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์เพื่อการบังคับใช้แรงงานและการค้าประเวณี โดยเหยื่อการค้ามนุษย์ส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ จีน และไทย บรูไนยังมีปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกับจีนในทะเลจีนใต้ ทำให้มีแนวโน้มว่า บรูไนจะพยายามพัฒนาศักยภาพกองทัพ ทั้งยุทโธปกรณ์และการฝึกอบรมบุคลากร โดยส่งเสริมความร่วมมือด้านการทหารกับอาเซียนและประเทศมหาอำนาจ
ความสัมพันธ์ไทย-บรูไน
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรูไนเมื่อ 1 ม.ค.2527 และครบรอบ 40 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2567 มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับราชวงศ์และผู้นำระดับสูงอยู่เสมอ เป็นพันธมิตรในเรื่องต่าง ๆ ทั้งในกรอบอาเซียน และกรอบพหุภาคีอื่น ๆ การเยือนระดับผู้นำครั้งหลังสุด นายเศรษฐา ทวีสิน นรม.เยือนบรูไนอย่างเป็นทางการเมื่อ 10 ต.ค.2566 โดยเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือ โดยเชิญชวนให้บรูไนขยายการลงทุนในไทย โดยเฉพาะด้านการบริการ การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ไทยต้องการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวด้านความมั่นคงทางอาหารให้บรูไน ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนเสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 28-29 เม.ย.2567 เพื่อทรงร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-บรูไน
ด้านเศรษฐกิจ บรูไนเป็นคู่ค้าอันดับ 51 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของไทยในกลุ่มอาเซียน การค้าเมื่อปี 2567 มีมูลค่า 26,524 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 3,926 ล้านบาท และนำเข้า 22,598 ล้านบาท ไทยขาดดุลการค้า 18,672 ล้านบาท และในห้วง 8 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.2568) มูลค่าการค้ารวม 25,902 ล้านบาท ไทยส่งออก 3,827 ล้านบาท และนำเข้า 22,075 ล้านบาท
สินค้าส่งออกสำคัญของไทย : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำตาลทราย สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่น ๆ
สินค้านำเข้าจากบรูไน : น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ
ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงบริการเดินอากาศ (13 ม.ค.2530) บันทึกความเข้าใจการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทวิภาคีไทย-บรูไน (27 ก.ย.2542) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านสารสนเทศและการกระจายเสียงไทย-บรูไน (16 ส.ค.2544) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการศึกษาระหว่างไทย-บรูไน (19 ต.ค.2552) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและการผลิตอาหารฮาลาลไทย-บรูไน (25 มี.ค.2558) บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางสาธารณสุข (1 ก.ย.2559) บันทึกความเข้าใจระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของไทยและสำนักงานการลงทุนบรูไน (29 เม.ย.2567) และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงทรัพยากรพื้นฐานและการท่องเที่ยวแห่งบรูไน (29 เม.ย.2567)
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) การยกระดับมาตรการการป้องกันภัยคุกคามความมั่นคงทางทะเล การก่อการร้าย และความมั่นคงทางไซเบอร์
2) ความเคลื่อนไหวของบรูไนกรณีปัญหาขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และการดำเนินความสัมพันธ์กับจีน
3) ปัญหาผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในบรูไน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ลี้ภัยไปอยู่ในบรูไนนานหลายชั่วอายุคน ทั้งนี้ บรูไนยังไม่อนุมัติการให้สัญชาติแก่กลุ่มดังกล่าว โดยอ้างว่า ต้องการให้บุคคลเหล่านั้นผ่านการทดสอบเกี่ยวกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และภาษา
4) การสร้างความมั่นคงทางอาหารและการลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการเกษตรและทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ