ราชอาณาจักรบาห์เรน
Kingdom of Bahrain
ราชอาณาจักรบาห์เรน
Kingdom of Bahrain
เมืองหลวง มานามา
ที่ตั้ง ภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างเส้นละติจูดที่ 26-27 องศาเหนือ กับเส้นลองจิจูดที่ 50-51 องศาตะวันออก โดยเป็นหมู่เกาะในอ่าวอาหรับ/อ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย มีพื้นที่ 760 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 188 ของโลก และเล็กกว่าไทยประมาณ 700 เท่า
อาณาเขต ไม่มีพรมแดนทางบกติดต่อกับประเทศใด เนื่องจากเป็นหมู่เกาะ โดยมีชายฝั่งทะเลยาวทั้งสิ้น 161 กม. อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย 24 กม. (มี King Fahd Causeway ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมบาห์เรน-ซาอุดีอาระเบีย ระยะทาง 25 กม. เปิดใช้งานเมื่อปี 2529 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการก่อสร้าง King Hamad Causeway ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมแห่งที่ 2 โดยสร้างขนานไปกับ King Fahd Causeway) และห่างจากชายฝั่งทะเลตะวันตกของกาตาร์ 27 กม. (กำลังก่อสร้าง Friendship Causeway สะพานเชื่อมบาห์เรน-กาตาร์ ระยะทางกว่า 40 กม. ถือเป็น Causeway ที่สร้างขึ้นในทะเลที่ยาวที่สุดในโลกคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565)
ภูมิประเทศ เป็นหมู่เกาะในอ่าวอาหรับ/อ่าวเปอร์เซีย ประกอบด้วย เกาะต่าง ๆ 33 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุด คือ เกาะบาห์เรน รองลงมา ได้แก่ เกาะ Umm an Nasan และเกาะ Sitrah ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบทะเลทราย จึงมีพื้นที่สำหรับทำการเพาะปลูกเพียง 2.1% จุดที่สูงที่สุดของประเทศอยู่ที่ภูเขา Al Dukhan ซึ่งมีความสูง 135 ม. ภัยธรรมชาติที่พบบ่อย ได้แก่ ภัยแล้ง และพายุฝุ่น
วันชาติ 16 ธ.ค. (บาห์เรนได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 15 ส.ค.2514 แต่เป็นอิสระจากการเป็นรัฐอารักขาของสหราชอาณาจักรเมื่อ 16 ธ.ค.2514)

มกุฎราชกุมารซัลมาน บิน ฮะมัด บิน อีซา อาลเคาะลีฟะฮ์
His Royal Highness Crown Prince Salman bin Hamad Al Khalifa
(นรม.)
ประชากร 1,655,128 คน (ประมาณการของสหประชาชาติเมื่อ ส.ค.2568) ประกอบด้วย ชาวบาห์เรน 47.4% เอเชีย 43.4% อาหรับอื่น ๆ 4.9% แอฟริกัน 1.4% อเมริกาเหนือ 1.1% ยุโรป 0.8% และอื่น ๆ 1% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 18% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 77.7% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 4.3% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม 80.4 ปี เพศชาย 78.1 ปี เพศหญิง 82.7 ปี อัตราการเกิด 12.2 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 2.8 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.82% (ประมาณการปี 2567)
การก่อตั้งประเทศ ราชวงศ์อาลเคาะลีฟะฮ์เข้าไปมีอำนาจในบาห์เรน ซึ่งอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) ตั้งแต่ปี 2326 และปกครองบาห์เรนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เจ้าผู้ครองรัฐบาห์เรนและรัฐรอบอ่าวอื่น ๆ อีก 8 รัฐ (กาตาร์ และอีก 7 รัฐที่กลายเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปัจจุบัน) ถูกกดดันให้ลงนามในสนธิสัญญาหลายฉบับกับสหราชอาณาจักร ส่งผลให้รัฐเหล่านี้ รวมทั้งบาห์เรน ซึ่งสหราชอาณาจักรเรียกว่า Trucial Sheikhdoms หรือ Trucial States มีสถานะกลายเป็นรัฐในอารักขาของสหราชอาณาจักร แต่การที่สหราชอาณาจักรประกาศเมื่อปี 2511 ว่าจะถอนตัวจากรัฐรอบอ่าวทั้งหมดภายในปี 2514 สร้างความกังวลแก่เจ้าผู้ครองรัฐบาห์เรนอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งกรณีอิหร่านอ้างกรรมสิทธิ์เหนือบาห์เรนด้วยการออกร่างกฎหมายเมื่อปี 2500 ประกาศให้บาห์เรนเป็นจังหวัดที่ 14 ของอิหร่าน แต่หลังจากที่อิหร่านยกเลิกการอ้างสิทธิเหนือบาห์เรน เพื่อแสดงการยอมรับต่อผลการสำรวจความเห็นของชาวบาห์เรนที่สหประชาชาติจัดทำขึ้น พ.ค.2513 ซึ่งชาวบาห์เรนส่วนใหญ่เห็นว่า บาห์เรนเป็นรัฐ ที่มีเอกราชสมบูรณ์จากอิหร่าน ทำให้บาห์เรนไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมหารือกับ Trucial States เกี่ยวกับการจัดตั้งประเทศใหม่ หลังจากได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรและเลือกที่จะประกาศตัวเป็นรัฐเอกราชแทน โดยบาห์เรนได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 15 ส.ค.2514 ต่อมาเมื่อปี 2545 เชค ฮะมัด บิน อีซา อาลเคาะลีฟะฮ์ ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นเจ้าผู้ครองรัฐบาห์เรนต่อจากพระราชบิดาเมื่อปี 2542 ทรงสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์แรกของบาห์เรน และเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “รัฐบาห์เรน” เป็น “ราชอาณาจักรบาห์เรน” จนถึงปัจจุบัน
การเมือง
ระบอบราชาธิปไตยกึ่งรัฐสภา สมเด็จพระราชาธิบดีทรงเป็นพระประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากรับรองรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศเมื่อ 14 ก.พ.2545 อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจที่สำคัญยังคงขึ้นอยู่กับสมเด็จพระราชาธิบดี และ นรม. เป็นหลัก
ฝ่ายบริหาร : สมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการแต่งตั้งหรือถอดถอน นรม. และ ครม. โดยสมาชิกพระราชวงศ์อาลเคาะลีฟะฮ์มักได้ดำรงตำแหน่งสำคัญใน ครม. เฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงด้านความมั่นคง นรม.บาห์เรนคนปัจจุบัน คือ มกุฎราชกุมารซัลมาน บิน ฮะมัด บิน อีซา อาลเคาะลีฟะฮ์ (พระชนมมายุ 57 พรรษา/ปี 2569) พระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อาลเคาะลีฟะฮ์ (พระชนมพรรษา 76 พรรษา/ปี 2569) กษัตริย์บาห์เรนพระองค์ปัจจุบัน โดยทรงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นรม. เมื่อ 11 พ.ย.2563 หลังจากเจ้าชายเคาะลีฟะฮ์ บิน ซัลมาน อาลเคาะลีฟะฮ์ อดีต นรม. สิ้นพระชนม์ ทั้งนี้ เจ้าชายเคาะลีฟะฮ์ อดีต นรม.บาห์เรน ซึ่งทรงเป็นพระปิตุลา (อา) ของสมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด ทรงดำรงตำแหน่ง นรม.ตั้งแต่ปี 2514 และได้รับการบันทึกว่าเป็น นรม.ที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในโลก (49 ปี)
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ใช้ระบบ 2 สภา ประกอบด้วย 1) สภาที่ปรึกษา (Consultative Council/ Majlis al Shura) หรือวุฒิสภา มีสมาชิก 40 คน มาจากการแต่งตั้งโดยสมเด็จพระราชาธิบดี การแต่งตั้งครั้งหลังสุดเมื่อ ธ.ค.2565 และ 2) สภาผู้แทนราษฎร (Council of Representatives/Majlis al Nuwab) มีสมาชิก 40 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ ต.ค.2545 ครั้งหลังสุดเมื่อ 12 พ.ย.2565 ทั้งนี้ แม้ว่าบาห์เรนมีกฎหมายห้ามจัดตั้งพรรคการเมือง แต่อนุญาตให้จัดตั้งกลุ่มการเมือง (political societies) โดยกลุ่มการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ 1) กลุ่ม Al Wefaq ของชาวชีอะฮ์เคร่งจารีต แต่ศาลสูงบาห์เรนมีคำสั่งยุบกลุ่มเมื่อ มิ.ย.2559 จากข้อกล่าวหาเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาล สร้างความแตกแยกในสังคม และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่มีแนวคิดหัวรุนแรงและก่อการร้าย 2) กลุ่ม Waad (National Democratic Action Society) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของชาวซุนนีและชาวชีอะฮ์ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมเคร่งจารีต และเป็นพันธมิตรของกลุ่ม Al Wefaq ทั้งนี้ ศาลสูงบาห์เรนมีคำสั่งยุบกลุ่ม Waad เมื่อ พ.ค.2560 จากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย และ 3) กลุ่ม Al Asalah กับกลุ่ม Al Menbar ของชาวซุนนีเคร่งจารีต
ฝ่ายตุลาการ : ระบบกฎหมายมีพื้นฐานมาจากกฎหมายอิสลาม และกฎหมายของสหราชอาณาจักรรวมกัน ไม่ยอมรับการบังคับคดีของศาลระหว่างประเทศ คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดได้รับแต่งตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา ขณะที่ประธานและคณะผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญมาจากการแต่งตั้งโดยสภาตุลาการสูงสุด ซึ่งมีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นประธาน และสมาชิกมีวาระ 9 ปี ได้แก่ ผู้พิพากษาศาลสูงสุด ผู้พิพากษาศาลชารีอะฮ์ และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
เศรษฐกิจ
บาห์เรนเป็นประเทศแรกในรัฐรอบอ่าวอาหรับที่ขุดพบน้ำมันดิบตั้งแต่ปี 2475 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศหันมาพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลักแทนการค้าไข่มุกที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่การมีพื้นที่เล็กจึงทำให้มีปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสำรองน้อยและลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลบาห์เรนพยายามลดการพึ่งพารายได้จากทรัพยากรน้ำมัน และหันไปเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการบริการ ส่งผลให้ปัจจุบันบาห์เรนกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงิน โทรคมนาคม การสื่อสาร การต่อเรือ การบิน และการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน บาห์เรนพยายามลดอุปสรรคทางการค้าด้วยการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งบาห์เรนเป็นประเทศแรกในรัฐรอบอ่าวอาหรับ ที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำ FTA กับสหรัฐฯ เมื่อ ส.ค.2549 นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ “Vision 2030” เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนด้านอุตสาหกรรมของอ่าวอาหรับภายในปี 2573
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้วประมาณ 124.6 ล้านบาร์เรล (มากเป็นอันดับที่ 67 ของโลก) กำลังการผลิตวันละ 174,000 บาร์เรล และส่งออกวันละ 138,000 บาร์เรล ก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้วประมาณ 92,030 ล้าน ลบ.ม. (มากเป็นอันดับที่ 52 ของโลก) กำลังการผลิตวันละ 16,921 ล้านลูกบาศก์เมตร (ประมาณการปี 2567 ของ OPEC) เป็นการผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศทั้งหมด
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดีนาร์บาห์เรน (Bahraini Dinar-BHD)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : ประมาณ 0.377 ดีนาร์บาห์เรน : 1 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 85.79 บาท : 1 ดีนาร์บาห์เรน (พ.ย.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 47,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2568 ของ IMF)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 2.9% (ประมาณการปี 2568 ของ IMF)
ดุลบัญชีเดินสะพัด : 1,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อ : 0.3% (ประมาณการปี 2568 ของ IMF)
รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี : 29,250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2568 ของ IMF)
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ : 4,948 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 913,340 คน
อัตราการว่างงาน : 1.1%
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : เกินดุล 8,668 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 24,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2567 ของ WTO)
สินค้าส่งออก : ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงน้ำมัน สินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น อาหาร น้ำตาลทราย และอื่น ๆ
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหภาพยุโรป โอมาน อียิปต์ จีน อินเดีย คูเวต เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเนเธอร์แลนด์
มูลค่าการนำเข้า : 15,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2567 ของ WTO)
สินค้านำเข้า : สินค้าอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ เรือ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุ โทรศัพท์ เชื้อเพลิง แร่ รวมถึงน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว เนื้อสัตว์ปีก และอื่น ๆ
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน สหภาพยุโรป บราซิล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น
การทหาร
กองทัพบาห์เรนมีกำลังพลไม่มาก แต่มียุทโธปกรณ์ทันสมัย ส่วนใหญ่นำเข้าจากสหรัฐฯ งบประมาณด้านการทหารเมื่อปี 2567 อยู่ที่ 1,401 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.93% ของ GDP) นอกจากนี้ บาห์เรนยังเป็นที่ตั้งกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ โดยอนุญาตให้กำลังพลสหรัฐฯ และพันธมิตรเข้าไปตั้งฐานทัพที่ Juffair ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ปัจจุบันมีกำลังพลสหรัฐฯ 4,500 นาย และกำลังพลสหราชอาณาจักร 1,000 นาย ประจำการอยู่ในบาห์เรน รวมทั้งบาห์เรนได้รับสถานะเป็นพันธมิตรหลักนอกเนโต (Major Non-NATO Ally-MNNA) ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2546 และอนุญาตให้สหรัฐฯ นำระบบป้องกันขีปนาวุธเข้าไปประจำการในบาห์เรนเมื่อ ก.พ.2553 ขณะที่สหราชอาณาจักรกับบาห์เรนบรรลุข้อตกลงขยายความร่วมมือด้านการทหาร เมื่อ ธ.ค.2557 โดยบาห์เรนอนุญาตให้สหราชอาณาจักรเข้าไปตั้งฐานทัพถาวรบริเวณท่าเรือ Mina’ Salman เป็นเวลา 30 ปี เพื่อเป็นคลังอาวุธและเสริมกำลังแก่เรือทำลายทุ่นระเบิด 4 ลำ ของสหราชอาณาจักรที่ประจำการอยู่ที่ท่าเรือดังกล่าว รวมทั้งเพื่อขยายภารกิจรักษาความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย (อ่าวอาหรับ) ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักรอย่างถาวร การก่อสร้างฐานทัพดังกล่าวแล้วเสร็จและมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ เม.ย.2561
กองทัพบาห์เรนมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า กองกำลังป้องกันประเทศบาห์เรน (Bahrain Defense Forces-BDF) อยู่ในกำกับของกระทรวงกลาโหมบาห์เรน มีกำลังพลทั้งสิ้น 8,200 นาย ประกอบด้วย
ทบ. มีกำลังพล 6,000 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถถัง (MBT) รุ่น M-60A3 จำนวน 50 คัน ยานยนต์ลาดตระเวนหุ้มเกราะ (RECCE) รุ่น AML-90 จำนวน 22 คัน ยานยนต์หุ้มเกราะ (IFV) รุ่น YPR-765 PRI จำนวน 25 คัน และรุ่น AIFV-B-C25 จำนวน 42 คัน รถสายพานลำเลียงหุ้มเกราะ (APC) รุ่น M113A2 จำนวน 300 คัน รุ่น AIFV-B จำนวน 3 คัน และรุ่น Arma 6×6 (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ยานยนต์หุ้มเกราะเอนกประสงค์ (AUV) รุ่น M-ATV (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) รถหุ้มเกราะเก็บกู้ (ARV) รุ่น Fahd 240 จำนวน 53 คัน อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านรถถัง (MSL) รุ่น AIFV-B-Milan จำนวน 5 ลูก รุ่น HMMWV รุ่น BGM-71A TOW และรุ่น Kornet-EM (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังต่อสู้รถถัง (RCL) รุ่น M40A1 จำนวน 25 ลูก และรุ่น MOBAT จำนวน 6 ลูก ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานรุ่น M109A5 จำนวน 20 กระบอก รุ่น M110A2 จำนวน 56 กระบอก รุ่น L188 Light Gun จำนวน 8 กระบอก รุ่น M198 จำนวน 28 กระบอก รุ่น SR5 จำนวน 4 กระบอก รุ่น M270 MLRS จำนวน 9 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) รุ่น L16 จำนวน 12 เครื่อง รุ่น EIMOS จำนวน 20 เครื่อง รุ่น M113A2 จำนวน 12 เครื่อง ขีปนาวุธพิสัยใกล้แบบพื้นสู่พื้น (SRBM) รุ่น MGM-140A ATACMS (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านอากาศยาน (SAM) รุ่น 9K338 Igla-S รุ่น FIM-92 Stinger และรุ่น RBS-70 (Point-defence) (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน)
ทร. มีกำลังพล 700 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือฟริเกต (FFGHM) ชั้น Sabha (เดิมคือ เรือ US Oliver Hazard Perry ของกองทัพเรือสหรัฐฯ) จำนวน 1 ลำ เรือสนับสนุนปฏิบัติการสันติภาพทางทะเล (PSO) ชั้น Al Zubara (เดิมคือ เรือ UK River (OPV) ของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร) 1 ลำ เรือตรวจการณ์เร็วติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี (PCFG) ชั้น Ahmed el Fateh จำนวน 4 ลำ เรือตรวจการณ์ติดตั้งอาวุธปล่อย (PCG) ชั้น Al Manama จำนวน 2 ลำ เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (PCF) จำนวน 5 ลำ เรือตรวจการณ์ (PB) ชั้น Al Jarim จำนวน 2 ลำ ชั้น Al Riffa จำนวน 2 ลำ และชั้น Mashoor จำนวน 2 ลำ เรือตรวจการณ์เร็ว (PBF) ชั้น Mk V FPB จำนวน 7 ลำ เรือระบายพลขนาดกลาง (LCM) ชั้น Loadmaster จำนวน 1 ลำ ชั้น Mashtan จำนวน 4 ลำ และชั้น Dinar จำนวน 2 ลำ เรือระบายพลขนาดเล็ก (LCVP) ชั้น Sea Keeper จำนวน 2 ลำ นอกจากนี้ ยังมีเฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียงรุ่น Bo-105 จำนวน 2 เครื่อง ประจำการใน ทร.
ทอ. มีกำลังพล 1,500 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ บ.โจมตีเร็ว (FTR) รุ่น F-5E Tiger II จำนวน 8 เครื่อง รุ่น F-5F Tiger II จำนวน 4 เครื่อง บ.ขับไล่แบบโจมตีภาคพื้นดิน (FGA) รุ่น F-16C Block 40 จำนวน 16 เครื่อง รุ่น F-16D Block 40 จำนวน 4 เครื่อง รุ่น F-16C Block 70 จำนวน 4 เครื่อง รุ่น F-16D Block 70 จำนวน 2 เครื่อง บ.ลำเลียง (TPT) รุ่น C-130J จำนวน 2 เครื่อง รุ่น B-737 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น B-767 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น B-747 จำนวน 2 เครื่อง รุ่น Gulfstream II จำนวน 1 เครื่อง รุ่น Gulfstream IV จำนวน 1 เครื่อง รุ่น Gulfstream 450 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น Gulfstream 550 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น BAe-146-RJ85 จำนวน 2 เครื่อง รุ่น BAe-146-RJ100 จำนวน 1 เครื่อง รุ่น BAe-146-RJ170 จำนวน 1 เครื่อง และรุ่น B-727 จำนวน 1 เครื่อง เครื่องบินสำหรับการฝึก (TRG) รุ่น Hawk Mk129 จำนวน 6 เครื่อง รุ่น T-67M Firefly จำนวน 3 เครื่อง ฮ.แบบเอนกประสงค์ (MRH) รุ่น Bell 412EP มากกว่า 2 เครื่อง แบบโจมตี (ATK) รุ่น AH-1E Cobra จำนวน 10 เครื่อง รุ่น AFH-1F Cobra จำนวน 12 เครื่อง และรุ่น AH-1Z Viper จำนวน 12 เครื่อง แบบลำเลียง (TPT) รุ่น S-70A Black Hawk จำนวน 3 เครื่อง รุ่น S-92A จำนวน 1 เครื่อง รุ่น UH-60L Black Hawk จำนวน 1 เครื่อง รุ่น UH-60M Black Hawk จำนวน 8 เครื่อง รุ่น Bell 505 Jet Ranger X จำนวน 3 เครื่อง รุ่น Bell 212 (AB-212) จำนวน 11 เครื่อง และรุ่น Bo-105 จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบินสำหรับการฝึก (TRG) รุ่น TAH-1P Cobra จำนวน 6 เครื่อง ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานจากพื้นสู่อากาศ (SAM) รวมมากกว่า 15 ลูก ปืนต่อสู้อากาศยาน รวมมากกว่า 24 กระบอก อาวุธปล่อยนำวิถีแบบอากาศสู่พื้น (AAM) รุ่น AIM-9P Sidewinder รุ่น AIM-7 Sparrow (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) แบบอากาศสู่อากาศ (ARH) รุ่น AIM-120B/C AMRAAM แบบอากาศสู่พื้นพิสัยใกล้และปานกลาง รุ่น AGM-65D/G Maverick รุ่น Cirit และรุ่น TOW (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) และระเบิดนำวิถีทำลายภาคพื้นดิน (BOMBS) รุ่น GBU10/12 Paveway II (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน)
นอกจากนี้ ยังมีกองกำลังที่ไม่ได้อยู่ในกำกับของกระทรวงกลาโหมบาห์เรน ได้แก่
– กองกำลังความมั่นคงพิเศษ หรือ ตร.ปราบจลาจล อยู่ในกำกับของกระทรวงมหาดไทยบาห์เรน มีกำลังพลประมาณ 9,000 นาย กำลังพลส่วนใหญ่มาจากประเทศอาหรับอื่น ๆ และปากีสถาน มียานยนต์หุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์ประจำการจำนวนหนึ่ง
– กองกำลังป้องกันชายฝั่ง อยู่ในกำกับของกระทรวงมหาดไทยบาห์เรน มีกำลังพลประมาณ 260 นาย ประจำการเรือตรวจการณ์ (PBF และ PB) ชั้นต่าง ๆ จำนวนรวม 55 ลำ และเรือระบายพลขนาดใหญ่ (LCU) ชั้น Load-master II จำนวน 1 ลำ
– กองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ก่อตั้งโดยพระบรมราชโองการของเชค อีซา อดีตเจ้าผู้ครองรัฐบาห์เรน เมื่อปี 2540 มีกำลังพลประมาณ 2,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นกำลังพลต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวปากีสถาน
ปัญหาด้านความมั่นคง
การที่บาห์เรนเป็นประเทศขนาดเล็ก เป็นปัจจัยที่ทำให้บาห์เรนเลือกดำเนินนโยบายสายกลางและถ่วงดุลโลกอาหรับมุสลิมกับมหาอำนาจตะวันตกมาตลอด อย่างไรก็ดี ความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ จากการเป็นที่ตั้งกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ และพันธมิตรหลักนอกเนโตของสหรัฐฯ ส่งผลให้บาห์เรนเสี่ยงตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย โดยเคยปรากฏรายงานว่า เครือข่ายอัลกออิดะฮ์ (Al Qaida-AQ) พยายามจัดตั้งเครือข่ายปฏิบัติการในบาห์เรน และอาจมีเป้าหมายโจมตีกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ การโจมตีของอิหร่านต่อฐานทัพอากาศ Al Udeid ของสหรัฐฯ ในกาตาร์ เมื่อ มิ.ย.2568 ทำให้บาห์เรนยิ่งแสดงท่าทีต้องการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับสหรัฐฯ เพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากอิหร่าน
ปัญหากรณีอิหร่านอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนบาห์เรน แม้ว่ายุติไปตั้งแต่ปี 2513 เมื่ออิหร่านยอมรับผลการสำรวจความคิดเห็นชาวบาห์เรนที่สหประชาชาติจัดทำขึ้น ซึ่งระบุว่าชาวบาห์เรนส่วนใหญ่เห็นว่าบาห์เรนเป็นรัฐที่มีเอกราชอย่างสมบูรณ์จากอิหร่าน แต่จนถึงปัจจุบันรัฐบาลบาห์เรนยังหวาดระแวงว่า อิหร่านพยายามจะขยายอิทธิพลเข้าไปในบาห์เรนด้วยการแทรกแซงผ่านชุมชนชาวชีอะฮ์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ (ประมาณ 42% ของประชากรทั้งหมด) หลังจากมีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวชีอะฮ์ในบาห์เรนเมื่อ ก.พ.-มี.ค.2554 จนเป็นเหตุให้รัฐบาลบาห์เรนต้องร้องขอให้คณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council-GCC) ส่งกองกำลังโล่พิทักษ์คาบสมุทร (Peninsula Shield) เข้าไปช่วยรักษาความสงบในบาห์เรน และเป็นการป้องปรามอิหร่านไม่ให้ขยายอิทธิพลในบาห์เรน
การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลของชาวชีอะฮ์ในบาห์เรนที่เกิดขึ้นเป็นระยะในห้วงปี 2554 ไม่ได้ขยายตัวรุนแรง เนื่องจากผู้ชุมนุมมุ่งเรียกร้องให้ยุติการปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะการจับกุมและลงโทษผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาล รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยการเพิกถอนสัญชาติบาห์เรน ประหารชีวิต และจำคุกเป็นเวลาสูงสุด 15 ปี ขณะที่การก่อเหตุความไม่สงบ ส่วนใหญ่เป็นการลอบวางระเบิดขนาดเล็ก ซึ่งรัฐบาลบาห์เรนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุและสอบสวนพบว่า ผู้ก่อเหตุได้รับการสนับสนุนเงินทุนและการฝึกอาวุธจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps-IRGC) ของอิหร่าน รวมถึงกลุ่มติดอาวุธชีอะฮ์ในอิรักและกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน นอกจากนี้ บาห์เรนยังตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเคลื่อนไหวและแสดงออกทางการเมือง
ความสัมพันธ์ไทย-บาห์เรน
ไทยและบาห์เรนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 17 ม.ค.2520 โดยไทยให้ สอท. ณ กรุงริยาด มีเขตอาณาครอบคลุมถึงบาห์เรน แต่ต่อมา ครม.มีมติเมื่อ 12 ธ.ค.2532 ให้บาห์เรนอยู่ในเขตอาณาของ สอท. ณ คูเวต จนกระทั่งมีการเปิด สอท. ณ กรุงมานามา เมื่อ 14 ก.พ.2547 ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ บาห์เรนเป็นหนึ่งในกลุ่มมิตรประเทศหลักที่สนับสนุนไทยอย่างแข็งขันในการแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยต่อองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และเป็นสื่อกลางในความพยายามปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย
เจ้าชายเคาะลีฟะฮ์ อดีต นรม.บาห์เรน ทรงชื่นชมพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งทรงโปรดประเทศไทยและอัธยาศัยไมตรีของคนไทย จึงเสด็จเยือนไทยเป็นประจำทั้งที่เป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ โดยเสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งหลังสุดระหว่าง 8-10 ต.ค.2559 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD Summit) ครั้งที่ 2 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และเสด็จเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อ 26 ต.ค.2560 ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัดของบาห์เรน เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่าง 18-20 เม.ย.2556
การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้แทนฝ่ายไทยครั้งหลังสุด คือ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เยือนบาห์เรน ระหว่าง 11-13 ม.ค.2563 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และหารือทวิภาคีกับ เชค คอลิด บิน อะห์มัด บิน มุฮัมมัด อาลเคาะลีฟะฮ์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศบาห์เรน นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมีการพบหารือนอกรอบการประชุมระหว่างประเทศ ซึ่งการพบหารือที่สำคัญครั้งหลังสุด คือ การพบหารือระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม. กับมกุฎราชกุมารซัลมาน บิน ฮะมัด บิน อีซา อาลเคาะลีฟะฮ์ นรม.บาห์เรน ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC ครั้งที่ 46 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระหว่าง 26-27 พ.ค.2568 ส่วนการเยือนไทยของผู้แทนฝ่ายบาห์เรนครั้งหลังสุด คือ ดร. เชค อับดุลลลอฮ์ บิน อะห์มัด อาลเคาะลีฟะฮ์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรน (ดูแลกิจการด้านการเมือง) เยือนไทย เมื่อ 7 มี.ค.2566 เพื่อเป็นประธานร่วมในการประชุมติดตามผลกลางปี ครั้งที่ 3 สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับบาห์เรน ครั้งที่ 4 และเข้าเยี่ยมคารวะ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รอง นรม.และ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้าไทย-บาห์เรนเมื่อปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 542.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (19,272.54 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2566 ซึ่งมีมูลค่า 381.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (13,298.39 ล้านบาท) โดยเมื่อปี 2567 ไทยส่งออกมูลค่า 179.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6,249.41 ล้านบาท) นำเข้ามูลค่า 363.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (13,023.13 ล้านบาท) ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 183.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6,773.72 ล้านบาท) ขณะที่การค้าไทย-บาห์เรนในห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีมูลค่า 213.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,087.77 ล้านบาท) ไทยส่งออกมูลค่า 125.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,119.57 ล้านบาท) และนำเข้ามูลค่า 88.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,968.19 ล้านบาท)
สินค้าส่งออกหลักของไทยเมื่อปี 2567 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากบาห์เรน เมื่อปี 2567 ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องประดับ อัญมณี เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือน ทั้งนี้ การนำเข้าน้ำมันดิบของไทยจากบาห์เรนห้วงปี 2567 มีมูลค่ารวม 7,342.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีมูลค่ารวม 3,364.98 ล้านบาท
ไทยกับบาห์เรนตกลงเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานเพื่อชดเชยสิ่งที่อีกฝ่ายขาดไป โดยบาห์เรนแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับไทย ในด้านการเกษตรผ่านการทำ contract farming ร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายยังบรรลุข้อตกลงการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในบาห์เรน เพื่อกระจายสินค้าสู่ตลาดใน GCC แอฟริกาเหนือ เอเชียใต้ และเอเชียกลาง และการเร่งผลักดันการจัดทำ FTA ในกรอบ GCC-อาเซียน แทนการจัดทำ FTA ไทย-บาห์เรนที่ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2545 ซึ่งหากประสบความสำเร็จ จะส่งผลให้การค้าทวิภาคีขยายตัวยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน มีชาวไทยในบาห์เรนประมาณ 2,564 คน (ข้อมูลเมื่อ ก.พ.2568 กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ) เป็นแรงงาน 536 คน (ข้อมูลเมื่อ ก.ย.2568 ของกระทรวงแรงงาน) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคบริการ เช่น พนักงานนวดสปา ช่างเสริมสวย ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า พนักงานต้อนรับ พ่อครัวแม่ครัว และพนักงานในร้านอาหาร ที่เหลือเป็นคนไทยพร้อมครอบครัวที่ประกอบกิจการร้านอาหารไทย นักศึกษาไทย และคนไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติ ด้านการท่องเที่ยว มีชาวบาห์เรนเดินทางมาไทยประมาณปีละกว่า 30,000 คนมาตลอด ยกเว้นห้วงปี 2563 ที่เกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 มีชาวบาห์เรนเดินทางมาไทยลดลงอยู่ที่ประมาณ 3,200 คน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวบาห์เรนเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้น โดยเมื่อปี 2567 มีชาวบาห์เรนเดินทางมาไทย รวม 33,519 คน ขณะที่ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีจำนวน 23,912 คน
ข้อตกลงสำคัญ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และวิชาการ (3 พ.ย.2544) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเชิงพาณิชย์ (10 พ.ย.2544) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกองเงินลงทุนในประเทศไทย (9 เม.ย.2545) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์กลางการค้าและการกระจายสินค้าในบาห์เรน (1 พ.ค.2545) ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (21 พ.ค.2545) ความตกลง ว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูง (High Joint Commission) ไทย-บาห์เรน (11 มิ.ย.2545) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมบาห์เรน (31 ส.ค.2546) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างเอกชนไทยกับบาห์เรน (22 ก.ย.2547) ความตกลงการบินฉบับใหม่ (26 เม.ย.2549) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเพิ่มพูนความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (11 ธ.ค.2550) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข (24 ม.ค.2551) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมบาห์เรน (29 มิ.ย.2552) ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วม ไทย-บาห์เรน (31 มี.ค.2553) บันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการจัดตั้งคลังสำรองอาหารและศูนย์กระจายสินค้าไทยในบาห์เรน (31 มี.ค.2553) บันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือ ด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้า และการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม (14 พ.ค.2555) บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงกิจการเทศบาลและผังเมืองแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับ University of Bahrain และพิธีสารแก้ไขอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน เพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (25 เม.ย.2560) บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจบาห์เรน (14 ก.พ.2561) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน (7 มี.ค.2561)
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม