รัฐปาเลสไตน์

 State of Palestine

เมืองหลวง       รอมัลลอฮ์ ตั้งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ (มีสถานะเป็นเมืองหลวงโดยพฤตินัย จนกว่าเยรูซาเลมตะวันออกจะได้รับการปลดปล่อยจากการยึดครองโดยอิสราเอล)

 

ที่ตั้ง      ตะวันออกกลาง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนแยกจากกัน คือ 1) เขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ระหว่างเส้นละติจูดที่ 31-33 องศาเหนือ และระหว่างเส้นลองจิจูดที่ 35-36 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 5,860 ตร.กม. และ 2) ฉนวนกาซา (Gaza Strip) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนพิกัดเส้นละติจูดที่ 31 องศา 25 ลิปดาเหนือ เส้นลองจิจูดที่ 34 องศา 20 ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่ 360 ตร.กม. ทั้งนี้ พื้นที่รวมกันของเขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา มีขนาดเล็กกว่าไทยประมาณ 82 เท่า

 

อาณาเขต

เขตเวสต์แบงก์

ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก            ติดกับอิสราเอล 330 กม.

ทิศตะวันออก                                      ติดกับจอร์แดน 148 กม. โดยมีแม่น้ำจอร์แดนและ                   ทะเลสาบเดดซีเป็นเส้นกั้นอาณาเขต

ฉนวนกาซา

ทิศเหนือ และทิศตะวันออก                   ติดกับอิสราเอล 59 กม.

ทิศตะวันตก                                        ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 40 กม.

ทิศใต้                                                 ติดกับอียิปต์ 13 กม.

 

ภูมิประเทศ        เวสต์แบงก์ตั้งอยู่บนที่ราบสูงจูเดีย ส่วนใหญ่เป็นภูเขา แต่มีพื้นที่ลาดเป็นชั้น ๆ เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นไม้ สามารถเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้เป็นอย่างดี ส่วนในฤดูร้อนสามารถปลูกผักผลไม้ได้ ขณะที่ฉนวนกาซามีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล สลับเทือกเขาเป็นบางส่วน

 

วันชาติ           15 พ.ย.

นายมะห์มูด อับบาส

Mahmoud Abbas

(ประธานาธิบดีปาเลสไตน์)

ประชากร 

เวสต์แบงก์ มีประชากรทั้งสิ้น 3.4 ล้านคน เป็นเชื้อสายอาหรับ 83% และชาวยิว 17% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 36.7% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 59.5% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 3.9% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม 76.5 ปี เพศชาย 74.4 ปี และเพศหญิง 78.8 ปี อัตราการเกิด 27.8 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 3.3 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 2.07% (ปี 2567)

ฉนวนกาซา มีประชากรทั้งสิ้น 2.1 ล้านคน เป็นเชื้อสายอาหรับ 100% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 38.8% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 58.3% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 2.9% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม 75.5 ปี เพศชาย 73.7 ปี และเพศหญิง 77.4 ปี อัตราการเกิด 26.8 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 2.9 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 2.02% (ปี 2567)

การก่อตั้งประเทศ       ปาเลสไตน์เคยอยู่ใต้การปกครองของชาวยิว โรมัน เปอร์เซีย และอาหรับ แต่ปัจจุบันเผชิญกับการรุกรานของชนชาติยิว หรืออิสราเอล จากการที่ชาวยิวเชื่อในพระคัมภีร์ว่า พระเจ้าได้ประทานดินแดนแห่งนี้ให้เป็นมาตุภูมิของชาวยิว ดังนั้น เมื่อปี 2440 ชาวยิวในสหรัฐฯ และยุโรปจึงรวมตัวกันตั้งองค์การยิวสากล หรือไซออนนิสต์ (Zionist) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งชาวยิวกลับไปตั้งถิ่นฐานและสร้างชาติยิวขึ้นใหม่ในปาเลสไตน์ จนนำไปสู่การสถาปนารัฐยิว หรืออิสราเอลขึ้นบนดินแดนปาเลสไตน์ได้สำเร็จ
เมื่อปี 2491 ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยรัฐปาเลสไตน์ที่เรียกว่า “องค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์” (Palestine Liberation Organization-PLO) ภายใต้การนำของนายยัสเซอร์ อาราฟัต (ยาซิร
อะเราะฟาต) และประกาศตั้งรัฐเอกราชปาเลสไตน์เมื่อ 15 พ.ย.2531 ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ จนกระทั่งมีการลงนามใน “ข้อตกลงสันติภาพออสโล ฉบับที่ 1” เมื่อปี 2536 ที่ถือเป็นการยอมรับว่ามีดินแดนปกครองตนเองที่ชื่อปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา อีกทั้งคาดหวังว่าจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ในอนาคตได้สำเร็จ จนกระทั่งเมื่อ 29 พ.ย.2555 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้ผ่านข้อมติที่ 67/19 ยกสถานะปาเลสไตน์จากองค์กรผู้สังเกตการณ์ (observer entity) เป็นรัฐผู้สังเกตการณ์ถาวรที่มิใช่สมาชิก (non-member permanent observer state) ซึ่งถือเป็นการรับรองโดยปริยายว่าปาเลสไตน์มีสถานะเป็นรัฐ ปัจจุบัน มีประเทศกว่า 130 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศรับรองสถานะของรัฐปาเลสไตน์

 

การเมือง

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฟัตตะฮ์กับกลุ่มฮะมาสที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2550 ส่งผลให้การปกครองของปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยพฤตินัย เนื่องจากเขตเวสต์แบงก์อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฟัตตะฮ์ ขณะที่ฉนวนกาซาอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮะมาส โดยที่ทั้งเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาต่างก็มีผู้นำคณะบริหารของตนเอง จนกระทั่งเมื่อ 2 มิ.ย.2557 ทั้งสองกลุ่มสามารถยุติความขัดแย้งด้วยการลงนามข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติร่วมกัน ต่อมาเมื่อ 17 มิ.ย.2558 นายรอมี ฮัมดัลลอฮ์ นรม.ในขณะนั้น ประกาศลาออก กอปรกับกลุ่มฟัตตะฮ์และกลุ่มฮะมาสมีความเห็นไม่ตรงกัน ประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส จึงตัดสินใจยุติบทบาทรัฐบาลแห่งชาติชุดดังกล่าว และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวที่กลุ่มฮะมาสไม่ยอมรับ ทั้งนี้ เขตเวสต์แบงก์จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อ 11 ธ.ค.2564 และการเลือกตั้งเทศบาลเมื่อ 26 มี.ค.2565 ขณะที่ในฉนวนกาซาไม่มีการจัดการเลือกตั้ง โดยทิศทางการเมืองของปาเลสไตน์ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับแนวทางจัดการฉนวนกาซาหลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสที่ดำเนินมาตั้งแต่ ต.ค.2566 ยุติลง

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีเป็นประมุขของชาวปาเลสไตน์ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง นรม. และคณะบริหารปาเลสไตน์ (ครม.) ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายมะห์มูด อับบาส ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ ม.ค.2548 และขยายวาระการดำรงตำแหน่งออกไปจนกว่าจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ ส่วน นรม.คนปัจจุบัน คือ นายมุฮัมมัด มุศเฏาะฟา ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อ 31 มี.ค.2567 

ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาแบบสภาเดี่ยว คือ สภานิติบัญญัติปาเลสไตน์ (Palestinian Legislative Council-PLC) มีสมาชิก 132 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีอำนาจในการออกกฎหมายอย่างจำกัด เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลเรือนและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน การเลือกตั้งสมาชิก PLC ครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 25 ม.ค.2549 และไม่สามารถจัดประชุมสภาได้ตั้งแต่ปี 2550 หลังจาก  เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฟัตตะฮ์กับกลุ่มฮะมาสจนถึงปัจจุบัน ส่วนการเลือกตั้งสมาชิก PLC ชุดใหม่ยัง   ไม่สามารถกำหนดวันจัดการเลือกตั้งได้เช่นกัน

ฝ่ายตุลาการ : มีศาลสูงสุด โดยรัฐสภามีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุด 

พรรคการเมืองสำคัญ : พรรค Fatah (Liberation Movement of Palestine) พรรค Hamas (Islamic Resistance Movement) พรรค Martyr Abu Ali Mustafa (Popular Front for the Liberation of Palestine) พรรค Palestine Democratic Union พรรค Palestinian People พรรค Democratic Front for the Liberation of Palestine พรรค Palestinian National Initiative และพรรค Third Way

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจของปาเลสไตน์มีลักษณะพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นหลัก และยังคงเผชิญข้อจำกัดอย่างมากจากปัจจัยภายนอก อาทิ มาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบุคคลโดยอิสราเอล ระดับค่าตอบแทนแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ และอัตราการว่างงานสูง ขณะที่ภาคเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การก่อสร้าง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการ ต่างประสบภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง นอกจากนี้ สงครามในฉนวนกาซาและปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ตั้งแต่ 7 ต.ค.2566 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของปาเลสไตน์อย่างมาก เนื่องจากความรุนแรงในพื้นที่ รวมถึงการถูกปิดล้อมและจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานและสินค้าเข้า-ออกปาเลสไตน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก 

ภาคการเกษตร มีผลผลิตที่สำคัญ ได้แก่ มะกอก พืชตระกูลมะนาว ผักกาด กะหล่ำปลี ฟักทอง มะเขือเทศ ข้าวโพด องุ่น แตงโม แอปเปิล ทับทิม ลูกแพร์ สาลี่ และอินทผลัม ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและอุตสาหกรรมในครัวเรือน ได้แก่ สิ่งทอ สบู่ น้ำมันมะกอก เครื่องหนัง และของที่ระลึกที่ทำจากไม้แกะสลัก ซึ่งรับงานมาจากอิสราเอลเป็นส่วนใหญ่ 

 

สกุลเงิน : ปัจจุบัน ปาเลสไตน์ยังไม่มีระบบเงินตราเป็นของตนเอง เนื่องจากอิสราเอลไม่ยินยอม เพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกราช เงินตราที่ใช้จึงเป็นสกุลเงินเชคเกลของอิสราเอล และสกุลเงินดีนาร์
ของจอร์แดน 

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567) 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 20,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : -26.6%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ  

แรงงาน : 1,389,392 คน (ปี 2565)

อัตราการว่างงาน : 24.4% (ปี 2565)

อัตราเงินเฟ้อ : 53.7%

ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 5,379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

มูลค่าการส่งออก : 2,885 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : จอร์แดน 51% ตุรกี 12% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 8% ซาอุดีอาระเบีย 5% และสหราชอาณาจักร 4% (ปี 2566)

สินค้าส่งออกสำคัญ : เศษเหล็ก ผลไม้เขตร้อน น้ำมันมะกอก หินก่อสร้าง เนื้อสัตว์แปรรูป (ปี 2566)

มูลค่าการนำเข้า : 8,264 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สินค้านำเข้าสำคัญ : ปูนซีเมนต์ น้ำตาลดิบ รถยนต์ ขนมปัง และน้ำหอม (ปี 2566)

คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : อียิปต์ 25% จอร์แดน 17% จีน 8% เยอรมนี 7% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 7% (ปี 2566)

การทหาร

กองกำลังรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Forces-NSF) เป็นกองกำลังกึ่งทหารของรัฐบาล มีสถานะเป็นกองกำลังแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2536 ภารกิจของ NSF ในปัจจุบัน ได้แก่ การรักษาความมั่นคงภายใน ปราบปรามสมาชิกกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ และรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีและผู้นำระดับสูง 

กำลังพล  กองกำลังรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ประมาณ 10,000 นาย กองกำลังตำรวจ 9,000 นาย กองกำลังพิเศษ (Special Force) ประมาณ 1,200 นาย กองกำลังพิทักษ์ประธานาธิบดี (Presidential Guard) ประมาณ 3,000 นาย หน่วยรักษาความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Preventative Security) ประมาณ 4,000 นาย หน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (Civil Defense) ประมาณ 1,000 คน กองกำลังกึ่งทหาร (Paramilitary) ไม่ทราบจำนวน และหน่วยตำรวจน้ำ ไม่ทราบจำนวน ทั้งนี้ ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับยุทโธปกรณ์สำคัญของ NSF และกองกำลังเหล่านี้

ขณะที่ กลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซามีกองกำลังติดอาวุธของตนเองที่ไม่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกองกำลังของรัฐบาล คือ Izz al-Din al-Qassam Brigades มีกำลังพลประมาณ 15,000 นาย และตำรวจน้ำ ไม่ทราบจำนวน 

ปัญหาด้านความมั่นคง 

  1. ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะได้รับการแก้ไขในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากมีปัจจัยท้าทายหลายประการที่ถูกกำหนดเป็นเงื่อนไขสำหรับการยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซา เช่น การปลดอาวุธกลุ่มฮะมาส การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อปกครองกาซาชั่วคราว และการสถาปนารัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากยังไม่ได้ข้อยุติในประเด็นเหล่านี้ ก็เสี่ยงจะทำให้การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสดำเนินต่อไป 
  2. วิกฤติด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา การโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินของอิสราเอลในฉนวนกาซา ตั้งแต่ 7 ต.ค.2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 68,000 คน และมีผู้พลัดถิ่นฐานภายในกาซาประมาณ 1.9 ล้านคน หรือกว่า 90% ของประชากรทั้งหมด ส่วนใหญ่ต้องอพยพหลายครั้งไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่แออัด ขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง และเสี่ยงเป็นศูนย์กลางโรคระบาด ขณะที่ระบบสาธารณสุขล่มสลาย เนื่องจากขาดแคลนบุคลากร ยา และเวชภัณฑ์ รวมถึงไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ทั้งนี้ Integrated Food Security Phase Classification (IPC) เผยแพร่รายงานเมื่อ 22 ส.ค.2568 ว่า สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารในเมือง Gaza City ทางเหนือของฉนวนกาซาและพื้นที่โดยรอบ เข้าสู่ภาวะอดอยาก (Famine/Catastrophe) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจาก 5 ระดับ อย่างเป็นทางการ และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้น 

3. สถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออกยังคงไร้เสถียรภาพ เนื่องจากเกิดเหตุปะทุรุนแรงบ่อยครั้งระหว่างชาวยิวจากอิสราเอลที่รุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานกับชาวปาเลสไตน์ที่เป็นเจ้าของที่ดินดั้งเดิม รวมถึงปฏิบัติการทหารของอิสราเอลเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัยของเขตเวสต์แบงก์ นอกจากนี้ อิสราเอลยังจำกัดการเคลื่อนไหวของชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่อย่างเข้มงวด อาทิ ควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ ปิดถนน และจำกัดการออกใบอนุญาตการเดินทาง

ความสัมพันธ์ไทย-ปาเลสไตน์    

ไทยและปาเลสไตน์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยไทยรับรองรัฐปาเลสไตน์ตามมติ ครม. เมื่อ 29 พ.ย.2554 ก่อนที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ
ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ มีหนังสือแจ้งการตัดสินใจอย่างเป็นทางการเมื่อ 17 ม.ค.2555 และเมื่อ 11 ก.ค.2555
นายรียาฎ อัลมาลิกี รมว.กระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ ซึ่งเดินทางมาร่วมการประชุม United Nations Asian Pacific Meeting in Support of Israeli-Palestinian Peace ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 10-12 ก.ค.2555 ได้พบหารือกับนายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วย รมว.กระทรวงการต่างประเทศไทย และตกลงร่วมกันว่า ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันตั้งแต่ 1 ส.ค.2555 โดยไทยมอบหมายให้ สอท. ณ กรุงอัมมาน จอร์แดน มีเขตอาณาครอบคลุมปาเลสไตน์ และเมื่อ 12 ก.พ.2556 ที่ประชุม ครม.มีมติรับรอง ออท.ปาเลสไตน์ประจำประเทศไทย โดยมีถิ่นพำนักที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ดูแลเขตอาณาไทยเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะเปิด สอท.ถาวรในแต่ละฝ่ายต่อไป ขณะที่ประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ เคยเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่าง 19-20 ก.พ.2559 โดยถือเป็นการเยือนของผู้แทนระดับสูงสุดของทั้งสองฝ่ายเป็นครั้งแรก 

 

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

เมื่อปี 2567 การค้าระหว่างไทย-ปาเลสไตน์ มีมูลค่า 1.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (61.76 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปปาเลสไตน์ 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (60.86 ล้านบาท) และนำเข้าจากปาเลสไตน์ 0.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (0.89 ล้านบาท) ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้า 1.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (59.97 ล้านบาท) และในช่วง ม.ค.-ก.ย.2568 การค้าไทย-ปาเลสไตน์ มีมูลค่า 0.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (12.97 ล้านบาท) ไทยส่งออก 0.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9.67 ล้านบาท) และนำเข้า 0.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.3 ล้านบาท) ไทยได้เปรียบดุลการค้า 0.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.37 ล้านบาท) 

สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปปาเลสไตน์ ปี 2567 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป หมากฝรั่งและขนมที่ไม่มีโกโก้ผสม และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) สถานการณ์สู้รบระหว่างกลุ่มฮะมาสกับอิสราเอล 

2) ความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ การหยุดยิงในฉนวนกาซา และแนวทางจัดระเบียบทางการเมืองของปาเลสไตน์หลังสงคราม

3) การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในฉนวนกาซาให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนสงครามซึ่งอาจใช้เวลาถึง 80 ปี

Gallery