สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

Socialist Republic of Vietnam

เมืองหลวง   กรุงฮานอย

 

ที่ตั้ง   ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางตะวันออกของคาบสมุทรอินโดจีน ระหว่างเส้นลองจิจูดที่ 102 องศา 10 ฟิลิปดา กับ 109 องศา 30 ฟิลิปดาตะวันออก และเส้นละติจูดที่ 8 องศา 30 ฟิลิปดา กับ 23 องศา 22 ฟิลิปดาเหนือ มีพื้นที่ 331,689 ตร.กม. (64% ของพื้นที่ประเทศไทย) รูปร่างประเทศยาวคล้ายตัว S ความยาวจากเหนือจรดใต้ 1,650 กม. ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศกว้าง 50 กม.

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ                       ติดกับจีน 1,297 กม.

ทิศตะวันตก                   ติดกับลาว 2,161 กม.

ทิศตะวันตกเฉียงใต้          ติดกับกัมพูชา 1,158 กม. และอ่าวไทย

ทิศตะวันออก                 ติดกับทะเลจีนใต้ ชายฝั่งยาว 3,444 กม.

 

ภูมิประเทศ  พื้นที่ 3 ใน 4 ของเวียดนามเป็นภูเขาและป่าไม้ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพื้นที่ราบ 310,070 ตร.กม. ที่เหลือเป็นไหล่เขาและหมู่เกาะมากกว่า 3,000 เกาะ เรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยจนถึงอ่าวไทย ภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มียอดเขาฟานซีปาน ใน จ.ล่าวกาย สูง 3,143 ม. (สูงที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน) แม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำแดง บริเวณปากแม่น้ำเป็นดินดอนสามเหลี่ยมที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงฮานอย ภาคกลางเป็นที่ราบสูง เต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง มีที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงเป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (40,000 ตร.กม.) และเป็นที่ตั้งของนครโฮจิมินห์ (ชื่อเดิม คือ ไซ่ง่อน)

 

ภูมิอากาศ      เวียดนามมีพื้นที่แคบ แต่ยาว ทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ภาคเหนือ อากาศค่อนข้างหนาวเย็น มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-เม.ย.) ฤดูร้อน (พ.ค.-ก.ค.) ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) และฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) ภาคกลาง ค่อนข้างร้อน และเผชิญพายุไต้ฝุ่นในช่วงฤดูฝน สร้างความเสียหายให้ทุกปี ภาคใต้  มีอากาศร้อนชื้น ตลอดปีมีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝน (พ.ค.-ต.ค.) และฤดูแล้ง (พ.ย.-เม.ย.)

 

ศาสนา       ส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนา 86.41% แต่นับถือบรรพบุรุษและลัทธิต่าง ๆ เช่น ฮวาเหา 0.58% เก๋าได๋ 1.02% พุทธนิกายมหายาน 4.79% คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 6.1% โปรเตสแตนต์ 1% และอิสลาม 0.1%

 

ภาษา         ภาษาราชการคือ ภาษาเวียดนาม ปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากขึ้นเป็นภาษาที่ 2 และมีการใช้ภาษาอื่น ๆ เช่น จีน เขมร ฝรั่งเศส และภาษาแถบเทือกเขา (มอญ-แขมร์ และมาลาโย-โพลีเนเซีย)

 

การศึกษา    อัตราการรู้หนังสือ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) 95.8% ระบบการศึกษาภาคบังคับมีคุณภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปฏิรูประบบการศึกษา โดยเร่งพัฒนาการศึกษาในระดับต่าง ๆ ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์รองรับการพัฒนาประเทศ

 

วันชาติ           2 ก.ย. (ตรงกับวันประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส 2 ก.ย.2488)

นายฝั่ม มิญ จิ๊ญ

Pham Minh Chinh

(นรม.เวียดนาม)

 

ประชากร  100.9 ล้านคน มากเป็นอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และมากเป็นอันดับ 16 ของโลก ชาวเวียดหรือกิงห์เป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ 85.3% มีชนกลุ่มน้อย 54 ชนเผ่า กระจายอยู่ตามเทือกเขาและที่ราบสูง คิดเป็น 14.3% ได้แก่ ไต่ 1.9% ไท 1.9% เหมื่อง 1.5% แขมร์ 1.4% ม้ง 1.4% หนุ่ง 1.1% ฮวา 1% และอื่น ๆ 4.3% สัดส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 23.2% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 68.5% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 8.3% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 76.1 ปี อัตราการเพิ่มประชากรประมาณ 0.96% ประชากรที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน 2.93%

การก่อตั้งประเทศ                   

                  เวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของจีนมากว่า 1,000 ปี และได้รับอิสรภาพเมื่อปี 2024 ต่อมามีปัญหาขัดแย้งทางศาสนากับฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมทำให้ต้องสูญเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส และตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในห้วงปี 2401-2426

การต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม นำโดยโฮจิมินห์ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนและผู้นำองค์การสันนิบาตเพื่อเอกราชของเวียดนามหรือเวียดมินห์ (Viet Minh) เริ่มขึ้นเมื่อปี 2484 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศในอินโดจีน จนกระทั่งแพ้สงครามเมื่อปี 2488 จักรพรรดิเบ๋าได๋ (Bao Dai) กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์งเหวียนสละราชสมบัติ โฮจิมินห์จึงประกาศเอกราชเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐและจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นบริหารประเทศ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างเวียดนามกับฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู และมีการจัดทำสนธิสัญญาเจนีวาปี 2497 แต่สหรัฐฯ และชาวเวียดนามในภาคใต้บางส่วนไม่ต้องการรวมกับรัฐบาลของโฮจิมินห์จึงแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ประเทศ โดยใช้เส้นละติจูดที่ 17 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่ง เวียดนามเหนือปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ ส่วนเวียดนามใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย

สงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้เกิดจากเหตุผลเพื่อการรวมชาติ สหรัฐฯ สนับสนุนเวียดนามใต้และร่วมรบในสงคราม ส่งผลให้สงครามเวียดนามกลายเป็นสมรภูมิรบยืดเยื้อ (ปี 2500-2518) ที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ทั้งสองฝ่าย สหรัฐฯ พ่ายแพ้และประกาศถอนทหารออกจากเวียดนามใต้เมื่อปี 2516 การสู้รบยุติลงหลังจากกองทัพเวียดนามใต้ประกาศยอมแพ้ต่อเวียดนามเหนือเมื่อ 30 เม.ย.2518 เวียดนามเปลี่ยนชื่อเมืองไซ่ง่อนเป็นโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City) เพื่อเป็นเกียรติแก่โฮจิมินห์ผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชที่เสียชีวิตลงเมื่อปี 2512 และประกาศรวมประเทศโดยเปลี่ยนชื่อเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเมื่อ 2 ก.ค.2519

การเมือง           ปกครองในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ประธานาธิบดีเป็นประมุขและผู้บัญชาการกองทัพโดยตำแหน่ง

ฝ่ายบริหาร : นรม.เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ดูแลการบริหารประเทศให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม คณะผู้บริหารมีวาระ 5 ปี (ปี 2569-2574) การปกครองส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 28 จังหวัด กับอีก 5 นคร คือ ฮานอย โฮจิมินห์ หายฝ่อง ดานัง และเกิ่นเทอ แต่ละจังหวัดมีคณะกรรมการประชาชนทำหน้าที่บริหารงานในท้องถิ่นให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ นโยบาย และกฎระเบียบต่าง ๆ โดยได้รับงบประมาณจากส่วนกลางโดยตรง ข้าราชการแต่งตั้งโดยตรงจากส่วนกลาง จึงมีอำนาจตัดสินใจอย่างเต็มที่

ฝ่ายนิติบัญญัติ : เป็นระบบสภาเดียว คือ สภาแห่งชาติ (National Assembly) ปัจจุบันมีสมาชิก 500 คน มาจากการเลือกตั้งเมื่อ 15 มี.ค.2569 วาระ 5 ปี ประชุมปีละ 2 ครั้ง ตามรัฐธรรมนูญ สภาแห่งชาติมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศ ทำหน้าที่บัญญัติและแก้ไขกฎหมาย แต่งตั้งประธานาธิบดีตามที่พรรคเสนอ ให้การรับรองหรือถอดถอน นรม. ตามที่ประธานาธิบดีเสนอ รวมทั้งแต่งตั้ง ครม. ตามที่ นรม.เสนอ

ฝ่ายตุลาการ : มี 3 ระดับ คือ ศาลประชาชนสูงสุด ศาลจังหวัดหรือเทียบเท่า ศาลอำเภอหรือเทียบเท่า ฝ่ายทหารมีตุลาการศาลทหาร ประธานศาลในระดับต่าง ๆ แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดยความเห็นชอบของประชาชนในระดับนั้น ๆ และมีวาระ 5 ปี นอกจากคณะผู้พิพากษาแล้ว ยังมี “ที่ปรึกษาประชาชน” ร่วมด้วย เนื่องจากผู้พิพากษาในเวียดนามไม่จำเป็นต้องมีคุณวุฒิด้านกฎหมาย

พรรคการเมือง : มีพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ยึดแนวทางมาร์กซ์-เลนินในการบริหารประเทศ โดยมีอำนาจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เมื่อปี 2535 โครงสร้างอำนาจหลักของพรรคคอมมิวนิสต์ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการกลางพรรคฯ จำนวน 200 คน เลือกตั้งโดยผู้แทนสมาชิกพรรคฯ มากกว่า 5.1 ล้านคนทั่วประเทศ ทำหน้าที่กำหนดจัดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ เลือกคณะผู้นำและคณะกรมการเมือง (โปลิตบุโร) ทุก 5 ปี กำหนดนโยบายด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งตรวจสอบระบบการทำงานและการปฏิบัติตามมติพรรค) 2) คณะกรมการเมือง (โปลิตบุโร) เลือกตั้งโดยคณะกรรมการกลางพรรคฯ ตามกฎหมายมีจำนวน 18 คน (จนถึงเมื่อ ต.ค.2568 มีจำนวน 16 คน) เป็นศูนย์กลางอำนาจในการกำหนดนโยบายและควบคุมการดำเนินงานที่ ครม.นำไปปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด 3) สำนักเลขาธิการ เลขาธิการพรรคฯ (เลือกโดยคณะกรมการเมือง) คนปัจจุบัน คือ พล.ต.อ. โต เลิม (To Lam) และเมื่อ 8 ก.ย.2568 แต่งตั้งสมาชิกถาวรของสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นตำแหน่งผู้นำระดับสูง เสาที่ 5 นอกเหนือจากเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติ

เศรษฐกิจ       เวียดนามเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจหรือนโยบาย Doi Moi เมื่อ ธ.ค.2529 โดยเปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม และมีระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) เมื่อปี 2550 และจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี 16 ฉบับ อาทิ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างเกาหลีใต้-เวียดนาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย-เวียดนาม และข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรป-เวียดนาม ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามเห็นความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง อาทิ การปฏิรูปวิสาหกิจที่เป็นของรัฐ การลดกฎระเบียบราชการที่ยุ่งยาก การเพิ่มความโปร่งใสในภาคธุรกิจ ลดระดับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคการธนาคาร และเพิ่มความโปร่งใสในภาคการเงิน

เวียดนามมุ่งพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่มีรายได้ประชากรต่อหัวระดับสูงภายในปี 2588 โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ คือ 1) เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอุตสาหกรรมทันสมัยและพ้นสถานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำภายในปี 2568 2) เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอุตสาหกรรมทันสมัยและมีรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2578 และ 3) เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2593

เศรษฐกิจเวียดนามห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 เติบโต 7.85% โดยยังมีความยืนหยุ่นสูงในห้วงที่เวียดนามเผชิญความท้าทายจากมาตรการแข็งกร้าวทางภาษีจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าสินค้าที่สำคัญของเวียดนาม ตั้งแต่กลางปี 2568 อย่างไรก็ดี เวียดนามยังมุ่งสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยนายฝั่ม มิญ จิ๊ญ นรม.เวียดนาม ลงนามคำสั่งเมื่อปลาย ก.ย.2568 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น เร่งกระตุ้นภาคการส่งออกให้ขยายตัว 12% ภายในสิ้นปี 2568 เพื่อให้ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามบรรลุตามเป้าหมายที่ 8.3-8.5% และมากกว่า 10% ในปี 2573 โดยบังคับใช้ข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ รวมถึงเจรจาเพื่อจัดทำฉบับใหม่กับมิตรประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ (MERCOSUR) และคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และส่งเสริมกิจกรรมการค้าขนาดใหญ่กับสหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อาเซียน อินเดีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับยกระดับการส่งออกสินค้าเกษตรและส่งเสริมตราสินค้าเวียดนามให้เป็นที่รู้จัก พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และลดอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและการนำเข้าส่งออกสินค้าบริเวณชายแดน

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ถ่านหิน บอกไซต์ ป่าไม้ น้ำมัน และโลหะมีค่า เช่น ทองคำ และทองแดง ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญและอยู่ในอันดับต้นของโลก ได้แก่ ข้าว กาแฟ และมะม่วงหิมพานต์ อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น การแปรรูปอาหาร สิ่งทอ รองเท้า เครื่องจักร เหมืองแร่ เหล็กกล้า ซีเมนต์ และปุ๋ยเคมี

      

                        สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ด่งเวียดนาม (Vietnam Dong-VND)

                        อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 25,101.00 ด่งเวียดนาม : 1 ดอลลาร์สหรัฐ

                        อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 772.26 ด่งเวียดนาม (ต.ค. 2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 484,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 7.85% (ม.ค.-ก.ย.2568)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อเดือน : 4,740.00 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2568)

แรงงาน : 53.0 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 2.22%

อัตราเงินเฟ้อ : 3.01%

เงินทุนสำรอง : 83,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หนี้สาธารณะ : 31.4% ของ GDP

หนี้ต่างประเทศ : 27.9% ของ GDP

มูลค่าการส่งออก : 348,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ย.2568)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ : เครื่องคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ โทรศัพท์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้

ตลาดส่งออกหลัก : สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป อาเซียน และ ญี่ปุ่น

มูลค่าการนำเข้า : 331,860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ย.2568)

สินค้านำเข้า : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โทรศัพท์และส่วนประกอบ ผ้าทุกชนิด และวัตถุดิบพลาสติก

ตลาดนำเข้าหลัก : จีน เกาหลีใต้ อาเซียน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ

มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ : 28,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ย.2568)

การทหาร       กองทัพประชาชนเวียดนามมีกำลังพลประจำการทั้งสิ้นประมาณ 450,000 นาย มีประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพโดยตำแหน่ง และมีสภากลาโหมและความมั่นคง (ประธานาธิบดีเป็นประธาน) เป็นองค์กรที่ปรึกษากำกับดูแล งบประมาณทางทหารปี 2567 ประมาณ 7,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทบ. มีกำลังพลประมาณ 380,000 นาย ยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ ได้แก่ รถถังหนัก รถถังเบา รถสายพานลำเลียงพล ปืนใหญ่ลากจูง ปืนใหญ่อัตตาจร จรวดหลายลำกล้อง เครื่องยิงลูกระเบิด อาวุธต่อสู้อากาศยาน อาวุธต่อสู้รถถัง และจรวดนำวิถีพื้นสู่อากาศควบคุมการยิงด้วยเรดาร์

ทร. กำลังพลประมาณ 40,000 นาย (รวมนาวิกโยธินประมาณ 27,000 นาย) ศูนย์บัญชาการกองทัพเรือตั้งอยู่ที่นครไฮฟอง ยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ ได้แก่ เรือดำน้ำชั้น Kilo และ Sang-O เรือฟริเกตชั้น Gepard, Petya, Savage และ Barnegat เรือคอร์เวต เรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถี เรือเร็วโจมตีตอร์ปิโด เรือเร็วโจมตีปืน เรือตรวจการณ์ เรือยกพลขึ้นบก เรือระบายพล เรือสงครามทุ่นระเบิด เรือสำรวจ เรือลำเลียง เรือตรวจการณ์ขนาดเล็ก เรือน้ำมัน อู่ลอย อากาศนาวี และยุทโธปกรณ์ประจำหน่วยนาวิกโยธิน

ทอ.และกองป้องกันภัยทางอากาศ กำลังพลประมาณ 30,000 นาย (กำลังป้องกันภัยทางอากาศ 15,000 นาย) ยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินโจมตี เครื่องบินฝึก เครื่องบินลาดตระเวนถ่ายภาพ เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล เครื่องบินลำเลียง เฮลิคอปเตอร์โจมตีและปราบเรือดำน้ำ เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง และจรวดนำวิถี

กำลังป้องกันชายแดน 40,000 นาย หน่วยยามฝั่ง 40,000 นาย กองรักษาความปลอดภัยประจำสุสานโฮจิมินห์ 10,000 นาย กองบัญชาการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ 10,000 นาย ทหารกองหนุนประมาณ 5,000,000 นาย และอาสารักษาดินแดน ประมาณ 200,000 คน

เงินเดือนพื้นฐานใหม่ของ จนท.ลูกจ้างภาครัฐ และกองทัพ อยู่ที่ 1,800,000 ด่งเวียดนาม/เดือน เพิ่มจากเดิมซึ่งอยู่ที่ 1,490,000 ด่งเวียดนาม/เดือน

 

ปัญหาด้านความมั่นคง

ปัญหาด้านความมั่นคงของเวียดนามที่สำคัญ คือ 1) เสถียรภาพภายในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 2) ความขัดแย้งเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะกับจีน 3) ปัญหาเรือประมงเวียดนามลักลอบทำประมงในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน 4) ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเพื่อโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย 5) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองและสังคมในเชิงต่อต้านรัฐ 6) ปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างในภาครัฐ กองทัพ และเอกชน และ 7) ปัญหาขาดแคลนพลังงานในประเทศ

ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม

ไทยและเวียดนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 45 ปี เมื่อ 6 ส.ค.2564 ความสัมพันธ์เป็นไปโดยราบรื่น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือและประสานงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการเมือง การทหาร และความมั่นคง การค้า การลงทุนด้านประมง แรงงาน อาญา พลังงาน การท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านวิชาการ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา รวมทั้งความร่วมมือในภูมิภาคในกรอบพหุภาคี และส่งเสริมกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ การพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ผ่านมาอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในเชิงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-เวียดนามส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ลุล่วงโดยสันติวิธี ทั้งปัญหาประมง และปัญหาการจัดระเบียบทางทะเล

ด้านการค้า ปี 2568 เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในโลก และอันดับ 3 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ มูลค่าการค้าทวิภาคีรวม (ม.ค.-ส.ค.2568) อยู่ที่ 511,359.63 ล้านบาท (ไทยและเวียดนามกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ปีละ 910,000 ล้านบาท (25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 44,540.78 ล้านบาท โดยเวียดนามเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทยในอาเซียนรองจากมาเลเซีย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 5 ของไทยกับโลก ซึ่งไทยส่งออกไปเวียดนามมูลค่า 277,950.21 ล้านบาท เพิ่มจากเมื่อปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 270,816.27 ล้านบาท ขณะที่เวียดนามเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 6 ของไทยกับโลก โดยห้วง ม.ค.-ส.ค.2568 ไทยนำเข้าจากเวียดนาม 233,409.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 217,475.76 ล้านบาท

สินค้าส่งออกของไทย : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล

สินค้านำเข้าจากเวียดนาม : แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ เคมีภัณฑ์ รองเท้า สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

ด้านการลงทุน ในห้วง ม.ค.-ส.ค.2568 ไทยลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 14 จาก 78 ประเทศที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยเป็นโครงการใหม่ 21 โครงการ มูลค่ากว่า 63.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สาขาการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เขตอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ การเกษตร ค้าปลีก พลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีชั้นสูง และอิเล็กทรอนิกส์

ข้อตกลงสำคัญ : ไทยกับเวียดนามมีความตกลงและบันทึกความเข้าใจมากกว่า 50 ฉบับ ที่สำคัญคือ ความตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (18 ก.ย.2534) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ (30 ต.ค.2534) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการผลิตข้าวและส่งออกข้าว (19 ส.ค.2535) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (23 ธ.ค.2535) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (16 มี.ค.2535) ความตกลงทางด้านวัฒนธรรม (8 ส.ค.2539) ความตกลงว่าด้วยการแบ่งเขตทางทะเลระหว่างไทยกับเวียดนามในอ่าวไทย (9 ส.ค.2540) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารตั้งต้น (7 ต.ค.2541) บันทึกความเข้าใจระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือเวียดนามว่าด้วยการลาดตระเวนร่วมและการจัดตั้งโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร (14 มิ.ย.2542) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (21 ก.ค.2546) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา (20 ก.พ.2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ (20 ก.พ.2547) ความตกลงว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม (21 ก.พ.2547) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการขจัดการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และการช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (มิ.ย.2559) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (ส.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า (ส.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านไปรษณีย์ โทรคมนาคม สารสนเทศ และเทคโนโลยีดิจิทัล (ส.ค.2560) และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งชาติเวียดนามกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ส.ค.2560) ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) (พ.ค.2568) บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า (พ.ค.2568) การส่งมอบงบประมาณสนับสนุนโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แก่กรมตำรวจปราบปรามยาเสพติดเวียดนาม (พ.ค.2568) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาตลาดภายในและกรมพัฒนาตลาดต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามกับ Central Group ระยะปี ค.ศ. 2026-2028 (พ.ค.2568) และบันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) กับธนาคารเพื่อการลงทุนและการพัฒนาแห่งเวียดนาม (Bank for Investment and Development of Vietnam: BIDV) เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ธุรกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ (พ.ค.2568)

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม 1) การเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่และแนวทางการดำเนินนโยบายบริหารประเทศและต่างประเทศ 2) การปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กองทัพและภาคเอกชน 3) การปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเวียดนามทั้งในและต่างประเทศ 4) ความเคลื่อนไหวของเวียดนามกรณีปัญหาขัดแย้งในทะเลจีนใต้และการดำเนินความสัมพันธ์กับจีน 5) การแข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจในอินโดจีน/ลุ่มน้ำโขง รวมทั้งเวียดนาม 6) การส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของเวียดนาม 7) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับภูมิภาค 8) การพัฒนาและการส่งเสริมเศรษฐกิจ เฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเซมิคอนดักเตอร์ และ 9) การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU)

Gallery