
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
Republic of Indonesia

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
Republic of Indonesia
เมืองหลวง กรุงจาการ์ตา
ที่ตั้ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแนวเส้นศูนย์สูตร ระหว่างมหาสมุทรอินเดียทางทิศใต้กับมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศเหนือ ซึ่งทำให้อินโดนีเซียคุมเส้นทางการติดต่อระหว่างมหาสมุทรทั้งสองผ่านช่องแคบที่สำคัญ ได้แก่ มะละกา ซุนดา และลอมบ็อก
อาณาเขต พื้นที่ 1,904,569 ตร.กม. เป็นแผ่นดิน 1,811,569 ตร.กม. (ใหญ่ประมาณ 3.7 เท่าของไทย) เป็นพื้นที่ทะเล 93,000 ตร.กม. มีแนวเขตแดนทางบกยาว 2,958 กม. ติดกับมาเลเซีย (ด้านรัฐซาราวักและ รัฐซาบาห์) ระยะทาง 1,881 กม. ติมอร์เลสเต 253 กม. และปาปัวนิวกินี 824 กม. ชายฝั่งยาว 54,716 กม. ระยะทางจากตะวันออกสุด-ตะวันตกสุด 6,401 กม.
ภูมิประเทศ เป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี 17,480 เกาะ แต่มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 6,000 เกาะ ประกอบด้วย 5 เกาะหลัก ได้แก่ กาลิมันตัน (539,460 ตร.กม.) สุมาตรา (473,606 ตร.กม.) ปาปัว (เป็นส่วนหนึ่งของเกาะนิวกินีมีพื้นที่ 421,981 ตร.กม.) สุลาเวสี (189,216 ตร.กม.) และชวา (132,107 ตร.กม.) ที่เหลือเป็นหมู่เกาะขนาดเล็กประมาณ 30 หมู่เกาะ มีภูเขาไฟประมาณ 400 ลูก เป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลัง 127 ลูก
ภูมิอากาศ ร้อนชื้นแบบศูนย์สูตร ความชื้นระหว่าง 70-90% มี 2 ฤดู : ฤดูร้อนระหว่าง พ.ค.-ต.ค. และฤดูฝนระหว่าง พ.ย-เม.ย. อุณหภูมิชายฝั่งเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส ภาคพื้นดินภายในประเทศและภูเขาเฉลี่ย 26 องศาเซลเซียส และแถบภูเขาสูงเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส
ศาสนา อิสลาม 87.4% คริสต์ 10.6% ฮินดู 1.7% และอื่น ๆ 0.8% ประชากรมุสลิมส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสายกลาง เนื่องจากสังคมประกอบด้วยประชากรหลายศาสนา รัฐบาลอินโดนีเซียจึงกำหนดให้วันสำคัญของศาสนาอิสลาม คริสต์ ฮินดู พุทธ และตรุษจีนเป็นวันหยุดของชาติ
ภาษา ภาษาทางการ คือ ภาษาอินโดนีเซีย ส่วนภาษาต่างประเทศที่ใช้กันมากที่สุด คือ ภาษาอังกฤษ และมีอีกประมาณ 700 ภาษาที่เป็นภาษาท้องถิ่น หรือภาษาตามชาติพันธุ์ต่าง ๆ
การศึกษา อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 96% การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ระดับประถมและมัธยมต้น) 9 ปี เป็นการศึกษาภาคบังคับไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 6 ปี โรงเรียนสามารถใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นสื่อในการสอนเพื่อให้เกิดความเข้าใจเบื้องต้นได้ หากมีความจำเป็น รวมทั้งการศึกษาด้านศาสนา
ที่นักเรียนนับถือ สอนโดยผู้สอนที่นับถือศาสนาเดียวกัน
วันชาติ 17 ส.ค.

นายปราโบโว ซูเบียนโต
(Prabowo Subianto)
(ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย)
ประชากร 284,438,800 คน (ปี 2568) มากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐฯ โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 300 กลุ่ม เป็นชาวชวา 40.1% ซุนดา 15.5% มาเลย์ 3.7% บาตัก 3.6% มาดูรา 3% และชาติพันธุ์อื่น ๆ 34% ซึ่งรวมจีนด้วยประมาณ 1.2% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 23.8% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 68.3% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 8% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 73.6 ปี ชาย 71.3 ปี หญิง 76 ปี
การก่อตั้งประเทศ ที่ตั้งของอินโดนีเซียเป็นเส้นทางแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การค้า และศาสนาที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นที่ตั้งของหลายอาณาจักรทั้งฮินดู พุทธ และอิสลาม ก่อนตกเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักรในยุคล่าอาณานิคม เนื่องจากอินโดนีเซียมีเครื่องเทศมากจึงถูกเรียกว่า “หมู่เกาะเครื่องเทศ” ญี่ปุ่นบุกยึดอินโดนีเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อน อินโดนีเซียตกเป็นของเนเธอร์แลนด์อีกครั้ง การสถาปนาเป็นประเทศอินโดนีเซียเริ่มจากการต่อสู้แยกตัวเป็นเอกราชในนาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของรัฐที่เป็นอิสระในการปกครองตนเองจำนวน 15 รัฐ โดยประกาศเอกราชเมื่อ 17 ส.ค.2488
การเมือง เป็นรัฐเดี่ยวในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ (เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก) แบ่งการปกครองเป็น 38 จังหวัด อุดมการณ์ทางการเมืองมีทั้งชาตินิยมและอิสลามนิยม แต่อยู่บนหลักการปัญจศีลและหลักนิยมทางสังคม
ปัญจศีลเป็นอุดมการณ์และปรัชญาขั้นพื้นฐานของประเทศ 5 ประการ คือ 1) เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว 2) เป็นมนุษย์ที่ยุติธรรมและมีอารยธรรม 3) เอกภาพของอินโดนีเซีย 4) ประชาธิปไตยอันเกิดจากปัญญาและความรู้ของผู้แทนบนความเห็นเป็นเอกฉันท์ และ 5) ความเป็นธรรมทางสังคมเพื่อประชาชนทุกคนของอินโดนีเซีย
หลักนิยมทางสังคม คือ 1) มุชาวะเราะฮ์ : การปรึกษาหารือกัน 2) โกตองโรยอง : การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 3) มุฟากัต : การยอมรับและปฏิบัติตามการตัดสินใจของที่ประชุม และ 4) บีเนกาตุงกัลอีกา : เอกภาพในความหลากหลาย
ฝ่ายบริหาร : มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (ครั้งแรกเมื่อปี 2547) วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่เกิน 2 วาระ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการกระจายอำนาจเพื่อให้จังหวัดต่าง ๆ สามารถบริหารตนเองได้ จึงมีการเลือกตั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารและสภานิติบัญญัติในท้องถิ่นตั้งแต่ระดับจังหวัดลงมาถึงระดับอำเภอหรือเทศบาล
การเลือกตั้งประธานาธิบดี ศาลรัฐธรรมนูญแก้ไขกฎระเบียบเมื่อ ม.ค.2568 ให้พรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยไม่จำเป็นต้องมีจำนวน สส. รวมกันไม่น้อยกว่า 20% จากจำนวน สส.ทั้งหมด หรือไม่จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียง (Popular Vote)
ไม่น้อยกว่า 25% ของจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง มีผลบังคับใช้กับการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยจัดการเลือกตั้งเป็นสองรอบ หากไม่มีผู้ได้รับคะแนนเสียงข้างมากหรือ 50% ขึ้นไปตั้งแต่ในรอบแรก ส่วนผลการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อ 14 ก.พ.2567 นายปราโบโว ซูเบียนโต สังกัดพรรค Gerindra ชนะด้วยเสียงเด็ดขาดตั้งแต่รอบแรก ด้วยคะแนนเสียง 58.6% สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 ต.ค.2567 ผู้ที่ได้รับคะแนนเป็นอันดับที่ 2 ได้แก่ นายอานิส บาสเวดาน ได้คะแนน 24.9% การเลือกตั้งครั้งต่อไปมีกำหนดจัดในปี 2572
ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาหรือสภาที่ปรึกษาประชาชน (Majelis Permusyawaratan Rakyat-MPR) ประกอบด้วย สส. (Dewan Perwakilan Rakyat-DPR) 580 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไป และสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัด (Dewan Perwakilan Daerah-DPD) 152 คน MPR มีอำนาจหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งพิจารณาถอดถอนประธานาธิบดีและ/หรือรองประธานาธิบดี
ฝ่ายตุลาการ : ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดการพิจารณาตรวจสอบกฎหมายที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ การยุบพรรคการเมือง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งทั่วไป และวินิจฉัยชี้ขาดความเห็นของ DPR ที่ยื่นเสนอขอถอดถอนประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดี
พรรคการเมือง : ที่สำคัญ ได้แก่ พรรค Indonesian Democratic Party-Struggle (PDI-P) พรรค Golkar พรรค Democratic Party (PD) และพรรค Gerindra อีกทั้งยังมีพรรคการเมืองที่มีฐานมาจากกลุ่มอิสลามหรือมีแนวทางอิสลามนิยมหลายพรรค เช่น พรรค National Mandate Party (PAN) พรรค National Awakening Party (PKB) พรรค Prosperous Justice Party (PKS) และพรรค United Development Party (PPP)
การเลือกตั้ง สส. เมื่อ 14 ก.พ.2567 มีพรรคการเมืองที่มีที่นั่งใน DPR 8 พรรค โดยพรรค PDI-P ของนางเมกวาตี ซูการ์โนปุตรี อดีตประธานาธิบดี (ระหว่างปี 2544-2547) มีมากที่สุด 110 ที่นั่ง รองลงมา คือ พรรค Golkar 102 ที่นั่ง พรรค Gerindra 86 ที่นั่ง พรรค Nasdem 69 ที่นั่ง พรรค PKB 68 ที่นั่ง พรรค PKS 53 ที่นั่ง พรรค PAN 48 ที่นั่ง และ พรรค Demokrat 44 ที่นั่ง
เศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจเสรีที่ใช้กลไกตลาด มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลไกขับเคลื่อนมาจากการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ปัจจุบันให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก
ช่วงปี 2551-2555 เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6% (ยกเว้นปี 2552 ซึ่งขยายตัวเพียง 4.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก) ระหว่างปี 2556-2562 การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5% เนื่องจากการบริโภคภายในซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ฟื้นตัว กอปรกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น สินแร่ ปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของอินโดนีเซียมีราคาตกต่ำ ปี 2563 อินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เศรษฐกิจจึงชะลอตัว ก่อนกลับมาฟื้นตัวในระดับใกล้เคียงกับห้วงก่อนสถานการณ์ COVID-19 ปลายปี 2565 โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม เหล็ก เหล็กกล้า เพิ่มขึ้นและมีราคาสูง
นโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2568-2572 (Rencana Pembangunan Jangka Menengah Nasional-RPJMN) มีเป้าหมายหลัก ได้แก่ การขจัดความยากจนขั้นรุนแรงภายในปี 2569 ลดอัตราความยากจนลงเหลือ 4.5–5% ยกระดับดัชนีทุนมนุษย์เป็น 0.59 และเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 8% ภายในปี 2572 มีการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติดานันตารา เมื่อปี 2568 เพื่อรวบรวมทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจและส่งเสริมการลงทุนโครงการยุทธศาสตร์ 17+8 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพึ่งพาตนเองด้านอาหารและพลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูปแร่ธาตุ พลังงานสะอาด ฮาลาล เศรษฐกิจสีเขียวและสีน้ำเงิน พร้อมตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจอวกาศ และศูนย์ดิจิทัลของภูมิภาค
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : รูเปีย (Indonesian Rupiah-IDR)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 16,506.06 รูเปียต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ต.ค.2568)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 504.93 รูเปียต่อ 1 บาท (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 1,397,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 5.03%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 4,960.3 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 152.11 ล้านคน (ส.ค.2567)
อัตราการว่างงาน : 4.91%
อัตราเงินเฟ้อ : 1.57%
ผลผลิตทางการเกษตร : น้ำมันปาล์ม ข้าว ข้าวโพด อ้อย มะพร้าว มันสำปะหลัง กล้วย ไข่ สัตว์ปีก ยางพารา
ผลผลิตอุตสาหกรรม : ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ สิ่งทอ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เหมืองแร่ ซีเมนต์ เครื่องมือและเครื่องใช้ทางการแพทย์ หัตถกรรม ปุ๋ยเคมี ไม้อัด ยางพารา อาหารแปรรูป เครื่องประดับ และการท่องเที่ยว
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : เกินดุล 31,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 266,529 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม ก๊าซธรรมชาติ รถยนต์ ทอง
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย
มูลค่าการนำเข้า : 235,199 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : ปิโตรเลียมกลั่น ปิโตรเลียมดิบ ชิ้นส่วนยานยนต์ โทรศัพท์ ก๊าซธรรมชาติ
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ
ทรัพยากรธรรมชาติ : ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ทอง ทองแดง สังกะสี นิกเกิล ป่าไม้
การทหาร กองทัพแห่งชาติอินโดนีเซีย (Tentara Nasional Indonesia-TNI) ได้รับการจัดอันดับโดย Global firepower ให้เป็นกองทัพที่มีแสนยานุภาพอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งบประมาณป้องกันประเทศปี 2568 มีวงเงินประมาณ 10,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อินโดนีเซียปรับโครงสร้างกำลังพลครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต เมื่อปี 2568 โดยการจัดตั้งกองบัญชาการระดับภูมิภาคมากกว่า 20 แห่ง เพื่อการป้องกันประเทศแบบทั่วถึง (Sishankamrata) และกำลังร่างแผนปรับปรุงกำลังพลใหม่ 25 ปี เพื่อทดแทนแผนกำลังพลจำเป็นขั้นต่ำ นอกจากนี้ ยังทำข้อตกลงจัดซื้ออาวุธจากหลากหลายชาติ รวมถึงจีน ตะวันตก และตุรกี ร่วมกับการส่งเสริมการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมในประเทศ โดยขยายความร่วมมือผลิตร่วมกับบริษัทต่างชาติเพื่อเปิดรับการถ่ายโอนเทคโนโลยี และมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบอาวุธหลัก
กำลังพลรวม : 404,500 นาย แบ่งเป็น ทบ. 300,400 นาย ทร. 74,000 นาย และ ทอ. 30,100 นาย นอกจากนี้ ยังมี ตร.และกองกำลังเสริม 290,250 นาย และกำลังสำรอง 400,000 นาย
ยุทโธปกรณ์สำคัญ : รถถัง 456 คัน รถรบทหารราบ 75 คัน ยานลำเลียงหุ้มเกราะ 872 คัน ปืนใหญ่อัตตาจร 92 กระบอก ปืนใหญ่ลากจูง 133 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด 955 เครื่อง ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน 411 กระบอก ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ 54 ชุดยิง เรือดำน้ำชั้น Cakra 1 ลำ ชั้น Nagapasa 3 ลำ เรือฟริเกต 7 ลำ เรือลาดตระเวนและตรวจการณ์ชายฝั่ง 205 ลำ เครื่องบินรบ 104 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ 36 เครื่อง
ปัญหาด้านความมั่นคง
การก่อการร้ายยังเป็นภัยคุกคามสำคัญของอินโดนีเซีย แม้ไม่มีเหตุโจมตีทางกายภาพที่ชัดเจน และดัชนีความรุนแรง Global Terrorism Index (GTI) ลดลงเหลือ 4.17 อยู่อันดับที่ 30 จาก 163 ประเทศ เนื่องจากกลุ่มก่อการร้าย Islamic State (IS) อ่อนกำลังลง และกลุ่ม Jemaah Islamiyah (JI) ประกาศยุติบทบาทเมื่อปี 2567 แต่เครือข่ายอดีตสมาชิกยังกระจายตัวเคลื่อนไหวในลักษณะใต้ดินในหลายพื้นที่ อีกทั้งมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เผยแพร่อุดมการณ์และโฆษณาชวนเชื่อ ส่งผลให้รัฐบาลยกระดับความซับซ้อนของการต่อต้านการก่อการร้าย ควบคู่กับการดำเนินโครงการลดความรุนแรงร่วมกับผู้นำศาสนาและชุมชน นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังเผชิญเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคปาปัวจากกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนที่ก่อเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือน ทำให้รัฐบาลเสริมกำลังทหารตอบโต้และก่อให้เกิดความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน
ความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซีย
ไทยและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ที่ดีมานาน ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมีขึ้นเมื่อ 7 มี.ค.2493 โดยมีความร่วมมือที่ดีต่อกันทุกด้าน อินโดนีเซียแสดงท่าทีต้องการช่วยไทยแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ไทยต้องการเรียนรู้ประสบการณ์การจัดการปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน และส่งเสริมความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้าย ตลอดจนให้อินโดนีเซียช่วยสร้างความเข้าใจกับโลกมุสลิมเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนเมื่อปี 2554 ยังมีบทบาทช่วยแก้ไขปัญหาพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร
ไทยและอินโดนีเซียประกาศยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เมื่อ 19 พ.ค.2568 ในวาระครบรอบ 75 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต มีการจัดประชุมหารือระดับผู้นำ (Leaders’ Consultation) เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกองทัพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการหลอกลวงออนไลน์ รวมทั้งขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การประมง อุตสาหกรรมฮาลาล ความมั่นคงพลังงาน เศรษฐกิจสีเขียว การศึกษา และสาธารณสุข ไทยยังมีบทบาทช่วยเหลือการส่งตัวพลเมืองอินโดนีเซียที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในเมียนมากลับประเทศผ่านพรมแดนไทย
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-อินโดนีเซียได้รับการส่งเสริมภายใต้กรอบอาเซียน และภายใต้กรอบ IMT-GT อินโดนีเซียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 8 ของไทยในโลก และอันดับ 3 ในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าเมื่อปี 2567 ที่ 642,550 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่า 333,248 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 309,301 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 23,947 ล้านบาท ขณะที่การค้าห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีมูลค่าประมาณ 495,437 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่า 231,211 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 264,226 ล้านบาท
สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ น้ำตาลทราย เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ถ่านหิน สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ
ด้านการลงทุน โครงการของอินโดนีเซียที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เมื่อปี 2567 มีจำนวน 5 โครงการ มูลค่า 7,865 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 5 โครงการ มูลค่า 7,865 ล้านบาท
ชาวอินโดนีเซียเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเมื่อปี 2567 มากเป็นอันดับ 12 จำนวน 876,610 คน ในห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีจำนวน 606,265 คน
ข้อตกลงที่สำคัญ : สนธิสัญญาทางไมตรี (3 มี.ค.2497) ความตกลงว่าด้วยการแบ่งเขตไหล่ทวีปในตอนเหนือของช่องแคบมะละกาและในทะเลอันดามัน (17 ธ.ค.2514) สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (9 มิ.ย.2519) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการศาล (8 มี.ค.2521) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (25 มี.ค.2524) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านป่าไม้ (27 พ.ค.2527) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านถ่านหิน (12 ม.ค.2533) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยี (20 พ.ค.2533) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม (18 ม.ค.2535) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (17 ก.พ.2541) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (23 พ.ค.2546) ความตกลงด้านวัฒนธรรม (17 ม.ค.2545) บันทึกความเข้าใจเพื่อการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย (27 พ.ค.2546) ความตกลงว่าด้วยการบริการทางอากาศ (8 มี.ค.2510 และปรับปรุงแก้ไขปี 2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการลงทุน (21 ก.ค.2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (16 ธ.ค.2548) ความตกลงทางการค้า (Trade Agreement) (16 พ.ย.2554) ข้อตกลงว่าด้วยการแก้ไขบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินโดนีเซีย (16 พ.ย.2554) ข้อตกลงการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านประมง (ต.ค.2556) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข (19 พ.ค.2568)
ไทยและอินโดนีเซียยังมีความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด มีการจัดทำความตกลงด้านสังคมและวัฒนธรรม และดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมและสม่ำเสมอ อาทิ การอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายยังวัดไทยในอินโดนีเซีย และการสถาปนาความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องระหว่างกัน
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม :
1) การรักษาเสถียรภาพรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต หลังจากเหตุประท้วงรุนแรงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เมื่อ ส.ค.2568 เนื่องจากความไม่พอใจปัญหาค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ การขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมที่ไม่ตอบสนองคนรุ่นใหม่ และการเพิ่มบทบาททางการเมืองของทหาร
2) การเจรจากับจีนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา-บันดุง หลังจากโครงการเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเงินจากต้นทุนที่สูงและการเบิกเกินงบประมาณสะสม รวมถึงแผนขยายเส้นทางรถไฟไปยังสุราบายา
3) การจัดการดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย ทั้งสหรัฐฯ จีน และการขยายความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศโลกใต้ รวมถึง BRICS
4) การแสดงบทบาทในประเด็นความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ซึ่งอินโดนีเซียพยายามมีส่วนร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งในฐานะผู้นำโลกมุสลิม โดยสนับสนุนเอกราชของปาเลสไตน์ แนวทางแก้ไขปัญหาแบบสองรัฐ และการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปฉนวนกาซา
5) การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโต 8%