สาธารณรัฐเยเมน

Republic of Yemen

เมืองหลวง       ซานา

 

ที่ตั้ง        ภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างเส้นละติจูดที่ 12-19 องศาเหนือ และระหว่างเส้นลองจิจูดที่ 42-55 องศาตะวันออก ตั้งอยู่ปลายสุดของคาบสมุทรอาระเบีย ติดอ่าวเอเดน ทะเลอาระเบีย/ทะเลอาหรับ ช่องแคบ Bab al-Mandab และทะเลแดง ซึ่งเชื่อมคลองสุเอซ ออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีพื้นที่ 527,970 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 51 ของโลก

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ                ติดกับซาอุดีอาระเบีย (1,307 กม.)

ทิศใต้                    ติดทะเลอาระเบีย/ทะเลอาหรับ อ่าวเอเดน โดยมีชายฝั่งยาวประมาณ 1,470 กม.

ทิศตะวันออก          ติดกับโอมาน (294 กม.)

ทิศตะวันตก            ติดทะเลแดง โดยมีชายฝั่งยาวประมาณ 730 กม.

 

ภูมิประเทศ        ภาคใต้และภาคตะวันตกเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งติดทะเลแดง ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง เป็นที่ราบสูงสลับหุบเขา และที่ราบทะเลทราย Rub al Khali มีพื้นที่เพาะปลูก 2.2% จุดสูงสุดของประเทศ คือ ภูเขา Jabal an Nabi Shu’ayb ซึ่งสูง 3,760 ม. นอกจากนี้ ยังมีเกาะที่เกิดจากการปะทุ
ของภูเขาไฟใต้ทะเลที่สำคัญ ได้แก่ เกาะ Perim หรือ Mayyun มีขนาดพื้นที่ประมาณ 13 ตร.กม. ตั้งอยู่นอกชายฝั่งทะเลแดง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยเมน บริเวณช่องแคบ Bab al-Mandab ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน และหมู่เกาะ Socotra หรือ Soqotra ขนาดพื้นที่ประมาณ 3,665 ตร.กม. ตั้งห่างจากชายฝั่งทางใต้ของเยเมนประมาณ 350 กม. บริเวณทะเลอาระเบีย/ทะเลอาหรับ ใกล้ชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก

 

วันชาติ           22 พ.ค. (วันรวมชาติ เมื่อ 22 พ.ค.2533)

นายเราะซาด มุฮัมมัด อัลอะลีมี

(Rashad Mohammed Al-Alimi)

(ประธานาธิบดีเยเมน)

 

ประชากร

42,190,872 คน (พ.ย.2568) ส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ ที่เหลือเป็นชาวอาหรับเชื้อสายแอฟริกัน ชาวเอเชียใต้ และยุโรป อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ ได้แก่ วัยเด็ก (0-14 ปี) 41% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 56% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 3% (ปี 2567) อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม 69 ปี (ปี 2566) อายุขัยเฉลี่ยเพศชาย 67 ปี (ปี 2566) อายุขัยเฉลี่ยเพศหญิง 71 ปี (ปี 2566) อัตราการเกิด 35 คน ต่อประชากร 1,000 คน (ปี 2566) อัตราการตาย 5 คนต่อประชากร 1,000 คน (ปี 2566) อัตราการเพิ่มของประชากร 3% (ประมาณการปี 2567)

การก่อตั้งประเทศ     ในอดีตเยเมนถูกแบ่งแยกออกเป็นเยเมนเหนือกับเยเมนใต้ เป็นเวลานานกว่า 200 ปี โดยเยเมนเหนือ อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน (จักรวรรดิสุดท้ายของโลกมุสลิม) มาตั้งแต่ปี 2392 หลังจากจักรวรรดิออตโตมันล่มสลายและสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง เยเมนเหนือจึงได้รับเอกราชเมื่อ พ.ย.2461 และกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์โดยมีอิหม่ามยะห์ยา ฮะมี ดิดดีน (Yahya Muhammad Hamid ed-Din) เป็นประมุข จนกระทั่งถึงปี 2505 ในรัชสมัยของอิหม่ามมุฮัมมัด อัลบะดัร (Muhammad Al-Badr) พระราชโอรสของอิหม่ามยะห์ยา เกิดการรัฐประหารโค่นล้มอิหม่ามมุฮัมมัด โดยมีพันเอกอับดุลลอฮ์ อัซซะลาล (Abdullah al-Salal) หัวหน้าทหารราชองครักษ์ เป็นแกนนำ จากนั้นจึงมีการประกาศให้เยเมนเหนือปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐ การก่อรัฐประหารดังกล่าวนำไปสู่สงครามกลางเมืองในเยเมนเหนือระหว่างกลุ่มการเมืองที่เป็นฐานอำนาจเก่าของอิหม่ามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับรัฐบาลใหม่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอียิปต์ จนกระทั่งมีการเจรจาข้อตกลงสันติภาพระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอียิปต์ ซึ่งต่างเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคที่เข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมนเหนือ สงครามยุติลงในปี 2513 โดยมีข้อตกลงสำคัญ
คือ การคงระบอบการปกครองเยเมนเหนือด้วยระบอบสาธารณรัฐ และการเปิดทางให้กลุ่มการเมืองที่เป็นฐานอำนาจเก่าของอิหม่าม สามารถกลับมาแข่งขันตามกลไกการเมืองปกติ

เยเมนใต้ เดิมอยู่ภายใต้การปกครองโดยสุลต่านแห่งราชวงศ์ Abdali ก่อนตกเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษตั้งแต่ปี 2382 ต่อมาเกิดกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ (National Liberation Front-NLF) ในเยเมนใต้เมื่อปี 2503 เคลื่อนไหวต่อต้านการยึดครองของอังกฤษ จนกระทั่งเยเมนใต้ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ 30 พ.ย.2510 เยเมนใต้ซึ่งขณะนั้นได้รับอิทธิพลจากสหภาพโซเวียต จึงนำแนวคิดมาร์กซิสม์และระบอบสังคมนิยมมาใช้ปกครองประเทศ โดยสถาปนาเยเมนใต้เป็นสาธารณรัฐประชาชนเยเมน และเปลี่ยนชื่อเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเยเมนเมื่อปี 2513 ทั้งนี้ ความแตกต่างทางการเมือง การปกครอง และภาวะสงครามเย็น เป็นชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเยเมนเหนือกับเยเมนใต้ และนำไปสู่การสู้รบระหว่างสองประเทศอยู่เป็นระยะมาตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งเมื่อปี 2533 รัฐบาลเยเมนใต้อยู่ในภาวะอ่อนแอ ประธานาธิบดีอะลี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ ของเยเมนเหนือ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2521 ใช้โอกาสดังกล่าวดำเนินนโยบายสร้างความปรองดองกับเยเมนใต้ จนนำไปสู่การผนวกดินแดนเป็นสาธารณรัฐเยเมน เมื่อ 22 พ.ค.2533 โดยมีประธานาธิบดีศอลิห์เป็นผู้นำประเทศคนแรก

การเมือง

ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และ นรม. เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล แต่หลังจากเกิดการลุกฮือของมวลชนเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีอะลี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ เมื่อปี 2554 (เป็นส่วนหนึ่งของการลุกฮือของมวลชนในโลกอาหรับ หรือ Arab Spring) กลุ่มกบฏชีอะฮ์ (แนวทางซัยดียะฮ์) เผ่าฮูษี (Houthi) ในภาคเหนือของเยเมน นำโดยนายอับดุลมาลิก อัลฮูษี ไม่พอใจการดำเนินกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของรัฐบาลเยเมนภายใต้การบริหารของนายอับดุร็อบบุห์ มันศูร ฮาดี ที่ชนะการเลือกตั้งและขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่เมื่อปี 2555 จึงส่งกองกำลังติดอาวุธบุกเข้ายึดกรุงซานา เมื่อ ก.ย.2557 และขยายการบุกยึดเมืองสำคัญในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก จนถึงภาคใต้ จากนั้นประกาศยึดอำนาจประธานาธิบดีฮาดี เมื่อ ก.พ.2558 ส่งผลให้ประธานาธิบดีฮาดีและคณะรัฐมนตรีต้องลี้ภัยไปยังซาอุดีอาระเบีย ก่อนเดินทางกลับมาจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวที่เมืองเอเดนในภาคใต้ ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อเป็นฐานที่มั่นของรัฐบาลเยเมนในการสู้รบกับกลุ่มกบฏฮูษี

ประธานาธิบดีฮาดีร้องขอให้ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรอาหรับ (Arab Coalition) ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเยเมน สนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศโจมตีกลุ่มฮูษี และส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมนตั้งแต่ มี.ค.2558 ขณะเดียวกัน ประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงรับรองรัฐบาลประธานาธิบดีฮาดีว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของเยเมน ขณะที่รัฐบาลชั่วคราวที่กลุ่มฮูษีจัดตั้งขึ้นมาบริหารประเทศภายใต้ชื่อ สภาการเมืองสูงสุด (Supreme Political Council-SPC) เมื่อ ต.ค.2559 ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เยเมนตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองและมีรัฐบาลคู่ขนานที่ช่วงชิงความชอบธรรมและการยอมรับจากนานาประเทศจนถึงปัจจุบัน

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมาจากเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 7 ปี ดำรงตำแหน่งได้ติดต่อกัน 2 สมัย ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งรองประธานาธิบดี นรม. และ ครม. การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 21 ก.พ.2555 โดยเป็นการเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองที่มีสาเหตุมาจากการลุกฮือของมวลชนเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีศอลิห์ เมื่อปี 2554 อย่างไรก็ดี หลังจากเกิดสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2557 กอปรกับเกิดปัญหาแทรกซ้อนจากการที่กลุ่ม Southern Transitional Council (STC) ต้องการแบ่งแยกดินแดนที่เคยเป็นเยเมนใต้ รัฐบาลเยเมนจึงพยายามยุติปัญหากับ STC ด้วยการแบ่งปันอำนาจให้ STC เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารประเทศ พร้อมกับจัดตั้งสภาผู้นำประเทศ (Presidential Leadership Council-PLC) เมื่อ 7 เม.ย.2565 โดยที่ประธานาธิบดีฮาดีซึ่งนานาชาติยังคงให้การรับรอง ประกาศแต่งตั้งนายเราะซาด มุฮัมมัด อัลอะลีมี อดีตที่ปรึกษาของตน และอดีต รมว.กระทรวงมหาดไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน PLC พร้อมถ่ายโอนอำนาจให้ และแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสมาชิก PLC อีก 7 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีบทบาททางการเมืองในเยเมนและใกล้ชิดกับประธานาธิบดีฮาดี ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงนายอัยดะรูส อัสสุบัยดี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเอเดนและผู้นำ STC กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก UAE

ฝ่ายนิติบัญญัติ : ใช้ระบบ 2 สภา ประกอบด้วย 1) สภาที่ปรึกษา (Shura Council หรือ Majlis al Shura) หรือวุฒิสภา มีสมาชิก 111 คน มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และ 2) สภาผู้แทนราษฎร (Nuwwab Council หรือ Majlis al Nuwaab) มีสมาชิก 301 คน มาจากการเลือกตั้ง วาระ 6 ปี การเลือกตั้งครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 27 เม.ย.2546 ทั้งนี้ วิกฤตทางการเมืองในเยเมนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและยืดเยื้อเป็นเหตุให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีกำหนดจัดขึ้นใน เม.ย.2552 ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น นอกจากนี้ ยังมีศาลที่พิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ เช่น ศาลครอบครัว ศาลทหาร ส่วนสภาตุลาการสูงสุด ซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประธาน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการระดับสูง 10 คน เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้พิพากษา (หากปฏิบัติหน้าที่เป็นที่น่าพอใจจะได้อยู่ในตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการที่ 63 ปี) 

พรรคการเมืองสำคัญ ได้แก่ 1) พรรค General People’s Congress (GPC) ก่อตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีศอลิห์ซึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกกลุ่มฮูษีสังหาร เมื่อ 4 ธ.ค.2560 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุด เมื่อ เม.ย.2546 มีสมาชิกพรรค GPC ได้รับเลือกตั้งมากถึง 238 คน จากจำนวน สส.ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร 301 คน อย่างไรก็ดี หลังจากอดีตประธานาธิบดีศอลิห์เสียชีวิต พรรค GPC แตกแยกและแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุนประธานาธิบดีฮาดี ฝ่ายสนับสนุนนาย Sadeq Ameen Abu Rass ซึ่งไปเข้าร่วมกับกลุ่มฮูษี และฝ่ายสนับสนุนพันเอก (พิเศษ) อะห์มัด อะลี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ อัลอะห์มัร บุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีศอลิห์ 2) พรรค Yemeni Congregation for Reform หรือ Islah มีนาย Muhammad Al-Yadom เป็นประธานพรรค มีสมาชิกพรรคได้รับเลือกตั้งครั้งหลังสุด 46 คน มากเป็นอันดับ 2 รองจากพรรค GPC และ 3) พรรค Yemeni Socialist Party มีนาย Abdulraham Al-Saqqaf เป็นเลขาธิการพรรค และมีฐานเสียงอยู่ในจังหวัดทางภาคใต้ของเยเมน

เศรษฐกิจ      

สงครามและความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเยเมนมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทั้งเยเมนเหนือและเยเมนใต้ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในประเทศตั้งแต่ปี 2523 และหลังการรวมประเทศเป็นสาธารณรัฐเยเมนเมื่อปี 2533 รัฐบาลเยเมนพยายามปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยมุ่งใช้ทรัพยากรน้ำมันเป็นพื้นฐาน และพัฒนาเมืองเอเดนซึ่งเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลอาระเบียทางภาคใต้ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม แต่การเกิดสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2537 และปี 2557 สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ทำให้เยเมนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากประเทศในตะวันออกกลางและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก มาโดยตลอด ขณะที่สหประชาชาติ (UN) จัดให้เยเมนอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries-LDC) และเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ 

ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพมากที่สุดของเยเมน คือ ภาคพลังงานประเภทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยรัฐบาลเยเมนเปิดโอกาสให้บริษัทพลังงานต่างชาติ เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรีย จีน และเกาหลีใต้ เข้าร่วมลงทุนในโครงการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ เยเมนมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และยังต้องพึ่งพารายได้จากภาคเกษตร ป่าไม้ และประมง ซึ่งเป็นรายได้สำคัญรองจากน้ำมัน (ประมาณ 20% ของ GDP) และมีชาวเยเมนกว่า 50% ทำงานในภาคเกษตร ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีรายได้ประมาณ 10% ของ GDP และมีชาวเยเมนประมาณ 10% ทำงานในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นรายได้สำคัญของประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเยเมนหลายครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลเยเมนกับกลุ่มกบฏฮูษีที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2557 โดยมีพื้นที่สู้รบในภาคกลางและทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้ระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้รับความเสียหาย จนต้องระงับการผลิตเกือบทั้งหมด   

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คือ น้ำมันดิบ มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้วประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาร์เรล (มากเป็นอันดับ 29 ของโลก) กำลังการผลิต เคยผลิตได้สูงสุดวันละ 441,000 บาร์เรล (เมื่อปี 2544) และก่อนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลเยเมนกับกลุ่มกบฏฮูษี เมื่อปี 2557 ผลิตได้เฉลี่ยวันละประมาณ 127,000 บาร์เรล แต่เมื่อปี 2566 กำลังการผลิตลดลงเหลือวันละประมาณ 7,000-17,000 บาร์เรล ส่งออกเฉลี่ยวันละประมาณ 15,000 บาร์เรล ก๊าซธรรมชาติมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้ว 478.5 ล้านล้าน ลบ.ม. (มากเป็นอันดับ 31 ของโลก) กำลังการผลิตประมาณวันละ 600 ล้าน ลบ.ม. (ข้อมูลเมื่อปี 2566 ของ S&P Global Commodity Insights ในเครือ S&P Global Rating ซึ่งให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก) 

ผลผลิตทางเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ กาแฟ ฝ้าย ผลไม้ และปศุสัตว์ ส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ การแปรรูปอาหาร การกลั่นน้ำมัน การผลิตวัสดุก่อสร้าง การผลิตกระดาษ และสิ่งทอ นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ สังกะสี เงิน ตะกั่ว ทองคำ ซัลเฟอร์ เกลือ และยิปซัม แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรม

 

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ริยาลเยเมน (Yemeni Rial-YER)

    อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : ประมาณ 238.55 รียาล : 1 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : ประมาณ 0.14 บาท : 1 รียาล (พ.ย.2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 16.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2568)

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ : 1.5% 

ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567) 

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 821.46 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567) 

อัตราเงินเฟ้อ : 35% (ก.ค.2568 IMF)

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำ: 1,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2565 ของธนาคารโลก)

แรงงาน : 7.847 ล้านคน (ประมาณการปี 2567 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ)

อัตราการว่างงาน : 17.10% (ปี 2567) 

ดุลการค้าต่างประเทศ : ขาดดุล 4,297.66 ล้านดดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)

มูลค่าการส่งออก : 49.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567) 

สินค้าส่งออกสำคัญ : น้ำมันดิบ กาแฟ ปลาแห้ง ก๊าซธรรมชาติ 

คู่ค้าส่งออกสินค้าที่สำคัญ : อียิปต์ ตุรกี โอมาน ซูดาน เอริเทรีย

มูลค่าการนำเข้า : 4,347.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สินค้านำเข้าสำคัญ : อาหาร สัตว์มีชีวิต เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ 

คู่ค้านำเข้าสินค้าที่สำคัญ : สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี โอมาน

การทหาร

ภายหลังการขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีฮาดี เมื่อ ก.พ.2555 มีการปรับโครงสร้างและปฏิรูปกองทัพและกองกำลังรักษาความมั่นคงในเยเมนทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดบทบาทกองทัพและกองกำลังรักษาความมั่นคง เฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่กองทัพและกองกำลังรักษาความมั่นคงที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดีศอลิห์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังปราบปรามมวลชนที่ลุกฮือขับไล่อดีตประธานาธิบดี ศอลิห์ เมื่อปี 2554 จึงทำให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคคลใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดีศอลิห์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งในกองทัพและกองกำลังรักษาความมั่นคงเกือบทั้งหมด

กองทัพเยเมนหลังการปรับโครงสร้างยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงกลาโหม และมีประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง โครงสร้างกองทัพใหม่ ประกอบด้วย ทบ. มีกำลังพลประมาณ 60,000 นาย ทร. และกองกำลังป้องกันชายฝั่ง รวมถึงนาวิกโยธิน มีกำลังพลประมาณ 1,700 นาย ทอ. และกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศ มีกำลังพลประมาณ 1,700 นาย และกองกำลังป้องกันชายแดน    (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนกำลังพล) นอกจากนี้ Yemeni Republican Guard หรือกองกำลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพันเอก (พิเศษ) อะห์มัด อะลี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ อัลอะห์มัร บุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีศอลิห์ และมีกำลังพลประมาณ 30,000-50,000 นาย ถูกปรับโครงสร้างและจัดตั้งเป็นกองกำลังอารักขาประธานาธิบดี (Presidential Protective หรือ Presidential Defence Forces) อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและขึ้นตรงกับประธานาธิบดีฮาดีเพียงคนเดียว 

อย่างไรก็ดี การที่กลุ่มกบฏฮูษีบุกยึดกรุงซานา เมื่อ ก.ย.2557 และขยายการบุกยึดเมืองสำคัญในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก จนถึงภาคใต้ ก่อนประกาศยึดอำนาจประธานาธิบดีฮาดีเมื่อ ก.พ.2558 ทำให้การบังคับบัญชากองทัพเยเมนอยู่ในภาวะสุญญากาศและไร้เสถียรภาพ จนนำไปสู่การแบ่งฝ่ายออกเป็นกองกำลังและกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่

กองกำลังติดอาวุธที่ภักดีต่อรัฐบาลประธานาธิบดีฮาดี ประกอบด้วย กองกำลังบางส่วนของกองทัพเยเมน และกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นในจังหวัดภาคใต้และภาคตะวันออกของเยเมน มีสมาชิกรวมประมาณ 122,000 คน มีอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน ได้แก่ รถถังหลัก (MBT) รุ่น M-60A1 รุ่น T-54/55 รุ่น T-62 และรุ่น T-72 ยานยนต์ลาดตระเวนหุ้มเกราะ (RECCE) รุ่น BRDM-2 รถหุ้มเกราะทหารราบสายพาน (IFV) รุ่น BMP-2 รุ่น BTR-80A รุ่น Ratel-20 ยานยนต์หุ้มเกราะล้อยาง (APC) รุ่น BTR-60 รุ่น Streit Cougar และรุ่น Streit Spartan ยานยนต์หุ้มเกราะป้องกันการซุ่มโจมตี (AUV) รุ่น M-ATV อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านรถถัง (MSL) แบบ MANPATS รุ่น 9K11 Malyutka รุ่น M47 Dragon และรุ่น TOW ปืนใหญ่ต่อต้านรถถัง (GUNS) รุ่น SU-100 ปืนใหญ่อัตตาจร (ARTILLERY) แบบ SP รุ่น 2S1 Gvozdika เครื่องบินปฏิบัติภารกิจรวบรวมข่าวกรอง ตรวจการณ์ และลาดตระเวน (ISR) รุ่น AT-802 Air Tractor ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (GUNS) แบบ TOWED รุ่น ZPU-4 และรุ่น ZU-23-2 นอกจากนี้ พันธมิตรอาหรับซึ่งมีซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำ ส่งกองกำลังและยุทโธปกรณ์เข้าไปในเยเมน เพื่อช่วยรัฐบาลประธานาธิบดีฮาดีปราบปราบกลุ่มฮูษี ตั้งแต่ปี 2558 ประกอบด้วย ทหารซาอุดีอาระเบีย จำนวน 500 นาย และทหาร UAE จำนวน 200 นาย 

กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มกบฎฮูษี มีฐานที่มั่นส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือของเยเมน ชำนาญการสู้รบแบบกองโจรและซุ่มโจมตี มีสมาชิกประมาณ 185,000 คน ได้อาวุธยุทโธปกรณ์จากการบุกยึดฐานทัพหลายแห่งของรัฐบาลเยเมนระหว่าง ก.ย.2557-ก.พ.2558 และเชื่อว่าบางส่วนได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน ได้แก่ รถถังหลัก (MBT) รุ่น T-55 รุ่น T-62 และรุ่น T-72 รถหุ้มเกราะทหารราบสายพาน (IFV) รุ่น BMP-1 รุ่น BMP-2 และรุ่น BTR-80A ยานยนต์หุ้มเกราะล้อยาง (APC) รุ่น BTR-40 และรุ่น BTR-60 ยานยนต์หุ้มเกราะป้องกันการซุ่มโจมตี (AUV) รุ่น M-ATV เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง (MRL) รุ่น BM-21Grad และรุ่น Badr อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านรถถัง (MSL) แบบ MANPATS รุ่น 9K111-1 Konkurs และรุ่น 9K115 Metis รุ่น Dehlavieh (Kornet) และรุ่น Toophan ปืนไรเฟิลไร้แรงสะท้อน (RCL) รุ่น B-10 และรุ่น SPG-9 ขีปนาวุธทางยุทธวิธีแบบพื้นสู่พื้นพิสัยกลาง (MRBM) รุ่น Aqeel รุ่น Borkan-3 รุ่น Hatim รุ่น Palestine และรุ่น Toufan ขีปนาวุธทางยุทธวิธีแบบพื้นสู่พื้นพิสัยใกล้ (SRBM) รุ่น Borkan-2H รุ่น Falaq รุ่น Fateh-110 และรุ่น Khalij Fars ขีปนาวุธต่อต้านเรือ (AShM) รุ่น C-801/C802 และรุ่น Sayyad ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (GUNS) แบบลากจูง (TOWED) รุ่น M167 Vulcan และรุ่น ZU-23-2 ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบพื้นสู่อากาศ (SAM) พิสัยใกล้ รุ่น Saqr -1 (358) ขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรด (Point-defence) รุ่น 9K32 Strela-2 รุ่น 9K34 Strela-3 รุ่น Misaq-1 และรุ่น Misaq-2 เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (MRH) รุ่น Mi-17 Hip H และรุ่น Mi-8 Hip เครื่องบินขับไล่ (FTR) รุ่น F-5E Tiger II และแบบโจมตีภาคพื้นดิน (FGA) รุ่น Su-22M4 Fitter K

นอกจากนี้ กลุ่มฮูษีอ้างว่า สามารถผลิตและพัฒนาขีปนาวุธ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขึ้นเองหลายรุ่น เพื่อใช้ในการสู้รบ ได้แก่ จรวดร่อน (GLCM) รุ่น Quds-1 รุ่น Quds-2 รุ่น Quds-3 และรุ่น Quds-4 (พิสัยทำการมากกว่า 150 กม.) UAV รุ่น Qasef-1 (บินได้ไกล 150 กม. และบรรทุกระเบิด/ขีปนาวุธได้หนัก 30-45 กก.) รุ่น Mersad 1/2 รุ่น Qasef-2K รุ่น Sammad-1 รุ่น Sammad 2 รุ่น Sammad-3 รุ่น Shihab รุ่น Waed 1 และรุ่น Waed 2 รุ่น Yafa ทั้งนี้ การที่อดีตประธานาธิบดีศอลิห์หันมาเป็นพันธมิตรกับกลุ่มฮูษี ทำให้กองกำลังติดอาวุธที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดีศอลิห์ (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนสมาชิกและอาวุธ) เข้าร่วม กับกลุ่มฮูษีเพื่อสู้รบกับกองกำลังติดอาวุธที่ภักดีต่อรัฐบาลประธานาธิบดีฮาดี แต่หลังจากอดีตประธานาธิบดีศอลิห์แปรพักตร์และถูกกลุ่มฮูษีโจมตีจนเสียชีวิตเมื่อ ธ.ค.2560 ทำให้กองกำลังติดอาวุธที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดีศอลิห์ แตกแยกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุนประธานาธิบดีฮาดี ฝ่ายสนับสนุนกลุ่มฮูษี และฝ่ายสนับสนุนพันเอก (พิเศษ) อะห์มัด อะลี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ บุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบศอลิห์

กองกำลังติดอาวุธอาสาสมัครท้องถิ่นในจังหวัดภาคใต้ของเยเมน หรือ Popular Resistance  ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรค Yemeni Congregation for Reform หรือ Islah และกองกำลังติดอาวุธแนวร่วมของขบวนการซะละฟี (Salafist) ในเยเมน ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนสมาชิกและอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นพันธมิตรกับกองกำลังติดอาวุธที่ภักดีต่อรัฐบาลประธานาธิบดีฮาดี จึงได้รับการสนับสนุนยานยนต์หุ้มเกราะ อาวุธเบาและอาวุธหนักจำนวนหนึ่ง รวมถึงค่าตอบแทน 

Security Belt Forces เป็นกองกำลังติดอาวุธของ Southern Transitional Council (STC) ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของเยเมน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 คาดว่ามีจำนวนสมาชิกกว่า 55,000 คน และมีนายอัยดะรูส อัสสุบัยดี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเอเดนเป็นผู้นำการเรียกร้องการแบ่งแยกดินแดนให้กลับไปเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเยเมน (เยเมนใต้ในอดีต) ตั้งแต่สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีศอลิห์จนถึงรัฐบาลประธานาธิบดีฮาดี ไม่ปรากฏข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ปรากฏรายงานที่ไม่ได้รับการยืนยันเป็นทางการเมื่อ ก.ย.2562 ว่า UAE ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติพันธมิตรอาหรับที่ให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่รัฐบาลประธานาธิบดีฮาดี หันมาสนับสนุนด้านการเงินและการทหารแก่ Security Belt Forces ตั้งแต่ปี 2559 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มก่อการร้ายสำคัญที่เข้าไปเคลื่อนไหวในเยเมน ได้แก่

กลุ่มอัลกออิดะฮ์ในคาบสมุทรอาระเบีย (Al Qaida in the Arabian Peninsula-AQAP) เป็นกลุ่มสาขาของอัลกออิดะฮ์ (Al Qaida-AQ) ในเยเมน โดย Analytical Support and Sanctions Monitoring Team ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มอบหมายให้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวของกลุ่ม Islamic State (IS) ในอิรักและซีเรีย และกลุ่ม AQ เพื่อจัดทำเป็นรายงานประกอบการออกข้อมติของ UNSC เกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว เผยแพร่รายงานเมื่อ 24 ก.ค.2568 เกี่ยวกับ AQAP ว่า มีสมาชิกประมาณ 2,000-3,000 คน พื้นที่เคลื่อนไหวและฐานที่มั่นหลักอยู่ในจังหวัดทางภาคตะวันออกและพื้นที่บางส่วนในภาคใต้ ไม่ปรากฏข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่จากการประเมินเมื่อปี 2561 พบว่า AQAP มีเครื่องยิงจรวดรุ่น BM-21 และรุ่น Grad-P ขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศ รุ่น SA-7 และรุ่น SA-9 ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน รุ่น ZU-23 เครื่องยิงลูกระเบิด รถหุ้มเกราะทหารราบ และขีปนาวุธต่อต้านรถถัง โดยคาดว่า AQAP ได้อาวุธดังกล่าวจากการบุกยึดฐานทัพและค่ายทหารของกองทัพเยเมนในพื้นที่ทางภาคตะวันออกและภาคใต้

กลุ่ม Islamic State (IS) ในเยเมน มีสมาชิก 100-150 คน (ข้อมูลเมื่อ ก.ค.2567 จาก Analytical Support and Sanctions Monitoring Team ของ UNSC) ไม่ปรากฏข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่มีการแข่งขันอิทธิพลกับ AQAP แม้ว่ามีโครงสร้างกลุ่มอ่อนแอกว่า พื้นที่เคลื่อนไหวอยู่ในจังหวัดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับเขตอิทธิพลของ AQAP

 

ปัญหาด้านความมั่นคง

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ซับซ้อนและเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เยเมนเผชิญภาวะไร้เสถียรภาพอยู่เป็นระยะ เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเหตุมวลชนลุกฮือขับไล่อดีตประธานาธิบดีศอลิห์เมื่อปี 2554 และสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลประธานาธิบดีฮาดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกลุ่มกบฏฮูษี ที่เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้เยเมนกลายเป็นพื้นที่ทำสงครามตัวแทน (Proxy War) ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านในห้วงปี 2558-2566  

ภาวะไร้เสถียรภาพในเยเมนเป็นโอกาสให้กลุ่มอัลกออิดะฮ์ในคาบสมุทรอาระเบีย (AQAP) ซึ่งเป็นกลุ่มสาขาของอัลกออิดะฮ์ (AQ) เข้าไปจัดตั้งกลุ่มขึ้นในเยเมนตั้งแต่ปี 2551 และใช้เยเมนเป็นแหล่งพักพิง  จัดหาสมาชิก ฝึกการก่อการร้าย และเป็นทางผ่านให้กับสมาชิก รวมถึงวางแผนโจมตีสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลเยเมนจะร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อปราบปราม AQAP แต่ยังไม่เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากการใช้ UAV เข้าไปทิ้งระเบิดโจมตีฐานที่มั่นของ AQAP ในเยเมน ขณะเดียวกัน ภาวะสงครามกลางเมืองในเยเมนห้วงปี 2557-2559 กลับทำให้ AQAP กระจายพื้นที่เคลื่อนไหวไปยังเมืองท่าสำคัญตามชายฝั่งคาบสมุทรอาระเบียในภาคใต้ของเยเมน อาทิ เมืองเอเดน และจัดหาสมาชิกใหม่มากขึ้นเพื่อตอบโต้การปราบปรามของทางการ ขณะที่กลุ่ม IS ในอิรักและซีเรียเข้าไปจัดตั้งกลุ่มสาขาในเยเมน เมื่อ พ.ย.2557 ส่งผลให้รัฐบาลเยเมนต้องร้องขอการสนับสนุนด้านการทหารจากพันธมิตรอาหรับซึ่งมีซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำ เพื่อช่วยปราบปราบทั้งกลุ่ม AQAP กลุ่ม IS และกลุ่มกบฏฮูษี

ความสัมพันธ์ไทยเยเมน

ไทยและเยเมนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 5 เม.ย.2526 โดยฝ่ายไทยกำหนดให้ สอท. ณ กรุงมัสกัต โอมาน มีเขตอาณาครอบคลุมถึงเยเมน ขณะที่ฝ่ายเยเมนกำหนดให้ สอท. ณ กรุงปักกิ่ง จีน มีเขตอาณาคลุมถึงไทย แต่ปัจจุบันเปลี่ยนให้ สอท. ณ กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย มีเขตอาณาคลุมถึงไทยแทน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ของแต่ละฝ่าย โดยเยเมนเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์เยเมนในไทย และแต่งตั้งนาย Ahmed Salem Ba’Olayan เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์เยเมนประจำไทย เมื่อปี 2540 ส่วนฝ่ายไทยเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในเยเมน และแต่งตั้งนาย Abdul Galil Abdo Thabet เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเยเมน เมื่อปี 2546 

ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทยกับเยเมนที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี แต่การแลกเปลี่ยนการเยือนยังมีน้อย โดยผู้แทนฝ่ายไทยเยือนเยเมนอย่างเป็นทางการครั้งหลังสุด คือ นายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เยือนเยเมนเพื่อเข้าร่วมการประชุม รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ครั้งที่ 33 ขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่กรุงซานา เยเมน ระหว่าง 28-30 มิ.ย.2548 ขณะที่ผู้แทนฝ่ายเยเมนเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งหลังสุด คือ นาย Abdulaziz Nasser Al-Komain รมว.กระทรวง Supply and Trade ของเยเมน เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม UN ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 10 ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 12-19 ก.พ.2543 

การพบหารืออย่างเป็นทางการระหว่างผู้แทนฝ่ายไทยกับเยเมนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การท่องเที่ยว การประมง และความร่วมมือในประชาคมระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งใน OIC โดยความร่วมมือที่เยเมนให้ความสนใจต่อไทยเป็นพิเศษ คือ ความร่วมมือด้านชลประทานและการทำฝนเทียม ซึ่งเยเมนประสงค์ให้ไทยส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการทำฝนเทียมในเยเมน และประสงค์ส่งเจ้าหน้าที่เยเมนมาดูงานในไทย ขณะที่ไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิบัตรการทำฝนเทียม จึงชะลอความร่วมมือดังกล่าวไว้ นอกจากนี้ สายการบิน Yemenia ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของเยเมน เคยแสดงความประสงค์จะเปิดเส้นทางการบินกรุงเทพฯ-ซานา เพื่อให้บริการชาวเยเมนที่ต้องการเดินทางมาติดต่อธุรกิจ ท่องเที่ยว และรักษาพยาบาลในไทย 

ด้านการท่องเที่ยว ในห้วง ม.ค.-ส.ค.2568 มีชาวเยเมนเดินทางเข้าไทย 7,027 คน (ข้อมูลเมื่อ ก.ย.2568 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวนรวม 6,818 คน สำหรับคนไทยในเยเมน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักศึกษาด้านศาสนา โดยก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2558 มีนักศึกษาไทยพำนักอยู่ในเยเมน รวม 191 คน และเกือบทั้งหมดอพยพกลับไทย เนื่องจากการสู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนกับกลุ่มกบฎฮูษีทวีความรุนแรงจนอาจกระทบต่อความปลอดภัย อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีนักเรียนและนักศึกษาไทยชุดใหม่ประมาณ 150 คนเข้าไปเรียนที่เยเมน โดยส่วนใหญ่พำนักและศึกษาในสถาบัน/โรงเรียนสอนศาสนาในหลายเมืองทางภาคตะวันออกของเยเมน (มีชายแดนติดกับโอมาน) ซึ่งไม่มีการสู้รบและอยู่ห่างจากพื้นที่สู้รบหลักในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และพื้นที่บางส่วนในภาคใต้ของเยเมน 

ด้านการค้า มูลค่าการค้าระหว่างไทย-เยเมนเมื่อปี 2567 อยู่ที่ 257.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,015.24 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2566 ที่มีมูลค่า 250.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,658.54 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกมูลค่า 242.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,472.31 ล้านบาท) และนำเข้ามูลค่า 15.30  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (542.93 ล้านบาท) ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 227.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7,929.38 ล้านบาท) ขณะที่การค้าไทย-เยเมนในห้วง ม.ค.-ส.ค.2568 มีมูลค่า 145.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,802.11 ล้านบาท) ลดลงจากห้วงเดียวกันของปี 2567 โดยไทยส่งออกมูลค่า 137.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,533.57 ล้านบาท) และนำเข้ามูลค่า 8.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (268.54 ล้านบาท) 

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยเมื่อปี 2567 ได้แก่ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม เม็ดพลาสติก หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ แก้วและกระจก ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ผ้าผืน ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 

สินค้านำเข้าสำคัญจากเยเมนเมื่อปี 2567 ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป และกึ่งสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ กระจก แก้ว และผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือน แผงวงจรไฟฟ้า และสิ่งพิมพ์

ความตกลงที่สำคัญ : ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ ลงนามเมื่อ 28 ก.ค.2543 ที่กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อ มิ.ย.2548 คณะผู้แทนของทั้งสองฝ่ายจัดเจรจาการบินที่กรุงเทพฯ และทำบันทึกความเข้าใจลับ (Confidential Memorandum of Understanding) ว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำการบินแบบประจำระหว่างกัน รวมทั้งทำการบินโดยใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกัน (Code sharing) ได้ทันทีเมื่อแต่ละฝ่ายมีความพร้อม

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

  1. 1) สถานการณ์การเมืองภายใน ที่ยังคงมีความวุ่นวายจากปัญหาขาดเอกภาพภายในสภาผู้นำประเทศ (Presidential Leadership Council-PLC) ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาสำคัญภายในประเทศ ไม่มีความคืบหน้า เฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มกบฎฮูษี ที่สหประชาชาติ (UN) เป็นคนกลางมาตั้งแต่ปี 2558 ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่นำไปสู่การยุติสงครามและความขัดแย้งได้ถาวร แม้ว่า UN ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเมืองฮุดัยดะฮ์ ทางภาคตะวันตกของเยเมน เมื่อ ธ.ค.2561 และเมื่อ เม.ย.2565 2) ความแตกแยกภายใน PLC ระหว่างฝ่ายที่นำโดยนายเราะซาด มุฮัมมัด อัลอะลีมี ประธาน PLC กับฝ่าย STC ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของเยเมน ที่นำโดยนายอัยดะรูซ อัสสุบัยดี รองประธาน PLC ที่รุนแรงขึ้น หลังจาก STC เข้ายึดเมืองเอเดน ซึ่งเป็นเมืองหลวงชั่วคราว เมื่อต้น ธ.ค.2568 และเป็นเหตุให้นายอัลอะลีมี ต้องหลบหนีไปยังซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้สถานะของ PLC ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียมีความไม่แน่นอนและเสี่ยงที่จะสูญเสียที่มั่นและอำนาจแบบเบ็ดเสร็จแก่ STC หากไม่สามารถเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งร่วมกันได้ ขณะเดียวกัน STC ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก UAE ประกาศจะเดินหน้าเข้ายึดกรุงซานาคืนจากกลุ่มฮูษีเป็นเป้าหมายต่อไป 

      3) ปัญหาการก่อการร้ายทั้งในและนอกภูมิภาคยังคงเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของเยเมน โดยเฉพาะกลุ่มกบฎฮูษีที่เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ด้วยการปล่อยโดรนและขีปนาวุธเข้าไปโจมตีในดินแดนของอิสราเอลหลายครั้ง จนทำให้อิสราเอลตอบโต้กลับด้วยการส่งกำลังเข้าไปโจมตีทางอากาศในเยเมน เฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีกรุงซานา เมื่อ 28 ส.ค.2568 ส่งผลให้นายอะห์มัด ฆอลิบ นาศิร อัรเราะฮะวี นรม.ของรัฐบาลฮูษีและรัฐมนตรี 11 คน (ไม่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ) เสียชีวิต นอกจากนี้ กลุ่มกบฎฮูษียังพยายามปิดล้อมทางทะเลด้วยการก่อกวนเรือที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลในบริเวณน่านน้ำทะเลแดง จนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่สำคัญ ขณะเดียวกัน กลุ่มก่อการร้าย อาทิ AQAP และ IS ยังสามารถอาศัยสถานการณ์วุ่นวายในเยเมนเพื่อเข้าไปขยายอิทธิพลและจัดหาสมาชิกใหม่เพิ่มเติม

Gallery