เว็บไซต์ http://www.au.int

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ กรุงอาดดิสอาบาบา เอธิโอเปีย

วันก่อตั้ง 9 ก.ค.2545

ประธานสมัชชาใหญ่ นาย João Manuel Gonçalves Lourenço ประธานาธิบดีแองโกลา

เข้ารับตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่ AU เมื่อ ก.พ.2568

ประธานคณะกรรมาธิการ นาย Mahmoud Ali Youssouf อดีต รมว.กระทรวงต่างประเทศจิบูตี

เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ AU (เทียบเท่าเลขาธิการ) ตั้งแต่ มี.ค.2568

สมาชิก 55 ประเทศในทวีปแอฟริกา ครอบคลุมพื้นที่รวม 29,922,059 ตร.กม. มีประชากรรวมกันกว่า 1,500 ล้านคน (ข้อมูลของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ หรือ ECOSOC-UNเมื่อ ก.ค.2567) ประกอบด้วย กลุ่มประเทศแอฟริกากลาง 1) บุรุนดี 2) แคเมอรูน 3) สาธารณรัฐแอฟริกากลาง 4) ชาด 5) สาธารณรัฐคองโก 6) ดีอาร์คองโก หรือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 7) อิเควทอเรียลกินี 8) กาบอง 9) เซาตูเมและปรินซิปี แอฟริกาตะวันออก 10) คอโมโรส 11) จิบูตี 12) เอริเทรีย 13) เอธิโอเปีย 14) เคนยา 15) มาดากัสการ์ 16) มอริเชียส 17) รวันดา 18) เซเชลส์ 19) โซมาเลีย 20) เซาท์ซูดาน 21) ซูดาน 22) แทนซาเนีย 23) ยูกันดา แอฟริกาเหนือ 24) แอลจีเรีย 25) อียิปต์ 26) ลิเบีย 27) มอริเตเนีย 28) โมร็อกโก 29) สาธารณรัฐซาห์ราวี 30) ตูนิเซีย แอฟริกาตอนใต้ 31) แองโกลา 32) บอตสวานา 33) เอสวาตินี 34) เลโซโท 35) มาลาวี 36) โมซัมบิก 37) นามิเบีย 38) แอฟริกาใต้ 39) แซมเบีย 40) ซิมบับเว และแอฟริกาตะวันตก 41) เบนิน 42) บูร์กินาฟาโซ 43) กาบูเวร์ดี หรือ สาธารณรัฐเคปเวิร์ด 44) โกตดิวัวร์ 45) แกมเบีย 46) กานา 47) กินี 48) กินี-บิสเซา 49) ไลบีเรีย 50) มาลี 51) ไนเจอร์ 52) ไนจีเรีย 53) เซเนกัล 54) เซียร์ราลีโอน และ 55) โตโก

โมร็อกโกเคยถอนตัวจาก AU เมื่อปี 2527 เนื่องจากไม่พอใจที่สมาชิกส่วนใหญ่ของ AU (หรือ OAU ในขณะนั้น) ยอมรับเอกราชสาธารณรัฐประชาธิปไตยอาหรับซาห์ราวี (Sahrawi Arab Democratic Republic-SADR) ซึ่งควบคุมดินแดน Western Sahara ที่โมร็อกโกถือว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน แต่กลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ 30 ม.ค.2560 นอกจากนี้ ในห้วงปี 2563-2566 AU ระงับสมาชิกภาพของประเทศสมาชิกที่มีการก่อรัฐประหาร ได้แก่ มาลี (เมื่อ ส.ค.2563 และเมื่อ มิ.ย.2564) กินี (เมื่อ ก.ย.2564) ซูดาน (เมื่อ ต.ค.2564) บูร์กินาฟาร์โซ (เมื่อ ม.ค.2565) ไนเจอร์ (เมื่อ ส.ค.2566) และกาบอง (เมื่อ ส.ค.2566)

นอกจากนี้ AU มีผู้สังเกตการณ์ 9 ประเทศ ได้แก่ ตุรกี (เมื่อปี 2548) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เมื่อปี 2554) เม็กซิโก (เมื่อปี 2555) เฮติ ลัตเวีย (เมื่อปี 2555) ปาเลสไตน์ (เมื่อปี 2556) คาซัคสถาน เซอร์เบีย (เมื่อปี 2558) ยูเครน (เมื่อปี 2559) ขณะที่อิสราเอลได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ (เมื่อปี 2564 แต่ถูกระงับสถานะเมื่อ ก.พ.2566 จนถึงปัจจุบัน

 

ประวัติการก่อตั้ง

สหภาพแอฟริกา (African Union-AU) เป็นองค์การระหว่างประเทศของทวีปแอฟริกา ที่พัฒนามาจากองค์การเอกภาพแอฟริกา (Organization of African Unity-OAU) ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 25 พ.ค.2506 โดยประมุขของรัฐและผู้นำรัฐบาลของรัฐสมาชิก OAU ร่วมกันออกปฏิญญาเซิร์ต (Sirte Declaration) เมื่อ 9 ก.ย.2542 ให้ก่อตั้ง AU ขึ้นมาแทน OAU เพื่อเร่งกระบวนการหล่อหลอมภายในทวีปแอฟริกาให้มีบทบาทอย่างเหมาะสมทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง จนนำไปสู่การก่อตั้ง AU โดยสมบูรณ์เมื่อ 9 ก.ค.2545

วิสัยทัศน์ การหล่อหลอมรวมกัน ความมั่งคั่ง และสันติภาพในแอฟริกา ที่เกิดจากแรงผลักดันของประชาชนและแสดงให้เห็นเป็นพลังในโลก

วัตถุประสงค์มาตรา 3 ของตราสารจัดตั้ง (Constitutive Act) ปี 2543 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2546 ระบุวัตถุประสงค์การก่อตั้ง AU ดังนี้

– เพื่อให้บรรลุความสำเร็จในการสร้างความเป็นเอกภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประเทศและประชาชนในแอฟริกา

– เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกราชของประเทศสมาชิก

– เพื่อเพิ่มการบูรณาการด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจภายในทวีปแอฟริกา

– เพื่อส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของทวีปและประชาชนในทวีปแอฟริกา

– เพื่อกระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงกฎบัตรสหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

– เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพภายในทวีปแอฟริกา

– เพื่อส่งเสริมหลักการและสถาบันประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชน และการบริหารจัดการที่ดีในภาครัฐ

– เพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามกฎบัตรแอฟริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับด้านสิทธิมนุษยชน

– เพื่อสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นให้สามารถมีบทบาทเหมาะสมในเศรษฐกิจโลกและการเจรจาระหว่างประเทศ

– เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงการรวมตัวกันด้านเศรษฐกิจภายในทวีปแอฟริกา

– เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกันในทุกด้านที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนแอฟริกา

– เพื่อประสานและให้เกิดความสอดคล้องกันในนโยบายที่มีอยู่ของประชาคมเศรษฐกิจในภูมิภาคให้บรรลุเป้าหมายของสหภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป

– เพื่อสร้างความก้าวหน้าในแอฟริกาด้วยการส่งเสริมการวิจัยในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

– เพื่อทำงานร่วมกับหุ้นส่วนระหว่างประเทศเพื่อกำจัดโรคที่ป้องกันได้และส่งเสริมสุขภาพที่ดีในทวีปแอฟริกา

– เพื่อรับประกันการมีส่วนร่วมตัดสินใจของสตรีแอฟริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

– เพื่อพัฒนาและส่งเสริมนโยบายร่วมด้านการค้า การป้องกันประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าทวีปแอฟริกาได้รับการป้องกันและเสริมสร้างอำนาจในการเจรจา

– เชิญชวนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของชาวแอฟริกันในต่างแดนซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้าง AU

การจัดองค์กร

1. สมัชชาใหญ่ (Assembly of the Union) เป็นองค์กรสูงสุดของ AU ประกอบด้วย ประมุขแห่งรัฐ หรือผู้นำรัฐบาล หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากสมาชิกทุกประเทศ มีหน้าที่กำหนดนโยบายและความสำคัญเร่งด่วนของโครงการประจำปีของ AU ติดตามและเร่งรัดโครงการทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ มอบแนวนโยบายแก่สภาบริหาร (Executive Council) มีอำนาจแทรกแซงกิจการภายในและคว่ำบาตรรัฐสมาชิกในสถานการณ์ไม่ปกติ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง แต่งตั้งประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา (African Union Commission-AUC) แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมของ AU อนุมัติงบประมาณของ AU และพิจารณาคำร้องขอเข้าเป็นสมาชิกใหม่ สมัชชาใหญ่ AU จัดประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในสมัยประชุมสามัญ และประชุมสมัยวิสามัญตามคำร้องขอของรัฐสมาชิกเมื่อได้รับการอนุมัติจากเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของรัฐสมาชิก ประธานสมัชชาใหญ่ AU คนปัจจุบัน คือ ประธานาธิบดี João Manuel Gonçalves Lourenço ของแองโกลา (อายุ 72 ปี/ปี 2569) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ ก.พ.2568 และจะครบวาระใน ก.พ.2569

2. สภาบริหาร (Executive Council) ประกอบด้วย รมว.กระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของสมาชิกทุกประเทศ ปฏิบัติภารกิจและทำงานสนับสนุนสมัชชาใหญ่ ซึ่งรัฐสมาชิกทั้งหมดต้องร่วมอยู่ในสภาบริหาร โดยมีหน้าที่สำคัญคือ ประสานงาน ตัดสินใจ และกำหนดนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันในด้านการค้าต่างประเทศ พลังงาน อุตสาหกรรม ทรัพยากรแร่ อาหาร การเกษตร ปศุสัตว์ ป่าไม้ ทรัพยากรน้ำและการชลประทาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านมนุษยธรรม การตอบสนองต่อภัยพิบัติและการบรรเทาทุกข์ การขนส่งและการสื่อสาร การประกันภัย การศึกษา วัฒนธรรม สุขภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สัญชาติ ถิ่นที่อยู่ การย้ายถิ่นฐาน และความมั่นคงทางสังคม สภาบริหารจัดประชุมสมัยสามัญปีละ 2 ครั้ง และจัดประชุมสมัยพิเศษตามคำขอของรัฐสมาชิกเมื่อได้รับการอนุมัติจากเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของรัฐสมาชิก

3. คณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา (African Union Commission-AUC) เป็นสำนักเลขาธิการของ AU โดยสมัชชาใหญ่ AU มีมติปรับโครงสร้างคณะกรรมาธิการ AU ครั้งหลังสุดเมื่อปี 2561 กำหนดให้คณะกรรมาธิการ AU ประกอบด้วย สมาชิก 8 คน ได้แก่ ประธานคณะกรรมาธิการ 1 คน รองประธาน 1 คน และกรรมาธิการ 6 คน ทำหน้าที่เป็นผู้แทน AU ในการปกป้องผลประโยชน์ภายใต้แนวทางของสมัชชาใหญ่และสภาบริหาร ริเริ่มข้อเสนอต่อหน่วยงานต่าง ๆ ใน AU เพื่อใช้ตัดสินใจ สนับสนุนด้านการปฏิบัติแก่หน่วยงานใน AU สนับสนุนรัฐสมาชิกให้ดำเนินการตามโครงการของ AU ประสานงานเพื่อออกร่างแถลงการณ์ร่วมกันและประสานแนวปฏิบัติของรัฐสมาชิกกับการเจรจาระหว่างประเทศต่าง ๆ บริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรของ AU และเป็นผู้ปฏิบัติในฐานะตัวแทนสมัชชาใหญ่และสภาบริหาร ประธานคณะกรรมาธิการ AU คนปัจจุบัน คือ นาย Mahmoud Ali Youssouf อดีต รมว.กระทรวงต่างประเทศจิบูตี (อายุ 61 ปี/ปี 2569) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ มี.ค.2568 และรองประธาน คือ นาง Selma Malika Haddadi นักการทูตและนักกฎหมายชาวแอลจีเรีย (อายุ 49 ปี/ปี 2569) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ มี.ค.2568

กรรมาธิการ 6 ด้าน ซึ่งสภาบริหาร AU เป็นผู้เลือกและเสนอให้สมัชชาใหญ่เป็นผู้แต่งตั้ง ได้แก่ 1) ด้านเกษตรกรรม การพัฒนาชนบท การพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน (Blue Economy) และการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 2) การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรม และเหมืองแร่ 3) การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 4) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน 5) ด้านกิจการการเมือง สันติภาพ และความมั่นคง และ 6) ด้านสาธารณสุข กิจการมนุษยธรรม และการพัฒนาสังคม ทั้งนี้ กรรมาธิการมีวาระ 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้ 1 สมัย มีหน้าที่สนับสนุนประธาน AU ในการตัดสินใจกำหนดนโยบายและโครงการต่าง ๆ

4. คณะกรรมการผู้แทนถาวร (Permanent Representatives Committee-PRC) ประกอบด้วย ผู้แทนถาวรของสมาชิกทุกประเทศ เป็นที่ปรึกษา จัดเตรียมการประชุม จัดทำข้อเสนอแนะในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของรัฐสมาชิกให้สภาบริหาร อำนวยความสะดวกในการประสานงานระหว่างคณะกรรมาธิการกับรัฐสมาชิก พิจารณาโครงการและงบประมาณของ AU และการบริหารจัดการในคณะกรรมาธิการ พิจารณารายงานการเงินของคณะกรรมาธิการและจัดทำข้อเสนอแนะต่อสภาบริหาร ทั้งนี้ PRC-AU จัดประชุมที่สำนักงานใหญ่ AU เดือนละ 2 ครั้ง และจัดประชุมสมัยสามัญปีละ 2 ครั้ง และอาจจัดประชุมสมัยพิเศษ โดยองค์ประชุมต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของรัฐสมาชิกทั้งหมด

5. คณะมนตรีสันติภาพและความมั่นคง (Peace and Security Council-PSC) จัดตั้งขึ้นตามผลการประชุมสุดยอด Lusaka แซมเบีย เมื่อ ก.ค.2544 และพิธีสารการตั้ง PSC ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 26 ธ.ค.2546 มีภารกิจป้องกัน จัดการ และแก้ไขความขัดแย้ง เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในแอฟริกา รวมถึงการแทรกแซงรัฐสมาชิกในสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งนี้ PSC-AU มีสมาชิก 15 คน โดยสภาบริหารเลือกและเสนอเข้าสู่การประชุมสมัชชาใหญ่ กำหนดสัดส่วนให้แอฟริกากลาง 3 ที่นั่ง แอฟริกาตะวันออก 3 ที่นั่ง แอฟริกาเหนือ 2 ที่นั่ง แอฟริกาตอนใต้ 3 ที่นั่ง และแอฟริกาตะวันตก 4 ที่นั่ง ทั้งนี้ สมาชิก PSC-AU 5 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี และสมาชิก 10 คน จะมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี

6. สภาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (Economic, Social and Culture Council-ECOSOCC) ตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 เป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของ AU ประกอบด้วย องค์กรภาคประชาสังคม (Civil Society Organisations-CSOs) ซึ่งมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญของรัฐสมาชิก รวมทั้งหมดกว่า 150 องค์กร

7. สถาบันด้านยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน (Judicial and Human Rights Institutions) ได้แก่

– คณะกรรมาธิการแอฟริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและประชาชน (African Commission on Human and Peoples’ Rights-ACHPR) สำนักงานอยู่ที่กรุงบันจูล แกมเบีย ตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 เพื่อติดตามและตีความกฎบัตรแอฟริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง (รู้จักในชื่อ Banjul Charter) เพื่อมุ่งส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในแอฟริกา ปัจจุบันประธาน ACHPR  คือ นาย Rémy Ngoy Lumbu ชาวดีอาร์คองโก (อายุ 54 ปี/ปี 2569) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 15 พ.ย.2565

– ศาลแอฟริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและประชาชน (African Court on Human and Peoples’ Rights -AfCHPR) สำนักงานอยู่ที่กรุงโดโดมา แทนซาเนีย จัดตั้งขึ้นตาม Protocol to the African Charter on Human and Peoples’ Rights on the Establishment of an African Court on Human and Peoples’ Rights ที่ลงนามเมื่อ มิ.ย.2541 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ 25 ม.ค.2547 มีอำนาจพิจารณาไต่สวนคดีและข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการตีความตาม African Charter on Human and Peoples’ Rights ตลอดจนพิธีสารจัดตั้งศาล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีองค์คณะผู้พิพากษา 11 คน ปัจจุบันประธาน AfCHPR คือ นาย Modibo Sacko ผู้พิพากษาศาลฎีกาชาวมาลี ดำรงตำแหน่งเมื่อ 2 มิ.ย.2568

– คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิและสวัสดิการเด็กแห่งแอฟริกา (African Committee of Experts on the Rights and Welfare of the Child-ACERWC) สำนักงานอยู่ที่เอธิโอเปีย มีกรรมการรวม 11 คน วาระ 5 ปี

– คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศของ AU (AU Commission on International Law-AUCIL) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 มีคณะกรรมการ 11 คน คัดเลือกโดยสภาบริหาร มีวาระ 5 ปี ส่วนประธาน AUCIL มีวาระ 2 ปี ปัจจุบัน นาย Sebastião Da Silva Isata Pereira ชาวแองโกลา ดำรงตำแหน่งประธาน AUCIL ตั้งแต่ปี ธ.ค.2559

– คณะกรรมการที่ปรึกษา AU ด้านการต่อต้านการทุจริต (AU Advisory Board on Corruption-AUABC) ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ค.2552 สำนักงานใหญ่อยู่ที่แทนซาเนีย มีคณะกรรมการ 11 คน วาระ 2 ปี ปัจจุบัน นาย Kwami Edem Senanu ชาวกานา ดำรงตำแหน่งประธาน AUABC คนที่ 16 ตั้งแต่ มิ.ย.2568

8. คณะกรรมการชำนัญพิเศษทางเทคนิค (Specialized Technical Committees-STCs)ประกอบด้วย รัฐมนตรีหรือคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำหน้าที่จัดเตรียมโครงการเสนอต่อสภาบริหาร การตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามที่หน่วยงานต่าง ๆ ของ AU กำหนด โดยมีคณะกรรมการชำนัญพิเศษทางเทคนิคแต่ละด้าน ดังนี้

-Finance, Monetary Affairs, Economic Planning and Integration

– Social Development, Labour and Employment

– Health, Population and Drug Control

– Justice and Legal Affairs

– Youth, Culture and Sports

– Public Service, Local Government, Urban Development and Decentralisation

– Communication and Information Communications Technology

– Defence, Safety and Security

– Agriculture, Rural Development, Water and Environment

– Education, Science and Technology

– Gender and Women’s Empowerment

– Migration, Refugees and Internally Displaced Persons (IDPs)

– Transport, Infrastructure, Intercontinental and Interregional Infrastructure,

Energy and Tourism

9. สถาบันทางการเงิน (Financial Institutions) มี 3 สถาบัน ได้แก่ 1) ธนาคารกลางแอฟริกา (African Central Bank-ACB) เพื่อสร้างนโยบายร่วมทางการเงินและการสร้างสกุลเงินแอฟริกา (African Currency) เพื่อกระตุ้นการบูรณาการทางเศรษฐกิจในแอฟริกา 2) กองทุนการเงินแอฟริกา (African Monetary Fund-AMF) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการบูรณาการทางเศรษฐกิจของแอฟริกา การขจัดอุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ และยกระดับการบูรณาการทางการเงิน และ 3) ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งแอฟริกา (African Investment Bank-AIB) เพื่อสนับสนุนเงินช่วยเหลือการพัฒนาและกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐสมาชิก รวมถึงเพื่อเร่งให้เกิดการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

บทบาทและประเด็นท้าทายของ AU

AU เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่ง สันติภาพ และการหล่อหลอมรวมกันของทวีปแอฟริกา โดยได้จัดทำแผนปฏิบัติการลากอสเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแอฟริกา ปี 2523-2543 (Lagos Plan of Action for the Development of Africa 1980-2000) และสนธิสัญญาการตั้งประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกา (African Economic Community-AEC) ปี 2534 หรือ Abuja Treaty ซึ่งกำหนดกรอบยุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีในอีก 50 ปีข้างหน้า หรือในปี 2606 (African Aspiration for 2063) เพื่อให้เกิดการแบ่งปันความมั่งคั่ง ความเจริญ ความเป็นเอกภาพและบูรณภาพร่วมกันของประชาชนในทวีปแอฟริกา โดยมีแรงบันดาลใจ 7 ประการ ได้แก่

1. ความมั่งคั่งของทวีปแอฟริกาภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวและการพัฒนาที่ยั่งยืน

2. การรวมตัวกันของทวีปแอฟริกาและมีเอกภาพด้านการเมือง

3. ธรรมาภิบาลที่ดี มีประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน มีความยุติธรรม และหลักนิติรัฐ

4. สันติภาพและความมั่นคงในทวีปแอฟริกา

5. อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีมรดก คุณค่า และจริยธรรมร่วมกัน

6. การพัฒนาแอฟริกาที่มีแรงผลักดันมาจากประชาชน รวมถึงสตรี เยาวชน และเด็ก

7. ทวีปแอฟริกาที่มีเอกภาพแข็งแกร่งและกลายเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลในโลกและกับหุ้นส่วน

อย่างไรก็ดี การดำเนินยุทธศาสตร์ African Aspiration for 2063 ของ AU เผชิญความท้าทายที่สำคัญ คือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ความขัดแย้งทางทหารและสงครามกลางเมืองภายในและระหว่างรัฐสมาชิก และการทุจริตในหลายประเทศ ทำให้ปัจจุบัน AU มีบทบาทโดดเด่นด้านความมั่นคง จากการทำหน้าที่ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในทวีปแอฟริกา ผ่านหน่วยงานสำคัญคือ คณะมนตรีสันติภาพและความมั่นคงของ AU (PSC-AU) ที่มีอำนาจตัดสินใจสนับสนุนภารกิจด้านสันติภาพ การออกมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลของรัฐสมาชิกกรณีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และสามารถริเริ่มข้อเสนอหรือการปฏิบัติการใด ๆ ที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับการเผชิญหน้าทางทหารภายในประเทศสมาชิกที่ส่อเค้าบานปลายเป็นความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งการตัดสินใจของ PSC-AU มีผลผูกพันกับสมาชิกทุกประเทศ

ทั้งนี้ นับแต่ปี 2547 AU มีบทบาทสำคัญในการแทรกแซงวิกฤตความมั่นคงในหลายประเทศ เช่น ซูดาน คอโมโรส โซมาเลีย เฉพาะอย่างยิ่งการตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพ AU ในภูมิภาคดาร์ฟูร์ของซูดาน ร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (United Nations Mission in Dafur-UNAMID) ตั้งแต่ปี 2550 และยุติภารกิจเมื่อปี 2563 การตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพ AU ในโซมาเลีย (African Union Mission in Somalia-AMISOM) ร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในโซมาเลีย ตั้งแต่ปี 2560 ก่อนจะถ่ายโอนภารกิจให้กองกำลัง AU เพื่อการเปลี่ยนผ่านในโซมาเลีย (African Union Transition Mission in Somalia-ATMIS) โดยมีสหภาพยุโรป (European Union-EU) ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ เมื่อปี 2565

AU จัดการประชุมสุดยอดปีละ 1 ครั้ง ขณะที่การประชุมสุดยอด ครั้งที่ 38 ที่กรุงอาดดิสอาบาบา เอธิโอเปีย ระหว่าง 14-16 ก.พ.2568 ในหัวข้อ “Justice for Africans and People of African Descent Through Reparations” ให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐกิจในภูมิภาค การพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงสร้างหนี้ ความมั่นคง การฟื้นฟูผลกระทบจากการยุคอาณานิคมและการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(UNSC) ให้มีสมาชิกถาวรจากแอฟริกา นอกจากนี้ ที่ประชุมสุดยอด AU ครั้งนี้ยังได้พิจารณาแต่งตั้งประธานและเลือกตั้งคณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกาชุดใหม่ สำหรับการประชุมสุดยอด AU ครั้งที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงแอดดิสอาบาบา เอธิโอเปีย ระหว่าง 21-22 ก.พ.2569 โดยจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาของสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ AU

ไทยเริ่มมีความร่วมมือกับ AU โดยแต่งตั้งเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร อียิปต์ ซึ่งมีเขตอาณาคลุมถึงเอธิโอเปีย (ที่ตั้งสำนักเลขาธิการ AU) เป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ AU ทั้งนี้ ไทยมี สอท.ในประเทศสมาชิก AU 7 แห่ง ได้แก่ แอฟริกาใต้ เคนยา ไนจีเรีย เซเนกัล อียิปต์ โมร็อกโก และโมซัมบิก อีกทั้งมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในแอฟริกา 16 แห่ง ขณะที่สมาชิก AU 6 ประเทศ มี สอท.ในไทย ได้แก่ อียิปต์แอฟริกาใต้ เคนยา ไนจีเรีย โมร็อกโก ลิเบีย นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ของประเทศในแอฟริกาประจำประเทศไทยอีก 24 แห่ง โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาชิก AU ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความราบรื่นและไม่มีความขัดแย้งระหว่างกัน

ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรักษาสันติภาพระหว่างไทยกับ AU ภายใต้สหประชาชาติ (UN) ที่สำคัญคือ การส่งกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจจำนวน 284 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์ของไทย เข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของ UN ในเซาท์ซูดาน (UNMISS) ตั้งแต่ปี 2561 และการส่งกองพันทหารราบของไทยเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของ UN ในภูมิภาคดาร์ฟูร์ของซูดาน (UNAMID) ตั้งแต่ปี 2552 และถอนกำลังหลังจากมีคำสั่งยุติภารกิจ UNAMID เมื่อ ธ.ค.2563 นอกจากนี้ ด้านสาธารณสุข ไทยเคยบริจาคเวชภัณฑ์ที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมไทยให้กับ African Union Mission in Somalia (AMISOM) สำหรับใช้ในโรงพยาบาลกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย เมื่อปี 2552

นอกจากนี้ ไทยมีความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับสมาชิก AU 9 ประเทศ (เซเชลส์ เคนยา บุรุนดี โมซัมบิก เซเนกัล เบนิน อียิปต์ โมร็อกโก และเลโซโท) รวม 14 โครงการ โดยยึดหลักการให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่แอฟริกาตามแนวทางที่ผู้รับมีความเป็นเจ้าของและกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนขึ้นเอง

ด้านการค้าระหว่างไทยกับประเทศในทวีปแอฟริกา เมื่อปี 2567 มีมูลค่ารวม 11,904.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (419,640.40 ล้านบาท) ลดลงจากเมื่อปี 2566 ที่มีมูลค่า 12,432.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (430,774.79 ล้านบาท) ทั้งนี้ ทวีปแอฟริกาเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของไทย โดยมีสมาชิก AU ประมาณ 41 ประเทศ จากทั้งหมด 55 ประเทศ นำเข้าข้าวจากไทย อันดับ 1 คือ แอฟริกาใต้ รองลงมา คือ โมซัมบิก และแคเมอรูน (ข้อมูลเมื่อปี 2566 ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย) ขณะที่ปี 2567 ไทยส่งออกข้าวไปยังแอฟริกา 3.37 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 33.88% ของการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด

นอกจากนี้ มีบริษัทชั้นนำของไทยเข้าไปค้าขายและลงทุนในสาขาต่าง ๆ ในสมาชิก AU หลายประเทศ เช่น บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) เข้าไปสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแอลจีเรีย โมซัมบิก และเคนยา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เข้าไปทำธุรกิจเลี้ยงไก่ครบวงจรและธุรกิจอาหารสัตว์ในเคนยาและแทนซาเนีย เครือโรงแรมดุสิตธานี ทำธุรกิจโรงแรม Dusit 2 ที่เขต Riverside Park กรุงไนโรบี เคนยา เครือไมเนอร์ ทำธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต 27 แห่งใน 8 ประเทศ บริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด ลงทุนในธุรกิจก่อสร้างโรงแรมและสนามกอล์ฟในแอฟริกาใต้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ลงทุนธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกและสินค้ากระป๋องในแอฟริกาใต้ รวมทั้งยังมีกิจการร้านอาหารไทย และธุรกิจร้านนวด/สปาของไทยในอีกหลายประเทศ

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) สถานการณ์เศรษฐกิจ AU ที่มีแนวโน้มจะเติบโตจากการเปิดเขตการค้าเสรีแอฟริกา (African Continental Free Trade Area-AfCFTA) โดย AU ตั้งเป้าว่า AfCFTA จะช่วยลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า 90% และทำให้มูลค่าการค้าในทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้นเป็น 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 และหาก AfCFTA ดำเนินไปตามแผน คาดว่าเศรษฐกิจของทวีปแอฟริกาจะขยายตัวเป็น 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2593 ปัจจุบันมีประเทศในแอฟริกาลงนามข้อตกลงจัดตั้ง AfCFTA แล้ว 54 ประเทศ จากทั้งหมด 55 ประเทศ (เอริเทรียยังไม่ลงนาม) และมีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว 43 ประเทศ

2) ความสัมพันธ์ระหว่าง AU กับอิสราเอล ที่มีแนวโน้มจะตึงเครียดขึ้น หลังจาก AU ระงับสถานะผู้สังเกตการณ์ใน AU ของอิสราเอล ตั้งแต่ ก.พ.2566 เนื่องจากไม่พอใจกรณีผู้แทนทางการทูตอิสราเอลกล่าวพาดพิง AU ว่าถูกอิหร่านครอบงำ และกรณีอิสราเอลใช้ปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินและทางอากาศโจมตีฉนวนกาซาของปาเลสไตน์ โดย AU ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของอิสราเอลต่อฉนวนกาซา พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสนับสนุนการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ที่มีเอกราชและอธิปไตยโดยสมบูรณ์

3. การเข้าเป็นสมาชิกถาวรในกลุ่ม G20 ของ AU ตามมติที่ประชุมสุดยอด G20 ครั้งที่ 18 เมื่อ 9 ก.ย.2566 ที่อินเดีย ซึ่งประกาศรับ AU เข้าเป็นสมาชิกถาวรรายใหม่ของ G20 และมีการรับรองสถานะสมาชิกอย่างเป็นทางการในที่ประชุมสุดยอด G20 ครั้งที่ 19 ระหว่าง 18-19 พ.ย.2567 ที่บราซิล

นาย João Manuel Gonçalves Lourenço

(ประธานสหภาพแอฟริกา)

สหภาพแอฟริกา

(African Union-AU)

สมาชิก           55 ประเทศในทวีปแอฟริกา ครอบคลุมพื้นที่รวม 29,865,860 ตร.กม. มีประชากรประมาณ 1,233 ล้านคน โดยโมร็อกโกกลับเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดลำดับที่ 55 เมื่อ 30 ม.ค.2560 หลังจากถอนตัวออกจาก AU เมื่อปี 2527 นานถึง 33 ปี เนื่องจากไม่พอใจที่สมาชิกส่วนใหญ่ของ OAU (ขณะนั้น) ยอมรับเอกราชสาธารณรัฐประชาธิปไตยอาหรับซาห์ราวี (Sahrawi Arab Democratic Republic-SADR) ซึ่งควบคุมดินแดน Western Sahara ที่โมร็อกโกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตน

สมาชิก 55 ประเทศ ประกอบด้วย 1. แอลจีเรีย 2. แองโกลา 3. เบนิน 4. บอตสวานา 5. บูร์กินาฟาโซ 6. บุรุนดี 7. เคปเวิร์ด 8. แคเมอรูน 9. แอฟริกากลาง 10. ชาด 11. คอโมโรส 12. คองโก 13. โกตดิวัวร์ 14. สาธารณรัฐคองโก 15. จิบูตี 16. อียิปต์ 17. อิเควทอเรียลกินี 18. เอริเทรีย 19. เอธิโอเปีย 20. กาบอง 21. แกมเบีย 22. กานา 23. กินี 24. กินีบิสเซา 25. เคนยา 26. เลโซโท 27. ไลบีเรีย 28. ลิเบีย 29. มาดากัสการ์ 30. มาลาวี 31. มาลี 32. มอริเตเนีย 33. มอริเชียส 34. โมร็อกโก 35. โมซัมบิก 36. นามิเบีย 37. ไนเจอร์ 38. ไนจีเรีย 39. รวันดา 40. สาธารณรัฐซาห์ราวี 41. เซาตูเมและปรินซิปี 42. เซเนกัล 43. เซเชลส์ 44. เซียร์ราลีโอน 45. โซมาเลีย 46. แอฟริกาใต้ 47. เซาท์ซูดาน 48. ซูดาน 49. เอสวาตินี 50. โตโก 51. ตูนิเซีย 52. ยูกันดา 53. แทนซาเนีย  54. แซมเบีย และ 55. ซิมบับเว

โดยมีประเทศผู้สังเกตการณ์ 8 ประเทศ ได้แก่ 1. เฮติ 2. คาซัคสถาน 3. ลัตเวีย 4. ลิทัวเนีย     5. ปาเลสไตน์ 6. เซอร์เบีย 7. ตุรกี และ 8. ยูเครน

ก่อตั้งเมื่อ  สหภาพแอฟริกา (African Union-AU) เป็นองค์การระหว่างประเทศของทวีปแอฟริกา พัฒนามาจากองค์การเอกภาพแอฟริกา (Organization of African Unity-OAU) ที่ตั้งเมื่อ 25 พ.ค.2506 ซึ่งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลของประเทศในทวีปแอฟริกาได้ออกปฏิญญา Sirte Declaration     เมื่อ 9 ก.ย.2542 ก่อตั้งองค์การ AU ขึ้นเมื่อ 9 ก.ค.2545 แทนที่ OAU เพื่อเร่งกระบวนการหล่อหลอมภายในทวีปแอฟริกาให้สามารถมีบทบาทอย่างเหมาะสมทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ความสัมพันธ์ไทย-AU

ไทยเริ่มมีความร่วมมือกับ AU โดยการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำ AU โดยให้เอกอัครราชทูต ณ ไคโร อียิปต์ ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานเลขาธิการ AU และไทยส่งกำลังเข้าร่วมในภารกิจ United Nations Mission in Dafur (UNAMID) 276 คน และภารกิจ United Nations Mission in South Sudan (UNMISS) 6 คน โดยมีกองกำลังรักษาสันติภาพของ AU เป็นกำลังหลัก นอกจากนี้ ไทยยังได้บริจาคเวชภัณฑ์ที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมไทยให้กับภารกิจ African Union Mission in Somalia (AMISOM) เพื่อใช้ในโรงพยาบาลในโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย เมื่อปี 2552 ทั้งนี้ ไทยยึดหลักการให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่แอฟริกาตามแนวทางที่ผู้รับมีความเป็นเจ้าของ และกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนขึ้นเอง

 

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

การเปิดเขตการค้าเสรีแอฟริกา (African Continental Free Trade Area-AfCFTA) เข้าสู่ขั้นปฏิบัติการเมื่อ 7 ก.ค.2563 และมีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการ ที่กรุงอักกรา กานา เมื่อ 17 ส.ค.2563 ปัจจุบันมีประเทศในแอฟริกาลงนามในข้อตกลงแล้ว 54 ประเทศ จากทั้งหมด 55 ประเทศ (เอริเทรียยังไม่ลงนาม) และ          มีประเทศให้สัตยาบันแล้ว 28 ประเทศ

การเปิด AfCFTA เพื่อมุ่งสร้างตลาดเดียวของแอฟริกาในด้านสินค้าและบริการ จะเป็นโอกาสสำคัญให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยในการเข้าขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับแอฟริกาที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานวัยทำงานที่มีจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ไทยสามารถขยายตลาดส่งออกผลผลิตทางการเกษตร เฉพาะอย่างยิ่ง   ข้าว และขยายความร่วมมือเทคโนโลยีการเกษตรที่ไทยมีศักยภาพสูง ปัจจุบันประเทศมหาอำนาจขยายบทบาทด้านเศรษฐกิจในแอฟริกาอย่างต่อเนื่อง เช่น จีน ยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ รวมทั้งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ และประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ อิหร่าน ทั้งนี้ AfCFTA เป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับแต่ก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) จากการมีประชากรประมาณ 1,300 ล้านคน และคาดการณ์ว่า AfCFTA จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าภายในทวีปแอฟริกา 60% ภายในปี 2565 จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 16% AfCFTA และ GDP รวมของภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มเป็น 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตามปี 2564

  1. การเปิดเขตการค้าเสรีแอฟริกา (African Continental Free Trade Area-AfCFTA) เข้าสู่ขั้นปฏิบัติการเมื่อ 7 ก.ค.2563 จัดตั้งสำนักเลขาธิการ ที่กรุงอักกรา กานา เมื่อ 17 ส.ค.2563 และเริ่มทำการค้าภายใต้ข้อตกลง AfCFTA เมื่อ 1 ม.ค.2564 ปัจจุบันมีประเทศในแอฟริกาลงนามในข้อตกลงแล้ว 54 ประเทศ จากทั้งหมด 55 ประเทศ (เอริเทรียยังไม่ลงนาม) และมีประเทศให้สัตยาบันแล้ว 40 ประเทศ

การเปิด AfCFTA มุ่งสร้างตลาดเดียวของแอฟริกาในด้านสินค้าและบริการ จะเป็นโอกาสสำคัญให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยในการเข้าขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับแอฟริกาที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานวัยทำงานที่มีจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ AfCFTA เป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับแต่ก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) จากการมีประชากรประมาณ 1,300 ล้านคน และคาดการณ์ว่า AfCFTA จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าภายในทวีปแอฟริการ้อยละ 60 ภายในปี 2565 จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันร้อยละ 16 AfCFTA และ GDP รวมของภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1-3 จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มเป็น 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มรายได้ให้กับชาวแอฟริกาภายในปี 2578 จำนวน 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7) เพิ่มการส่งออกของแอฟริกา จำนวน 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างทวีปแอฟริกากับอิสราเอล โดยประธานาธิบดี Tshisekedi ประธาน AU รับรองให้อิสราเอลเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ของ AU เมื่อ 22 ก.ค.2564 หลังจากอิสราเอลพยายามยื่นขอสถานะประเทศผู้สังเกตการณ์ของ AU ยาวนานกว่า 20 ปี การรับรองดังกล่าวไม่ผ่านการลงคะแนนเสียงจากประเทศสมาชิก ทำให้มีประเทศแอฟริกากว่า 20 ประเทศไม่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์การรับรองสถานะอิสราเอล

Gallery