
เครือรัฐออสเตรเลีย
Commonwealth of Australia

เครือรัฐออสเตรเลีย
Commonwealth of Australia
เมืองหลวง แคนเบอร์รา
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไทย โดยอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก
ภูมิประเทศ เป็นเกาะทวีปทำให้ออสเตรเลียเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เป็นทวีปที่เล็กที่สุดในโลก พื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของประเทศเป็นเขตแห้งแล้ง เขตที่ราบแคบ ๆ สำหรับเพาะปลูกอยู่ทางฝั่งตะวันออก
ภูมิอากาศ พื้นที่มากกว่าหนึ่งในสามของออสเตรเลียอยู่เหนือเส้น Tropic of Capricorn ภูมิอากาศจึงแตกต่างกันไป คือ อากาศร้อนทางเหนือ อบอุ่นทางตะวันออกเฉียงใต้ และแห้งแล้งตอนใจกลางทวีป มี 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน (ธ.ค.-ก.พ.) ฤดูใบไม้ร่วง (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูหนาว (มิ.ย.-ส.ค.) และฤดูใบไม้ผลิ (ก.ย.-พ.ย)
ศาสนา ไม่มีศาสนาประจำชาติ มีผู้นับถือคริสต์ 49.9% ออร์โธดอกซ์ 2.3% พุทธ 2.4% อิสลาม 2.6% ฮินดู 1.9% อื่น ๆ 1.3% ไม่นับถือศาสนา 30.1% ไม่ระบุ 9.6%
ภาษา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ
การศึกษา การศึกษาภาคบังคับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-10 (ระหว่างอายุ 6-16 ปี) มาตรฐานและคุณภาพการศึกษาทุกระดับเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
วันชาติ 26 ม.ค.
ประชากร 27,536,874 คน (ปี 2568) เชื้อชาติมากที่สุด คือ อังกฤษ 33% ออสเตรเลีย 29.9% ไอร์แลนด์ 9.5% สกอตแลนด์ 8.6% จีน 5.5% อิตาลี 4.4% เยอรมัน 4% อินเดีย 3.1% ชนพื้นเมือง 2.9% กรีก 1.7% ฟิลิปปินส์ 1.6% เนเธอร์แลนด์ 1.5% เวียดนาม 1.3% และเลบานอน 1% (ประชากรมากกว่า 1 ใน 3 ระบุว่ามี 2 เชื้อชาติ) อัตราการเกิด 1.07% อายุขัยเฉลี่ย ชาย 81.1 ปี หญิง 85.1 ปี อัตราการย้ายถิ่นฐานเข้าออสเตรเลีย (Overseas Migration Arrivals) เมื่อปี 2567 ลดลง 10% จากปี 2566
การก่อตั้งประเทศ กัปตันเจมส์ คุก นำคณะนักสำรวจจากสหราชอาณาจักรขึ้นฝั่งด้านตะวันออกของออสเตรเลียเมื่อ 20 เม.ย.2313 อ้างสิทธิครอบครองในนามสหราชอาณาจักร (รัชกาล King George ที่ 3) และตั้งชื่อประเทศว่า Australia (มาจากภาษาละติน Aus-trales ซึ่งแปลว่าลมใต้) ต่อมากัปตันอาร์เธอร์ ฟิลลิป แห่ง ทร.สหราชอาณาจักร คุมขบวนเรือบรรทุกนักโทษอพยพจากอังกฤษและไอร์แลนด์รุ่นแรกไปตั้งรกรากที่ออสเตรเลีย โดยนำเรือเข้าสู่ Port Jackson หรือ Sydney Cove เมื่อ 26 ม.ค.2331 ต่อมาเมื่อ 1 ม.ค.2444 ออสเตรเลียได้เปลี่ยนฐานะจากอาณานิคมของสหราชอาณาจักรเป็นประเทศในเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร มีการปกครองตนเองเรียกชื่อประเทศว่า Commonwealth of Australia
การเมือง ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ เป็นประเทศในเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นประมุข โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor-General) ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี ผู้สำเร็จราชการคนปัจจุบัน คือ นาง Sam Mostyn (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 1 ก.ค.2567/คนที่ 28)
ฝ่ายบริหาร : ครม.เป็นองค์กรบริหาร มี นรม.เป็นหัวหน้า ปัจจุบันคือ นายแอนโทนี อัลบาเนซี ทั้งนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เลือก ครม.จาก สส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป ตามคำแนะนำของ นรม.
ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภา เป็นระบบ 2 สภา 1) สภาผู้แทนราษฎร 150 ที่นั่ง วาระ 3 ปี 2) วุฒิสภา 76 ที่นั่ง วาระ 6 ปี กึ่งหนึ่งของวุฒิสมาชิก (38 ที่นั่ง) จะมีการเลือกตั้งทุก 3 ปี การออกพระราชบัญญัติทุกฉบับต้องผ่านความเห็นชอบของทั้งสองสภา ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิและหน้าที่ในการออกเสียงเลือกตั้ง การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดมีขึ้นเมื่อ 3 พ.ค.2568 การเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในปี 2571
ฝ่ายตุลาการ : อำนาจตุลาการเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาแต่ไม่มีอำนาจถอดถอน ศาลสูง (High Court of Australia) มีอำนาจสูงสุดในการตีความและตัดสินคดีกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติระดับรัฐและระดับสหพันธ์ และคดีในระดับระหว่างรัฐและระหว่างประเทศ ส่วน Federal Court of Australia มีอำนาจตัดสินคดีแพ่ง
การปกครองในระบบสหพันธรัฐของออสเตรเลีย ประกอบด้วย 6 รัฐ ได้แก่ รัฐ Western Australia รัฐ South Australia รัฐ Queensland รัฐ New South Wales รัฐ Tasmania และรัฐ Victoria และมีอาณาเขตปกครองตนเอง 2 อาณาเขต ได้แก่ ดินแดน Northern Territory และดินแดน Australian Capital Territory ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง กรุงแคนเบอร์รา ในแต่ละรัฐมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ระดับรัฐ (Governor) มีรัฐบาลและมุขมนตรี ทำหน้าที่บริหาร โดยมีสภานิติบัญญัติ 2 สภา ยกเว้นรัฐ Queensland ซึ่งมีเพียงสภาเดียว ทั้งนี้ รัฐและอาณาเขตต่าง ๆ มีระบบศาลของตนเอง
พรรคการเมืองที่สำคัญ : พรรคเลเบอร์ (Australian Labor Party) พรรคลิเบอรัล (Liberal Party) พรรคเนชั่นแนล (National Party) และพรรคกรีนส์ (Australian Greens)
เศรษฐกิจ เศรษฐกิจของออสเตรเลียในภาพรวมมีความยืดหยุ่นและมีพลวัต ออสเตรเลียยังมีบทบาทที่สำคัญใน WTO APEC กลุ่ม G20 และองค์กรด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ออสเตรเลียมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจติดอันดับ 6 ของโลก เมื่อปี 2568 (Index of Economic Freedom) ปรับขึ้น 7 อันดับ จากปี 2567 มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 15 ของโลก และมี GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 13 ของโลก เมื่อปี 2567 (IMF) รายได้หลักของรัฐบาลมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล มีการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีทางอ้อมโดยนำการจัดเก็บ Goods and Services Tax (GST) 10% มาใช้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจในภาคบริการทำรายได้มากที่สุด รองลงมา คือ ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดอลลาร์ออสเตรเลีย (A$)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 1.53 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ต.ค.2568)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย : 21.73 บาท (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 1.4%
รายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปี : 64,407 ดอลลาร์สหรัฐ
ทุนสำรองระหว่างประเทศ : 70,085 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต.ค.2568)
อัตราเงินเฟ้อ : 3.2% (ก.ย.2568)
แรงงาน : 14.683 ล้านคน (ต.ค.2568)
อัตราว่างงาน : 4.3% (ต.ค.2568)
มูลค่าการส่งออก : 341,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : แร่เหล็ก ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ บริการทางการศึกษา ทองคำ การท่องเที่ยวส่วนบุคคล เนื้อโค น้ำมันดิบ แร่อะลูมิเนียม และข้าวสาลี
มูลค่าการนำเข้า : 296,369 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : การท่องเที่ยวส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล บริการระดับมืออาชีพ บริการขนส่งสินค้า ชิ้นส่วนและอุปกรณ์โทรคมนาคม ยานพาหนะขนส่งสินค้า ค่าธรรมเนียมทรัพย์สินทางปัญญา คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วน
คู่ค้าสำคัญ : จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ไทย และมาเลเซีย
ทรัพยากรธรรมชาติ : ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ถ่านหิน ไม้ แร่ธาตุ เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง ทอง เหล็กกล้าตะกั่ว สังกะสี และอัญมณี
ทรัพยากรธรรมชาติ : ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ถ่านหิน ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี เหล็กกล้า และอัญมณี
การทหารและความมั่นคง
ออสเตรเลียดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงโดยยึดสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ดำเนินการผ่านสนธิสัญญา ANZUS (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ) นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะผ่านที่ประชุม ASEAN Regional Forum และ Pacific Islands Forum รวมทั้งที่ประชุม East Asia Summit (ออสเตรเลียเป็นสมาชิกเมื่อปี 2548) ออสเตรเลียยังเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง Five Power Defence Arrangements (ข้อตกลงด้านความมั่นคง ประกอบด้วยสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และสิงคโปร์) ตลอดจนมีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรของกลุ่ม NATO และเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร NATO Asia-Pacific Four (AP4) (ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้)
กองทัพออสเตรเลีย มีกำลังพลรวม 79,700 นาย แบ่งเป็นกำลังประจำการ จำนวน 58,200 นาย ประกอบด้วย ทบ.จำนวน 28,400 นาย ทร.จำนวน 15,000 นาย ทอ.จำนวน 14,800 นาย และกำลังสำรอง 21,500 นาย ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารตามพิธีการ และเป็นผู้แต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Chief of the Defence Force-CDF) ซึ่งมาจาก 1 ในผู้บัญชาการทหาร 3 เหล่าทัพ ตามคำแนะนำของรัฐบาล งานปฏิบัติการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้นำกองทัพ ส่วนงานบริหารและนโยบายป้องกันอยู่ภายใต้อำนาจของ รมว.กระทรวงกลาโหม
ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ประกาศตั้งหุ้นส่วนความมั่นคงไตรภาคีในนามกลุ่ม AUKUS เมื่อ 16 ก.ย.2564 ในสมัยนายสกอตต์ มอร์ริสัน ดำรงตำแหน่ง นรม.ออสเตรเลีย โดยสาระสำคัญของข้อตกลงแบ่งเป็น 2 เสาหลัก (Pillars) ได้แก่ เสาหลักที่ 1 (Pillar I) สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะสนับสนุนให้ออสเตรเลียเข้าถึงเทคโนโลยีผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์อย่างน้อย 8 ลำ ในจำนวนนี้ สหรัฐฯ ขายให้ 3 ลำ และร่วมกันสร้างกับสหราชอาณาจักรอีก 5 ลำ โดยยึดหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความสามารถปฏิบัติการร่วมกัน (Interoperability) มีลักษณะร่วม (Commonality) และคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ส่วนเสาหลักที่ 2 (Pillar II) พัฒนาและจัดหาขีดความสามารถทางทหารและความมั่นคงขั้นสูง 8 ด้าน ได้แก่
ขีดความสามารถทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ขีดความสามารถใต้ทะเล การพัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonics) การพัฒนาขีดความสามารถทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญทางทหาร และการพัฒนานวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศ ข้อตกลง AUKUS จะส่งผลให้ออสเตรเลีย มีขีดความสามารถทางทะเลแบบก้าวกระโดด เนื่องจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีขีดความสามารถเหนือกว่าเรือดำน้ำเครื่องยนต์ดีเซล/ไฟฟ้า ที่ยากต่อการตรวจพบ มีความเร็วและพิสัยทำการไกล เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่มีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และท้าทายมากขึ้นจากการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยเฉพาะอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค
ออสเตรเลียปรับยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศเพื่อมุ่งรับมือกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศปี 2567 (2024 National Defence Strategy) กองทัพออสเตรเลียปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังแบบปกติ (Balanced Force) ไปสู่การใช้กองกำลังปฏิบัติการร่วม (Integrated Force) ที่มีเป้าหมายชัดเจนร่วมกัน (Focused Force) เตรียมพร้อมสำหรับการตอบโจทย์ภัยรูปแบบใหม่ด้วยการรวมขีดความสามารถทางทะเล บก อากาศ อวกาศ และไซเบอร์ อีกทั้งมุ่งเสริมสร้างเครือข่ายฐานทัพ ท่าเรือ และค่ายทหารบริเวณทางเหนือของประเทศ เพื่อป้องปรามศัตรูที่มีขีดความสามารถในการโจมตีถึงดินแดนออสเตรเลีย และปกป้องเส้นทางเดินเรือที่สำคัญต่อเศรษฐกิจ ตลอดจนสนับสนุนการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดตั้งอาวุธตามแบบผ่านความร่วมมือของกลุ่ม AUKUS
ออสเตรเลียกำหนดลำดับความสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหาร ดังนี้
1) การทำสงครามใต้ทะเล (ทั้งแบบมีลูกเรือและไม่มีลูกเรือ) สำหรับการโจมตีพิสัยไกล และปฏิบัติการใต้ผิวน้ำพิสัยไกลด้านการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน (Intelligence, Surveillance and Reconnaissance-ISR) 2) กำหนดเป้าหมายปฏิบัติการแบบบูรณาการ (Integrated Targeting Capability) 3) การโจมตีพิสัยไกลทั้งทางทะเล บก อากาศ อวกาศ และไซเบอร์ 4) การใช้ระบบอาวุธภาคพื้นดินร่วมกับ
การยกพลขึ้นบกอย่างเต็มรูปแบบ 5) การปฏิเสธการใช้ทะเลของฝ่ายตรงข้าม (Sea Denial) และการควบคุมทะเล (Sea Control) 6) การป้องกันทางอากาศด้วยความรวดเร็ว เป็นเครือข่าย 7) พัฒนาระบบส่งกำลังบำรุงทางยุทธบริเวณ 8) พัฒนากลไกบังคับบัญชาและควบคุมระดับยุทธบริเวณเพื่อสนับสนุน Integrated Force
งบประมาณด้านการป้องกันประเทศของออสเตรเลียสูงเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และอันดับที่ 5 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน 58,100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 จำนวน 55,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยที่ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถโจมตีระยะไกล ท่ามกลางการแข่งขันทางทหารที่ทวีความเข้มข้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียยังเร่งสรรหาบุคลากรเพิ่มให้ได้ตามเป้าหมายกำลังพลประจำการ จำนวน 79,236 นาย ภายในปีงบประมาณ 2569
การจัดหายุทโธปกรณ์ที่สำคัญของกองทัพออสเตรเลียในปีงบประมาณ 2569 มีดังนี้
ทางอากาศ จัดหาอากาศยานไร้คนขับพิสัยไกล MQ-4C Triton สำหรับภารกิจลาดตระเวนทางทะเล รวมถึงภารกิจด้านข่าวกรอง การสอดแนม และการตรวจการณ์ ซึ่งจะได้รับส่งมอบลำที่ 2 และ 3
ในปีงบประมาณ 2569 พร้อมอุปกรณ์ภาคพื้นดิน ปรับปรุงขีดความสามารถเครื่องบินขับไล่ EA-18G Growler มุ่งเน้นการโจมตีแบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ จัดหาระบบเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศและระบบอำนวยการรบ Joint Air Battle Management System เครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130J-30 Hercules รุ่นใหม่ จำนวน 20 เครื่อง อีกทั้งอาวุธโจมตีทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่ F/A-18F Super Hornet เครื่องบินขับไล่ P-8A Poseidon และเครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II เช่น อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือผิวน้ำ (Long Range Anti-Ship Missile-LRASM) อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น Joint Air-to-Surface Standoff Missile-Extended Range (JASSM-ER) ระเบิดนำวิถี Small Diameter Bombs II (SDB II)
ทางบก เรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง (Landing Craft Medium) จำนวน 18 ลำ ยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Vehicle Logistics) จำนวน 15 คัน ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Uncrewed Aerial Systems) รุ่น Tactical ชื่อ Insitu Integrator และรุ่นเล็ก ชื่อ Sypaq Systems CorvoX และ Quantum Systems Vector 2-in-1
ทางทะเล เรือฟริเกต ชั้น Hunter จำนวน 6 ลำ สำหรับภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ เรือลาดตระเวนชายฝั่ง ชั้น Arafura จำนวน 6 ลำ อัปเกรดอาวุธปล่อยนำวิถีและยุทโธปกรณ์ทางทะเล เช่น ขีปนาวุธโจมตีพิสัยไกล ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยไกล (Extended range) ตอร์ปิโดของเรือดำน้ำ (Heavy Weight Torpedo) และตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ (Light Weight Torpedo) รวมทั้งจัดหาเฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือดําน้ำ MH-60R Seahawk Romeo เพิ่มเติม
ปัญหาด้านความมั่นคง
ในปี 2568 ออสเตรเลียคงระดับแจ้งเตือนภัยคุกคามก่อการร้ายไว้ที่ระดับ 3 อาจจะเกิดขึ้น (Probable) (ทั้งหมด 5 ระดับ และระดับ 5 สูงสุด) หมายถึงมีโอกาสเผชิญการก่อการร้ายมากกว่า 50% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า แนวโน้มการก่อเหตุรุนแรงจากอุดมการณ์/แนวคิดสุดโต่งจะเป็นการก่อเหตุลำพัง (Lone actor) หรือกลุ่มบุคคลขนาดเล็ก โดยใช้อาวุธทั่วไป เช่น มีด ปืน ระเบิดแสวงเครื่อง อีกทั้งผู้เยาว์รับแนวคิดนิยมความรุนแรงเพิ่มขึ้นผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ เหตุต่อต้านชาวยิวและความเกลียดชังทางศาสนายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามจากการจารกรรมและแทรกแซงจากต่างชาติอยู่ในระดับรุนแรงและจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแทรกซึมผ่านทางไซเบอร์เพื่อเตรียมก่อวินาศกรรมต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และความพยายามเข้าถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจ การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีการป้องกันประเทศ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่ม AUKUS ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการจารกรรม
สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 19 ธ.ค.2495 ความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่นและใกล้ชิดทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยทั้งสองประเทศยกระดับความสัมพันธ์ สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อ 13 พ.ย.2563 ภายหลังการลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับออสเตรเลีย (Joint Declaration on the Strategic Partnership between the Kingdom of Thailand and Australia) ซึ่งจะส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร สิ่งแวดล้อม และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน
ออสเตรเลียมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับพระราชวงศ์ไทย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เยือนออสเตรเลียเมื่อปี 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนคิงส์สกูล (King’s School) นครซิดนีย์ และหลักสูตรนักเรียนนายร้อย ณ ราชวิทยาลัยนายร้อยทหารบกดันทรูน (Royal Military College, Duntroon) กรุงแคนเบอร์รา ระหว่างปี 2515-2519 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จเยือนออสเตรเลียเมื่อปี 2562 นอกจากนี้ เมื่อปี 2563 สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยได้จัดทำวีดิทัศน์สารคดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงศึกษาในออสเตรเลีย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไทยและออสเตรเลียลงนามแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ค.ศ.2022-2025 (Joint Plan of Action to Implement the Thailand-Australia Strategic Partnership 2022-2025) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยครอบคลุมความร่วมมือรอบด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเมือง การทหาร และความมั่นคงรูปแบบใหม่ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ 2) ด้านเศรษฐกิจ รวมถึงสาขาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล 3) ความร่วมมือรายสาขา อาทิ สาธารณสุข เกษตร การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัย พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการภัยพิบัติ 4) ความเชื่อมโยงระดับประชาชน และ 5) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมฯ ค.ศ.2026-2029 เพื่อให้ความร่วมมือดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ดำเนินความร่วมมือด้านการพัฒนาระดับภูมิภาค ผ่านกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย (Mekong-Australia Partnership-MAP) และโครงการ Partnerships for Infrastructure (P4I) เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกัน อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ สิทธิแรงงาน สุขภาพ และการจัดการภัยพิบัติ
ด้านเศรษฐกิจการค้าดำเนินการผ่าน Thailand-Australia Free Trade Agreement หรือ TAFTA (มีผลเมื่อ 1 ม.ค.2548) ส่งผลให้การค้าสองฝ่ายขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในระยะหลายปีที่ผ่านมา โดยออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 9 ของไทย เมื่อปี 2567 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 628,454.49 ล้านบาท ลดลงจาก 658,935.39 ล้านบาท เมื่อปี 2566 หรือลดลง 4.63% มีมูลค่าการส่งออก 433,559.75 ล้านบาท และนำเข้า 194,894.74 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 238,665.02 ล้านบาท ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 10 ของออสเตรเลียทั่วโลก และอันดับที่ 3 ในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สินค้าที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลีย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ถ่านหิน พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค นมและผลิตภัณฑ์นม เคมีภัณฑ์ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้
ชาวออสเตรเลียโดยทั่วไปมีทัศนคติที่ดีต่อคนไทย เมื่อปี 2567 มีชาวออสเตรเลียเดินทางมาไทย จำนวน 775,010 เพิ่มขึ้น 12.69% จากจำนวน 687,745 คน เมื่อปี 2566 โดยเดินทางไปเที่ยวภาคใต้มากที่สุด
ด้านการเมืองและความมั่นคง ไทยและออสเตรเลียมีกลไกหารือทวิภาคี ได้แก่ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-ออสเตรเลีย (Joint Commission-JC) ระดับรัฐมนตรี ตามความตกลง Agreement on Bilateral Relationship และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Talks-SOTs) ระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเป็นเวทีหารือประเด็นความร่วมมือทวิภาคีและประเด็นที่ได้รับความสนใจระดับภูมิภาค โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งสองประเทศยังสนับสนุนบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งออสเตรเลียให้ความร่วมมือและสนับสนุนไทยด้วยดีในด้านการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยในด้านดังกล่าว รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการปฏิบัติการร่วมโดยเมื่อปี 2565 ออสเตรเลียและไทยลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ (Centre of Excellence for Countering Trafficking in Persons) แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้านการทหาร กองทัพไทยและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2488 และลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างไทยกับออสเตรเลียเมื่อปี 2529 (Defence Cooperation Program-DCP) ทั้งสองประเทศพัฒนาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนของเจ้าหน้าที่อาวุโส การสัมมนา ตลอดจนกลไกการหารือและการฝึกร่วม/ฝึกผสมระหว่างกันทุกเหล่าทัพ นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายภายใต้โครงการ DCP ให้กองทัพไทยประมาณปีละ 5.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
พัฒนาการความร่วมมือด้านความมั่นคงภายใต้กลุ่ม AUKUS มีความคืบหน้าตามลำดับ โดยเฉพาะการเริ่มปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกอู่ต่อเรือที่นครเพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เพื่อเตรียมรองรับการหมุนเวียนเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในปี 2570 ส่วนแผนจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ชั้น Virginia จากสหรัฐฯ ให้ออสเตรเลียอย่างน้อย 3 ลำ ยังเป็นไปตามแผน ซึ่งคาดว่าลำแรกจะส่งมอบให้ได้ภายในปี 2575
การเป็นตัวแสดงที่มีความสำคัญมากขึ้นของสหรัฐฯ ในการแย่งชิงแร่ธาตุหายากกับจีน หลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในการจัดทำ “กรอบการทำงานเพื่อความมั่นคงด้านอุปทานในการขุดและการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญและแร่ธาตุหายาก” (The United States–Australia Framework for Securing of Supply in the Mining and Processing of Critical Minerals and Rare Earths) เมื่อ ต.ค.2568 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขุดและแปรรูปในออสเตรเลีย โดยเฉพาะแร่ที่จำเป็นต่อการผลิตอาวุธ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ มีสิทธิ์ในการจัดหาหรือรับซื้อแร่จากออสเตรเลียเป็นลำดับแรก ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนที่ครองตลาดโลกอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ออสเตรเลียมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับจีน
การรักษาดุลความสัมพันธ์กับจีนในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น แร่เหล็ก ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ อย่างไรก็ตาม ด้านมิติความมั่นคง ออสเตรเลียยังคงกังวลต่อการขยายอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะประเด็นการจารกรรมและแทรกแซงจากต่างชาติ การขยายอำนาจทางทะเล และกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มขึ้นในทะเลจีนใต้
ออสเตรเลียเพิ่มความสำคัญต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน โดยดำเนินผ่านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2583 (Southeast Asia Economic Strategy to 2040) ซึ่งกำหนดทิศทางระยะยาวในการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับประเทศอาเซียน ซึ่งอาจกลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจสำคัญของออสเตรเลียในระยะถัดไป
การยกระดับบทบาทความร่วมมือด้านความมั่นคงกับภูมิภาคแปซิฟิกใต้ เนื่องจากบริบทของการแข่งขันของมหาอำนาจที่ทวีความรุนแรง ออสเตรเลียจึงต้องดำเนินบทบาทเชิงรุกมากขึ้นกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีน ดังเช่นกรณีการทำสนธิสัญญาด้านการป้องกันประเทศฉบับใหม่กับปาปัว-นิวกินี ภายใต้ชื่อ Papua New Guinea-Australia Mutual Defence Treaty ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและความพร้อมรบของกองทัพปาปัวนิวกินี โดยเฉพาะการจัดตั้งกลไกปรึกษาหารือร่วมในกรณีเกิดการโจมตีทางทหารต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายอิทธิพลทางความมั่นคงของออสเตรเลียในแปซิฟิกใต้เพื่อตอบโต้การขยายบทบาทของจีนในภูมิภาค
การต่อต้านการจารกรรมและแทรกแซงจากต่างชาตินับเป็นหนึ่งในความท้าทายหลักในประเทศของออสเตรเลีย โดยกำหนดให้เป็นภัยคุกคามในระดับเดียวกับการก่อการร้าย เนื่องจากพบความพยายามของรัฐต่างชาติในการใช้การโจมตีทางไซเบอร์เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญ การชักชวนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นแหล่งข่าว ตลอดจนแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง