สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
Democratic People’s Republic of Korea-DPRK

เมืองหลวง       เปียงยาง

 

ที่ตั้ง                 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ บนภาคเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างเส้นละติจูดที่ 38-43 องศาเหนือ เส้นลองจิจูดที่ 125-130 องศาตะวันออก พื้นที่ 120,538 ตร.กม. คิดเป็น 55% ของพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 98 ของโลก มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านยาว 1,973 กม. และแนวชายฝั่งทะเลยาว 2,495 กม. เวลาเกาหลีเหนือเร็วกว่าไทย 2 ชม.

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ                ติดกับจีนและภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย

ทิศตะวันออก          ติดกับทะเลญี่ปุ่น (ทะเลตะวันออก)

ทิศใต้                     ติดกับเกาหลีใต้โดยมีเส้นขนานที่ 38 และเขตปลอดทหาร

(Demilitarized Zone) ความกว้าง 4 กม. (ฝ่ายละ 2 กม.)

เป็นเส้นแบ่งเขตแดน

ทิศตะวันตก            ติดกับจีนและทะเลเหลือง (ทะเลตะวันตก)

 

ภูมิประเทศ        ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบและพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก 17% ของพื้นที่ทั้งหมด (ที่มา: องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ตอนกลางของประเทศมีเทือกเขาใหญ่ ยอดที่สูงที่สุดคือยอดเขาแพ็กตู สูง 2,744 ม. จากระดับน้ำทะเล ทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือมีเทือกเขาตาแบ็กทอดเป็นแนวยาว การที่เกาหลีเหนือมีแนวเทือกเขาที่เป็นเสมือนกระดูกสันหลังและลาดเอียงไปทางตะวันตกทำให้บริเวณชายทะเลตะวันตกเป็นที่ราบแคบ ๆ มีแม่น้ำสายสั้น ๆ และไหลเชี่ยว แม่น้ำที่มีความยาวที่สุด คือ แม่น้ำอัมนก (790 กม.) เป็นที่ตั้งเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับจีน แม่น้ำเทดองเป็นแม่น้ำที่มีสาขาคลุมบริเวณกว้างที่สุดจากตอนกลางของประเทศออกสู่ทะเลเหลือง

ภูมิอากาศ     แบบภาคพื้นทวีป มี 4 ฤดู คือ ฤดูหนาว 4-6 เดือน (ต.ค.-มี.ค.) อากาศหนาวจัดและแห้งแล้ง หิมะตก อุณหภูมิเฉลี่ย -15 องศาเซลเซียส ถึง -30 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ผลิ 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.) ฤดูร้อน 3 เดือน (มิ.ย.-ส.ค.) และฤดูใบไม้ร่วง 1-2 เดือน (ก.ย.-ต.ค.) ฝั่งตะวันตกเป็นทางผ่านของลมหนาวจากทะเลทรายในจีน จึงมีความหนาวแห้งแล้ง เกาหลีเหนือมีอากาศหนาวกว่าเกาหลีใต้ ฤดูฝนมีปริมาณฝนเฉลี่ย 1,000 มม.ต่อปี ในแต่ละปี จะมีพายุไต้ฝุ่น 1-2 ลูก พัดเข้าในช่วง ก.ค.-ส.ค.

ศาสนา       ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ไม่มีศาสนา บางส่วนนับถือศาสนาพุทธ ลัทธิขงจื้อ คริสต์ และลัทธิช็อนโด (ศาสนาแห่งวิถีสวรรค์) ปัจจุบันแทบจะไม่มีการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาอย่างอิสระ

ภาษา         ภาษาเกาหลี (เกาหลีเหนือ เรียกว่า โชซอนมัลหรือโชซอนอ แต่เกาหลีใต้ เรียกว่า ฮัลกึล)

การศึกษา    อัตราการรู้หนังสือ 100% (ชายและหญิงเท่ากันที่ 100%) ปรับระบบการศึกษาภาคบังคับจาก 11 ปี เป็น 12 ปี ตามหลักสากล หลังจากการประชุมสมัยวิสามัญของสภาประชาชนสูงสุดมีมติเมื่อ 25 ก.ย.2555 นอกจากนี้ ยังปรับปรุงโรงเรียนในกรุงเปียงยางให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยเมื่อปี 2568 อาทิ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ รวมถึงปรับการศึกษาให้เป็นแบบรวมศูนย์ และให้ความสำคัญกับหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาเกาหลี ควบคู่กับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยม

 

วันชาติ           9 ก.ย.

นายคิม จ็องอึน

Kim Jong – un

(ผู้นำสูงสุด)

ประชากร     25.94 ล้านคน (ปี 2568)  ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี มีชุมชนชาวจีนและชาวเกาหลีเชื้อสายญี่ปุ่นเล็กน้อย อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 18.5% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (18-64 ปี) 64.6% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 12.7% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวมประมาณ 75.9 ปี เพศชายประมาณ 72.8 ปี เพศหญิงประมาณ 79.1 ปี

การก่อตั้งประเทศ หลังจากคาบสมุทรเกาหลีได้รับอิสรภาพจากการยึดครองของญี่ปุ่น เกิดการแย่งชิงอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มฝ่ายซ้ายและเสรีนิยมในช่วงการจัดรูปแบบการปกครองประเทศเกาหลีใหม่ ขณะที่สหรัฐฯ เข้าครอบครองดินแดนตอนใต้ ส่วนอดีตสหภาพโซเวียตเข้าครอบครองดินแดนตอนเหนือ ทำให้คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน ต่อมาสหประชาชาติจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อ พ.ค.2491 แต่ผู้แทนเกาหลีฝ่ายอนุรักษ์นิยมขวาจัดไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยที่ร่างไว้ และชิงประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ ก่อนเมื่อ 15 ส.ค.2491 ส่วนผู้แทนฝ่ายเหนือจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเวลาต่อมา และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ เมื่อ 9 ก.ย.2491  พร้อมกับเลือกนายคิม อิล-ซุง เป็นประธานาธิบดีคนแรก

การเมือง   

เกาหลีเหนือเคยปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของอดีตสหภาพโซเวียต และบนพื้นฐานของลัทธิจูเช่ (Juche-เน้นการพึ่งพาตนเอง) ซึ่งประธานาธิบดีคิม อิล-ซุง บัญญัติขึ้นเมื่อ 26 ธ.ค.2498 หลักการสำคัญ คือ เอกราชทางการเมืองอย่างแท้จริง การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศด้วยตนเอง ต่อมาเมื่อ ก.ย.2541 มีการยกเลิกตำแหน่งประธานาธิบดีโดยประกาศยกย่องประธานาธิบดีคิม อิล-ซุง เป็นประธานาธิบดีตลอดกาล (Eternal President) และให้ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ (Chairman of the National Defense Commission-NDC) เป็นผู้นำสูงสุดตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข เมื่อ เม.ย.2552 และยกเลิกการใช้คำว่า “คอมมิวนิสต์” ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ เพื่อปรับแนวทางการปกครองเป็นสังคมนิยมแบบเกาหลี

ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน คือ นายคิม จ็อง-อึน ซึ่งรับตำแหน่งผู้นำประเทศต่อจากนายคิม จ็อง-อิล ผู้เป็นบิดา (อดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือระหว่างปี 2540-2554) โดยหลังการอสัญกรรมของนายคิม จ็อง-อิล เมื่อ 17 ธ.ค.2554 ที่ประชุมพรรคคนงานเกาหลีสมัยพิเศษเมื่อ 11 เม.ย.2555 แต่งตั้งนายคิม จ็อง-อึน บุตรชายคนที่ 3 ของนายคิม จ็อง-อิล ดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี” (First Secretary of the Workers’ Party of Korea) พร้อมมอบตำแหน่งเลขาธิการพรรคตลอดกาล (Eternal General Secretary) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายคิม จ็อง-อิล ต่อมาที่ประชุมสภาประชาชนสูงสุด (Supreme People’s Assembly-SPA) ครั้งที่ 12 สมัยที่ 5 เมื่อ 13 เม.ย.2555 ลงมติรับรองการแต่งตั้งนายคิม จ็อง-อึน เป็นเลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี และประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ (First Chairman of the National Defense Commission-NDC) หรือผู้นำสูงสุดของประเทศ ขณะที่ NDC เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศในการกำหนดนโยบาย และการควบคุมดูแลกิจการด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร นายคิม จ็อง-อึน ยังได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ 30 ธ.ค.2554 ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Supreme Commander of the Korean People’s Army) หรือจอมทัพ

ในการประชุมสภาประชาชนสูงสุดเมื่อ 29 มิ.ย.2559 เกาหลีเหนือดำเนินการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง โดยแต่งตั้งให้นายคิม จ็อง-อึน ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ (Chairman of the State Affairs Commission) ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นแทน NDC เดิม หลังจากนั้น เกาหลีเหนือแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อ ก.ค.2562 ให้นายคิม จ็อง-อึน เป็นประมุขของรัฐ (Head of State) และจอมทัพ (Commander-in-Chief) รับผิดชอบงานด้านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศ รวมถึงการแต่งตั้งและเรียกกลับเอกอัครราชทูต ก่อนหน้านี้ ประธานสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ (President of the Presidium of the Supreme People’s Assembly) เป็น Head of State (เพียงในนาม)

ในการประชุมสมัชชาพรรคคนงานเกาหลี ครั้งที่ 8 เมื่อ ม.ค.2564 นายคิม จ็อง-อึน ได้รับแต่งตั้งเป็น “เลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี” (General Secretary) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าบิดาและปู่ รวมถึงมีการแต่งตั้งตำแหน่ง “เลขาธิการคนที่ 1” (First Secretary) มีอำนาจบริหารแทนนายคิม จ็อง-อึน ทางพฤตินัย แต่ยังไม่ระบุผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมรับร่างแก้ไขระเบียบเปลี่ยนระบบบริหารงานภายในพรรคเป็นระบบเลขาธิการ (Secretariat) แทนระบบคณะกรรมาธิการบริหารนโยบาย (Executive Policy Council) เพื่อให้พรรคมีอำนาจสูงสุดในการบริหารงาน และจะจัดประชุมคณะกรรมาธิการทหารกลางเพื่อติดตามสถานการณ์ทันที หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินทางทหาร รวมถึงกำหนดเวลาชัดเจนที่จะจัดประชุมสมัชชาพรรคคนงานเกาหลีทุก 5 ปี

ที่ประชุมสภาประชาชนสูงสุด (SPA) ครั้งที่ 7 ของชุดที่ 14 แก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อ 8 ก.ย.2565 ย้ำสถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เมื่อระบบสั่งการและควบคุมของกองกำลังนิวเคลียร์ตกอยู่ในอันตรายจากการโจมตีโดยกองกำลังศัตรู สอดคล้องกับคำประกาศของนายคิม จ็อง-อึน ว่า เกาหลีเหนือจะไม่ยกเลิกการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ และไม่ต่อรองประเด็นดังกล่าวกับสหรัฐฯ ซึ่งย้ำการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อ 13 เม.ย.2555 ที่ระบุว่า เกาหลีเหนือเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นมหาอำนาจด้านการทหาร อันจะนำไปสู่การสร้างชาติ ที่แข็งแกร่ง และเจริญรุ่งเรือง

ฝ่ายบริหาร : นายคิม จ็อง-อึน ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ เป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ ประธานคณะกรรมการกลางประชาชน/องค์กรด้านบริหารที่กำหนดนโยบายของรัฐ และเลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี

ฝ่ายนิติบัญญัติ : สภาบริหารสูงสุด (Presidium) ของสภาประชาชนสูงสุด (Supreme People’s Assembly-SPA) เป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุด มีนายชเว รยง-แฮ เป็นประธานสภา Presidium ของ SPA รับผิดชอบงานด้านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่างประเทศ สมาชิก SPA มีจำนวน 687 คน มาจากการเลือกตั้งที่เสนอชื่อโดยพรรคคนงานเกาหลี และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การประชุม SPA ส่วนใหญ่จัดครั้งเดียวในช่วงต้น เม.ย. ของทุกปี หากมีกรณีเร่งด่วนจะจัดการประชุมวิสามัญในช่วง ก.ย.

ฝ่ายตุลาการ : หน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุด คือ ศาลกลาง (Central Court) แต่เดิมเรียกศาลสูงสุด (Supreme Court) รองลงไปเป็นศาลระดับกลาง มีศาลจังหวัด ศาลเมืองระดับล่าง คือ ศาลอำเภอ และศาลตำบล หน่วยงานอัยการกลางมีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานของอัยการทั่วประเทศ และทำหน้าที่เป็นอัยการแห่งรัฐ ตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และการปฏิบัติของประชาชน ไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย และอุดมการณ์ของชาติ

พรรคการเมือง : มีพรรคเดียว คือ พรรคคนงานเกาหลี มีบทบาทและอิทธิพลสูงสุดในการควบคุมหน่วยงานของรัฐบาลในการบริหารประเทศ สมาชิกพรรคมีมากกว่า 3 ล้านคน พรรคมีคณะกรรมการบริหาร  3 คณะ ได้แก่ 1) คณะกรรมการกลาง 2) คณะกรรมาธิการทหารกลาง และ 3) คณะกรรมาธิการตรวจสอบ

เศรษฐกิจ

หลังจากนายคิม จ็อง-อึน ประสบความสำเร็จในการกระชับอำนาจทางการเมืองและการทหารในช่วง 3 ปีแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดอย่างเป็นทางการ นายคิม จ็อง-อึน มีความมั่นใจจะเริ่มผลักดันแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ และเปิดประเทศตามแนวคิดของตนเองด้วยการผลักดันนโยบาย “พย็องจิน” (การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนานิวเคลียร์) ให้มีการผ่อนคลายการควบคุมเศรษฐกิจ การปรับระบบปันส่วนอาหาร และให้ชาวเกาหลีเหนือสามารถเก็บผลผลิตไว้เพื่อการบริโภคและจำหน่ายได้มากขึ้นก่อนจัดส่งให้ส่วนกลาง

ในการประชุมสมัชชาพรรคคนงานเกาหลีครั้งที่ 8 เมื่อ ม.ค.2564 นายคิม จ็อง-อึน ยอมรับว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือระหว่างปี 2559-2563 ไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนด และจะแก้ไขโดยใช้หลักพึ่งพาตนเองมากขึ้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ โดยเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง คือ อุตสาหกรรมเหล็กและเคมี ซึ่งจะต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ไฟฟ้า ถ่านหิน เครื่องจักร ระบบขนส่งทางรถไฟ และระบบข้อมูลและการสื่อสาร ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมอุตสาหกรรมเบาเพื่อให้สินค้าบริโภคมีปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้น พร้อมให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร และเพิ่มผลผลิตทั้งภาคการเกษตรและการประมง รวมทั้งเสริมสร้างภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในการประชุม SPA เมื่อ ม.ค.2567 นายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เสนอนโยบาย Regional Development 20×10 Policy เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและพัฒนาเศรษฐกิจทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและอาคารพักอาศัยอย่างน้อย 20 เมืองต่อปี เป็นระยะเวลา 10 ปี เช่น โรงงานอุตสาหกรรมด้านการเกษตร พร้อมเสริมการจัดตั้งพื้นที่ด้านสาธารณสุข การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแหล่งจัดการพืชพันธุ์ควบคู่กัน ส่วนการรื้อฟื้นการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางเดินรถไฟระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนและรัสเซียตั้งแต่ต้นปี 2565 หลังการปิดประเทศห้วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังทำการค้าระหว่างกันเล็กน้อย แม้นิคมอุตสาหกรรมแคซ็อง ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายปิดตัวลงเมื่อ 10 ก.พ.2559 โดยการค้าระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เมื่อปี 2565 อยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ทั้งสองประเทศยุติการค้าระหว่างกันตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีตกต่ำ

 

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : วอนเกาหลีเหนือ (Korean People’s Won-KPW)

อัตราแลกเปลี่ยน : อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลวอนเกาหลีเหนือต่อดอลลาร์สหรัฐ และเงินหยวนของจีนไม่แน่นอน โดยอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 900 วอนเกาหลีเหนือ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 36,000 วอนเกาหลีเหนือ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินวอนเกาหลีเหนือต่อเงินหยวนของจีนอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 1 หยวน : 126 วอนเกาหลีเหนือ เมื่อแลกเปลี่ยนภายในประเทศอยู่ที่ 1 หยวน : 3,700 วอนเกาหลีเหนือ และอัตราอย่างไม่เป็นทางการในตลาดมืดอยู่ที่ 1 หยวน : 7,400 วอนเกาหลีเหนือ ขณะที่ข้าวกิโลกรัมละ 21,500 วอนเกาหลีเหนือ (ต.ค.2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : ประมาณ 26,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (36,965.4 ล้านวอนเกาหลีใต้)

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 3.7%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 1,239 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 17.63 ล้านคน

มูลค่าการค้าต่างประเทศ : 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดุลการค้าต่างประเทศ : ขาดดุล 1,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออก : 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออก : สิ่งทอ วิกผม หมวก ผมปลอม ขนตาปลอม นาฬิกา ถ่านหิน แร่โลหะทังสเตน (Tungsten) โลหะผสม (Ferrous Alloy) ขี้เถ้าตะกรัน (Slag and ash)

มูลค่าการนำเข้า : 2,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้า : แร่ ปุ๋ย ธัญพืช ยาสูบ น้ำมัน สิ่งทอ พลาสติกและยาง เครื่องแต่งกาย สินค้าบริโภค ผลิตภัณฑ์เคมี วัสดุก่อสร้าง

คู่ค้าสำคัญ : จีน รัสเซีย อาร์เจนตินา เวียดนาม เนเธอร์แลนด์ และไนจีเรีย
(ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea-BOK) และสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนของเกาหลีใต้ (Korea Trade-Investment Promotion Agency-KOTRA))

การทหาร

กองทัพเกาหลีเหนือ หรือ กองทัพประชาชนเกาหลี (Korean People’s Army-KPA) ก่อตั้งเมื่อ
8 ก.พ.2491 มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันตนเองและรวมชาติเกาหลี แต่ถูกใช้เป็นฐานค้ำจุนอำนาจการปกครองของผู้นำประเทศ เกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับวันก่อตั้งกองทัพปฏิวัติประชาชนเกาหลี (Korean People’s Revolutionary Army-KPRA) ซึ่งเป็นกองกำลังต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ยึดครองเกาหลี KPRA ก่อตั้งเมื่อ 25 เม.ย.2475 ก่อนนายคิม อิล-ซุง ปรับเป็นกองทัพประชาชนเกาหลี (KPA) ในปัจจุบัน

กำลังพล 1.28 ล้านนาย แบ่งเป็น ทบ.ประมาณ 1.1 ล้านนาย ทร.ประมาณ 60,000 นาย  ทอ.ประมาณ 110,000 นาย กกล.ทางยุทธศาสตร์ (Strategic Forces) ประมาณ 10,000 นาย และ กกล.สำรอง 189,000 นาย ระยะเวลาเกณฑ์ทหาร ทบ. 5-12 ปี ทร. 5-10 ปี ทอ. 3-4 ปี ขณะที่ กกล.รบพิเศษ (Special Purpose Forces Command) ประมาณ 88,000 นาย มีขีดความสามารถแทรกซึมเพื่อสร้างความเสียหายหลังแนวรบของเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือปรับปรุงขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการทำสงครามสมัยใหม่ที่มีการปฏิบัติการแบบผสมผสานระหว่างการทำสงครามตามแบบ (Conventional Warfare) และการทำสงครามนอกแบบ (Unconventional Warfare) รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติการของทหารราบ พร้อมกับพัฒนาอาวุธเชิงยุทธวิธีและยุทธศาสตร์หลายประเภท อาทิ อาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ อาวุธเคมีและชีวภาพ และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) อีกทั้งเกาหลีเหนือลักลอบส่งออกอาวุธเป็นรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นเรือรบ ขีปนาวุธ อาวุธตามแบบ (เครื่องกระสุนปืนเล็ก ปืนใหญ่) อากาศยานไร้คนขับ เทคโนโลยีการผลิตอาวุธและชิ้นส่วนอาวุธ แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ตามข้อมติที่ 1718 1874  2087 และ 2270 โดยเกาหลีเหนือใช้เครือข่ายการขนส่งที่ซับซ้อน ใช้การขนส่งหลายทอด และอาศัยช่องว่างของข้อมติโดยให้ประเทศที่สามเป็นตัวกลาง ตลอดจนการใช้บริษัทบังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของนานาชาติ ทำให้ยากต่อการตรวจพบ

การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เกาหลีเหนือเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธประเมินว่า เกาหลีเหนืออาจครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ถึง ถึง 80-90 ลูก และขยายกระบวนการสกัดและเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กสำหรับติดตั้งบนขีปนาวุธ ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ประเมินตั้งแต่ปี 2565 ว่า เกาหลีเหนือมีความพร้อมทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 7 สำหรับพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ หลังจากเกาหลีเหนือบูรณะอุโมงค์ที่ 3 ที่เขตพุงกเย เมืองกิลจู จ.ฮัมกย็องเหนือ ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือปิดอุโมงค์ 4 แห่ง ในเขตพุงกเยเมื่อปี 2561 หลังจากทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน 6 ครั้ง เมื่อ 9 ต.ค.2549  25 พ.ค.2552  12 ก.พ.2556  6 ม.ค.2559  9 ก.ย.2559 และ 3 ก.ย.2560 โดยการทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.3 แมกนิจูด ขณะที่เกาหลีเหนืออ้างว่า เป็นการทดลองระเบิดไฮโดรเจน

การพัฒนาขีปนาวุธ เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missiles) รวมกว่า 1,000 ลูก โดยเป็นขีปนาวุธแบบ Scud (ประมาณ 600 ลูก) มีพิสัยการยิงครอบคลุมเกาหลีใต้ ขณะที่ขีปนาวุธแบบ Rodong มีพิสัยการยิงถึงญี่ปุ่น ขีปนาวุธพิสัยกลาง-ไกล (Intermediate Range Ballistic Missile-IRBM) แบบ Musudan รุ่น Hwasong-10 รุ่น Hwasong-12 รุ่น Hwasong-16B ซึ่งมีความเร็วเหนือเสียง และสามารถติดตั้งหัวรบยานความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicles-HGVs)  มีพิสัยทำการ 3,000-4,500 กม. ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile-ICBM) และทดสอบรุ่นใหม่ทุกปี โดยเมื่อปี 2567-2568 เกาหลีเหนือทดสอบ ICBM รุ่น Hwasong-19 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดที่ใช้ระบบเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง สามารถบรรทุกหัวรบที่มีน้ำหนักได้มากกว่ารุ่น Hwasong-18 และอาจมีพิสัยทำการไกลกว่า 15,000 กม. ครอบคลุมแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังจัดแสดง ICBM รุ่น Hwasong-20 มีแสนยานุภาพสูงสุดในพิธีสวนสนามทางทหารในวาระครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคคนงานเกาหลีเมื่อ ต.ค.2568 แต่เกาหลีเหนือยังไม่ได้ทดสอบรุ่นดังกล่าว ทั้งนี้ เมื่อปี 2565 เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมากกว่า 80 ลูก รวมถึง ICBM และ IRBM นับเป็นการยิงขีปนาวุธมากที่สุดในรอบ 1 ปี ซึ่งขีปนาวุธบางส่วนเคลื่อนที่ข้ามญี่ปุ่น

เกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับการส่งเสริมขีดความสามารถกำลังทางเรือ ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การประจำการเรือรบและเรือดำน้ำรุ่นใหม่ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างฐานทัพเรือทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศ เป็นไปตามแผนพัฒนาด้านการป้องกันประเทศระยะ 5 ปี (ปี 2564-2568) ปัจจุบัน เกาหลีเหนือมีเรือดำน้ำ 71 ลำ แต่ส่วนใหญ่เป็นเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า (Diesel-Electric Submarines) ชั้น Romeo ในสมัยสหภาพโซเวียตและค่อนข้างล้าสมัย และอยู่ระหว่างดำเนินโครงการต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ (Nuclear-powered Ballistic missile Submarine-SSBN) อย่างไรก็ดี กรณีที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ เชื่อว่าเรือดำน้ำขนาดเล็ก (ขนาด 90-370 ตัน) ของเกาหลีเหนือใช้ตอร์ปิโดโจมตีเรือรบชอนันของเกาหลีใต้เมื่อ 26 มี.ค.2553 สะท้อนว่า เรือดำน้ำขนาดเล็กซึ่งเดิมเน้นใช้ในภารกิจแทรกซึม มีขีดความสามารถและความเงียบ (ยากต่อการตรวจจับ) จนอาจเป็นภัยคุกคามต่อเรือผิวน้ำได้ โดยเฉพาะการปฏิบัติการในเขตน่านน้ำตื้น สำหรับเรือรบผิวน้ำ เกาหลีเหนือประจำการเรือพิฆาตระวาง 5,000 ตัน 2 ลำ เมื่อปี 2568 และตั้งเป้าหมายต่อเรือพิฆาตลำที่ 3 ให้แล้วเสร็จภายใน ต.ค.2569 รวมถึงต่อเรือพิฆาตขนาดเดียวกันหรือใหญ่กว่าจำนวน 2 ลำ ทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี 2569

เกาหลีเหนือมีศักยภาพในการทำสงครามไซเบอร์ (cyber warfare) สูง และสามารถสร้างความเสียหายให้เกาหลีใต้และสหรัฐฯ เพื่อจารกรรมข้อมูลและการเงินมาสนับสนุนโครงการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งปรากฏข่าวสารว่า เกาหลีเหนือมีรายได้จากการจารกรรมสกุลเงินดิจิทัลห้วงปี 2568 มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หน่วยงานที่รับผิดชอบการทำสงครามไซเบอร์ ได้แก่ 1) State Security Agency ทำหน้าที่เฝ้าติดตามเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขึ้นตรงกับ Korea Computer Center 2) Bureau 121 จัดตั้งเมื่อปี 2541 อยู่ภายใต้การกำกับของ Reconnaissance General Bureau (RGB) ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การปฏิบัติการและเทคนิค ขึ้นตรงต่อเสนาธิการทหารเกาหลีเหนือ มีเป้าหมายต่อหน่วยงานของรัฐบาลและเอกชนเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เกาหลีเหนือให้การฝึกอบรมผู้มีความสามารถพิเศษหรืออัจฉริยะให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ และมีบุคลากรในหน่วยงานด้านการทำสงครามทางคอมพิวเตอร์ประมาณ 7,000 นาย และส่งแรงงานดังกล่าว หรือ IT Workers ไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อหารายได้อีกทางหนึ่ง กลุ่มจารกรรมทางไซเบอร์ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่ม Lazarus กลุ่ม Kimsuky กลุ่ม Thallium กลุ่ม APT43 กลุ่ม Velvet Chollima และกลุ่ม Black Banshee

เกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศ โดยเฉพาะการพัฒนาจรวดดาวเทียมที่ใช้เทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกล (Remote sensing) และดาวเทียมขนาดเล็ก โดยเกาหลีเหนือส่งดาวเทียมลาดตระเวน (Reconnaissance satellite) ขึ้นสู่วงโคจรโลกสำเร็จเป็นดวงแรกของประเทศเมื่อ 21 พ.ย.2566 หลังประสบความล้มเหลวในภารกิจดังกล่าว 2 ครั้ง เมื่อ พ.ค.และ ส.ค.2566 โดยมีสำนักบริหารด้านเทคโนโลยีอวกาศแห่งชาติของเกาหลีเหนือ (National Aerospace Technology Administration-NATA) ดูแลโครงการดังกล่าว ส่วนการส่งดาวเทียมลาดตระเวนเพิ่มอีก 3 ดวง ในปี 2567 ยังไม่คืบหน้า เนื่องจากเกาหลีเหนือล้มเหลวในการส่งดาวเทียมดวงแรกของปีเมื่อ พ.ค.2567 ทั้งนี้ เกาหลีเหนือมีฐานอวกาศที่สำคัญคือ ฐานปล่อยดาวเทียมโซแฮ (Sohae Satellite Launching Ground) เมืองช็อลซัน จ.พย็องอันเหนือ ทางตะวันตกของประเทศ

ปัญหาด้านความมั่นคง

การเมืองภายในของเกาหลีเหนือยังคงมีเสถียรภาพ หลังจากนายคิม จ็อง-อึน ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเมื่อปี 2555 แม้เกิดข้อขัดแย้งภายใน จนทำให้มีการประหารชีวิตนายชัง ซ็อง-แท็ก อาเขยของนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุด และถือเป็นผู้มีอำนาจลำดับ 2 ของเกาหลีเหนือ เมื่อ ธ.ค.2556 โดยนายคิม จ็อง-อึน ดำเนินการกระชับอำนาจอย่างเด็ดขาดด้วยการกวาดล้างฐานอำนาจเก่าของนายชัง ซ็อง-แท็ก และแต่งตั้งโยกย้าย จนท.ระดับสูงที่ไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งนี้ นายคิม จ็อง-อึน เคยมอบอำนาจการบริหารประเทศบางส่วนให้กับนางสาวคิม ยอ-จ็อง น้องสาว ห้วงนายคิม จ็อง-อึน มีอาการป่วยขั้นวิกฤตและไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเมื่อปี 2563 โดยนางสาวคิม ยอ-จ็อง ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ของพรรคคนงานเกาหลี (Vice Director of the party’s information and instruction department) และเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการแห่งรัฐ มีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และออกแถลงการณ์ต่อประเด็นดังกล่าว

กระแสคาดการณ์ถึง ด.ญ.คิม จู-แอ บุตรสาวของนายคิม จ็อง-อึน อาจได้รับการวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา เนื่องจากมักปรากฏตัวต่อสาธารณะเคียงข้างบิดาบ่อยครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งการติดตามบิดาเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อ ก.ย.2568 และสื่อทางการเกาหลีเหนือใช้คำสรรเสริญยกย่องเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ทางการเกาหลีเหนือยังไม่เปิดเผยชื่อและลำดับทายาทของผู้นำเกาหลีเหนือ ขณะที่ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ด.ญ.คิม จู-แอ อาจมีอายุประมาณ 14 ปี/ปี 2569 และเป็นบุตรลำดับที่ 2 จากทั้งหมด 3 คน

ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีเหนือ

ไทยและเกาหลีเหนือสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 8 พ.ค.2518 โดย ออท.เกาหลีเหนือประจำเมียนมา (ในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่ง ออท.ประจำประเทศไทย และ ออท. ณ กรุงปักกิ่ง ดำรงตำแหน่ง ออท. ณ กรุงเปียงยาง ต่อมาเมื่อ 15 มี.ค.2534 เกาหลีเหนือยกระดับสำนักงานของเกาหลีเหนือในกรุงเทพฯ (ตั้งเมื่อ 25 ธ.ค.2522) เป็นสถานเอกอัครราชทูต ขณะที่ไทยยังคงให้ สอท. ณ กรุงปักกิ่ง มีเขตอาณาครอบคลุมเกาหลีเหนือ

การลงทุนของไทยในเกาหลีเหนือ บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด โดยบริษัท LOXPAC ลงทุนด้านกิจการโทรคมนาคมกับกระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมเกาหลีเหนือเมื่อปี 2539 โดยตั้งเป็นบริษัท Northeast Asia Telephone and Telecommunication เพื่อพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (GSM) ในเกาหลีเหนือ เฉพาะอย่างยิ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษราจิน-ซอนบอง (ราซอน) อย่างไรก็ตาม บริษัท LOXPAC ยุติการดำเนินกิจการในไทยและขายกิจการให้แก่บริษัทของฮ่องกง พร้อมย้ายบริษัทไปอยู่ที่ฮ่องกงเมื่อปี 2560

การค้าไทยกับเกาหลีเหนือ เมื่อปี 2567 มูลค่าการค้ารวม 3.34 ล้านบาท โดยไทยนำเข้ามูลค่า 2.47 ล้านบาท และส่งออกมูลค่า 0.87 ล้านบาท ไทยเสียเปรียบดุลการค้า 1.59 ล้านบาท สินค้านำเข้าจากเกาหลีเหนือ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าส่งออกไปยังเกาหลีเหนือ คือ ผลิตภัณฑ์พลาสติก

เกาหลีเหนือยังคงค้างชำระหนี้ค่าข้าวไทย หลังจากการสั่งซื้อข้าวจากไทยเมื่อปี 2536 ด้วยระบบการให้สินเชื่อโดยการผ่อนชำระค่าข้าว มูลค่าคงค้างชำระ (รวมดอกเบี้ย) ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลเมื่อปี 2562)

ด้านวัฒนธรรม ไทยและเกาหลีเหนือแลกเปลี่ยนการติดต่อและการดำเนินกิจกรรมด้านวัฒนธรรมในสาขาต่าง ๆ ที่มีการลงนามความตกลงด้านวัฒนธรรมระหว่างกันเมื่อ 1 มี.ค.2545

กรณีนางสาวอโนชา ปันจ้อย หญิงไทยที่คาดว่าถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือเมื่อปี 2521 ทางการเกาหลีเหนือตรวจสอบแล้วในเบื้องต้นไม่พบหลักฐานว่ามีบุคคลชื่อนางสาวอโนชา อยู่ในเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศขอความร่วมมือจากทางการเกาหลีเหนือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนางสาวอโนชา เป็นระยะ โดยขอให้คำนึงถึงความสนใจของสาธารณชนและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ แต่ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องกรอบเวลาของการดำเนินการตรวจสอบ ปัจจุบัน สถานภาพของนางสาวอโนชาถือเป็นบุคคลหายสาบสูญ

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) สถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี

2) เสถียรภาพทางการเมืองภายในของเกาหลีเหนือ และการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจ

3) ความก้าวหน้าในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และดาวเทียม

4) ความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซีย

5) การดำเนินนโยบายพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจ

6) การรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ การเจรจาสองเกาหลี เพื่อให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์

7) ปัญหาชาวเกาหลีเหนือหลบหนีออกนอกประเทศ โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน เพื่อขอลี้ภัยไปประเทศที่สาม

8) การลักลอบส่งออกอาวุธโดยใช้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทางผ่าน

Gallery