คณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ

(Gulf Cooperation Council-GCC)

เลขาธิการ       นายญาซิม มุฮัมมัด อัลบุดัยวี (ชาวคูเวต)

 

ภารกิจ           ในระยะแรก GCC พยายามสร้างระบบพันธมิตรทางการเมืองและความมั่นคงร่วมกันเป็นหลัก โดยอาศัยการฝึกซ้อมการป้องกันภัยทางอากาศ การพัฒนามาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ และการฝึกซ้อมการเคลื่อนพลเร็วสำหรับกรณีฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ถูกโจมตี เฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งกองกำลังร่วม ที่เรียกว่า “กองกำลังโล่พิทักษ์คาบสมุทร” (Peninsula Shield Force) เมื่อปี 2527 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความอยู่รอดปลอดภัยจากภัยคุกคาม 2 ประการ ได้แก่ 1) การประกาศนโยบายส่งออกอุดมการณ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หลังจากอายะตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ มูซาวี โคมัยนี โค่นล้มระบอบกษัตริย์ และสถาปนาการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลามขึ้นมาแทน เมื่อปี 2522 และ 2) สงครามอิรัก-อิหร่าน เมื่อปี 2523 ที่ยืดเยื้อถึง 8 ปี ก่อนจะยุติในปี 2531 ปัจจุบัน Peninsula Shield Force มีกำลังพล 30,000-40,000 นาย ประจำการที่ฐานทัพใน King Khalid Military City (KKMC) ใกล้เมือง Hafar al-Batin ทางภาคตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย ที่ผ่านมามีการส่งกองกำลังดังกล่าวไปปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐสมาชิก 3 ครั้ง ได้แก่ สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2534 สงครามอิรักปี 2546 และการรักษาความสงบในบาห์เรนจากเหตุวุ่นวายทางการเมืองเมื่อ มี.ค.2554

ความร่วมมือของ GCC ในปัจจุบัน เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจค่อนข้างประสบความสำเร็จมากกว่าความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง และการทหาร ที่สำคัญคือ การก่อตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area-FTA) เมื่อปี 2526 การยกระดับความร่วมมือเป็นสหภาพศุลกากร (Customs Union) เมื่อปี 2546 และตลาดร่วม (Common Market) ตั้งแต่ปี 2551 แม้ว่ามีอุปสรรคจากการที่รัฐสมาชิก GCC ไม่เห็นพ้องร่วมกันในประเด็นการจัดเก็บภาษีเงินได้ การทุ่มตลาด และการปกป้องตลาด เฉพาะอย่างยิ่งการจัดแบ่งภาษีเงินได้ระหว่างรัฐสมาชิก ทำให้ข้อตกลงจัดตั้งสหภาพศุลกากรที่ตั้งเป้าหมายจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 ถูกเลื่อนออกไป จนกระทั่งบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2558 หลังจากมีการเจรจาและเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นดังกล่าว

นอกจากนี้ GCC มีความพยายามจะจัดตั้งสหภาพการเงิน (Monetary Union) และใช้เงินตราสกุลเดียว (single currency) ร่วมกันในอนาคต หลังจากจัดตั้งคณะมนตรีการเงิน (Monetary Council) เมื่อ มี.ค.2553 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้ข้อตกลงจัดตั้งสหภาพการเงินได้ เนื่องจากมีประเด็นไม่เห็นพ้องกันเกี่ยวกับการกำหนดกลไกขับเคลื่อนสหภาพการเงิน เช่น ระบบการชำระเงินและการชำระบัญชีร่วม ที่ตั้งธนาคารกลางของ GCC ประกอบกับรัฐสมาชิก GCC แต่ละประเทศยังมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการเงินภายในประเทศไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ปัจจุบันรัฐสมาชิก GCC ส่วนใหญ่ยังคงผูกค่าเงินของตนเองกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ มีเพียงคูเวตที่กำหนดค่าเงินโดยใช้ระบบตะกร้าเงิน (Currency Basket) ทั้งนี้ ที่ประชุมสุดยอด GCC ครั้งที่ 40 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 2562 เรียกร้องให้มีการผลักดันการบังคับใช้ข้อตกลงจัดตั้งสหภาพการเงินของ GCC ให้ได้ภายในปี 2568 แต่ปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม

 

โครงสร้างองค์กร

มาตรา 6-16 ของกฎบัตร GCC กำหนดให้องค์กรหลักของ GCC ประกอบด้วย หน่วยงานที่สำคัญ 3 หน่วยงาน ได้แก่

1. คณะมนตรีสูงสุด (Supreme Council) เป็นหน่วยงานสูงสุด ทำหน้าที่กำหนดนโยบายในภาพรวมขององค์กร คณะมนตรี ประกอบด้วย ประมุขของรัฐสมาชิก ซึ่งผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นประธาน ตามลำดับอักษรของชื่อรัฐสมาชิกเป็นภาษาอาหรับ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย โอมาน กาตาร์ และคูเวต โดยจัดประชุมสุดยอดสมัยสามัญเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ดี อาจมีการจัดประชุมวาระพิเศษได้ หากมีการร้องขอจากรัฐสมาชิกอย่างน้อย 1 ประเทศ และมีรัฐสมาชิกให้การรับรองคำร้องอย่างน้อย 1 ประเทศ องค์ประชุมของคณะมนตรีสูงสุดที่จะทำให้มติที่ประชุมมีผลบังคับใช้ได้อยู่ที่ 2 ใน 3 ของรัฐสมาชิก กล่าวคือ ต้องมีประมุขของรัฐสมาชิกเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 4 ประเทศ จากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 6 ประเทศ โดยแต่ละประเทศมีเสียงในการลงมติต่าง ๆ ที่ 1 เสียงเท่ากัน การออกข้อมติที่สำคัญจำเป็นจะต้องได้รับฉันทามติจากรัฐสมาชิกที่อยู่ในที่ประชุม ส่วนการลงมติในประเด็นทั่วไปให้ใช้การลงคะแนนโดยอาศัยเสียงข้างมาก ในการประชุมสุดยอด GCC ครั้งที่ 19 ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปี 2541 คณะมนตรีสูงสุดมีมติเห็นควรให้จัดการประชุมคณะกรรมาธิการที่ปรึกษา (Consultative Commission) คั่นกลางระหว่างการประชุมสุดยอด 2 ครั้ง เป็นประจำทุกปี โดยคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิของรัฐสมาชิก 6 ประเทศ ประเทศละ 5 คน รวมทั้งสิ้น 30 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี รับผิดชอบการศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่คณะมนตรีสูงสุดมอบหมายให้ นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมาธิการอีกคณะที่อยู่ในกำกับของคณะมนตรีสูงสุด คือ คณะกรรมาธิการระงับข้อพิพาท (Commission for the Settlement of Disputes) ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นชั่วคราว เพื่อแก้ไขข้อพิพาทต่าง ๆ เป็นกรณีไป

2. คณะมนตรีรัฐมนตรี (Ministerial Council) ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือรัฐมนตรีอื่น ๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐสมาชิก มีหน้าที่จัดทำนโยบายและข้อเสนอแนะให้คณะมนตรีสูงสุดรับรอง ส่งเสริมและประสานงานการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในทุกสาขา รวมถึงมีหน้าที่เตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการประชุมคณะมนตรีสูงสุดและระเบียบวาระการประชุมดังกล่าว คณะมนตรีรัฐมนตรีจัดการประชุมทุก 3 เดือน และอาจจัดประชุมวาระพิเศษได้ หากมีการร้องขอจากรัฐสมาชิกอย่างน้อย 1 ประเทศ และมีรัฐสมาชิกให้การรับรองคำร้องอย่างน้อย 1 ประเทศ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีรัฐมนตรี คือ รัฐมนตรีของรัฐที่เป็นประธานการประชุมสุดยอดสมัยสามัญของคณะมนตรีสูงสุด กรณีที่มีเหตุจำเป็นอาจให้รัฐมนตรีจากประเทศที่จะเป็นประธานการประชุมสุดยอดครั้งต่อไปเป็นประธานคณะมนตรีรัฐมนตรีได้ องค์ประชุมของคณะมนตรีรัฐมนตรีที่จะทำให้มติที่ประชุมมีผลบังคับใช้ได้อยู่ที่ 2 ใน 3 ของรัฐสมาชิกเช่นเดียวกับกรณีของคณะมนตรีสูงสุด นอกจากนี้ การลงมติของคณะมนตรีรัฐมนตรียังใช้หลักการเดียวกันกับการลงมติของคณะมนตรีสูงสุด

3. สำนักเลขาธิการ (Secretariat-General) ตั้งอยู่ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย รับผิดชอบด้านการศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ การประสานงาน แผนงานและโครงการ ตลอดจนงบประมาณและการทำบัญชีสำหรับการทำงานร่วมกัน รวมทั้งจัดเตรียมรายงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ GCC ตามห้วงเวลา ผลักดันให้รัฐสมาชิกนำข้อเสนอแนะของคณะมนตรีสูงสุดและคณะมนตรีรัฐมนตรีไปปฏิบัติ ติดตามการปฏิบัติตามข้อมติ จัดเตรียมรายงาน และผลการศึกษาเมื่อได้รับการร้องขอจากคณะมนตรีสูงสุดหรือจากคณะมนตรีรัฐมนตรี จัดเตรียมการประชุม ระเบียบวาระการประชุม และร่างข้อมติให้แก่คณะมนตรีรัฐมนตรี

โครงสร้างของสำนักเลขาธิการ ประกอบด้วย

3.1  เลขาธิการ เป็นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดขององค์กร โดยเป็นพลเมืองของรัฐสมาชิก GCC    ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะมนตรีสูงสุด โดยการแนะนำของคณะมนตรีรัฐมนตรี มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เพียง 2 สมัย

3.2  ผู้ช่วยเลขาธิการ มีทั้งสิ้น 8 คน แต่ละคนอาจได้รับมอบหมายหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบกิจการด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ความมั่นคง มนุษยธรรม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย สื่อ วัฒนธรรม การเงินและการบริหาร และการเจรจา นอกจากนี้ ผู้ช่วยเลขาธิการจะรวมถึงหัวหน้าคณะผู้แทน GCC ประจำกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียมด้วย โดยทั้งหมดได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีรัฐมนตรีตามที่เลขาธิการเสนอ และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี

3.3  ผู้อำนวยการฝ่ายต่าง ๆ ในกำกับของสำนักเลขาธิการ ได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการ ได้แก่ ฝ่ายกิจการการเมือง ฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ ฝ่ายกิจการด้านมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ฝ่ายกิจการทหาร ฝ่ายกิจการความมั่นคง ฝ่ายกิจการด้านกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการ ฝ่ายกิจการการคลังและการบริหาร สำนักงานคุ้มครองสิทธิบัตร หน่วยพัฒนาด้านการบริหาร หน่วยตรวจสอบภายใน ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร คณะผู้แทนถาวร GCC ประจำกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม และสำนักงานโทรคมนาคมในบาห์เรน

นายญาซิม มุฮัมมัด อัลบุดัยวี (ชาวคูเวต)
เลขาธิการ

สมาชิก  รัฐรอบอ่าวอาหรับ 6 ประเทศ

ก่อตั้งเมื่อ   25 พ.ค.2524

ความสัมพันธ์ไทย-GCC

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ GCC มีทั้งในลักษณะทวิภาคีและพหุภาคี โดยไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสมาชิก GCC เป็นรายประเทศ ทั้ง 6 ประเทศ และมีการเยือนระหว่างกันทั้งในระดับทางการและไม่เป็นทางการอย่างสม่ำเสมอ เฉพาะอย่างยิ่งในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี 2549 ที่มีประมุขและเชื้อพระวงศ์ระดับสูงของรัฐรอบอ่าวอาหรับเข้าร่วมครบทุกประเทศ (ยกเว้นซาอุดีอาระเบียที่ขณะนั้นยังมีปัญหาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย จากกรณีโจรกรรมเครื่องเพชรของราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียและกรณีฆาตกรรมนักการทูตและนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียในไทย) นอกจากนี้ สมาชิก GCC หลายประเทศ อาทิ บาห์เรน เคยมีบทบาทสนับสนุนและช่วยไทยในการทำความเข้าใจกับโลกมุสลิม เฉพาะอย่างยิ่งในเวทีองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นปัญหาจากความพยายามต้องการแบ่งแยกดินแดน มิใช่ปัญหาจากการดำเนินนโยบายกดขี่คนไทยมุสลิม

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ GCC เป็นแหล่งนำเข้าพลังงานและตลาดแรงงานสำคัญของไทย โดยการค้าไทย-GCC เมื่อปี 2567 มีมูลค่า 35,178.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,246,975.28 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีมูลค่า 34,817.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,211,834.72 ล้านบาท) โดยปี 2567 ไทยส่งออกมูลค่า 7,963.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (279,279.32 ล้านบาท) นำเข้ามูลค่า 27,378.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (967,695.96 ล้านบาท) และไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 19,252.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (688,416.64 ล้านบาท) ขณะที่การค้าไทย-GCC ห้วง ม.ค.-ก.ย. 2568 มีมูลค่า 26,858.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (897,427.14 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับห้วงเดียวกันของปี 2567 โดยไทยส่งออกมูลค่า 6,168.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (203,732.33 ล้านบาท) นำเข้ามูลค่า 20,689.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (693,694.80 ล้านบาท) และไทยยังคงเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า

นอกจากนี้ ไทยเป็นประเทศที่ประชาชนใน GCC ให้ความสนใจในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและประเทศที่ให้บริการทางการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงและมีคุณภาพ ทั้งนี้ การที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันดังกล่าว ส่งผลให้สามารถกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้ใกล้ชิดต่อไปได้อีกในอนาคต

ความสัมพันธ์ในกรอบพหุภาคี ไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนพยายามกระชับความสัมพันธ์กับ GCC ผ่านกรอบการหารือระหว่างอาเซียน-GCC ที่พัฒนามากขึ้น หลังจากนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน พบหารือกับนายอับดุรเราะห์มาน อัลอะฏียะฮ์ เลขาธิการ GCC ที่สำนักเลขาธิการ GCC ในกรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เมื่อ ก.ย.2551 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงพิจารณาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน-GCC อย่างเป็นทางการนอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ รวมทั้งอาจจัดการประชุมอย่างเป็นทางการในประเทศสมาชิกของแต่ละฝ่าย โดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพในอนาคต

ข้อตกลงดังกล่าวได้นำไปสู่การจัดประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน-GCC ครั้งที่ 1 ที่กรุงมานามา บาห์เรน เมื่อ 30 มิ.ย.2552 ซึ่งที่ประชุมมีมติจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement-FTA) อาเซียน-GCC ส่วนการประชุมครั้งที่ 2 ที่สิงคโปร์ ระหว่าง 31 พ.ค.-1 มิ.ย.2553 ที่ประชุมมีมติรับรองแผนปฏิบัติการ 2 ปี (ปี 2553-2555) ของอาเซียน-GCC ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบการดำเนินกิจกรรมและมาตรการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในห้วงดังกล่าว ครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม

สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน-GCC ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่กรุงมานามา บาห์เรน เมื่อ 26 พ.ย.2556 ที่ประชุมมีมติให้ทั้ง 2 ฝ่ายส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ ภายใต้กรอบการทำงาน 6 สาขา ได้แก่ 1) การค้าและการลงทุน 2) การศึกษา  3) วัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร 4) ความมั่นคงด้านอาหารและการลงทุนในภาคเกษตร 5) พลังงาน และ     6) การท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีมติตอบรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพของเมียนมา สำหรับการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน-GCC ครั้งที่ 4 ในปี 2557 แต่ไม่ได้จัดการประชุมตามที่กำหนดไว้

ต่อมาที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Foreign Ministers Meeting-AMM) เมื่อ 28 เม.ย.2560 ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เห็นชอบในหลักการให้ไทยในฐานะผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-GCC ดำเนินการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี ASEAN–GCC ครั้งที่ 4 ที่ไทย ภายใน
ปี 2560 แต่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐสมาชิก GCC กรณีซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์ เมื่อ มิ.ย.2560 ทำให้ไทยไม่สามารถจัดประชุมได้

อย่างไรก็ตาม อาเซียนกับ GCC ยังคงสนใจที่จะส่งเสริมความร่วมมือรอบด้านระหว่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่เห็นว่าอีกฝ่ายมีศักยภาพที่จะเป็นคู่เจรจา FTA ในอนาคต โดย GCC ภายใต้การผลักดันของซาอุดีอาระเบีย ริเริ่มจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC (ASEAN-GCC Summit) ครั้งที่ 1 เมื่อ 20 ต.ค.2566 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย โดยมีผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ (ยกเว้นผู้นำเมียนมา) ซึ่งรวมถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย เข้าร่วมประชุมกับผู้นำ GCC 6 ประเทศ การประชุมมุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์ระหว่างอาเซียน-GCC โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุนที่มีการผลักดันการจัดตั้ง ASEAN-GCC Business Forum เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชน ด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ที่ประชุมครั้งนี้ยังเห็นพ้องกรอบความร่วมมืออาเซียน-GCC (ASEAN-GCC Framework of Cooperation) ปี 2567-2571 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการและกิจกรรมความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง การค้าและการลงทุน การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว สื่อ และกีฬา รวมทั้งตกลงให้จัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC ทุก 2 ปี ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC ครั้งที่ 2 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 27 พ.ค.2568 อีกทั้งจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน เป็นครั้งแรก ในโอกาสเดียวกัน

Gallery