ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

Hashemite Kingdom of Jordan

เมืองหลวง       อัมมาน

 

ที่ตั้ง               ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทางตอนเหนือของคาบสมุทรอาระเบีย ระหว่างเส้นละติจูด 29 องศา 11 ลิปดา-33 องศา 22 ลิปดาเหนือกับลองจิจูด 34 องศา 59 ลิปดา-39 องศา 18 ลิปดาตะวันออก พื้นที่ 89,342 ตร.กม. (พื้นดิน 88,802 ตร.กม. น่านน้ำ 540 ตร.กม.) ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 113 ของโลก และเล็กกว่าไทยประมาณ 5.7 เท่า อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 6,830 กม.

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ             ติดกับซีเรีย 379 กม.

ทิศใต้                 ติดกับทะเลแดง 26 กม. และซาอุดีอาระเบีย

ทิศตะวันออก       ติดกับซาอุดีอาระเบีย 731 กม. และอิรัก 179 กม.

ทิศตะวันตก         ติดกับอิสราเอล 307 กม. ทะเลสาบ Dead Sea 50 กม.

เขตเวสต์แบงก์ (ปาเลสไตน์) 148 กม.

 

ภูมิประเทศ       ทางตะวันออกส่วนใหญ่เป็นที่ราบทะเลทราย ทางตะวันตกเป็นที่ราบสูงและป่าเมดิเตอร์เรเนียน มีหุบเขา Great Rift กั้นระหว่างจอร์แดนกับเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์และอิสราเอล มีพื้นที่ต่ำสุดของโลก คือ ทะเลสาบ Dead Sea ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 1,378 ฟุต (408 ม.) จุดที่สูงที่สุดในประเทศ คือ ภูเขา Umm adDami สูง 1,854 ม. พื้นที่เพาะปลูก 11.4%

 

ภูมิอากาศ        แบบผสมระหว่างเมดิเตอร์เรเนียนกับแห้งแล้งแบบเขตทะเลทราย โดยทางตอนเหนือและตะวันตกสภาพอากาศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียน มี 2 ฤดู คือ ฤดูหนาว ช่วง พ.ย.-มี.ค. มีฝนตกและมีหิมะตก
ในอัมมาน อุณหภูมิเฉลี่ย 13 องศาเซลเซียส และฤดูร้อนในช่วงที่เหลือของปี อากาศร้อนและแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส ภัยธรรมชาติที่เคยประสบ ได้แก่ ภัยแล้งและแผ่นดินไหว

ศาสนา            อิสลาม (ส่วนใหญ่เป็นซุนนี) 97.2% คริสต์ 2.2% (ส่วนใหญ่นิกายกรีกออร์ทอดอกซ์) อื่น ๆ (พุทธ ฮินดู ยูดาย และไม่มีศาสนา) 0.6%

 

ภาษา             ภาษาราชการ คือ ภาษาอาหรับ ภาษาอังกฤษใช้อย่างแพร่หลายในการติดต่อธุรกิจ ราชการ รวมทั้งในกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูง

 

การศึกษา        อัตราการรู้หนังสือ 98.2% จำนวนปีเฉลี่ยของการเข้ารับการศึกษาของประชาชน คือ 13 ปี

วันชาติ           25 พ.ค. (วันได้รับเอกราชจากอาณัติของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2489)

สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2

His Majesty King Abdullah Ibn al Hussein

(ประมุขของประเทศ)

ประชากร       11,442,000 คน (2568) ประกอบด้วย ชาวอาหรับ 97.4% (ชาวจอร์แดน 69.3% แรงงานและผู้อพยพชาวซีเรีย 13.3% ชาวปาเลสไตน์ 6.7% ชาวอียิปต์ 6.7% ชาวอิรัก 1.4%) และอื่น ๆ 2.6% (เซอร์คัสเซียนและอาร์เมเนียน) อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 30.9% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 64.9% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 4.2% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 76.5 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศชาย 75 ปี และอายุขัยเฉลี่ยเพศหญิง 78.1 ปี อัตราการเกิด 22.2 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 3.5 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.78% (ปี 2567)

การก่อตั้งประเทศ       หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 และการสิ้นสุดของจักรวรรดิออตโตมาน (อุษมานียะฮ์) สหราชอาณาจักร ซึ่งได้อาณัติในการปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคตะวันออกกลาง แบ่งเขตกึ่งปกครองตนเอง Transjordan ออกจากปาเลสไตน์ ต่อมา สหราชอาณาจักรร้องขอต่อสันนิบาตชาติ เพื่อให้เอกราช Transjordan เมื่อปี 2489 และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นราชอาณาจักร “จอร์แดน” ตั้งแต่ปี 2493 โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 1 เป็นผู้ปกครองพระองค์แรก อนึ่ง ความพ่ายแพ้ในสงคราม 6 วันกับอิสราเอลเมื่อปี 2510 ส่งผลให้จอร์แดนต้องสูญเสียดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (เขตเวสต์แบงก์) ให้อิสราเอล ก่อนที่จะตัดสินใจประกาศสละการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวเป็นการถาวรตั้งแต่ปี 2531

การเมือง

ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ อำนาจการปกครองแบ่งเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่ในทางปฏิบัติ กษัตริย์มีอำนาจสูงสุด  ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 7 ก.พ.2542 เจ้าชายฮุเซน พระราชโอรสพระองค์โตทรงได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารอย่างเป็นทางการ เมื่อ 2 ก.ค.2552 

ฝ่ายบริหาร : สมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีอำนาจแต่งตั้ง นรม. และ นรม.แต่งตั้ง ครม. โดยผ่าน  ความเห็นชอบของสมเด็จพระราชาธิบดี นรม.คนปัจจุบัน คือนาย Jafar Hassan ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 15 ก.ย.2567

ฝ่ายนิติบัญญัติ : มี 2 สภาได้แก่ 1) วุฒิสภา (Majlis al-Ayan หรือ House of Notables) สมาชิก 69 คน แต่งตั้งโดยสมเด็จพระราชาธิบดี มีวาระ 4 ปี 2) สภาผู้แทนราษฎร (Majlis al-Nuwaab หรือ House of Representatives) สมาชิก 138 คน (เพิ่มขึ้นจาก 130 คน หลังจอร์แดนแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2565) วาระ 4 ปี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากเขตเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศในระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อเปิด (open-list proportional representation system-OLPR) จำนวน 97 ที่นั่ง (ในจำนวนนี้มีโควตาที่สงวนไว้สำหรับชนกลุ่มน้อย 12 คน แบ่งเป็น ชาวคริสต์  9 คน และผู้ที่มีเชื้อสายเชเชนหรือเซอร์คัสเซียนอีก 3 คน) ที่เหลือเป็นโควตาที่สงวนไว้สำหรับสตรี 18 คน และการเลือกตั้งโดยตรงจากเขตเลือกตั้งแห่งชาติ ในระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อปิด (closed-list proportional representation system-CLPR) จำนวน 41 ที่นั่ง (ในจำนวนนี้มีโควตาที่สงวนไว้สำหรับชาวคริสต์ 2 คน และผู้ที่มีเชื้อสายเชเชนหรือเซอร์คัสเซียน 1 คน) การเลือกตั้งครั้งหลังสุดมีขึ้นเมื่อ 10 ก.ย.2567 และการเลือกตั้งครั้งต่อไปมีกำหนดจัดใน ต.ค.2571

ฝ่ายตุลาการ : ระบบกฎหมายมีพื้นฐานจากหลักกฎหมายอิสลามและระบบกฎหมายแบบ Civil Law มีศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดของประเทศ สมเด็จพระราชาธิบดีทรงแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ส่วนผู้พิพากษาคนอื่น ๆ มาจากการเสนอชื่อของสภาตุลาการสูงสุดให้สมเด็จพระราชาธิบดีทรงพิจารณารับรอง นอกจากนี้ ยังมีศาลศาสนา และศาลพิเศษอื่น ๆ เช่น ศาลภาษี ศาลทหาร และศาลคดีความมั่นคง 

พรรคการเมือง : แบ่งเป็น 5 ฝ่ายหลัก ได้แก่ อิสลามนิยม อนุรักษ์นิยม สังคมนิยม ชาตินิยมอาหรับ และสายกลาง พรรคการเมืองสำคัญ เช่น พรรค Islamic Action Front พรรค Islamic Centre Party พรรค National Current Party และพรรค Jordanian Arab Socialist Ba’ath Party นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มพลังทางการเมืองที่สำคัญ เช่น 1) Anti-Normalization Committee 2) Jordan Bar Association 3) Jordanian Press Association และ 4) Jordanian Muslim Brotherhood

เศรษฐกิจ

แบบเสรีนิยม เศรษฐกิจมีขนาดเล็กที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง ขาดแคลนน้ำ น้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคบริการและพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน รวมทั้งความช่วยเหลือจากต่างชาติ จอร์แดนเป็นประเทศที่จัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) มากที่สุดในตะวันออกกลาง โดยจัดทำกับสหรัฐฯ แคนาดา สิงคโปร์ มาเลเซีย สหภาพยุโรป (EU) ตูนิเซีย แอลจีเรีย ลิเบีย อิรัก ตุรกี และซีเรีย ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและปรับปรุงภาคการเงินการธนาคาร เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แก้ไขปัญหาความยากจน การว่างงาน เงินเฟ้อ และขาดดุลงบประมาณ รวมถึงมีการทำข้อตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจของจอร์แดน จะได้รับแรงหนุนจากความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และพลังงานหมุนเวียน แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากความไม่แน่นอนในภูมิภาคและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อการส่งออก คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ โดยได้รับแรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเงินและการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินดอลลาร์สหรัฐ

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจอร์แดนในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะพึ่งพารายได้จากภาคการก่อสร้างและบริการ เฉพาะอย่างยิ่งด้านการเงินและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจอร์แดนยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ อัตราการว่างงานสูง ผลกระทบจากสถานการณ์รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมจอร์แดน รวมถึงการลดลงของเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

 

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  ดีนาร์จอร์แดน (Jordanian dinar-JOD) 

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  1 ดอลลาร์สหรัฐ :  0.709 ดีนาร์จอร์แดน 

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 บาท : 0.021 ดีนาร์จอร์แดน (10 ต.ค.2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2568)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 56,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 2.6% 

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 4,900 ดอลลาร์สหรัฐ 

แรงงาน : 3,079,844 คน (ปี 2567)

อัตราการว่างงาน : 21.3%

อัตราเงินเฟ้อ : 3.6%

ผลผลิตทางการเกษตร : มะเขือเทศ สัตว์ปีก มะกอก นม มันฝรั่ง แตงกวา 

ผลผลิตอุตสาหกรรม : การท่องเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปุ๋ย โพแทช เหมืองแร่ฟอสเฟต เวชภัณฑ์ ปิโตรเลียมกลั่น เคมีภัณฑ์ และการผลิตหลอดไฟ 

ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 7,720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)

มูลค่าการส่งออก : 22,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)

สินค้าส่งออก : ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : สหรัฐฯ อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และยุโรป

มูลค่าการนำเข้า : 30,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)

สินค้านำเข้า : ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ เสื้อผ้า รองเท้า สินแร่โลหะ

คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน ซาอุดีอาระเบีย ยุโรป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐฯ 

ทรัพยากรธรรมชาติ : ฟอสเฟต โพแทช น้ำมันจากหินดินดาน (shale oil)

การทหารและความมั่นคง

                 

การทหาร : กองทัพจอร์แดนมีกำลังพลรวม 100,500 นาย (ทบ. 86,000 นาย ทร. 500 นาย และ ทอ. 14,000 นาย) นอกจากนี้ ยังมีกองกำลังอื่น ๆ เช่น ตำรวจ (Gendarmerie) และกำลังกึ่งทหาร 15,000 นาย กำลังสำรอง 65,000 นาย (กำลังสำรอง ทบ. 60,000 นาย และกำลังสำรองร่วม 5,000 นาย) งบประมาณด้านการทหาร 2,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.98% ของ GDP) 

ยุทโธปกรณ์สำคัญ : 

ทบ. ได้แก่ รถถังหลัก (MBT) 302 คัน รถถังจู่โจม 80 คัน รถหุ้มเกราะทหารราบ (IFV) 399 คัน รถหุ้มเกราะลำเลียงพล (APC) มากกว่า 968 คัน รถหุ้มเกราะอรรถประโยชน์ (AUV) รุ่น Cougar 35 คัน รถหุ้มเกราะกู้ภัย (ARV) มากกว่า 85 คัน อาวุธต่อสู้รถถัง ได้แก่ ปืนต่อต้านรถถังเคลื่อนที่ได้ (SP) มากกว่า 115 กระบอก และระบบต่อต้านรถถังแบบพกพา (MANPATS) ปืนใหญ่ประเภทอัตตาจร (SP) ลากจูง (TOWED) ยิงระเบิด (MRL) และเครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) รวม 1,285 กระบอก จรวดต่อสู้อากาศยานพื้นสู่อากาศ (SAM) และปืนต่อสู้อากาศยานประเภทอัตตาจร (SP) 108 กระบอก

ทร. ได้แก่ เรือลาดตระเวนและเรือรบชายฝั่ง 9 ลำ 

ทอ. ได้แก่ เครื่องบินประเภทต่าง ๆ รวมประมาณ 57 เครื่อง ได้แก่ เครื่องบินขับไล่โจมตีภาคพื้นดิน (FGA) 47 เครื่อง เครื่องบินโจมตี (ATK) 2 เครื่อง เครื่องบินรวบรวมข่าวกรอง เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (ISR) 10 เครื่อง เครื่องบินขนส่ง (TPT) 11 เครื่อง อากาศยานเบา (Light) 7 เครื่อง และเครื่องบินสำหรับการฝึก (TRG) 25 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์โจมตี (ATK) 12 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ (MRH) 14 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ขนส่ง (TPT) 71 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับต่อต้านข่าวกรอง เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (CISR) อากาศยานไร้คนขับรวบรวมข่าวกรอง เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (ISR) ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานจากพื้นสู่อากาศ (SAM) ปืนลากจูงต่อสู้อากาศยาน (TOWED) ขีปนาวุธจากอากาศสู่อากาศ (AAM) ขีปนาวุธอากาศสู่พื้น (ASM) และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ 

 

ปัญหาด้านความมั่นคง

1) ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีชนวนเหตุมาจากสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซา และยังขยายไปยังเลบานอน ซีเรีย อิรัก เยเมน และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของจอร์แดนที่ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งบ่อยครั้ง เนื่องจากมีพรมแดนติดกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ ทำให้จอร์แดนเป็นเส้นทางสำคัญในการลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังกาซา หรือการเป็นเส้นทางอพยพพลเรือนออกจากอิสราเอล นอกจากนี้ จอร์แดนยังถูกอิหร่านกล่าวหาว่าสนับสนุนอิสราเอล จากการที่จอร์แดนยิงสกัดขีปนาวุธจากอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังอิสราเอลโดยผ่านน่านฟ้าจอร์แดน ซึ่งแม้ว่าจอร์แดนยืนยันว่าเป็นการปกป้องความปลอดภัยของประเทศและพลเมือง แต่กลับถูกอิหร่านขู่ว่าการยิงสกัดดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้จอร์แดนถูกอิหร่านโจมตีได้เช่นกัน 

2) สถานการณ์ความวุ่นวายจากการชุมนุมประท้วงของประชาชนที่ต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ โดยผู้ชุมนุมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติสงคราม และให้รัฐบาลจอร์แดนตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และให้ยกเลิกการทำข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐฯ รวมถึงให้ถอนกองกำลังทหารต่างชาติทั้งหมดออกจากจอร์แดน

3) จอร์แดนกำลังประสบภาวะยุ่งยากในการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากมีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวนมากพยายามหนีภัยจากเหตุรุนแรงในประเทศตนเองข้ามพรมแดนมายังจอร์แดนอย่างต่อเนื่อง ทำให้จอร์แดนต้องแบกรับภาระในการจัดการปัญหาดังกล่าว ขณะที่ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งใหม่เสี่ยงจะทำให้จอร์แดนต้องรับผู้อพยพเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน จอร์แดนมีผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2.39 ล้านคน (นับเฉพาะที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการกับ UNRWA) และผู้ลี้ภัยจากประเทศอื่น เช่น ซีเรีย อิรัก และเยเมน 

4) การเจรจาข้อพิพาทการแบ่งเขตแดนกับอิสราเอลในหลายพื้นที่ เช่น ในทะเล เพื่อจัดสรรผลประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติ และพื้นที่บริเวณแม่น้ำจอร์แดน ยังไม่คืบหน้าจากปัญหาการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส และถูกนำไปเป็นข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงชาวจอร์แดนที่ต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการทำข้อตกลงด้านพลังงานและน้ำกับอิสราเอล

ความสัมพันธ์ไทย-จอร์แดน :

ความสัมพันธ์ด้านการทูต

ไทยและจอร์แดนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 10 พ.ย.2509 จนกระทั่งในช่วงก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ บุกโจมตีอิรักเมื่อ มี.ค.2546 เจ้าหน้าที่ สอท.ไทย ณ แบกแดด
ได้อพยพออกจากอิรัก และตั้งสำนักงานชั่วคราวในอัมมาน จอร์แดน ภายหลังไทยได้เปิด สอท.ไทย ณ อัมมาน เป็นการถาวร และมีภารกิจครอบคลุมอิรัก

 

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

เมื่อปี 2562 การค้าระหว่างไทย-จอร์แดน มีมูลค่า 159.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,514.63 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปจอร์แดน 152.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,726.9 ล้านบาท) และนำเข้าจากจอร์แดน 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (212.3 ล้านบาท) ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าจอร์แดน 145.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,514.63 ล้านบาท) และในช่วง ม.ค.-ก.ย.2563 การค้าไทย-จอร์แดน มีมูลค่า 84.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,626.88 ล้านบาท) ไทยส่งออก 102.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,221.24 ล้านบาท) และนำเข้า 10.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (325.9 ล้านบาท)

สินค้าที่ไทยส่งออกไปจอร์แดน ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม ผ้าผืน และในช่วง ม.ค.-ก.ย.2563 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ผ้าผืน

สินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ และในช่วง ม.ค.-ก.ย.2563 ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ปรากฏข้อมูล มีคนไทยในจอร์แดนประมาณ 647 คน (ปี 2563)

ด้านการท่องเที่ยว ในปี 2562 นักท่องเที่ยวจากจอร์แดนเดินทางมาไทย มีจำนวน 11,333 คน และในช่วง ม.ค.-ส.ค. 2562 มีจำนวน 7,768 คน และในช่วง ม.ค.-ก.ย. 2563 คนสัญชาติจอร์แดนมาไทย (เพื่อการท่องเที่ยวและวัตถุประสงค์อื่น ๆ) มีจำนวน 3,255 คน

ข้อตกลงสำคัญ : กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ลงนามเมื่อ 30 ก.ค.2547) บันทึกความเข้าใจด้านการบิน (24 ส.ค.2548) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (15 ธ.ค.2548) และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม (19 มิ.ย.2549)

Gallery