
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
International Monetary Fund (IMF)

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
International Monetary Fund (IMF)
เว็บไซต์ www.imf.org
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ
วันก่อตั้ง 22 ก.ค.2487
สมาชิก 191 ประเทศ (ประเทศสมาชิกล่าสุดคือ ลิกเตนสไตน์ เข้าร่วมเมื่อ 21 ต.ค.2567)
กรรมการผู้จัดการ นาง Kristalina Ivanova Georgieva-Kinova หรือ Kristalina Georgieva นักเศรษฐศาสตร์ชาวบัลแกเรีย ดำรงตำเเหน่งเมื่อ 1 ต.ค.2562 (วาระ 5 ปี) และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อสมัยที่ 2 เมื่อ 1 ต.ค.2567
ภารกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ก่อตั้งเมื่อ 22 ก.ค.2487 โดยเป็นผลจากการประชุม United Nations Monetary and Financial Conference หรือ Bretton Woods Conference ที่เบรตตันวูดส์ สหรัฐฯ มีฐานะเป็นทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ และมีหน้าที่สนับสนุนความร่วมมือทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศให้ขยายตัวอย่างสมดุล เสริมสร้างเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ จัดตั้งระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาด้านการเงิน
IMF จะเผยแพร่รายงานประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ในช่วง เม.ย. และ ต.ค. ของทุกปี พร้อมกับเสนอแนะนโยบายในการบริหารนโยบายการเงิน และการจัดการเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ ยังมีการส่งผู้แทนเข้าศึกษาและประเมินเศรษฐกิจแต่ละประเทศในโครงการ Country Surveillance เป็นประจำทุกปี อีกทั้งจัดการประชุมระดับผู้บริหารกับธนาคารโลก (World Bank-WB) โดยเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เข้าร่วมหารือในประเด็นด้านเศรษฐกิจโลกปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วง เม.ย. และ ต.ค.
การประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) จัดประชุมประจำปีร่วมกับ WB ในห้วงตุลาคม โดยจัดประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ 2 ปี และประชุมที่ประเทศสมาชิกในปีถัดไป ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 12-18 ต.ค.2569 ซึ่งการประชุมประจำปี IMF-WB จะมีผู้แทนเข้าร่วมประชุมจากธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการพัฒนาต่าง ๆ ภาคเอกชนชั้นนำ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ เพื่อหารือเกี่ยวกับความท้าทายสำคัญและเร่งด่วนที่เป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจโลก รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพการเงินโลก การขจัดความยากจน การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีส่วนร่วมและการสร้างงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาด้านดิจิทัล
ที่ประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ระหว่าง 13-18 ต.ค.2568 ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวต่อเนื่อง จาก 3.2% ในปี 2568 เหลือ 3.1% ในปี 2569 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% แล้วในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 235% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (World GDP) โดยแบ่งเป็นหนี้สาธารณะ 93% กับหนี้ภาคเอกชน 143% ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นยังมีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และลดประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ในอนาคต
เอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกถึง 60% ในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 4.3% แต่เศรษฐกิจในภูมิภาคยังคงมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าและการลงทุนที่มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ดี ที่ประชุมสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายที่มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตในระยะยาว เช่น การพัฒนาศักยภาพแรงงาน การลงทุนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เพื่อเพิ่มผลผลิต การรักษาวินัยทางการคลังเพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้สูงขึ้น ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงด้านนโยบายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
ข้อวิจารณ์ IMF
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่เรียกร้องการปฏิรูปองค์การด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายโครงสร้างอำนาจให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วและมหาอำนาจยังคงมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางนโยบาย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบการจัดการหนี้สาธารณะให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และช่วยสนับสนุนประเทศรายได้น้อยให้จัดการกับปัญหาหนี้ได้ทันท่วงที ทั้งนี้ สหประชาชาติ (UN) เสนอให้ IMF และ WB ปรับโครงสร้างการบริหารหนี้ การรายงานหนี้ และกลไกการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างประเทศให้มีมาตรฐานสากล รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก

Kristalina Georgieva
(ผู้อำนวยการบริหาร)
สมาชิก 191 ประเทศ (ประเทศสมาชิกล่าสุดคือ ลิกเตนสไตน์ เข้าร่วมเมื่อ 21 ต.ค.2567)
ก่อตั้งเมื่อ 22 ก.ค.2487
ทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลก
IMF เผยแพร่ผลสำรวจสัดส่วนทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ (Currency Composition of Official Foreign Exchange Reserves-COFER) เมื่อ 5 พ.ค.2564 ว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปดอลลาร์สหรัฐที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองลดต่ำลงเหลือ 59% เมื่อไตรมาส 4/2563 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกถือครองสกุลเงินอื่น ๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542 เฉพาะอย่างยิ่งสกุลเงินดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์ออสเตรเลีย และเงินหยวนของจีน ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2552 จนรวมกันอยู่ที่ 9% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด ภาวะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของดอลลาร์สหรัฐที่ลดลงในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งหากสัดส่วนถือครองเงินทุนสำรองในรูปดอลลาร์สหรัฐลดต่ำลงมาก อาจกระทบตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดพันธบัตรทั่วโลก
นอกจากนี้ สัดส่วนการถือครองเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปดอลลาร์สหรัฐของธนาคารกลางทั่วโลกจะยังลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มจะมุ่งกระจายความเสี่ยงค่าเงิน เฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางรัสเซียที่ลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับสัดส่วนดังกล่าว แต่ IMF คาดว่า ดอลลาร์สหรัฐ จะยังคงเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มากที่สุดในโลกต่อเนื่องในระยะยาว
ความสัมพันธ์กับไทย
ไทยสมัครเป็นสมาชิก IMF เมื่อ 3 พ.ค.2492 โดยเป็นสมาชิกลำดับที่ 44 และเคยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ตามโครงการเงินกู้ Stand-by รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง วงเงินรวม 4,431 ล้าน SDR (Special Drawing Right/ค่าเงินกลางของ IMF) โดยเมื่อปี 2521 ไทยกู้เงิน 45.25 ล้าน SDR ต่อมาในช่วงที่ไทยประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังเกิดวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 ระหว่างปี 2524-2529 ไทยกู้เงิน 3 ครั้ง รวม 1,486 ล้าน SDR และเมื่อ ส.ค.2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ไทยกู้เงิน 2,900 ล้าน SDR อย่างไรก็ตาม ไทยสามารถชำระคืนเงินกู้จาก IMF ได้ทั้งหมดเมื่อ ก.ค.2546 ซึ่งเป็นการชำระคืนก่อนกำหนดถึง 2 ปี ทำให้ปัจจุบันไทยไม่มีภาระหนี้คงค้างกับ IMF และถือเป็นการประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งนี้ ไทยได้รับการจัดสรรสิทธิพิเศษในการถอนเงิน หรือ SDRs จาก IMF เมื่อ ส.ค.2564 เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 140,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่มีต้นทุนด้านดอกเบี้ยที่ไทยต้องจ่าย