เมืองหลวง มาดริด
ที่ตั้ง ยุโรปตะวันตกเฉียงใต้ (คาบสมุทรไอบีเรีย) ติดกับอ่าว Biscay ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และเทือกเขาพิเรเน่ มีพื้นที่ 505,992 ตร.กม. ขนาดใหญ่ลำดับที่ 51 ของโลก (ไทยลำดับที่ 50) โดยแบ่งเป็นพื้นดิน 498,980 ตร.กม. และน่านน้ำ 6,390 ตร.กม. จุดยุทธศาสตร์สำคัญของสเปน คือ ช่องแคบยิบรอลตาร์ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศ ทำให้สเปนเป็นพื้นที่เชื่อมโยงยุโรปกับแอฟริกา และ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับมหาสมุทรแอตแลนติก
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับทะเลกันตาบริโก อันดอร์รา และฝรั่งเศส
ทิศใต้ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบยิบรอลตาร์ และ มหาสมุทรแอตแลนติก
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตก ติดกับโปรตุเกสและมหาสมุทรแอตแลนติก
ภูมิประเทศ ส่วนที่เป็นคาบสมุทร คือ คาบสมุทรไอบีเรีย และดินแดนทางเหนือของโมร็อกโก ได้แก่ Ceuta และ Melilla และมีพื้นที่บางส่วนที่เป็นหมู่เกาะ คือ หมู่เกาะบาเลอาริค และหมู่เกาะคะเนรี
วันชาติ 12 ต.ค. (ปี 2035 ที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา)

นายเปโดร ซานเชส
Pedro Sanchez
(นรม.สเปน)
ประชากร 47,280,433 คน (ต.ค.2567) ประกอบด้วย ชาวสเปน 84.8% โมร็อกโก 1.7% โรมาเนีย 1.2% อื่น ๆ 12.3% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 13% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 66.1% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 20.9% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 83 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศชาย 80.3 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศหญิง 85.8 ปี อัตราการเกิด 7.1 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 10 คนต่อประชากร 1,000 คน
ศาสนา รัฐธรรมนูญสเปนฉบับปี 2521 เพิกถอนการรับรองศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในสังคม ปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 58.2% ศาสนาอื่น ๆ รวมถึงไม่นับถือศาสนา 41.9%
ภาษา ภาษาสเปน (Castellano/กาสเตยาโน) เป็นภาษาราชการ 74% กาตาลัน 17% กาลิเซียน 7% และบาสก์ 2%
การศึกษา อัตราการรู้หนังสือ 100% งบประมาณด้านการศึกษา 4.7% ของ GDP
การก่อตั้งประเทศ
ชนชาติต่าง ๆ เข้ามามีอิทธิพลและยึดครองดินแดนสเปนตั้งแต่สมัยโบราณ เริ่มจากชาวไอบีเรีย และชาวบาสก์ (ยุคก่อนประวัติศาสตร์) ชาวเคลต์และชาวฟินีเซียโบราณ (ศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล) ชาวกรีก (ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล) ชาวคาทาจีเนีย (ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล) และชาวโรมัน (ศตวรรษที่ 2 และ 1 ก่อนคริสตกาล) โดยจัดตั้งอาณาจักรคริสต์แห่งสเปน ในยุคคริสตกาลอยู่ภายใต้การปกครองของวิซิกอทชนเผ่าพันธุ์เยอรมันถึง 3 ศตวรรษ หลังจากนั้นในปี 1254 เสียดินแดนแก่ชาวมัวร์ (ชาวอาหรับจากแอฟริกาเหนือ) ส่งผลให้สเปนแบ่งเป็นชุมชนชาวคริสต์ในพื้นที่ทางเหนือ และชุมชนมุสลิม (มัวร์) ในพื้นที่ทางใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของสเปน เมื่อปี 2035 ราชอาณาจักรกาสเตลและอารากอนขับไล่ชาวมัวร์ออกจากคาบสมุทรไอบีเรียได้สำเร็จ และปีเดียวกันคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบโลกใหม่ นำไปสู่การกำเนิดจักรวรรดิสเปนที่แผ่ขยายไปทั่วโลก สเปนกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในยุโรปช่วงก่อนศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นศตวรรษที่ 19
สเปนต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองในช่วงปี 2479-2482 และอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการของจอมพลฟรานซิสโก ฟรังโก นานถึง 36 ปี (ปี 2482-2518) หลังจากจอมพลฟรังโกถึงแก่อสัญกรรม จึงปรับเปลี่ยนมาสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน คาร์ลอสที่ 1 (Juan Carlos I) เป็นประมุข
วันชาติ 12 ต.ค. (ปี 2035 ที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา)
การเมือง ปกครองแบบรัฐสภามีกษัตริย์เป็นประมุข กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลีเปที่ 6 (Felipe 6) ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อ 19 มิ.ย.2557 ต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน คาร์ลอส ที่ 1 ที่สละราชบัลลังก์ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับการรับรองจากสภานิติบัญญัติ เมื่อ 31 ต.ค.2521 และผ่านการลงประชามติ เมื่อ 6 ธ.ค.2521 สมเด็จพระราชาธิบดีทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อ 27 ธ.ค.2521
แบ่งเขตการปกครองเป็นแคว้นอิสระ 17 แคว้น (Autonomous Communities) และ 2 จังหวัดทางตอนเหนือของโมร็อกโก (Autonomous Provinces) รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้แคว้นต่าง ๆ มีสิทธิปกครองตนเองในระดับที่ต่างกันตามภูมิหลังการปกครองตนเองของแต่ละแคว้น โดยที่แต่ละแคว้นมีสภาของตนเอง มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาทุก 4 ปี ได้รับสิทธิและอำนาจบริหารท้องถิ่นของตนเอง แคว้นอิสระ 17 แคว้น ได้แก่ 1) Andalucia 2) Aragon 3) Asturias 4) Baleares 5) Ceuta 6) Canarias 7) Cantabria 8) Castilla y León 9) Cataluña 10) Communidad 11) Valenciana 12) Extremadura 13) Galicia 14) La Rioja 15) Madrid 16) Melilla และ 17) Murcia ส่วนจังหวัดอิสระ ได้แก่ Navarra และ Pais Vasco (Basque Country)
ฝ่ายบริหาร : รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจและทำหน้าที่ฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นผู้กำหนดและดำเนินนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการป้องกันประเทศ รัฐบาลประกอบด้วย นรม. (President of the Government) รอง นรม. รมว. และ รมต.อื่น ๆ การแต่งตั้ง นรม. สมเด็จพระราชาธิบดีทรงปรึกษาหารือกับผู้แทนพรรคการเมืองที่มีสมาชิกในรัฐสภาแล้วเสนอชื่อผู้เห็นสมควรได้รับการเลือกตั้งให้สภาผู้แทนราษฎรรับรองด้วยคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด จากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นรม. และ นรม.จะเป็นผู้เสนอรายชื่อ ครม. เพื่อให้สมเด็จพระราชาธิบดี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องขอรับความไว้วางใจจากรัฐสภาอีก ส่วนพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับราชการจะต้องมี นรม. หรือ รมต.ที่เกี่ยวข้อง 1 คน ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเพื่อรับผิดชอบในพระราชกรณียกิจนั้น รัฐบาลมีวาระ 4 ปี หรือจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไป
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบ 2 สภา (National Assembly) ได้แก่ 1) วุฒิสภา (Senate หรือ Senado) มีสมาชิก 266 ที่นั่ง วาระ 4 ปี โดย 208 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อีก 58 ที่นั่งมาจากการแต่งตั้งของสภานิติบัญญัติท้องถิ่น และ 2) สภาผู้แทนราษฎร (Congress of Deputies หรือ Congreso de los Diputados) มี 350 ที่นั่ง วาระ 4 ปี ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การเลือกตั้งกำหนดว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ในกรณีที่เป็น รมต.ในคณะรัฐบาล (ไม่รวมถึง นรม.) ข้าราชการพลเรือนและทหารจะต้องลาออกจากตำแหน่งก่อนจึงจะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้
ฝ่ายตุลาการ : รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติว่า ผู้พิพากษาและ จนท.ตุลาการ เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่บริหารราชการตุลาการอย่างอิสระในนามของสมเด็จพระราชาธิบดี ผู้ใดจะถอดถอน ไล่ออก สั่งพักราชการ และโยกย้ายมิได้ เว้นแต่การกระทำข้างต้นจะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ
พรรคการเมืองสำคัญ : 1) พรรค People’s Party (PP) แนวคิดกลางขวา มีนาย Alberto Núñez Feijóo เป็นหัวหน้า 2) พรรค Spanish Socialist Workers’ Party (PSOE) แนวคิดกลางซ้าย มีนาย Pedro Sanchez เป็นหัวหน้า 3) พรรค VOX แนวคิดขวาจัด มีนาย Santiago Abascal เป็นหัวหน้า นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองที่ผลักดันการแยกแคว้นกาตาลุญญาเป็นเอกราชจากการปกครองของสเปน เช่น พรรค Republican Left of Catalonia (ERC) มีผู้นำ คือนาย Oriol Junqueras และพรรค Together for Catalonia (Junts) มีผู้นำ คือ นาย Carles Puigdemont รวมถึงพรรคการเมืองที่ส่งเสริมการแยกตัวเป็นเอกราชของแคว้นบาสก์ เช่น พรรค Basque Nationalist Party (PNV) มีนาย Andoni Ortuzar เป็นผู้นำ และพรรค Basque Country Unite (EHB) มีนาย Arnaldo Otegi เป็นผู้นำ
เศรษฐกิจ มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 4 ในสหภาพยุโรป (EU) มีเทคโนโลยีพัฒนาผลผลิตทางเกษตรกรรมและเทคโนโลยีการผลิตระดับสูงที่ทันสมัยในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งด้านพลังงานทดแทน
ผลผลิตการเกษตร : เมล็ดพันธุ์ข้าว น้ำมันมะกอก ไวน์ที่ผลิตจากองุ่น หัวบีตที่ใช้ทำน้ำตาล (Sugar Beets) การประมง
อุตสาหกรรม : สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (รวมถึงรองเท้า) อาหารและเครื่องดื่ม โลหะและผลิตภัณฑ์เคมี การต่อเรือและรถยนต์ เครื่องจักรกล การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากดินเหนียวและทนความร้อน รองเท้า ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์
ทรัพยากรธรรมชาติ : ถ่านหิน ลิกไนต์ เหล็ก ทองแดง ยูเรเนียม ทังสเตน ยิปซัม พลังงานน้ำ
นโยบายเศรษฐกิจ : ให้ความสำคัญกับการคิดค้น การวิจัย และการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และศักยภาพการผลิต การรักษาสภาวะดุลงบประมาณ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ และการลดอัตราการว่างงาน
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ยูโร (Euro-EUR)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ยูโร : 1.16 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ยูโร : 38.21 บาท (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 1,722,745 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ : 3.2%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 35,297 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 24.38 ล้านคน
อัตราการว่างงาน : 11.4%
อัตราเงินเฟ้อ : 2.8%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : เกินดุล 52,181,960 ดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 424,234 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญ : ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ข้าวสาลี ยาสูบ ผลิตภัณฑ์พลังงาน และเคมีภัณฑ์
มูลค่าการนำเข้า : 471,912 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้าสำคัญ : น้ำมันดิบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เวชภัณฑ์ และก๊าซธรรมชาติ
คู่ค้าสำคัญ : ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปรตุเกส สหราชอาณาจักร จีน และเนเธอร์แลนด์
การทหาร มีกำลังพลประจำการรวม 122,200 นาย (แยกเป็น ทบ. 70,200 นาย ทร. 20,400 นาย ทอ. 20,200 นาย กกล.ร่วม 11,400 นาย) นอกจากนี้ ยังมี กกล.สารวัตรทหาร 6,950 นาย และ กกล.สำรองอีก 13,800 นาย (แยกเป็น ทบ. 8,150 นาย ทร. 2,700 นาย ทอ. 2,550 นาย และอื่น ๆ 400 นาย) งบประมาณด้านการทหาร 2% ของ GDP
ปัญหาด้านความมั่นคง
1) ความไม่มั่นคงทางการเมืองภายใน การเมืองภายในประเทศสเปนเผชิญความไม่แน่นอนเมื่อ ต.ค.2568 เมื่อพรรค Junts per Catalunya ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมกาตาลุญญา ตัดสินใจถอนการสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อยของ นรม.เปโดร ซานเชส ซึ่งมีเพียง 146 จาก 350 ที่นั่ง จึงต้องพึ่งพาคะแนนเสียง 7 เสียงของพรรค Junts เพื่อผลักดันกฎหมายสำคัญ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในประเด็นสำคัญ เช่น การนิรโทษกรรมให้นาย Carles Puigdemont ผู้นำพรรค อย่างสมบูรณ์ การถ่ายโอนอำนาจด้านการตรวจคนเข้าเมืองแก่ทางการกาตาลุญญา และความล่าช้าในการผลักดันให้ภาษากาตาลันเป็นภาษาทางการของสหภาพยุโรป การถอนตัวครั้งนี้ทำให้รัฐบาลสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาทันที ส่งผลให้การผ่านกฎหมายและงบประมาณประจำปี 2569 เป็นไปได้ยาก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชะงักงันทางการเมืองและอาจต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด
2) ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สเปนเผชิญกับภัยคุกคามทางกายภาพที่เพิ่มขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตไฟป่า และคลื่นความร้อนที่ยาวนานใน ช่วงฤดูร้อน ซึ่งทำลายพื้นที่ป่าจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน นอกจากนี้ สเปนยังประสบกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่เมื่อช่วงต้นปี 2568 ซึ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางของโครงข่ายพลังงานภายใต้สภาพอากาศที่แปรปรวน และนำไปสู่ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานของชาติ
3) วิกฤตสังคมและเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ความสำเร็จในภาคการท่องเที่ยวของสเปนทำให้เกิดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองในหลายเมืองใหญ่และพื้นที่หมู่เกาะสำคัญ ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่เหมาะสม จนนำไปสู่กระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวและการประท้วงในหลายพื้นที่ รวมทั้งเหตุการณ์ใช้ปืนฉีดน้ำฉีดใส่นักท่องเที่ยวเพื่อแสดงสัญลักษณ์เชิงต่อต้าน หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ ก็มีความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจะลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวกำลังเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอย่างชัดเจน
ความสัมพันธ์ไทย-สเปน
สเปนเริ่มติดต่อกับไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 23 ก.พ.2413 และลงนามสนธิสัญญาทางไมตรีการพาณิชย์และการเดินเรือ มีแผนปฏิบัติการร่วมครอบคลุมทุกสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพระหว่างกัน ด้านการเมือง สเปนต้องการเพิ่มการติดต่อปฏิสัมพันธ์ระดับสูงกับไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในสาขาต่าง ๆ เช่น นโยบายการเข้าเมือง การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การปฏิรูปสหประชาชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจนตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals-MDGs) ด้านเศรษฐกิจ สเปนกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับไทยในสาขาที่สเปนมีศักยภาพ ได้แก่ พลังงานทางเลือก การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม อุตสาหกรรม การเกษตร การผลิตไบโอดีเซล และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้านการทหาร มีความร่วมมือทวิภาคีในการฝึกอบรมทางทหาร ความช่วยเหลือพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ไทยให้ทันสมัย โดยเฉพาะกองทัพบก
ด้านการค้า เมื่อปี 2567 สเปนเป็นคู่ค้าอันดับ 34 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 6 ของไทยใน EU โดยมีมูลค่าการค้า 67,118 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่า 37,351 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 29,767 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 7,584 ล้านบาท
สินค้าหลักที่ไทยส่งออก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ เส้นใยประดิษฐ์ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ
สินค้าหลักที่ไทยนำเข้า ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์
ด้านการลงทุน เมื่อปี 2567 สเปนลงทุนในไทยผ่าน BOI จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 145 ล้านบาท
ด้านการท่องเที่ยว : นักท่องเที่ยวสเปนที่เดินทางมาไทยเมื่อปี 2567 มีจำนวน 207,710 คน เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2566 ที่มีจำนวน 153,458 คน
ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (6 ก.ย.2522) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (12 ธ.ค.2529) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (17 มี.ค.2530) สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาระหว่างไทย-สเปน (7 ธ.ค.2526) มีผลบังคับใช้เมื่อ 20 พ.ย.2530 ความตกลงด้านวัฒนธรรม (17 มี.ค.2530) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย-กระทรวงกลาโหมสเปน (18 ก.ค.2537) อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 ก.ย.2541 แผนปฏิบัติการร่วมความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทูต (7 ต.ค.2553) การลงนามในแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action) ปี 2553-2558 เพื่อส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สเปนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน (7 ต.ค.2553)
ความสัมพันธ์ไทย-สเปน
สเปนเริ่มติดต่อกับไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 23 ก.พ.2413 และลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีการพาณิชย์และการเดินเรือ มีแผนปฏิบัติการร่วมครอบคลุมทุกสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพระหว่างกัน ด้านการเมือง สเปนต้องการเพิ่มการติดต่อปฏิสัมพันธ์ระดับสูงกับไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับไทยในสาขาต่าง ๆ อาทิ นโยบายการเข้าเมือง การต่อต้านการก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ การปฏิรูปสหประชาชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจนตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals-MDGs) ด้านเศรษฐกิจ สเปนกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับไทยในสาขาที่สเปนมีศักยภาพ ได้แก่ พลังงานทางเลือก การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม อุตสาหกรรม การเกษตร การผลิตไบโอดีเซล และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้านการทหาร ความร่วมมือทวิภาคีในด้านการฝึกอบรมทางทหาร ความช่วยเหลือพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ไทยให้ทันสมัย โดยเฉพาะกองทัพบก
ด้านการค้า เมื่อปี 2563 สเปนเป็นคู่ค้าอันดับ 34 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 6 ของไทยในตลาดกลุ่ม EU มีมูลค่าการค้า 44,002.03 ล้านบาท โดยไทยส่งออกมูลค่า 23,053.70 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 20,948.33 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,105.37 ล้านบาท
สินค้าหลักที่ไทยส่งออก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เส้นใยประดิษฐ์ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
สินค้าหลักที่ไทยนำเข้า ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ อุปกรณ์ยานยนต์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์โลหะ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ น้ำมันสำเร็จรูป
ด้านการลงทุน เมื่อปี 2563 สเปนลงทุนในไทยผ่าน BOI จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 26 ล้านบาท
ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (6 ก.ย.2522) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (12 ธ.ค.2529) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (17 มี.ค.2530) สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญาระหว่างไทย-สเปน (7 ธ.ค.2526) มีผลบังคับใช้เมื่อ 20 พ.ย.2530 ความตกลงด้านวัฒนธรรม (17 มี.ค.2530) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย-กระทรวงกลาโหมสเปน (18 ก.ค.2537) อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 ก.ย.2541 แผนปฏิบัติการร่วมความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทูต (7 ต.ค.2553) การลงนามในแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action) ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี 2553-2558 เพื่อส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สเปนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน (7 ต.ค.2553) อนึ่ง ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายไม่มีท่าทีที่จะจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมฉบับใหม่แต่อย่างใด
ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2563 มีนักท่องเที่ยวสเปนเดินทางมาไทยจำนวน 26,409 คน ลดลงจากปี 2562 ที่มีจำนวน 188,995 คน
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) ความไม่แน่นอนทางการเมือง รัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายซานเชซ สูญเสียเสียงสนับสนุนจากพรรค Junts per Catalunya ส่งผลให้รัฐบาลเสี่ยงต่อภาวะอัมพาตทางการเมือง หากรัฐบาลไม่สามารถหาเสียงสนับสนุนใหม่เพื่อประคองอำนาจไว้ได้ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปี 2569 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมาก
2) ความคืบหน้าของความขัดแย้งกับแคว้นกาตาลุญญา ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับแคว้นกาตาลุญญาจะเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยเฉพาะการเริ่มต้นการดำเนินการตามข้อตกลงรูปแบบทางการเงินใหม่ ที่อนุญาตให้แคว้นกาตาลุญญาเริ่มจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (IRPF) ได้เองตั้งแต่ ม.ค.2569 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่เพิ่มอำนาจปกครองตนเองด้านการคลังให้กับแคว้น การดำเนินการนี้อาจช่วยลดความตึงเครียดบางส่วน แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกิดแรงกดดันจากแคว้นอื่นที่ต้องการข้อตกลงที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายนิรโทษกรรมอย่างสมบูรณ์กับบรรดาผู้นำกาตาลุญญา รวมถึงนาย Carles Puigdemont หรือไม่ ท่ามกลางการต่อต้านอย่างหนักจากศาลและฝ่ายค้านอนุรักษ์นิยม
3) การแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองและวิกฤตที่อยู่อาศัย รัฐบาลสเปนเริ่มใช้มาตรการเข้มงวดในการจำกัดที่พักระยะสั้นและควบคุมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่พอใจของคนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ และเร่งหาจุดสมดุลระหว่างการเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัยกับการรักษาผลประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยว


















