
ราชอาณาจักรไทย
Kingdom of Thailand

ราชอาณาจักรไทย
Kingdom of Thailand
เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร
ที่ตั้ง อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือกับ 20 องศา 27 ลิปดาเหนือ และระหว่างเส้นลองจิจูดที่ 97 องศา 22 ลิปดาตะวันออกกับ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมด 513,120 ตร.กม. (คิดเป็น 0.34% ของพื้นที่โลก) หรือประมาณ 320 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทางบก 510,890 ตร.กม. และพื้นที่ทางทะเล 2,230 ตร.กม. มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 51 ของโลก เป็นอันดับที่ 12 ในเอเชีย และอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซียและเมียนมา ระยะทางจากจุดเหนือสุดถึงใต้สุด 1,640 กม. ความกว้างจากจุดตะวันตกสุดไปจุดตะวันออกสุด 780 กม. พรมแดนทางบก 5,673 กม. พรมแดนทางทะเล 3,219 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับเมียนมาและลาว จุดเหนือสุดอยู่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
ทิศตะวันออก ติดกับลาวและกัมพูชา จุดตะวันออกสุดอยู่ที่ อ.โขงเจียม
จ.อุบลราชธานี
ทิศใต้ ติดกับมาเลเซีย จุดใต้สุดอยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา
ทิศตะวันตก ติดกับเมียนมา จุดตะวันตกสุดอยู่ที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ติดกับทะเลอันดามัน
ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ติดกับอ่าวไทย
ภูมิประเทศ อยู่ในเขตโซนร้อน ภาคเหนือเป็นพื้นที่สูง มียอดเขาสูงสลับซับซ้อน และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ยอดเขาสูงสุด คือ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นที่สูงหรือที่ราบสูง ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่และเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ขณะที่ทิศใต้ของภาคกลางติดกับอ่าวไทย ส่วนภาคใต้มีพื้นที่เป็นทิวเขาสูงสลับที่ราบลุ่มและมีชายหาดทะเลทั้งฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) และฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน)
ภูมิอากาศ แบบร้อนชื้นแบ่งเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน (ก.พ.-พ.ค. ร้อนที่สุดช่วง เม.ย.) ฤดูฝนหรือช่วงฤดูมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ (กลาง พ.ค.-ต.ค.) มีฝนตกและเมฆมาก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งและเทือกเขาด้านที่รับลม ฤดูหนาวหรือช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (กลาง ต.ค.-ก.พ.) อากาศแห้ง หนาวเย็น และท้องฟ้าค่อนข้างโปร่ง ยกเว้นฝั่งตะวันออกของภาคใต้จะมีเมฆมาก
ศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท 92.5% รองลงมา คือ อิสลาม 5.4% คริสต์ 1.2% ที่เหลือ 0.9% เป็นศาสนาอื่น เช่น ฮินดู ขงจื๊อ ซิกข์
ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาไทย
การศึกษา ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ภาคบังคับ 9 ปี อัตราการรู้หนังสือ 98.83% (อันดับ 1 ของอาเซียน)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
(นรม. และ รมว.กระทรวงกลาโหม)
ประชากร ประมาณ 65.85 ล้านคน (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ก.ย.2568) เป็นหญิง 33.78 ล้านคน ชาย 32.07 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ประชากรมากที่สุด : กรุงเทพฯ 5.43 ล้านคน ประชากรน้อยที่สุด: สมุทรสงคราม 185,670 คน จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี บุรีรัมย์ อุดรธานี นครศรีธรรมราช และศรีสะเกษ ตามลำดับ อายุขัยเฉลี่ย : ชาย 75.2 ปี หญิง 81.3 ปี อัตราการเกิด : 9.9 คน/ประชากร 1,000 คน อัตราการตาย : 8 คน/ประชากร 1,000 คน
ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เขตการปกครองแบ่งเป็น 1) การบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางตามหลักการรวมอำนาจ (Centralization) ทั้งการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย วางแผนจัดสรรงบประมาณ ควบคุมตรวจสอบ และบริหารราชการในกิจการสำคัญให้หน่วยงานต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2553 มีหน้าที่รับผิดชอบ 4 ส่วน คือ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม รวมถึงส่วนราชการระดับกรมที่เป็นอิสระ และองค์กรส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองตามกฎหมาย 2) การปกครองส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 76 จังหวัด (ไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) และ 3) การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 76 แห่ง เทศบาล 2,472 แห่ง (เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง) องค์การบริหารส่วนตำบล 5,300 แห่ง และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันเป็นฉบับที่ 20 มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 เม.ย.2560 ประกอบด้วย 279 มาตรา 16 หมวด และบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1) ที่มาของ นรม. ไม่ได้กำหนดว่าต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น แต่ต้องมาจากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคการเมืองสามารถเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็น นรม. ได้ไม่เกิน 3 คน และต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ในสภาไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ขณะที่มาตรา 272 กำหนดว่าหากไม่อาจแต่งตั้ง นรม. ในบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยพรรคการเมืองได้ ให้ที่ประชุมรัฐสภา มีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน เสนอชื่อบุคคลภายนอกบัญชีได้ 2) กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 7 ด้าน โดยเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการ อีกทั้งกำหนดลักษณะต้องห้ามของทั้ง ส.ส. สว. หรือ รมต. เป็นกลไกป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้าสู่การเมือง และ 3) ที่มา สว. ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี สว. จำนวน 200 คน จากการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพหรือประโยชน์ร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้เลือกกันเอง ส่วนระยะ 5 ปีแรกตามมาตรา 269 กำหนดให้มี สว. จำนวน 250 คน โดยมาจากการสรรหาของคณะกรรมการที่แต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จำนวน 194 คน ส่วนอีก 50 คน มาจากการคัดเลือกกันเอง และมีผู้เป็น สว. โดยตำแหน่งอีก 6 คน นอกจากนี้ สว.ยังมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือก นรม.ร่วมกับ ส.ส.
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 65 เพื่อเกิดการปฏิบัติให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง (การรักษาความสงบภายในประเทศ/ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง/พัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ/บูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียนและนานาชาติ รวมถึงองค์กรภาครัฐและที่มิใช่ภาครัฐ/พัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบบูรณาการ) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จในปี 2580 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ ดัชนีชี้วัดความสุขของประชากรไทยอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก การนำเสนอแนวความคิดริเริ่มและหนทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศตามโอกาสที่เหมาะสม
ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาไทยเป็นระบบสองสภา (Bicameral) ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา
1) สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกจำนวน 500 คน วาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี โดยสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ ดังนี้ (1) แบบแบ่งเขต จำนวน 400 คน จาก 400 เขตเลือกตั้ง ในแต่ละเขตเลือกตั้งมี สส. ได้ 1 คน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น สส. และ (2) แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน โดยพรรคการเมืองจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 บัญชี ซึ่งรายชื่อไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ส่งให้กรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นการลงคะแนนด้วยบัตรสองใบ ได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยการคำนวณจากคะแนนรวมแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับ หารด้วยคะแนนเฉลี่ยต่อ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน (คะแนนรวมที่ทุกพรรคได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ หารด้วย 100)
2) วุฒิสภา มีสมาชิกจำนวน 200 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี เพียงวาระเดียว ปัจจุบันเป็นชุดที่ 13 (วาระปี 2567-2572) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดที่มาของ สว. จากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมจาก 20 กลุ่มอาชีพ ตามที่กฎหมายกำหนด จำนวน 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ดำเนินการคัดเลือกตั้งแต่ระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยในแต่ละระดับจะมีการคัดเลือก 2 รอบ คือ (1) รอบเลือกกันเอง คือ เลือกกันเองภายในกลุ่ม และ (2) รอบเลือกไขว้ คือ เลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นภายในสายเดียวกัน สมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 13 จึงเป็นชุดแรกจากระบบเลือกกันเองแบบเต็มรูปแบบ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้ในวาระเริ่มแรก วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก 250 คน ซึ่งสมาชิกชุดดังกล่าวหมดวาระแล้วเมื่อห้วงกลางปี 2567
ฝ่ายตุลาการ : ไทยเป็นระบบศาลคู่ ที่มีการจัดตั้งศาลเฉพาะ เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับกฎหมายมหาชนแยกจากศาลยุติธรรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดศาลไทยไว้ 4 ประเภท คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร การพิจารณาคดีของศาลไทยใช้ระบบกล่าวหา (Accusatorial System) ที่คู่ความดำเนินเรื่องทั้งหมดโดยศาลมีหน้าที่รับฟังตัดสินคดี ขณะที่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดี อำนาจหน้าที่ของแต่ละศาล มีดังนี้
1) ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Court) เป็นองค์กรตุลาการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีความเป็นอิสระ มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรต่าง ๆ การวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการการเลือกตั้ง การวินิจฉัยชี้ขาดสมาชิกภาพของ รมต. สส. หรือ สว. รวมถึงการควบคุมตรวจสอบพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย
2) ศาลยุติธรรม (Court of Justice) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดยศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลยุติธรรม มีแผนกคดีพิเศษรวม 11 แผนก สำหรับวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่อาศัยความชำนาญพิเศษ ได้แก่ คดีเยาวชนและครอบครัว คดีแรงงาน คดีผู้บริโภค คดีเลือกตั้ง คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ คดีสิ่งแวดล้อม และคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกา
3) ศาลปกครอง (Administrative Court) มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษา “คดีปกครอง” ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากศาลยุติธรรม เนื่องจากศาลปกครองใช้ระบบไต่สวนในการดำเนินคดี โดยศาลปกครองมีอำนาจในการหาข้อเท็จจริงอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องรับฟังเฉพาะคู่กรณี เนื่องจากคดีปกครองส่วนใหญ่มาจากการออกกฎเกณฑ์ หรือการออกคำสั่งของฝ่ายปกครองที่สามารถดำเนินการได้เองฝ่ายเดียว อาจไม่เป็นธรรมแก่คู่กรณีที่เป็นเอกชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะฟ้องคดี การพิจารณาคดีของศาลปกครองมี 2 ชั้น คือ 1) ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลางและศาลปกครองภูมิภาค) และ 2) ศาลปกครองสูงสุด
4) ศาลทหาร อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม จัดตั้งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารและความผิดต่อกฎหมายทหารหรือตามบัญชีแนบท้ายกฎอัยการศึก ปกติเป็นคดีที่ทหารประจำการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา ทั้งนี้ คดีนอกอำนาจศาลทหารให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน แม้จะปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้
พรรคการเมือง : ในการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปครั้งหลังสุด (พ.ศ.2566) มีพรรคการเมืองที่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครเลือกตั้ง จำนวน 67 พรรค ในจำนวนนี้เป็นพรรคการเมืองที่แจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด 43 พรรคการเมือง จำนวน 62 รายชื่อ เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล (ถูกยุบพรรคไปแล้วเมื่อ ส.ค.2567) พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2563)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 18.58 ล้านล้านบาท หรือ 526,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 2.0% (ประมาณการณ์ปี 2568 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 264,607.7 บาท หรือ 7,496.0 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)
แรงงาน : 40.623 ล้านคน (ปี 2567)
อัตราการว่างงาน : 1.0% (ปี 2567)
อัตราเงินเฟ้อ : 0.4% (ปี 2567) (ประมาณการณ์ปี 2568 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย)
เงินสำรองระหว่างประเทศ : 273,272.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ก.ย.2568)
การจัดเก็บรายได้ : 2,250,117 ล้านบาท ช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค.2567-ก.ค.2568)
หนี้ต่างประเทศ : 201,188.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย.2568)
มูลค่าการค้ากับต่างประเทศ : 21,407,406.81 ล้านบาท (ปี 2567) 14,941,210.28 ล้านบาท (ม.ค.-ส.ค.2568)
มูลค่าการส่งออก : 10,555,970.62 ล้านบาท (ปี 2567) 7,396,314.23 ล้านบาท (ม.ค.-ส.ค.2568)
มูลค่าการนำเข้า : 10,851,436.19 ล้านบาท (ปี 2567) 7,544,896.05 ล้านบาท (ม.ค.-ส.ค.2568)
ดุลการค้า : ขาดดุล 295,465.58 ล้านบาท (ปี 2567) ขาดดุล 148,581.81 ล้านบาท (ม.ค.-ส.ค.2568)
คู่ค้าสำคัญ : จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์
สินค้าส่งออก : เครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก
ตลาดส่งออกสำคัญ : สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม ฮ่องกง ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์
สินค้านำเข้า : เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย-อัญมณี-เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เหล็ก-เหล็กกล้า
แหล่งนำเข้าสำคัญ : จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้ สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย
การค้าชายแดนและผ่านแดนไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา ลาว กัมพูชา) ปี 2567 มีมูลค่ารวม 1,815,666 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.13%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 1,048,479 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.91%) และการนำเข้ามูลค่า 767,188 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.07%) ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าทั้งสิ้น 281,291 ล้านบาท โดยมีการค้าด้านลาวสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วน 44.11% ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม รองลงมา คือ มาเลเซีย เมียนมา และกัมพูชา
1) การค้าชายแดนและผ่านแดนไทย-ลาว มีมูลค่ารวม 800,969 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 8.07%) โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 419,031 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.64%) การนำเข้ามูลค่า 381,939 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13.38%) ไทยได้ดุลการค้า 37,092 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสําเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทรายขาว สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงอื่น ๆ ผักและของปรุงแต่งจากผัก ปุ๋ย
2) การค้าชายแดนและผ่านแดนไทย-มาเลเซีย มีมูลค่ารวม 622,272 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.58%) โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 368,967 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 17.03%) การนำเข้ามูลค่า 253,305 ล้านบาท (ลดลง 3.75%) ไทยได้ดุลการค้า 115,663 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางข้น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์อื่น ๆ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์
3) การค้าชายแดนและผ่านแดนไทย-เมียนมา มีมูลค่ารวม 211,105 ล้านบาท (ลดลง 5.52%) โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 117,680 ล้านบาท (ลดลง 8.51%) การนำเข้ามูลค่า 93,426 ล้านบาท (ลดลง 1.48%) ไทยได้ดุลการค้า 24,254 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ เครื่องดื่ม สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ธัญพืช สินแร่และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
4) การค้าชายแดนและผ่านแดนไทย-กัมพูชา มีมูลค่ารวม 181,320 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 8.06%) โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 142,801 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.75%) การนำเข้ามูลค่า 38,519 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.23%) ไทยได้ดุลการค้า 104,282 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มอื่น ๆ น้ำแร่-น้ำอัดลมที่ปรุงรส ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ผักและของปรุงแต่งจากผัก เศษอะลูมิเนียม ลวดและสายเคเบิล
การแพร่ระบาดของโรค COVID-19
กระทรวงสาธารณสุขไทยประกาศพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อ 13 ม.ค.2563 เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนเดินทางมาจากนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย จีน ซึ่งทำให้ไทยเป็นประเทศแรกของโลก ที่พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 นอกประเทศจีน จากนั้นทางการได้ดำเนินการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศ และพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางมาจากจีน หรือพำนักอยู่ในจีน ส่วนผู้ติดเชื้อที่เป็นคนไทย หรือการติดเชื้อในประเทศ พบครั้งแรกเมื่อ 31 ม.ค.2563 เป็นพนักงานขับรถแท็กซี่ที่คาดว่าติดเชื้อจากผู้โดยสารชาวจีน ทำให้ไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง มี.ค.2563 จากกรณีการแพร่ระบาด แบบกลุ่มก้อน (cluster) ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันชกมวยที่สนามมวยเวทีลุมพินีซึ่งพบผู้ติดเชื้อเพิ่มกว่าวันละ 100 ราย ทั้งนี้ ไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่มต่อวันสูงสุดเมื่อ 22 มี.ค.2563 จำนวน 188 ราย
ทางการไทยดำเนินการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการคัดกรอง การติดตามผู้สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ และการสอบสวนโรค เฉพาะอย่างยิ่งบริเวณท่าอากาศยาน โรงพยาบาล ด่านพรมแดน และแหล่งชุมชน โดยในช่วงปลาย มี.ค.2563 รัฐบาลออกคำสั่งจำกัดการเดินทาง ปิดห้างร้าน ธุรกิจ และสถานศึกษา โรงเรียน ในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้งนี้ เมื่อ 26 มี.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม. ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งประกาศห้ามออกนอกเคหะสถาน ยามวิกาล เมื่อ 3 เม.ย.2563 ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รัฐบาลเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับภาคธุรกิจและประชาชน
ไทยได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศ รวมถึงองค์การอนามัยโลก (World Health Organization–WHO) จากผลการดำเนินงานเพื่อป้องกันและควบคุมโรค COVID-19 โดย ผอ.WHO ยกย่องไทยให้เป็นประเทศตัวอย่างที่ดีเยี่ยม ที่สามารถวางแนวทางรับมือการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ แม้ปราศจากวัคซีน ในระหว่างพิธีปิดการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก ครั้งที่ 73 (World Health Assembly-WHA) เมื่อ 13 พ.ย.2563 โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีบทบาทสำคัญในการรับมือกับวิกฤตโรค COVID-19 การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขของไทย และความร่วมมือจากภาคประชาชน
นอกจากนี้ ไทยยังพยายามจัดหาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ซึ่งเป็นหนทางที่จะช่วยยุติการแพร่ระบาดได้ โดยไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนทุกบริษัทของประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ 1) บริษัท AstraZeneca ที่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขไทย บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และบริษัทเอสซีจี ในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและจัดสรรวัคซีนวิจัยป้องกันโรค COVID-19 2) การเยือนไทยของนายหวางอี้ มนตรีแห่งรัฐ และ รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อ ต.ค.2563 ให้คำมั่นว่า จะจัดให้ไทยเป็นกลุ่มประเทศแรกที่จะเข้าถึงวัคซีนเมื่อจีนพัฒนาได้สำเร็จ 3) การเร่งพัฒนาวัคซีนของไทยจากความช่วยเหลือและความร่วมมือ ด้านการแพทย์ อาทิ ผ่านหน่วยแพทย์ทหารบกสหรัฐฯ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (AFRIMS) 4) กระชับความร่วมมือในกรอบเดิมที่กระทรวงสาธารณสุขรัสเซีย-ไทยมีอยู่ อาทิ เมื่อปี 2562 กรมควบคุมโรค ร่วมกับรัสเซีย จัดประชุมเตรียมความพร้อมและตอบโต้โรคติดเชื้อที่อาจมีแนวโน้มเกิดการระบาดในภูมิภาค และ 5) การที่ไทยเข้าร่วมโครงการ COVAX เมื่อ 9 ก.ค.2563 เป็นโอกาสให้ไทยได้รับการจัดสรรวัคซีนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม โดยคาดว่า ไทยพร้อมจะแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้กับประชาชนได้ในกลางปี 2564
อย่างไรก็ตาม ห้วง ธ.ค.2563 ไทยเผชิญการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่รุนแรงในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และต่อมาสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยรุนแรงเพิ่มขึ้นในปี 2564 โดยเมื่อห้วง เม.ย.2564 พบการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จากกรณีการแพร่ระบาดแบบกลุ่มก้อน (cluster) กรณีสถานบันเทิงในพื้นที่ทองหล่อ กรุงเทพฯ ส่งผลให้การแพร่ระบาดกระจายอย่างรวดเร็วในพื้นที่กรุงเทพฯ และกระจายสู่ต่างจังหวัด จนถึงปัจจุบัน (14 พ.ย.2564) ไทยพบผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว 2,018,410 คน และเสียชีวิต 20,036 ราย ทั้งนี้ ไทยมีความพยายามดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายลง และมีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้ง ไทยสามารถเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ 1 พ.ย.2564 เพื่อเป็นการฟื้นฟูการท่องเที่ยว และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ