สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

Lao People’s Democratic Republic

เมืองหลวง       นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Capital)

 

ที่ตั้ง                 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 14-23 องศาเหนือ กับลองจิจูดที่
100-108 องศาตะวันออก เวลาเร็วกว่าเวลามาตรฐานกรีนิช 7 ชม. (เช่นเดียวกับไทย) มีพื้นที่ประมาณ 236,800
ตร.กม. (ประมาณครึ่งหนึ่งของไทย) เป็นพื้นดิน 230,800 ตร.กม. พื้นน้ำ 6,000 ตร.กม. ลาวเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked Country) ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนกับไทยและเมียนมา

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ                ติดกับจีน 475 กม.

ทิศใต้                    ติดกับไทย 1,845 กม. และกัมพูชา 555 กม.

ทิศตะวันออก          ติดกับเวียดนาม 2,161 กม.

ทิศตะวันตก            ติดกับเมียนมา 238 กม.

 

ภูมิประเทศ      แบ่งออกเป็น 3 เขต คือ เขตภูเขาสูง อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ภูเบี้ย ความสูง 2,817 เมตร เขตที่ราบสูง พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ มีที่ราบสูงขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ ที่ราบสูงเมืองพวน ที่ราบสูงนากาย และที่ราบสูงบอละเวน และ เขตที่ราบลุ่ม เป็นเขตที่ราบตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มาก ลาวมีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสำคัญ ระยะทาง 1,898 กม. มีความสำคัญทั้งด้านเกษตรกรรม ประมง การผลิตกระแสไฟฟ้า การคมนาคม และเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างลาวกับเพื่อนบ้าน

 

ภูมิอากาศ    ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น อากาศเปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ ทางตอนเหนือมีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงอากาศค่อนข้างหนาวกึ่งหนาวจัด ทางตอนใต้ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและที่ราบ โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมจากทะเลจีนใต้ อากาศจึงค่อนข้างอบอุ่น ภูมิอากาศลาวแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ระหว่าง มี.ค.-พ.ค. อากาศร้อนและแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ย 29-30 องศาเซลเซียส แต่อาจขึ้นสูงถึง 40 องศาเซลเซียสใน เม.ย. ฤดูฝน ระหว่าง พ.ค.-พ.ย. อากาศร้อนอบอ้าว มีฝนตกชุก อุณหภูมิเฉลี่ย 25-30 องศาเซลเซียส และ ฤดูหนาว ระหว่าง พ.ย.-มี.ค. อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ย 10-15 องศาเซลเซียส

 

ศาสนา       พุทธ 64.7% นับถือผี (Animism) หรือ ความเชื่อดั้งเดิม 30.8% คริสต์ 1.7% และอื่น ๆ 2.1%

 

ภาษา         ภาษาลาวเป็นภาษาราชการ ชนเผ่าใช้ภาษาประจำเผ่าควบคู่กับภาษาลาว ยังคงใช้ภาษาฝรั่งเศสในวงราชการและการค้า การศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาจีนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และนิยมใช้ในการติดต่อกับต่างประเทศและการค้า

 

การศึกษา       อัตราการรู้หนังสือ 85% (ปี 2558) งบประมาณด้านการศึกษา 1.2% ของ GDP (ปี 2566) การศึกษาภาคบังคับ 5 ปีในระดับประถมศึกษา ระบบการศึกษา แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา 5 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 4 ปี มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี ระดับอุดมศึกษา 4 ปี สำหรับระดับวิชาชีพ ชั้นกลาง 2 ปี และชั้นสูง 3 ปี มีมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น 5 แห่ง และวิทยาลัย 39 แห่ง

 

วันชาติ           2 ธ.ค.

นายสอนไซ สีพันดอน

Sonexay Siphandone

(นายกรัฐมนตรี)

ประชากร        ประมาณ 7.95 ล้านคน (ปี 2567) ประกอบด้วย 50 ชนเผ่า ทางการลาวใช้คำกลางเรียกคนลาวทั่วไปว่า “คนสัญชาติลาว ชนเผ่าลาว” ลาวเป็นประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาว กว่า 55% อายุต่ำกว่า 25 ปี ประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 30.1% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 65% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 4.8% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรประมาณ 69 ปี (ปี 2567) อัตราการเกิด 19.8 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเสียชีวิต 6.2 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 1.26% (ปี 2567) ประชากรส่วนใหญ่หนาแน่นในเมืองหลวง และมีชุมชนขนาดใหญ่ตามแนวแม่น้ำโขง

การก่อตั้งประเทศ     พระเจ้าฟ้างุ้ม (มหาราชองค์แรกของลาว) รวบรวมดินแดนก่อตั้งเป็นอาณาจักรล้านช้าง ตั้งแต่ปี 1896 ศูนย์กลางอยู่เมืองเชียงทอง (หลวงพระบาง) ต่อมาย้ายเมืองหลวงไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ อาณาจักรล้านช้างรุ่งเรืองประมาณ 450 ปี และเริ่มเสื่อมลงในศตวรรษที่ 18 จากการแย่งชิงอำนาจ ทำให้แตกแยกเป็น 3 ส่วน คือ ล้านช้างหลวงพระบาง ล้านช้างเวียงจันทน์ และล้านช้างจำปาสัก ก่อนตกเป็นของไทยตั้งแต่ปี 2321 (สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ต่อมาเมื่อปี 2365 เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์แห่งอาณาจักรเวียงจันทน์ (วีรบุรุษของลาว) พยายามกอบกู้เอกราชแต่ไม่สำเร็จ และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ส่งกองทัพไปตีนครเวียงจันทน์ ขณะที่อาณาจักรหลวงพระบางซึ่งเป็นเมืองออก (เมืองขึ้น) ของไทย ส่งทูตไปอ่อนน้อมต่อเวียดนามเมื่อปี 2374 ทำให้ฝรั่งเศสซึ่งยึดครองเวียดนามใช้เป็นข้ออ้างในการครอบครองลาว ส่งผลให้ไทยต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส รวมระยะเวลาที่ลาวอยู่ภายใต้การปกครองของไทยประมาณ 115 ปี (ระหว่างปี 2321-2436)

ลาวตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2436 ต่อมาประชาชนลาวรวมตัวต่อสู้ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน (ก่อตั้งปี 2473) และฝรั่งเศสแพ้สงครามอินโดจีนครั้งแรก ที่เมืองเดียนเบียนฟู เวียดนาม ลาวจึงได้รับเอกราช เมื่อปี 2497 รวมระยะเวลาที่ลาวตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส 61 ปี (ปี 2436-2497) หลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสตามข้อตกลง Geneva Accord ปี 2497 อาณาจักรล้านช้างทั้ง 3 แห่ง ถูกผนวกเข้าเป็นราชอาณาจักรลาว มีเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เป็นกษัตริย์ แต่การเมืองลาวยังไร้เสถียรภาพ เพราะการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้นำลาวซึ่งแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายขวา ฝ่ายกลาง และฝ่ายซ้าย รวมถึงการแทรกแซงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ผ่านเวียดนาม จากนั้นลาวฝ่ายซ้ายซึ่งมีเจ้าสุพานุวงและพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นแกนนำยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ และเปลี่ยนระบอบการปกครองลาวเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ใช้ชื่อประเทศว่า “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” (สปป.ลาว) เมื่อ 2 ธ.ค.2518

 

การเมือง          ปกครองในระบอบสังคมนิยม มีประธานประเทศเป็นประมุขและจอมทัพ ภายใต้การควบคุมของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พปปล.)

                  ฝ่ายบริหารประกอบด้วย 1) ประธานประเทศ ดำรงตำแหน่งประมุขรัฐและจอมทัพ วาระ 5 ปี มีหน้าที่ลงนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายแต่งตั้ง/ถอดถอน นรม.และ ครม. รวมทั้งเจ้าแขวงและตำแหน่งสำคัญในกองทัพ โดยคำแนะนำของ นรม. ให้สัตยาบันหรือยกเลิกสัญญาที่ทำกับรัฐอื่นโดยความเห็นชอบจากสภาแห่งชาติ โดยทั่วไปประธานประเทศเป็นบุคคลเดียวกับผู้นำพรรค ปัจจุบัน คือ ดร.ทองลุน สีสุลิด  และ 2) ครม. มีหน้าที่บริหารประเทศตามนโยบายของ พปปล. ครม.ชุดปัจจุบันจัดตั้งเมื่อ มี.ค.2564 มี ดร.สอนไซ สีพันดอน เป็น นรม. โดยได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 30 ธ.ค.2565 ต่อจาก ดร.พันคำ วิพาวัน ซึ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันเดียวกัน

                  ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบสภาเดียว คือ สภาแห่งชาติ สมาชิก 164 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ 21 ก.พ.2564 วาระ 5 ปี (พ.ศ.2564-2569) ประชุมสามัญปีละ 2 ครั้ง มีหน้าที่ออกกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายตุลาการ รับรองแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และงบประมาณตามรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งประธานประเทศ นรม. ครม. ประธานสภา และอัยการประชาชนสูงสุด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งชาติ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญลาวฉบับปี 2558 ระบุให้มีสภาประชาชนระดับแขวง (สมาชิก 492 คน) ทำหน้าที่พิจารณา รับรองนิติกรรมที่สำคัญของท้องถิ่น ติดตามตรวจตราการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายขององค์กรระดับท้องถิ่น  

                  ฝ่ายตุลาการ :ประกอบด้วย ศาลประชาชนสูงสุด และอัยการประชาชนสูงสุด ระบบศาลมี 3 ชั้น คือ ศาลประชาชนเขตหรือศาลชั้นต้น ศาลประชาชนแขวง/นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลประชาชนสูงสุดหรือศาลฎีกา

                  พรรคการเมือง : มีพรรคเดียวคือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พปปล.) เป็นองค์กรทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด บริหารประเทศตั้งแต่ปี 2518 มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ทุกด้านของประเทศ ภายใต้หลักการ “พรรคนำพา รัฐคุ้มครอง ประชาชนเป็นเจ้าของ” รวมถึงคัดเลือกและเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองและกองทัพ อาทิ ประธานประเทศ นรม. และ ครม. โดย ดร.ทองลุน สีสุลิด ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ พปปล. ตั้งแต่ปี 2564

                  โครงสร้างพรรคที่สำคัญ ได้แก่ 1) กรมการเมืองศูนย์กลางพรรค (Politburo) เป็นคณะบริหารงานสูงสุด ทำหน้าที่ตัดสินใจประเด็นสำคัญ มี ดร.ทองลุน สีสุลิด เป็นกรมการเมืองลำดับที่ 1 พร้อมดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ พปปล. ปัจจุบันมีสมาชิก 12 ตำแหน่ง เนื่องจาก ดร.พันคำ วิพาวัน ลาออก เมื่อ 30 ธ.ค.2565 2) กรรมการศูนย์กลางพรรค (Central Committee) เป็นองค์กรนำสูงสุด เมื่อสมัชชาพรรคไม่อยู่ในสมัยประชุม ทำหน้าที่ดูแลตรวจสอบระบบการทำงานและการเงินของพรรค รวมทั้งการปฏิบัติตามมติพรรค กำหนดประชุมสมัยสามัญ 2 ครั้งต่อปี ปัจจุบันมีสมาชิก 70 คน และสำรอง 10 คน และ 3) สมัชชาพรรค เป็นองค์กรนำสูงสุดทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของพรรค รวมทั้งเลือกตั้งคณะผู้บริหารพรรค ประกอบด้วยผู้แทนสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศจำนวน 758 คน วาระการประชุมใหญ่ 5 ปีต่อครั้ง โดยการประชุมสมัชชาใหญ่ พปปล. ครั้งที่ 12 จัดขึ้นห้วงต้นปี 2569

เศรษฐกิจ      ลาวปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ระบบกลไกตลาดตามนโยบายจินตนาการใหม่ (New Economic Mechanism-NEM) ตั้งแต่ปี 2529 เน้นเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมการค้าเสรี เป้าหมายสำคัญเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานะการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries-LDCs) ภายในปี 2569 และเป็นประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี 2573 ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศ คือ การเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค (Battery of Asia) การเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงในภูมิภาค (Land-linked country) ปัจจุบัน ลาวใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 9 (ปี 2564-2568) รัฐบาลกำหนดให้ส่งเสริมการกสิกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและการบริการ และให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ยอย่างน้อย 5.5% ต่อปี

รัฐบาลลาวประกาศแผนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี (ปี 2569-2573) มีเป้าหมายกำหนดทิศทางเศรษฐกิจใหม่ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม-การค้า และการปฏิรูปทางการเงินอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาอุตสาหกรรม-การค้า เพื่อเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (มุ่งส่งเสริมการผลิตที่เพิ่มมูลค่า พัฒนาการแข่งขันตลาดพลังงาน อำนวยความสะดวกการค้าเพื่อก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว 2) การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 80% ของแรงงานลาวทั้งหมด ให้เข้าถึงสินเชื่อเพื่อหมุนเวียนธุรกิจ และ 3) ส่งเสริมวินัยด้านการเงินการคลังและปฏิรูปการธนาคาร เพื่อปรับปรุงการจัดเก็บรายได้ การใช้เงินงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการรักษาเสถียรภาพการเงิน ส่งเสริมธนาคารดิจิทัล และการชำระเงินดิจิทัลผ่านรหัส QR เชื่อมโยงภูมิภาคทั้งกับไทย กัมพูชา เวียดนาม จีน และเกาหลีใต้ เพื่อส่งเสริมธุรกรรมไร้เงินสด การท่องเที่ยวข้ามพรมแดน และบรรลุการเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ดี ลาวยังคงเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น การขาดดุลงบประมาณภาครัฐ ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศจำกัด หนี้สาธารณะ อัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพสูง รวมถึงเงินกีบอ่อนค่า นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจมหภาค การขาดแคลนเชื้อเพลิง แรงงาน และภาคการผลิตในประเทศยังไม่เข้มแข็ง ส่งผลให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศยังทำได้อย่างล่าช้า

 

         สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : กีบ (Lao Kip-LAK)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : ประมาณ 21,660.35 กีบ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ  (ต.ค.2568)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : ประมาณ 670.50 กีบ : 1 บาท (ต.ค.2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 16,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ : 1,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2566)

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 4.6% (ปี 2567)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 2,095.81 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 3.58 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 1.2%

อัตราเงินเฟ้อ : 9.36%

ดุลการค้าระหว่างประเทศ : เกินดุล 1,537.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออก : 9,926.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออก : พลังงานไฟฟ้า เกลือโพแทสเซียม แร่ธาตุ (ทองคำ ทองแดง สังกะสี เงิน ถ่านหิน) เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ สินค้าเกษตร ยางพารา ผลิตภัณฑ์จากไม้ ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์กระดาษ และเครื่องอุปโภคบริโภค

คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : จีน เวียดนาม ไทย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น

มูลค่าการนำเข้า : 8,388.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้า : น้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป เครื่องจักร รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์เคมีสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า

คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : ไทย จีน เวียดนาม สหรัฐฯ ญี่ปุ่น

การทหาร

กองทัพประชาชนลาว (ทปล.) ขึ้นตรงต่อกระทรวงป้องกันประเทศ (เทียบเท่า กห.) โดยมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นผู้ชี้นำและกำหนดนโยบายป้องกันประเทศ ทปล. มีกำลังพลทั้งสิ้น 29,100 นาย ประกอบด้วย กำลังทางบก 25,600 นาย กำลังทางอากาศ 3,500 นาย กำลังทางเรือ (ปัจจุบันขึ้นตรงต่อกระทรวงป้องกันความสงบ (ปกส.) ประมาณ 600 นาย อีกทั้งยังมีกำลังกึ่งทหาร/กองหลอนกว่า 100,000 นาย

กำลังทางบก แบ่งออกเป็น 1) กำลังรบหลัก (ทหารประจำการ) ประมาณ 35,000 นาย ทำหน้าที่รักษาความมั่นคงปฏิบัติงานทุกพื้นที่ และ 2) กำลังประจำถิ่นประมาณ 23,000 นาย เป็นกำลังเคลื่อนที่เร็วของท้องถิ่น ใช้กองหลอนเป็นผู้นำ ปัจจุบันมี 17 บก.ทหารแขวง 1 บก.ทหารนครหลวง และกรมทหารชายแดน (กทด.) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรักษาอธิปไตยทั้งเขตแดนทางบกและทางน้ำ ปัจจุบัน ทปล.ส่งเสริมความร่วมมือด้านการทหารกับมิตรประเทศเพื่อพัฒนากองทัพให้ทันสมัยผ่านการฝึกร่วมและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ ทปล.กับกองทัพรัสเซียจัดการฝึกร่วม รหัส LAROS ล่าสุดเมื่อ ก.ย.2568 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ และการฝึกร่วมเพื่อมนุษยธรรมกับพันธมิตรอื่น ๆ เช่น กิจกรรมแลกเปลี่ยนชายแดนมิตรภาพ (Border Defence Friendship Exchange) กับเวียดนาม รวมถึงการฝึกร่วมทางทหารไตรภาคีกับกัมพูชาและเวียดนาม (CLV) เมื่อ พ.ย.2567

ยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ : ปพ. 6.33 มม. (MAKAROF) ปลย. AK-47 ปตอ. 12.7 มม. ปตอ.37-2 จรวดสแตนล่า ถ.T-34 ถ.T-72 B1MS ยานยนต์หุ้มเกราะ BTR-152 ป.85 D4 ป.อัตตาจร ขนาด 152 มม. จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (40 ท่อยิง) บ.ฝึก/โจมตีขนาดเบา Yak-130 และ ฮ.ลำเลียง รวมทั้งเรือตรวจการณ์ในแม่น้ำโขงซึ่งได้รับมอบจากจีนตามแผนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในแม่น้ำโขง อนึ่ง เมื่อ ต.ค.2567 บ.ฝึก Yak-130 ประสบอุบัติเหตุตกลงระหว่างฝึกซ้อมบิน ทำให้นักบินเสียชีวิต 2 นาย

 

ปัญหาด้านความมั่นคง  

ลาวยังมีปัญหาการปักปันเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อนทั้งทางบกและทางน้ำกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับไทยและกัมพูชา  ไทย การปักปันเขตแดนทางบกคืบหน้ามากกว่า 96% ขณะที่เขตแดนทางน้ำ  ยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายถือแผนที่ประกอบคนละฉบับ และก่อให้เกิดปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่เกาะดอนในแม่น้ำโขง กัมพูชา การปักปันเขตแดนทางบกคืบหน้า 86% มีพื้นที่คงค้างประมาณ 9 แห่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวยังเน้นแนวทางการหารือเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี โดยส่งเสริมให้พื้นที่ชายแดนเป็นชายแดนแห่งสันติภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน

ปัญหายาเสพติดมีแนวโน้มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ลาวเป็นประเทศทางผ่าน (ยาบ้า ไอซ์ และเฮโรอีนจากเมียนมา) แหล่งพักคอย (บริเวณริมแม่น้ำโขง) และปลายทางของขบวนการลักลอบค้ายาเสพติด รวมถึงเป็นเส้นทางลำเลียงสารตั้งต้นเข้าสู่พื้นที่ผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ และลำเลียงผ่านไปยังประเทศที่ 3 ได้แก่ ไทย เวียดนาม กัมพูชา ออสเตรเลีย และไต้หวัน

ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและการค้ามนุษย์ มีแนวโน้มหลบหนีเข้าไทยเพิ่มขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจลาวตกต่ำ ทำให้ชาวลาวต้องการแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดี และตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

ปัญหาขบวนการหลอกลวงทางโทรศัพท์ แฝงตัวดำเนินการมากในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว (ตรงข้าม จ.เชียงราย) คาดการณ์ว่ามีขบวนการอาชญากรรมออนไลน์รวมทั้งเหยื่อการค้ามนุษย์กว่า 10,000 คน ในห้วงปี 2568 สถานการณ์เริ่มคลี่คลายจากการที่จีนมีส่วนร่วมกวาดล้างพื้นที่ดังกล่าวอย่างจริงจัง แต่ยังพบว่ามีขบวนการหลอกลวงออนไลน์ดำเนินการโดยใช้ธุรกิจโทรคมนาคมบังหน้า นอกจากนี้ เชื่อว่ากลุ่มอาชญกรรมในพื้นที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงิน ยาเสพติด และลักลอบค้าสัตว์ป่า

ปัญหาขบวนการต่อต้านรัฐบาลลาว (ขตล.) หรือ “กลุ่มคนบ่ดี” ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์โจมตีการทำงานรัฐบาล เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการจำกัดสิทธิการแสดงความเห็นทางการเมือง การใช้ความรุนแรงต่อนักเคลื่อนไหว การทุจริต การเอื้อประโยชน์ให้จีน รวมถึงความไร้เสถียรภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในสังคมลาว

ปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขง ลาวยังยึดมั่นในเป้าหมายการเป็นผู้ผลิตและส่งออกกระแสไฟฟ้าของภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงให้เป็นไปตามแผน เช่น เขื่อนปากแบง เขื่อนปากลาย เขื่อนหลวงพระบาง และเขื่อนซะนะคาม ซึ่งสร้างความกังวลให้ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อผลกระทบข้ามแดนและประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม

ความสัมพันธ์ไทย-ลาว

ไทยและลาวสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 19 ธ.ค.2493 ภาพรวมความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น และมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดบนพื้นฐานของการเคารพและผลประโยชน์ร่วมกัน นับเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีที่สุด โดยสถาบันกษัตริย์ของไทยมีบทบาทช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี เช่นเดียวกับผู้นำลาวชุดปัจจุบันมีทัศนคติที่ดีต่อไทย ที่ผ่านมา ไทยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนลาวทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในห้วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่รัฐบาลไทยสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในลาว นอกจากนี้ รัฐบาลลาวยังต้องการให้ไทยดูแลแรงงานลาวที่ทำงานอยู่ในไทย และต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุนในลาวเพิ่มเป็นอันดับ 1 จากที่ปัจจุบันไทยเข้าไปลงทุนในลาวเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและเวียดนาม

ประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี เช่น การปักปันเขตแดนทางบกและทางน้ำ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มหมิ่นสถาบันฯ ไทยที่อยู่ในลาว และความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลลาวในไทย ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการลักลอบค้ายาเสพติด และขบวนการค้ามนุษย์ การฉ้อโกงทางออนไลน์ นอกจากนี้ ปัญหาจากการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและบทบาทของสื่อมวลชนไทย โดยต้องคำนึงถึงเอกลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรม

ด้านการค้า ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของลาว และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของลาว การค้าทวิภาคีระหว่างไทย-ลาวปี 2566-2567 มีมูลค่ารวม 8,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (268,264 ล้านบาท) จากปี 2566 โดยไทยส่งออก 4,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (159,289 ล้านบาท) นำเข้า 3,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (108,783 ล้านบาท) ทั้งนี้ ไทยและลาวตั้งเป้าหมายการค้าทวิภาคีให้เติบโตมากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 360,525 ล้านบาท) ภายในปี 2570 สำหรับการค้าชายแดนระหว่างไทยกับลาวปี 2567 มูลค่ารวม 286,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.13% จากปี 2566 แบ่งเป็นไทยส่งออก 168,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.12% และนำเข้า 118,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.35% ไทยได้ดุลการค้า 49,417 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทรายขาว ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงอื่น ๆ ผักและของปรุงแต่งจากผัก ปุ๋ย นอกจากนี้ ไทยสนใจลงทุนในลาวเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแปรรูป

 

      การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ

–   พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม.ไทย เยือนลาวอย่างเป็นทางการ เมื่อ ก.ย.2559 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 28 และ 29 ที่นครหลวงเวียงจันทน์

–   ดร.ทองลุน สีสุลิด นรม.ลาว พร้อมภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ ต.ค.2559 เพื่อถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

–   นายบุนยัง วอละจิด เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว และประธานประเทศลาว พร้อมภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ ต.ค.2560 เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

–   พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม.ไทย พร้อมคณะ เยือนลาวอย่างเป็นทางการ เมื่อ ธ.ค.2561 เพื่อเข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat-JCR) ครั้งที่ 3

–   ดร.ทองลุน สีสุลิด นรม.ลาว เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ มิ.ย.2562 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ที่กรุงเทพฯ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดการปัญหาหมอกควันร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยยึดหลัก “Two Countries One Destination”

–   ดร.ทองลุน สีสุลิด นรม.ลาว พร้อมภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 2-4 พ.ย.2562 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่กรุงเทพฯ

–  นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รมว.กต.ลาว เยือนไทย ระหว่าง 2-5 พ.ย.2564 เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission: JC) ไทย-ลาว ครั้งที่ 22 ที่กรุงเทพฯ เป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างกันอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นการเยือนไทยครั้งแรกนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรค COVID-19

–  ดร.พันคำ วิพาวัน นรม.ลาว พร้อมภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1-2 มิ.ย.2565 โดย นรม.ลาวและภริยา ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน และเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ วังสระปทุม รวมถึงหารือร่วมกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม. เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-ลาว

– นายเศรษฐา ทวีสิน นรม.ไทย พร้อมคณะ เยือนลาวอย่างเป็นทางการ เมื่อ 30 ต.ค.2566 ตามคำเชิญของนายสอนไซ สีพันดอน นรม.ลาว เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนและระบบราง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาหมอกควันข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด รวมถึงเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารสำคัญ อาทิ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความร่วมมือทางวิชาการเสริมสร้างขีดความสามารถสำหรับพนักงานด้านการรถไฟ

– นายเศรษฐา ทวีสิน นรม.ไทย โทรศัพท์หารือกับนายสอนไซ สีพันดอน นรม.ลาว เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการแก้ปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดน โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ การประสานงานด้านการข่าวและลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดน การเสริมสร้างขีดความสามารถในการสืบสวนและขยายผลการจับกุม การส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ให้ประชาชน และการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในระดับพื้นที่

– นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นรม.ไทย พร้อมคณะ อาทิ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.กต. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พณ. และนายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการ นรม. เยือนลาวอย่างเป็นทางการเมื่อ 8 ต.ค.2567 เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือแก้ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ (Scammer) การค้ามนุษย์ ยาเสพติด หมอกควันข้ามพรมแดน และการป้องกันอุทกภัยระหว่างกันในอนาคต

– นายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม.ไทย พร้อมคณะ เยือนลาวอย่างเป็นทางการ เมื่อ 16 ต.ค.2568 ในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยพบหารือกับนายสอนไซ สีพันดอน นรม.ลาว ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค การพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์ การแก้ไขปัญหายาเสพติด หมอกควันข้ามพรมแดน การหลอกลวงออนไลน์ (Scammer) การใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง การส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงเข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว

– นางปานี ยาท่อตู้ รองประธานประเทศลาว เยือนไทย เมื่อ 5 พ.ย.2568 เข้าวางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัย และพระเกียรติสูงสุด ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมหาราชวัง

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมของชาติลาว ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 9 (ปี 2564-2568) มุ่งรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับ 5.5% ต่อปี และเร่งแก้ไขปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติ ได้แก่ 1) การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และ 2) การแก้ไขปัญหายาเสพติด

ความร่วมมือระหว่างลาวกับต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะกับจีน มีบทบาทสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในลาวอย่างมาก รวมถึงการรักษาสมดุลอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ ทั้งจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม และไทยที่ต้องการแข่งขันอิทธิพลในลาวและพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง        

นโยบายการบริหารราชการและการจัดสรรอำนาจภายใน พปปล. ที่เปลี่ยนแปลงหลังจากการประชุมสมัชชาใหญ่ พปปล. ครั้งที่ 12 ใน ม.ค.2569 การแต่งตั้งเลขาธิการใหญ่ พปปล. และกรมการเมืองศูนย์กลางพรรค (โปลิตบูโร) ในการกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าภาพรวมการเมืองภายในของลาวจะยังคงมีเสถียรภาพ สามารถรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ สำหรับผู้นำคนใหม่จะไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางดำเนินนโยบายต่อไทย

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนทำเหมืองแร่หายากในลาว ซึ่งจีนเป็นผู้ลงทุนอุตสาหกรรมเหมืองแร่และเทคโนโลยีในลาว เพื่อส่งออกในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และระบบอาวุธขั้นสูง

Gallery