
นิวซีแลนด์
New Zealand

นิวซีแลนด์
New Zealand
เมืองหลวง เวลลิงตัน
ที่ตั้ง ภาคพื้นแปซิฟิกตอนใต้ กึ่งกลางระหว่างเส้นศูนย์สูตรกับขั้วโลกใต้ ห่างจากออสเตรเลียไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 2,000 กม. และอยู่ห่างจากประเทศไทยประมาณ 9,857 กม.
ภูมิประเทศ นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เป็นเกาะ อยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกประกอบด้วย 2 เกาะใหญ่ คือ เกาะเหนือและเกาะใต้ (คั่นกลางด้วยช่องแคบคุก) และเกาะเล็กอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ส่วนใหญ่ อยู่ในแนวเขตภูเขาไฟ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่เสมอ นิวซีแลนด์มีพื้นที่รวม 268,021 ตร.กม. (ขนาดใกล้เคียงกับอิตาลี ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร)
ภูมิอากาศ กึ่งเขตร้อนในตอนเหนือและอบอุ่นทางตอนใต้ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่หนาวจัดและไม่ร้อนจัด แต่มีฝนตกชุก อุณหภูมิเฉลี่ยบนเกาะเหนือประมาณ 9-19 องศาเซลเซียส และเกาะใต้ประมาณ 6-17 องศาเซลเซียส นิวซีแลนด์ มี 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน (ธ.ค.-ก.พ.) ฤดูใบไม้ร่วง (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูหนาว (มิ.ย.-ส.ค.) และฤดูใบไม้ผลิ (ก.ย.-พ.ย.)
ศาสนา ไม่นับถือศาสนา 51.6% คริสต์ 32.3% ฮินดู 2.9% อิสลาม 1.5% เมารี 1.3% พุทธ 1.1% ซิกข์ 1.1% ยูดาห์ 0.1 % อื่น ๆ 1.2% ไม่ระบุ 6.9%
ภาษา ภาษาอังกฤษ และภาษาเมารี เป็นภาษาราชการ
การศึกษา ภาคบังคับสำหรับเด็กอายุระหว่าง 6-16 ปี ผู้จบการศึกษาภาคบังคับส่วนใหญ่จะเรียนต่อระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย นิวซีแลนด์มีชื่อเสียงด้านคุณภาพการศึกษา จึงเป็นแหล่งให้บริการทางการศึกษา ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก
วันชาติ 6 ก.พ. (วันลงนามสนธิสัญญาไวทังกิ)
ประชากร 5,324,700 คน (สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์ มิ.ย.2568) เชื้อชาติยุโรป 67.8% ชนพื้นเมืองเมารี 17.8% เอเชีย 17.3% หมู่เกาะแปซิฟิก 8.9% ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และแอฟริกัน รวม 1.9% และอื่น ๆ 1.1% อายุขัยเฉลี่ย ชาย 80.1 ปี หญิง 83.5 ปี ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนเกาะเหนือ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นเขตอุตสาหกรรม อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) 1.57 การย้ายถิ่นฐานเข้านิวซีแลนด์ จำนวน 27,100 คน เมื่อปี 2567
การก่อตั้งประเทศ ชาวพื้นเมืองเมารีเป็นผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม นักเดินเรือชาวดัตช์ชื่อ Abel Tasman ล่องเรือเลียบมาทางออสเตรเลียและพบเกาะนิวซีแลนด์เมื่อปี 2185 และตั้งชื่อว่า Nieuw Zeeland หรือ New Zealand ต่อมา กัปตันเจมส์ คุก นักสำรวจชาวอังกฤษเดินทางมาถึงเมื่อปี 2312 และสำรวจชายฝั่งเกือบทั้งหมด เมื่อปี 2383 หัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ของชาวเมารีลงนามสนธิสัญญาไวทังกิ (Treaty of Waitangi) ยอมรับการปกครองของสหราชอาณาจักร แลกกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรของชาวเมารี หลังจากนั้นชาวยุโรปหลั่งไหลไปตั้งรกรากในนิวซีแลนด์มากขึ้น และเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 26 ก.ย.2450
การเมือง ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสภาเดียว และอยู่ในเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เป็นประมุข โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของรัฐบาลนิวซีแลนด์ คนปัจจุบันคือ Dame Cindy Kiro (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 21 ต.ค.2564) อยู่ในตำแหน่งวาระ 5 ปี มีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือ ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่บัญญัติถึงระบบการเมืองการปกครอง แต่จะมีกฎหมายอื่น ๆ หลายฉบับมาประกอบกัน เช่น Constitution ACT 1986 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่รวบรวมหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กระจัดกระจายมาบัญญัติไว้ด้วยกัน
นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน หัวหน้าพรรคเนชั่นแนล ดำรงตำแหน่ง นรม.นิวซีแลนด์ วาระ 3 ปี (ปี 2566-2569) หลังจากพรรคเนชั่นแนลชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 14 ต.ค.2566 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค ACT New Zealand และพรรค New Zealand First เพื่อครองเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 67 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ คือ พรรคเนชั่นแนล 48 ที่นั่ง พรรคเลเบอร์ 34 ที่นั่ง พรรคกรีน 15 ที่นั่ง พรรค ACT New Zealand 11 ที่นั่ง พรรค New Zealand First 8 ที่นั่ง และพรรคเมารี 6 ที่นั่ง รวม 122 ที่นั่ง
ฝ่ายบริหาร : ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่งตั้ง นรม. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำพรรคเสียงข้างมาก และแต่งตั้ง ครม.โดยคำแนะนำของ นรม. ทำหน้าที่รายงานและให้คำปรึกษาแก่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้านนโยบายสำคัญ บุคคลใน ครม.ต้องมาจาก สส. การบริหารงานของ ครม. กระทำผ่านคณะกรรมการ ส่วนกระบวนการกำหนดนโยบายสำคัญภายใน ครม.กระทำโดยหารืออย่างไม่เป็นทางการและมีชั้นความลับ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีฉันทามติ เนื่องจาก ครม.ต้องรับผิดชอบร่วมกันและต้องมีท่าทีเป็นเอกภาพ
ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาเป็นระบบสภาเดียวมี สส.จำนวน 120 คน แบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขต 72 ที่นั่ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 48 ที่นั่ง จัดการเลือกตั้งทุก 3 ปี การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดมีขึ้นเมื่อ 14 ต.ค.2566 การเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในปลายปี 2569
ฝ่ายตุลาการ : ศาลที่สำคัญมี 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา นอกจากนี้ ยังมีศาลอื่น ๆ อีก เช่น ศาลคดีเด็กและเยาวชน (พิจารณาคดีเกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี) ศาลที่ดินของชาวเมารี ทุกศาลมีอำนาจตัดสินคดีทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา รวมถึงมีคณะอนุญาโตตุลาการ
เศรษฐกิจ มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาด พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมบริการเป็นหลัก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของสินค้าส่งออก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ อีกทั้งยังปรับนโยบายการเงินและการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบด้านการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นิวซีแลนด์มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจติดอันดับ 11 ของโลก เมื่อปี 2568 (Index of Economic Freedom) ปรับลดลง 5 อันดับจากปี 2567
นิวซีแลนด์พยายามขยายตลาดการค้าให้กว้างขวางขึ้น โดยจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีฉบับใหม่กับสหราชอาณาจักร (ปี 2566) สหภาพยุโรป (ปี 2567) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ปี 2568) เพิ่มเติมจากคู่ค้าสำคัญเดิม เช่น ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง ไทย สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย กลุ่มอาเซียน เพื่อให้นิวซีแลนด์เพิ่มปริมาณการค้าและการส่งออกได้มากขึ้น ทั้งนี้ นิวซีแลนด์บรรลุความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (Agreement Establishing the ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area-AANZFTA) เมื่อ 27 ก.พ.2552 นิวซีแลนด์เป็นประเทศแรก ๆ ที่สนับสนุนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership-TPP) และเป็นประเทศที่ 2 ที่ให้สัตยาบันใน TPP เมื่อ พ.ค.2560 อย่างไรก็ดี ภายหลังการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจาก TPP นิวซีแลนด์ได้เข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Trans-Pacific Partnership-CPTPP) นอกจากนี้ นิวซีแลนด์ให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) เมื่อ 2 พ.ย.2564 ควบคู่กับออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.2565
สกุลเงิน : ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZ$)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 1.74 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ต.ค.2568)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ : 19.13 บาท (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 260,236 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : – 0.1%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 48,747
ทุนสำรองระหว่างประเทศ : 22,070 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนี้ต่างประเทศ : 246,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อ : 3.0%
แรงงาน : 2.88 ล้านคน
อัตราการว่างงาน : 5.2%
มูลค่าการส่งออก : 2,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญ : นมผง เนย และชีส เนื้อสัตว์และเครื่องในที่รับประทานได้ ผลไม้ ท่อนไม้ ไม้ และสิ่งของที่ทำจากไม้ ผลิตภัณฑ์นม ธัญพืช แป้ง และแป้งมันสำปะหลัง เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ไวน์ ปลา สัตว์จำพวกกุ้งและหอย โลหะมีค่า เครื่องประดับ และเหรียญกษาปณ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า
มูลค่าการนำเข้า : 4,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้าสำคัญ : เครื่องจักรและอุปกรณ์ ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ ยานพาหนะ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์เสริมเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า สิ่งทอและผลิตภัณฑ์สิ่งทอ อุปกรณ์เกี่ยวกับสายตา อุปกรณ์การแพทย์และเครื่องมือวัด พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยา อากาศยานและชิ้นส่วน เศษอาหาร ของเสียและอาหารสัตว์
คู่ค้าสำคัญ : จีน ออสเตรเลีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ไทย มาเลเซีย
การทหาร
กองทัพนิวซีแลนด์ มีกำลังพลรวม 11,970 นาย แบ่งเป็นกำลังประจำการ จำนวน 8,700 นาย ประกอบด้วย ทบ.จำนวน 4,250 นาย ทร.จำนวน 2,050 นาย ทอ.จำนวน 2,400 นาย และกำลังสำรองจำนวน 3,270 นาย มีกำลังป้องกันประเทศขนาดเล็ก เนื่องจากเป็นประเทศเล็กมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ห่างไกลในซีกโลกใต้ และไม่มีพรมแดนติดกับประเทศอื่น ศัตรูที่มีขีดความสามารถทางทหารเท่านั้นจึงจะเข้าถึงได้ อย่างไรก็ดี นิวซีแลนด์ให้การสนับสนุนภารกิจในกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติที่ตะวันออกกลางและซูดานใต้ รวมถึงส่งกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจ Multinational Force and Observers (MFO) ในคาบสมุทรไซนาย อียิปต์ นอกจากนี้ นิวซีแลนด์ยังมีความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร แคนาดา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยดำเนินการผ่านข้อตกลง ANZUS, ARF, Five Eyes และ Five Power Defence Arrangements
นิวซีแลนด์จัดสรรงบประมาณทางทหารในปีงบประมาณ 2568-2569 จำนวน 5,193 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ ลดลงจาก 8,450 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ เมื่อปีงบประมาณ 2567-2568 คิดเป็นประมาณ 1% ของ GDP อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประกาศเพิ่มงบประมาณด้านการป้องประเทศมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ สำหรับระยะ 4 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนากองทัพนิวซีแลนด์ให้ทันสมัยและมีความพร้อมรบ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเป็น 2% ภายใน 8 ปี โดยดำเนินตามแผนขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศฉบับใหม่ปี 2568 (Defence Capability Plan 2025) ซึ่งมุ่งส่งเสริมขีดความสามารถหลัก ดังนี้ 1) ปกป้องและส่งเสริมความมั่นคงของนิวซีแลนด์และภูมิภาคโดยรอบ 2) กระชับความเป็นพันธมิตร ANZUS กับออสเตรเลียและพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญ และ 3) สนับสนุนการบรรลุผลประโยชน์ระดับโลกของนิวซีแลนด์
การจัดหายุทโธปกรณ์ที่สำคัญในปีงบประมาณ 2568-2569 ได้แก่ การบำรุงรักษาและสนับสนุนเรือฟริเกต การปรับปรุงระบบนำทางและวิทยุเข้ารหัสสำหรับฝูงเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง NH90 เพื่อให้สามารถปฏิบัติการร่วมกับพันธมิตร Five Eyes จัดซื้อเครื่องบิน Boeing P-8A Poseidon พร้อมจัดสรรงบประมาณสำหรับปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของกองทัพให้ทันสมัย พัฒนาขีดความสามารถด้านความมั่นคงระดับสูง (High Side Capability Update) และพัฒนาฐานทัพเรือแห่งอนาคต (Future Naval Base Programme)
ความสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์
สถาปนาความสัมพันธ์เมื่อ 26 มี.ค.2499 และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา มีการเยือนระดับสูงระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และต่างให้การสนับสนุนบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี ในด้านความมั่นคง มีความร่วมมือกันด้านการต่อต้านการก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนด้านเศรษฐกิจ การค้าระหว่างกันขยายตัวมากขึ้น โดยเป็นผลจากความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น (Thai-New Zealand Closer Economic Partnership Agreement-TNZCEP) ที่มีผลเมื่อปี 2548 และความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (Agreement Establishing the ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area-AANZFTA) ที่มีผลเมื่อปี 2553
นิวซีแลนด์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 30 ของไทย เมื่อปี 2567 โดยมีมูลค่าการค้า 87,329.67 ล้านบาท เพิ่มจาก 77,629.03 ล้านบาท เมื่อปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น 12.5% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 55,884.13 ล้านบาท นำเข้า 31,445.55 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 24,438.58 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกไปนิวซีแลนด์ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำตาลทราย เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากนิวซีแลนด์ เช่น นมและผลิตภัณฑ์นม ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ น้ำมันดิบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เคมีภัณฑ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
ชาวนิวซีแลนด์เดินทางมาท่องเที่ยวไทยเมื่อปี 2567 จำนวน 96,733 คน เพิ่มขึ้น 12.62% จากจำนวน 85,897 คน เมื่อปี 2566 โดยเดินทางไปท่องเที่ยวในภาคใต้มากที่สุด
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
การปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงและด้านต่างประเทศ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลนำโดยนายคริสโตเฟอร์ ลักซัน นรม. ปรับลดทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบอิสระอย่างต่อเนื่อง โดยที่มุ่งกระชับความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศด้านความมั่นคงมากขึ้น พร้อมกับมุ่งขยายตลาดการค้าทั่วโลก รวมถึงสหภาพยุโรป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ นิวซีแลนด์เตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน ธ.ค.2569
บริบทของการแข่งขันของมหาอำนาจที่ทวีความรุนแรง เป็นปัจจัยผลักดันให้นิวซีแลนด์หันไปให้ความสำคัญกับภูมิภาคแปซิฟิกใต้มากขึ้นเพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีนอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากหมู่เกาะคุกลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับจีน เมื่อ ก.พ.2568 ซึ่งรวมถึงความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership-CSP) ที่กำหนดกรอบการทำงานในประเด็นสำคัญ เช่น การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ทางทะเล การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ซึ่งสร้างความไม่พอใจและความกังวลแก่นิวซีแลนด์อย่างมาก เนื่องจากหมู่เกาะคุกมีพันธกรณีกับนิวซีแลนด์ (Free Association) ตั้งแต่ปี 2544 ที่กำหนดให้ต้องปรึกษาหารือเป็นประจำในประเด็นด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง หมู่เกาะคุกจึงควรหารือกับนิวซีแลนด์ก่อนการลงนามความร่วมมือกับต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ นิวซีแลนด์สนับสนุนให้สหรัฐฯ เร่งกระชับความร่วมมือกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ผ่านกรอบความร่วมมือ Partners in the Blue Pacific (PBP) ที่จัดตั้งขึ้นร่วมกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ เมื่อ มิ.ย.2565
นิวซีแลนด์เผชิญภัยคุกคามสำคัญหลายด้านที่จะทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งการก่อเหตุรุนแรงจากกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง และผู้ก่อเหตุที่บ่มเพาะแนวคิดรุนแรงด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีแนวโน้มก่อเหตุโจมตีโดยลำพัง ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ใช้อาวุธที่หาง่าย นอกจากนี้ การจารกรรมและการแทรกแซงจากต่างชาติยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐต่างชาติปฏิบัติการที่มุ่งแทรกแซงด้านการเมืองและการกำหนดนโยบาย ด้านสังคม มุ่งควบคุมแนวคิดและเสรีภาพการแสดงออกของคนในชุมชนพลัดถิ่น พร้อมทั้งมุ่งจารกรรมข้อมูลนโยบายเชิงลึกของรัฐบาลและเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ทางทหาร ซึ่งนิวซีแลนด์ประเมินว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเลวร้ายลง คือ การแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การแบ่งขั้วทางแนวคิดที่รุนแรงขึ้น และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI)