องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก
Organisation of Petroleum Exporting Countries (OPEC)

เว็บไซต์                 www.opec.org

 

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่       เวียนนา ออสเตรีย

 

วันก่อตั้ง                     เมื่อ ก.ย.2503 โดยอิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา ร่วมลงนาม ข้อตกลงที่แบกแดด อิรัก

 

สมาชิก                       12 ประเทศ (ต.ค.2567) ได้แก่ แอลจีเรีย คองโก อิเควทอเรียลกินี กาบอง อิหร่าน อิรัก

คูเวต ลิเบีย ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวเนซุเอลา นอกจากนี้

สมาชิก OPEC 12 ประเทศ กับ Non-OPEC อีก 10 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน บาห์เรน บรูไน คาซัคสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก โอมาน รัสเซีย ซูดาน และซูดานใต้ รวมตัวกันเป็น OPEC+ 22 ประเทศ

 

เลขาธิการ              นาย Haitham Al Ghais ชาวคูเวต เข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อ 1 ส.ค.2565 (วาระ 3 ปี)         และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 2 เมื่อ 10 ธ.ค.2567 (วาระ 3 ปี)

 

ภารกิจ             กำหนดเป้าหมายร่วมกันด้านปิโตรเลียมของประเทศสมาชิก เพื่อประกันความยุติธรรมและความมีเสถียรภาพของราคาปิโตรเลียม รวมถึงผลตอบแทนที่ยุติธรรมแก่นักลงทุน ทั้งนี้ ที่ประชุม Joint Ministerial Monitoring Committee (JMMC) เมื่อ ต.ค.2568 OPEC+ เห็นพ้องกับการขยายกำลังการผลิตน้ำมันดิบในปี 2568 เฉลี่ยวันละ 1.4 ล้านบาร์เรล และในปี 2569 อีกวันละ 1.2 ล้านบาร์เรล เพื่อป้องกันการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด รวมถึงเพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปี 2569 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะอยู่ที่บาร์เรลละ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จีน และยุโรป ส่งผลให้อุปสงค์ด้านพลังงานทั่วโลกลดลง ขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ เพื่อป้องกันการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้เกิดภาวะน้ำมันดิบล้นตลาด รวมถึึงการเร่งพัฒนาและการใช้พลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศ จะเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ

นาย Haitham Al-Ghais เลขาธิการ OPEC ประเมินว่า น้ำมันดิบจะยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดพลังงานโลกต่อไปอย่างน้อยในระยะ 25 ปี เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันดิบในประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง และการผลิตพลังงานไฟฟ้า เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของอุปสงค์โลก โดยคาดการณ์ว่าในห้วงปี 2567-2593 ความต้องการน้ำมันของอินเดียจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เช่นเดียวกับจีนที่มีความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การใช้ถ่านหินมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนโยบายพลังงานของประเทศต่าง ๆ มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปี 2573 โดยความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.3% ในปี 2568 และ 3.7% ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม น้ำมันจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนการใช้มากที่สุดที่ประมาณ 30%

นาย Haitham Al Ghais

(เลขาธิการ OPE)

 

สมาชิก              สมาชิกแรกเริ่มของ OPEC ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา จากนั้นมีสมาชิกเข้าร่วมเพิ่มเติมเรียงลำดับตามปี ได้แก่ กาตาร์ (2504) อินโดนีเซียและลิเบีย (2505) สหรัฐอาหรับ-  เอมิเรตส์ (2510) แอลจีเรีย (2512) ไนจีเรีย (2514) เอกวาดอร์ (2516) กาบอง (2518) แองโกลา (2550) กินี (2560) และคองโก (2561) ทั้งนี้ เอกวาดอร์ยกเลิกการเป็นสมาชิก OPEC ชั่วคราวเมื่อ ธ.ค.2535 และกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ ต.ค.2550 ขณะที่อินโดนีเซียยกเลิกเป็นสมาชิกชั่วคราวเมื่อ ม.ค.2538 และกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ ม.ค.2559 สำหรับกาบองยกเลิกการเป็นสมาชิกเมื่อ ม.ค.2538 และกลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ ก.ค.2559 ส่วนกาตาร์ออกจากการเป็นสมาชิกเมื่อ ม.ค.2562 และเอกวาดอร์แถลงออกจากสมาชิกอีกครั้งใน ม.ค.2563 ทั้งนี้ เมื่อปี 2563 (ต.ค.2563) สมาชิก OPEC ประกอบด้วย 13 ประเทศ ได้แก่ แองโกลา คองโก กินี กาบอง อิหร่าน อิรัก คูเวต ลิเบีย ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เวเนซุเอลา และแอลจีเรีย

ก่อตั้งเมื่อ  ก.ย.2503 โดยอิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา โดยการลงนามข้อตกลงที่แบกแดด อิรัก

Gallery