สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ

People’s Republic of Bangladesh

เมืองหลวง       ธากา

 

ที่ตั้ง               อยู่ทางตะวันออกของอนุทวีปเอเชียใต้ บริเวณเส้นละติจูดที่ 24 องศาเหนือ เส้นลองจิจูดที่ 90องศาตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 148,460 ตร.กม.

 

อาณาเขต           ความยาวของเส้นพรมแดนทั้งหมด   4,413 กม.

ทิศเหนือ ตะวันออก ตะวันตก          ติดกับอินเดีย (4,142 กม.)

ทิศตะวันออกเฉียงใต้                     ติดกับเมียนมา (271 กม.)

ทิศใต้                                           ติดกับอ่าวเบงกอล (580 กม.)

 

ภูมิประเทศ      พื้นที่ส่วนใหญ่เกิดจากการทับถมของดินทราย มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตร เป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำที่สำคัญ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำคงคา พรหมบุตร และเมคนา (Meghna) พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบเชิงเขาขนาดใหญ่ ส่วนทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นเทือกเขาสูง

 

ภูมิอากาศ       บังกลาเทศมีภูมิอากาศแบบเขตร้อน โดยบริเวณภาคตะวันออกจะร้อนชื้นตลอดทั้งปี ภาคกลางและภาคตะวันตกร้อนชื้นสลับแล้ง ส่วนภาคเหนือกึ่งร้อน ฝนตกชุก ภูมิอากาศของบังกลาเทศแบ่งเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่ ต.ค.-มี.ค. อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 11-29 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่ มี.ค.-มิ.ย. อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 21-34 องศาเซลเซียส และฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ มิ.ย.-ต.ค. ภัยธรรมชาติที่ประสบเป็นประจำ ได้แก่ ความแห้งแล้ง และพายุไซโคลนซึ่งพัดเข้าทำลายบ้านเรือนและชีวิตประชาชนปีละหลายครั้ง

 

ศาสนา           อิสลาม 89.8% ฮินดู 9.1% และศาสนาอื่น ๆ 0.7%

 

ภาษา             ภาษาเบงกาลี (Bengali) เป็นภาษาราชการ นิยมใช้ภาษาอังกฤษในภาคการศึกษาและธุรกิจ และมีภาษาท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อย

 

การศึกษา      อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 60.77 % ชาย 77.8% และหญิง 72% (วัดความสามารถด้านการอ่าน การเขียน และการคำนวณขั้นพื้นฐาน) รัฐบาลจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาในปีงบประมาณ 2568-2569 จำนวน 7,824 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และให้การศึกษาแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายแก่เด็กหญิงจนถึงระดับเกรด 10 การศึกษาภาคบังคับ 6 ปี พร้อมทั้งมอบเงินสนับสนุนการศึกษาแก่ผู้หญิงผ่านโครงการ Stipend Program เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศ บังกลาเทศมีสถานศึกษาในทุกระดับ ได้แก่ โรงเรียนประถม 65,566แห่ง โรงเรียนมัธยมของรัฐ 2,198แห่ง และเอกชน37,590แห่ง มหาวิทยาลัยของรัฐ 55 แห่ง และเอกชน 115 แห่ง มหาวิทยาลัยแพทย์ของรัฐ 14 แห่ง และเอกชน 11 แห่ง วิทยาลัยทันตแพทย์ 3 แห่ง วิทยาลัยเทคนิค 4 แห่ง วิทยาลัยทั่วไป 2,409 แห่ง สถาบันเทคโนโลยี 4 แห่ง และโรงเรียนสอนศาสนา 7,276 แห่

 

วันชาติ           26 มี.ค. (ได้รับเอกราชจากปากีสถานตะวันตกเมื่อปี 2514)

Muhammad Yunus | MY HERO

Muhammad Yunus

(หัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (เทียบเท่าตำแหน่ง นรม.บังกลาเทศ))

ประชากร       176,397,188 คน (ต.ค.2568)

 

รายละเอียดประชากร   ประชากรประกอบด้วย เชื้อสายเบงกาลี 98.9% และอื่น ๆ 1.1% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 27.65% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 65.69% และผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) 6.67% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 75.2 ปี ชาย 73.6 ปี หญิง 76.9 ปี อัตราการเกิด 16.07 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 5.58 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.88%

การก่อตั้งประเทศ      เดิมดินแดนของบังกลาเทศในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป (อินเดีย) เคยมี
ความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมาก่อน ต่อมาพ่อค้าชาวอาหรับได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ จนกลายเป็นศาสนาหลักมาจนถึงทุกวันนี้ ชมพูทวีปตกเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2300 และได้รับเอกราชเมื่อปี 2490 แต่ขณะนั้นบังกลาเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน เรียกว่าปากีสถานตะวันออก ต่อมาชาวเบงกาลีในปากีสถานตะวันออกไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลกลาง ประกอบกับมีความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และเชื้อชาติ ชาวเบงกาลีจึงจัดตั้งพรรคสันนิบาตอวามี (Awami League-AL) ขึ้นเมื่อปี 2492 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวเบงกาลี โดยมีชีค มูจิบูร ราห์มาน เป็นหัวหน้าพรรค

เมื่อปากีสถานตะวันออกประกาศแยกตัวจากปากีสถานตะวันตก ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างปากีสถานตะวันออกกับตะวันตก โดยอินเดียส่งทหารเข้าไปช่วยปากีสถานตะวันออก จนปากีสถานตะวันออกสามารถแยกตัวเป็นเอกราช และจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศเมื่อ 26 มี.ค.2514 โดยมีชีค มูจิบูร ราห์มาน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของบังกลาเทศ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งบังกลาเทศ (Father of the Nation)

การเมือง       ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และ นรม.เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Mohammed Shahabuddin โดยมีนาย Muhammad Yunus (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ (Chief Adviser) ตั้งแต่ 8 ส.ค.2567 เพื่อบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านและเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน ก.พ.2569 บังกลาเทศแบ่งการปกครองออกเป็น 8 เขตปกครอง (Divisions) ได้แก่ กรุงธากา (Dhaka) จิตตะกอง (Chattogram) คุลนา (Khulna) บาริซาล (Barishal) สิเลต (Sylhet) ราชชาฮี (Rajshahi) รังปูร์ (Rangpur) และไมเมนซิงห์ (Mymensingh)

ฝ่ายบริหาร : มี นรม.เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินงานของกระทรวง ทบวง กรม รวมถึงการแต่งตั้ง รมต. และ ออท.ประจำประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ดี บังกลาเทศจัดตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้นบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังการโค่นล้มอำนาจของอดีต นรม.เชค ฮาซีนา เมื่อ ก.ค.2567 โดยมีนาย Muhammad Yunus ดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ ซึ่งทำหน้าที่เทียบเท่าตำแหน่ง นรม.

ฝ่ายนิติบัญญัติ : ประกอบด้วย สภาเดี่ยว คือ Jatiya Sangsad (สภาแห่งชาติ) มีสมาชิก 300 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน วาระ 5 ปี มีหน้าที่ออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณและการจัดเก็บภาษี รวมทั้งตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บังกลาเทศลงนาม “กฎบัตรแห่งชาติ ก.ค.2568 (July National Charter 2025)” เพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศเชิงสถาบัน โดยกำหนดให้สภาแห่งชาติมีบทบาททั้งในฐานะสภานิติบัญญัติและสภาปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามกฎบัตรภายใน 270 วัน หลังการเลือกตั้งทั่วไปใน ก.พ.2569 นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้จัดตั้งระบบ 2 สภา ผ่านการทำประชามติควบคู่กับการเลือกตั้ง หากได้รับความเห็นชอบจะมีการจัดตั้ง “สภาสูง” โดยจัดสรรที่นั่งตามสัดส่วนคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต

ฝ่ายตุลาการ : ใช้ระบบศาลแบบสหราชอาณาจักร มีทั้งศาลแพ่งและศาลอาญา โดยศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Appellate Division และ High Court Division และยังมีศาลระดับล่าง ได้แก่ District Courts Thana Courts และ Village Courts รวมถึง ยังมีศาลพิเศษอื่น ๆ เช่น ศาลครอบครัว และศาลแรงงาน นอกจากนี้ บังกลาเทศจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Crimes Tribunal-ICT) ขึ้นเป็นศาลพิเศษ เมื่อปี 2553 โดยพรรค AL เพื่อทำหน้าที่พิจารณาความผิดฐานอาชญากรรมสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และคดีที่เกี่ยวข้องกับมิติทางการเมือง ทั้งนี้ ศาลดังกล่าวได้พิจารณาคดีสำคัญหลายคดี อาทิ คดีอาชญากรรมสงครามช่วงสงครามประกาศเอกราช เมื่อปี 2514 และคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับเชค ฮาซีนา อดีต นรม. ซึ่งมีคำพิพากษาเมื่อ 17 พ.ย.2568

พรรคการเมืองสำคัญ ได้แก่ 1) พรรคสันนิบาตอวามี (Awami League-AL) ของอดีต นรม.เชค ฮาซีนา 2) พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (Bangladesh National Party-BNP) ของนาง Khaleda Zia และ 3) พรรค Jama’at-e-Islami (JI) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเชิงศาสนาและมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม โดยพรรค AL และพรรค BNP ผลัดกันเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยตลอด เมื่อพรรคหนึ่งขึ้นเป็นรัฐบาล อีกพรรคมักจัดการชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านหรือโค่นล้มรัฐบาล ส่งผลให้การดำเนินนโยบายแห่งชาติขาดความต่อเนื่องและมีความผันผวนทางการเมืองอยู่เป็นระยะ

เศรษฐกิจ     ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด โดยพึ่งพาเศรษฐกิจหลัก 3 ภาค ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป (คิดเป็น 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด) และภาคบริการและแรงงานในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนลำดับต้น ๆ รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ควบคู่กับการส่งเสริมการส่งออก จุดแข็งของโครงสร้างเศรษฐกิจบังกลาเทศ คือ แรงงาน และทรัพยากรธรรมชาติราคาถูก ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย

เศรษฐกิจบังกลาเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากการเติบโตของภาคการส่งออก การเพิ่มขึ้นของเงินโอนจากต่างประเทศ และระดับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ กอปรกับแรงกดดันด้านเศรษฐกิจภายนอกที่ลดลง ภายหลังการนำระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวตามกลไกตลาดมาใช้ อย่างไรก็ดี สถานะการเงินและการคลังยังคงขาดดุล เนื่องจากรายได้จากภาษีลดลง สวนทางกับรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากเงินอุดหนุนและภาระดอกเบี้ย ตามรายงาน Bangladesh Development Update ของธนาคารโลก เมื่อ ต.ค.2568 คาดการณ์ว่า บังกลาเทศจะสามารถรักษาแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางได้ แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อคงการเติบโตทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการสร้างงาน เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนและสตรี

ปีงบประมาณ 1 ก.ค.-30 มิ.ย.

 

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ตากา (Bangladeshi Taka/BDT)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 122.24 ตากา

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 3.77 ตากา (ต.ค.2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2568)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 475,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 3.9%  

ดุลบัญชีเดินสะพัด : เกินดุล 149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต.ค.2568)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 2,690 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 71,260,000 คน 

รายได้จากแรงงานบังกลาเทศในต่างประเทศ : 3,295.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย.2568)

อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย : 10.2% 

ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 20,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ก.ค.2567-มิ.ย.2568)

มูลค่าการส่งออก : 43,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย.2568)

สินค้าส่งออกสำคัญ : เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปอกระเจาและผลิตภัณฑ์ปอกระเจา รองเท้า สิ่งทอเบ็ดเตล็ด หมวก เส้นด้าย กระดาษ ผ้าทอ เครื่องหนัง และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 

คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : สหรัฐฯ เยอรมนี สหราชอาณาจักร สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ อินเดีย ญี่ปุ่น โปแลนด์ แคนาดา และออสเตรเลีย 

มูลค่าการนำเข้า : 64,350  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย.2568)

สินค้านำเข้าสำคัญ : เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ ฝ้าย เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องใช้ไฟฟ้า สัตว์ พืชผัก ธัญพืช และพลาสติก

คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บราซิล มาเลเซีย สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และญี่ปุ่น

คู่ค้าสำคัญ : จีน อินเดีย และสิงคโปร์

การทหาร     กองทัพบังกลาเทศมีกำลังพลรวมประมาณ 173,650 นาย 

ทบ. มีกำลังพลประมาณ 132,150 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ถ.หลัก 276 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 545 คัน และ ถ.เบา 188 คัน ปืนใหญ่อย่างน้อย 907 กระบอก เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง 22 เครื่อง ระบบจรวดพื้นสู่อากาศ 21 ระบบ อากาศยานและ บ.ขนส่ง รวม 21 เครื่อง

ทร. มีกำลังพลประมาณ 27,500 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือฟริเกต 5 ลำ เรือคอร์เวต 8 ลำ เรือยนต์ตรวจการณ์นอกชายฝั่ง 48 ลำ และเรือดำน้ำ 2 ลำ แบ่งพื้นที่รับผิดชอบเป็น 3 เขต ได้แก่ เขตทหารเรือธากา จิตตะกอง และคุลนา โดยมีฐานทัพเรือในธากา จิตตะกอง คุลนา Patuakhali และ Cox’s Bazar 

ทอ. มีกำลังพลประมาณ 14,000 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ อากาศยาน 173 เครื่อง และ ฮ. 45 เครื่อง 

กองกำลังกึ่งทหาร รวม 63,900 นาย ได้แก่ หน่วย รปภ. (Ansars) 20,000 นาย หน่วยเคลื่อนที่เร็ว 5,000 นาย กองกำลังป้องกันชายแดน (Border Guard Bangladesh-BGB) 38,000 นาย และกองกำลังป้องกันชายฝั่ง 900 นาย

งบประมาณด้านกลาโหม ปีงบประมาณ 2568-2569 อยู่ที่ประมาณ 3,391.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัญหาด้านความมั่นคง

1) ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจาจากเมียนมามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้ค่ายผู้อพยพในเมือง Cox’s Bazar มีสภาพแออัดและขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐาน โดยเฉพาะอาหาร เนื่องจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees-UNHCR) และโครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP) ลดงบประมาณการสนับสนุน ขณะเดียวกัน กระบวนการส่งกลับผู้อพยพไปยังเมียนมาไม่คืบหน้า เนื่องจากรัฐบาลเมียนมายังไม่มีกลไกหรือเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะรับรองสถานะพลเมืองให้แก่ชาวโรฮีนจา แม้ว่ามีข้อตกลงเรื่องการส่งกลับที่ทำไว้กับบังกลาเทศ ทำให้ทั้งสองประเทศต้องเจรจาเพื่อแสวงหาทางออกอย่างสันติต่อไป

2) ปัญหาการขยายตัวของอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์ บังกลาเทศเป็นทั้งประเทศต้นทางและทางผ่านของเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าที่ลักลอบนำเข้าจากเมียนมาผ่านช่องทางชายแดนกว่า 43 จุด รวมถึงมีการผลิตในพื้นที่ฝั่งเมียนมาและในค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาภายในบังกลาเทศ นอกจากนี้ บังกลาเทศยังเป็นเส้นทางสำคัญของขบวนการค้ามนุษย์ โดยมีการลักลอบเคลื่อนย้ายชาวโรฮีนจาและประชาชนบังกลาเทศที่มีฐานะยากจนผ่านเส้นทางทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศที่สาม ทำให้ประเด็นดังกล่าวเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของรัฐอย่างต่อเนื่อง

3) ปัญหาการบ่มเพาะและเผยแพร่แนวคิดหัวรุนแรงในกลุ่มเยาวชน โดยปรากฏข่าวสาร
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมที่ยึดถือแนวคิดสุดโต่งและนิยมกลุ่ม Islamic State (IS) ในบังกลาเทศ รวมทั้งปรากฏข่าวสารความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเครือข่ายของกลุ่มอัลกออิดะฮ์ในอนุทวีปอินเดีย (Al Qaeda in the Indian Subcontinent-AQIS) ซึ่งพยายามสรรหาแนวร่วมและขยายอิทธิพลภายในประเทศ ส่งผลให้ประเด็นดังกล่าวเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงและการป้องกันการก่อการร้ายของรัฐบาลบังกลาเทศ

ความสัมพันธ์ไทย-บังกลาเทศ

       ไทยกับบังกลาเทศสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อ 5 ต.ค.2515 และมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกรอบความร่วมมือภูมิภาคและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น UN ACD ARF และ ASEM โดยไทยให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่บังกลาเทศมาโดยตลอด อีกทั้งยินดีที่บังกลาเทศสนใจจะยกระดับเป็นประเทศคู่เจรจาอาเซียน และเข้าร่วมระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor-EWEC) ตลอดจนกรอบความร่วมมือแม่โขง-คงคา (Mekong-Ganga Cooperation) ขณะที่บังกลาเทศให้ความสำคัญกับไทยในฐานะประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ บังกลาเทศเป็นมิตรประเทศในเอเชียใต้ที่ให้การสนับสนุนไทยในเวทีองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation-OIC) ด้วยดีเสมอมา และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการแก้ไขปัญหาชาวโรฮีนจา

       บังกลาเทศถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 6% ต่อปี และเป็นตลาดฮาลาลขนาดใหญ่ เนื่องจากมีประชากรมุสลิมมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ บังกลาเทศเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในเอเชียใต้ รองจากอินเดีย การค้าไทย-บังกลาเทศเมื่อปี 2567 มีมูลค่า 36,551 ล้านบาท และในไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 8,169.98 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 7,122.23 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก ผ้าผืน เส้นใยประดิษฐ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ส่วนการนำเข้าสินค้าจากบังกลาเทศมีมูลค่า 1,047.74 ล้านบาท สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เสื้อผ้า ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์-การแพทย์ รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ 

       ปริมาณการค้าไทย-บังกลาเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ลดลง 7.36% เมื่อเทียบกับปี 2566 ไทยได้ดุลการค้า 33,646.68 ล้านบาท และในไตรมาส 1/2568 ไทยได้ดุลการค้า 6,074.49 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement-FTA) โดยไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding-MoU) กับบังกลาเทศ เพื่อแสดงเจตจำนงในการเริ่มต้นการเจรจา FTA เมื่อ 26 เม.ย.2567

 

ข้อตกลงสำคัญระหว่างไทยกับบังกลาเทศ ได้แก่ ความตกลงทางการค้า (ปี 2520) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการประมง (ปี 2521) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษา และวิทยาศาสตร์ (ปี 2522) ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (เม.ย.2540) ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ปี 2545) สนธิสัญญาการลงทุนทวิภาคีไทย-บังกลาเทศ (ก.ค.2545) บันทึกความเข้าใจ
ว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วมไทย-บังกลาเทศ (ปี 2545) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการเกษตร (ปี 2555) และการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีระหว่าง กต.ไทยกับบังกลาเทศ (ปี 2555) ความตกลงว่าด้วย
การยกเว้นวีซ่าสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการ (เม.ย.2567) หนังสือแสดงเจตจำนงในการเริ่มการเจรจา FTA ไทย-บังกลาเทศ (เม.ย.2567) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน (เม.ย.2567) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านศุลกากร (เม.ย.2567) และบันทึก
ความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (เม.ย.2567)

ปัจจุบัน (ปี 2568) มีคนไทยอาศัยอยู่ในบังกลาเทศประมาณ 178 คน

Gallery