
ไต้หวัน
Republic of China

ไต้หวัน
Republic of China
เมืองหลวง ไทเป
ที่ตั้ง เป็นเกาะในทะเลจีนใต้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ตรงข้ามมณฑลฝูเจี้ยน บริเวณเส้นละติจูดที่ 25 องศาเหนือ และเส้นลองจิจูดที่ 121 องศาตะวันออก มีช่องแคบไต้หวันซึ่งกว้างประมาณ 130 กม. ยาว 220 กม. คั่นอยู่พรมแดน ด้านเหนือใกล้ญี่ปุ่น ทางใต้ใกล้ฟิลิปปินส์ ตะวันออกคือ มหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ เกาะไต้หวันมีความยาวจากเหนือ-ใต้ ประมาณ 400 กม. และกว้างสุดจากตะวันออก-ตะวันตก 145 กม.
อาณาเขต ประกอบด้วย หมู่เกาะไต้หวัน หมู่เกาะเผิงหู หมู่เกาะคินเหมินและมัตสุ (หม่าจู) พื้นที่รวมประมาณ36,000 ตร.กม. ใกล้เคียงกับเนเธอร์แลนด์
ภูมิประเทศ 2 ใน 3 ของพื้นที่เป็นภูเขาที่ลาดลง เป็นที่ราบทางตะวันตก โดยมีเทือกเขาขนาดใหญ่และขนาดกลางทอดตัวจากทิศเหนือจรดทิศใต้ของตัวเกาะ ยอดเขาสูงสุดคือ ยอดเขาหยกหรือยูซันสูง 3,952 ม. มีแม่น้ำสายสั้น ๆ และไหลเชี่ยว มีพื้นที่เพาะปลูก 24%
ภูมิอากาศ สภาพอากาศเป็นกึ่งโซนร้อน ฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 15 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ย 25-28 องศาเซลเซียส อากาศโดยทั่วไปทางตอนใต้ร้อนกว่าทางตอนเหนือ ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมากเฉลี่ย 2,580 มม.ต่อปี บริเวณที่มีฝนตกชุกคือ บริเวณตอนเหนือของเกาะ และยังต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวเสมอ
ประชากร 23.31 ล้านคน (ณ ก.ย.2568) เป็นชาวจีนฮั่น 95% ชาวเขา/พื้นเมือง 2.5% และผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ 2.5% ชาวไต้หวันมีอายุขัยเฉลี่ย 80.9 ปี เพิ่มขึ้น 0.67 ปีเมื่อเทียบกับปี 2566 โดยไต้หวันเผชิญกับปัญหาโครงสร้างประชากรไม่สมดุล อัตราการเกิดอยู่ที่ 4.27 คนต่อประชากร 1,000 คน (ส.ค.2568) ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 และยังมีแน้วโน้มจะลดลงต่อไป ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุของไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไต้หวันมีจำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 4.57 ล้านคน คิดเป็น 19.6% ของจำนวนประชากรทั้งหมด (ส.ค.2568) และจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (National Development Council-NDC) ของไต้หวันประเมินว่า ไต้หวันจะมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป สูงถึง 30% ของจำนวนประชากรไต้หวันทั้งหมดภายในปี 2582
ศาสนา ผสมผสานระหว่างพุทธขงจื่อและเต๋า 93% คริสต์ 4.5% และอื่น ๆ 2.5%
ภาษา ภาษาจีนกลางเป็นภาษาราชการ ภาษาท้องถิ่นคือ ไต้หวันและฮักกา
การศึกษา อัตราการรู้หนังสือของประชาชน 98.5% จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษา 98.67% เมื่อปี 2567 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 57.6% ไต้หวันปฏิรูประบบการศึกษาในช่วงทศวรรษ 2000 (ปี 2543-2552) เพื่อยกระดับการเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษา และการศึกษาทางการช่างเป็นมหาวิทยาลัย ไต้หวันมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย 137 แห่ง และวิทยาลัยวิชาชีพ 12 แห่ง มี Academy Sinica หรือบัณฑิตยสภาเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของไต้หวัน มีสถาบันต่าง ๆ ในสังกัด 24 แห่ง และศูนย์วิจัย 3 แห่งใน 3 สาขา ได้แก่ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ชีววิทยา และมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทำให้มหาวิทยาลัยของไต้หวันมีจำนวนเกินอุปสงค์และมีการเรียนการสอนที่ตรงกับความต้องการของตลาด อย่างไรก็ดี จำนวนผู้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาของไต้หวันลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 โดยจะลดลงเฉลี่ย 3,400 คนต่อปีในห้วง 16 ปีข้างหน้า เนื่องจากอัตราการเกิดต่ำ และคาดว่าจะลดลงต่ำกว่า 150,000 คนภายในปี 2581
วันชาติ 10 ต.ค.
ประชากร 23.31 ล้านคน (ณ ก.ย.2568) เป็นชาวจีนฮั่น 95% ชาวเขา/พื้นเมือง 2.5% และผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ 2.5% ชาวไต้หวันมีอายุขัยเฉลี่ย 80.9 ปี เพิ่มขึ้น 0.67 ปีเมื่อเทียบกับปี 2566 โดยไต้หวันเผชิญกับปัญหาโครงสร้างประชากรไม่สมดุล อัตราการเกิดอยู่ที่ 4.27 คนต่อประชากร 1,000 คน (ส.ค.2568) ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 และยังมีแน้วโน้มจะลดลงต่อไป ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุของไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไต้หวันมีจำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 4.57 ล้านคน คิดเป็น 19.6% ของจำนวนประชากรทั้งหมด (ส.ค.2568) และจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (National Development Council-NDC) ของไต้หวันประเมินว่า ไต้หวันจะมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป สูงถึง 30% ของจำนวนประชากรไต้หวันทั้งหมดภายในปี 2582
การก่อตั้งประเทศ ชาวพื้นเมืองอาศัยบนเกาะไต้หวันตั้งแต่บรรพกาล จนกระทั่งชาวดัตช์และสเปนเข้าไปตั้งฐานการค้าและฐานทัพในไต้หวันในต้นศตวรรษที่ 17 ต่อมาปลายศตวรรษที่ 17 กองทัพราชวงศ์ชิงควบคุมเกาะไต้หวัน และตั้งเป็นมณฑลเมื่อปี 2428 ไต้หวันตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นเมื่อปี 2438 ตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิที่ราชวงศ์ชิงแพ้สงครามและต้องยกไต้หวันให้กับญี่ปุ่น จนกระทั่งญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไต้หวันอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนตั้งแต่ปี 2488 ต่อมากองทัพของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในไต้หวันประมาณ 1.2 ล้านคน เมื่อ ต.ค.2492
การเมือง ประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศ ผู้นำกองทัพ และเป็นตัวแทนของชาติในการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ มีอำนาจสั่งการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำสภาบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งได้อีกเป็นสมัยที่ 2
โครงสร้างการปกครองรัฐธรรมนูญไต้หวันแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 5 สภา (The Five Yuans) ได้แก่ 1) สภาบริหาร (The Executive Yuan) 2) สภานิติบัญญัติ (The Legislative Yuan) 3) สภาตุลาการ (The Judicial Yuan) 4) สภาตรวจสอบและคัดเลือก (The Examination Yuan) และ 5) สภาควบคุม (The Control Yuan) ทั้ง 5 สภามีอำนาจการบริหารประเทศสูงสุด
สภาบริหาร : (The Executive Yuan หรือคณะรัฐมนตรี) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรับผิดชอบการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล มีการจัดองค์กรย่อย 3 ระดับ ภายใต้สภาบริหาร คือ 1) คณะมนตรีสภาบริหาร (ExecutiveYuan Council) คือ คณะรัฐมนตรี 2) องค์การบริหาร (Executive Organizations) คือ กระทรวงและคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง 3) หน่วยงานขึ้นตรง (Subordinate Departments) รวมไปถึงสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานสถิติ กรมประชาสัมพันธ์คณะกรรมาธิการพิเศษอื่น ๆ และคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจ
สภานิติบัญญัติ : (The Legislative Yuan) เป็นตัวแทนของประชาชนในการออกกฎหมายและควบคุมการทำงานของสภาบริหาร ผู้แทนของสภานิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี สภานิติบัญญัติมีสมัยประชุมปีละ 2 ครั้ง และมีอำนาจในการออกกฎหมายทั่วไป การรับรองคำสั่งฉุกเฉิน การตรวจสอบร่างรัฐบัญญัติงบประมาณและการตรวจสอบรายงานทางบัญชี การรับรองรัฐบัญญัติที่ออกโดย กฎอัยการศึก และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สภาตุลาการ : (The Judicial Yuan) ดูแลระบบตุลาการของประเทศ ทั้งนี้ ระบบตุลาการของไต้หวันมีศาลชั้นต้น (The District Court) ศาลอุทธรณ์ (The High Court) และศาลฎีกา (The Supreme Court) สภาตุลาการเป็นองค์กรด้านตุลาการสูงสุดของประเทศ โดยควบคุมกระทรวงยุติธรรม ศาลฎีกา ศาลฝ่ายบริหาร และคณะกรรมาธิการระเบียบวินัยข้าราชการ สภาตุลาการมีประธาน รองประธาน และตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ซึ่งประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสภาควบคุม
สภาตรวจสอบและคัดเลือก : (The Examination Yuan) ดูแลและจัดระบบกิจการพลเรือนรับผิดชอบในการสอบสวน การแต่งตั้ง การคัดเลือก การใช้จ่ายเงินของข้าราชการในสังกัดของรัฐบาล
สภาควบคุม : (The Control Yuan) เป็นฝ่ายควบคุมสูงสุดของชาติ มีสิทธิในการให้ความคิดเห็น การพิจารณาความผิดของข้าราชการ การตักเตือน การลงโทษ และการตรวจสอบบัญชี สภาควบคุมมีอำนาจในการถอดถอน จนท.ของรัฐ
เศรษฐกิจ ไต้หวันมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะการส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เศรษฐกิจมีจุดแข็งสำคัญจากนโยบายทางการเงินระดับมหภาค สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การกำกับดูแลที่โปร่งใส และมีเงินสำรองระหว่างประเทศ 602,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้น ก.ย.2568 สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ หลังจากประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ได้ประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ประการ ได้แก่ 1) การทำงานมุ่งสู่ความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่ความอัจฉริยะ (Smart Transformation) ทั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 การนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) มาปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม พัฒนารูปแบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม 2) การส่งเสริมให้ไต้หวันเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานอากาศยานไร้คนขับ (UAV) แห่งเอเชีย การพัฒนาดาวเทียมสื่อสารรุ่นถัดไป รวมถึงการลงทุนมากขึ้นในด้านการวิจัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ทางทะเล และ 3) การช่วยเหลือธุรกิจไต้หวันขยายตลาดต่างประเทศ การขยายบทบาททางเศรษฐกิจในเวทีระหว่างประเทศผ่านการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และรักษาบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นข้อได้เปรียบ 5 สาขา (Five Trusted Industry Sectors) ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การทหาร ความมั่นคงและการเฝ้าระวัง และเทคโนโลยีเพื่อการติดต่อสื่อสารสมัยใหม่
เศรษฐกิจไต้หวันยังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายประการ ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่เท่ากัน ผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก สภาพเศรษฐกิจชะลอตัวของจีนในฐานะประเทศผู้นำเข้าหลักของไต้หวัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบริษัทต่างชาติ เพราะกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่มีอัตราการเกิดต่ำ ส่งผลให้ไต้หวันมีแนวโน้มขาดแคลนแรงงานและมีรายได้จากการเก็บภาษีลดลง อย่างไรก็ดี อุปสงค์ภายนอกที่แข็งแกร่งขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งความต้องการเทคโนโลยี AI เป็นแรงหนุนสำคัญสำหรับภาคการส่งออกของไต้หวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 29.7% ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 เมื่อเทียบกับห้วงเดียวกันของปี 2567 ธนาคารกลางไต้หวันระบุว่า เศรษฐกิจไต้หวันจะยังได้ประโยชน์จากกลุ่มเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) ตลอดจนการลงทุนจากภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นในปี 2568 เป็นผลให้เมื่อ ก.ย.2568 ธนาคารกลางไต้หวันปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 จากเดิมที่ 3.05% เป็น 4.55%
สัดส่วนเศรษฐกิจ
ภาคบริการการคิดเป็น 62.1%
ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 36%
ภาคการเกษตรคิดเป็น 1.8%
สกุลเงิน : ดอลลาร์ไต้หวันอัตราแลกเปลี่ยน 30.665 ดอลลาร์ไต้หวัน : 1 ดอลลาร์สหรัฐ 1 ดอลลาร์ไต้หวัน :1.06 บาท (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 782,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 4.3% (ปี 2566-ปี 2567)
ดุลบัญชีเดินสะพัด : 36,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย.2568)
ดุลการค้า : เกินดุล 99,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ย.2568)
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 34,924 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2568)
แรงงาน : 11.641 ล้านคน (ส.ค.2568)
อัตราการว่างงาน : 3.45% (ส.ค.2568)
อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย : 1.46% (ก.ย.2568)
มูลค่าการส่งออก : 452,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ย.2568)
สินค้าส่งออกสำคัญ : ชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโสตทัศนูปกรณ์ แร่โลหะ เครื่องจักร พลาสติก และยาง
คู่ค้าส่งออกสำคัญ : จีนและฮ่องกง ประเทศในอาเซียน สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
มูลค่าการนำเข้า : 353,410 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ย.2568)
สินค้านำเข้าสำคัญ : ชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์จากแร่ ปิโตรเลียม เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และสินค้าโสตทัศนูปกรณ์
คู่ค้านำเข้าสำคัญ : จีนและฮ่องกง ประเทศในอาเซียน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป เกาหลีใต้ และตะวันออกกลาง
การทหาร
กองทัพไต้หวันมีกำลังพลทั้งหมด 2,580,000 นาย ทหารประจำการ 215,000 นาย กองกำลังทหารสำรอง 2,310,000 นาย และกองกำลังกึ่งทหาร 55,000 นาย โดย ครม.ไต้หวันเสนองบประมาณทาง
การทหารปี 2569 มูลค่า 31,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.9% จากปี 2568 คิดเป็น 3.32% ของ GDP เพื่อจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่และพัฒนากองทัพไต้หวันให้ทันสมัย มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถการป้องกันตนเอง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายทางทหารของไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 2% ของ GDP เมื่อปี 2560
ทบ. มีกำลังพล 130,000 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถถังหลัก 888 คัน ปืนใหญ่อัตตาจร 488 กระบอก และปืนใหญ่แบบลากจูง 1,360 กระบอก
ทร. มีกำลังพล 40,000 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือลาดตระเวน 37 ลำ เรือฟริเกต 22 ลำ เรือดำน้ำ 4 ลำ เรือพิฆาต 4 ลำ และเรือคอร์เวต 7 ลำ
ทอ. มีกำลังพล 35,000 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ 285 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์จู่โจม 91 เครื่อง เครื่องบินขนส่ง 19 เครื่อง และเครื่องบินสำหรับภารกิจพิเศษ 18 เครื่อง
ปัญหาด้านความมั่นคง
1) ภัยคุกคามจากกองทัพจีนที่มีต่อไต้หวัน โดยจีนนำสรรพาวุธมาประจำการในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด้านตะวันตกของไต้หวัน เนื่องจากจีนยังคงเห็นว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนที่รอการผนวก โดยกองทัพอากาศจีนส่งเครื่องบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเหนือเขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน (Air Defense Identification Zone-ADIZ) มากกว่า 600 ครั้ง ในปี 2564 จากเดิม 380 ครั้ง เมื่อปี 2563
2) ภัยคุกคามทางไซเบอร์และข่าวปลอมเพื่อบ่อนทำลายความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาล โดยกระทรวงความมั่นคงทางไซเบอร์ไต้หวันระบุว่า ถูกโจมตีทางไซเบอร์ 5 ล้านครั้งต่อวัน และอ้างว่าเป็นการจารกรรมจากจีนที่มุ่งโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐและพนักงานของรัฐ เพื่อจารกรรมข้อมูลทางการไต้หวัน เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ โดยเมื่อ พ.ค.2564 ไต้หวันจัดตั้งกระทรวงพัฒนาดิจิทัลเพื่อกำกับดูแลข้อมูลและการสื่อสาร เพื่อป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ความสัมพันธ์ไทย-ไต้หวัน
ไทยยึดหลักการจีนเดียวในการดำเนินความสัมพันธ์กับไต้หวัน ทำให้รัฐบาลไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ยังมีความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจ วิชาการ และสังคม ส่วนภาคเอกชน ได้แก่ Joint Economic Cooperation between Chinese National, Association of Industry & Commerce (CNAIC) และ Federation of Thai Industries (FTI) (ม.ค.2532)
การค้าทวิภาคี ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 12 ของไต้หวัน ห้วง ม.ค.-มิ.ย.2568 มีมูลค่าการค้า รวม 10,085 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า โดยนำเข้าจากไต้หวัน 6,849 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าจากไต้หวันที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า แร่โลหะ พลาสติก และยาง ขณะที่การส่งออกไปไต้หวันมีมูลค่า 3,237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกของไทยที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า อาหารปรุงสำเร็จ เครื่องดื่ม สุรา น้ำส้มสายชู ยาสูบ พลาสติก และยาง
การลงทุน ห้วง ม.ค.-มิ.ย.2568 มีโครงการลงทุนของไต้หวันในไทยที่ได้รับการอนุมัติแล้ว 41 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 533.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 69.73% จากปี 2567 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก และการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ 23 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 77.99% จากปี 2567 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่ การค้าส่งและค้าปลีก บริการทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และทางเทคนิค และการเงินและการประกันภัย
ไทยและไต้หวันลงนามความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Investment Promotion and Protection Agreement) เมื่อ 28 มิ.ย.2567 หลังจากเจรจาร่วมกันกว่า 2 ปี เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและไต้หวัน เนื่องจากความตกลงการลงทุนฉบับเดิมที่ลงนามเมื่อปี 2539 ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายในปัจจุบันได้ สาระสำคัญของความตกลงดังกล่าว ได้แก่ 1) กฎระเบียบและขั้นตอนการลงทุนมีความโปร่งใส 2) กำหนดช่องทางติดต่อด้านการลงทุนเพื่อตอบข้อซักถามเกี่ยวกับกฎระเบียบ และสร้างความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมการลงทุน 3) จัดตั้งคณะกรรมการการลงทุนร่วมเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการและระงับข้อพิพาทการลงทุนร่วมกัน 4) คุ้มครองผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย กรณีการลงทุนโดยอ้อมผ่านประเทศที่สาม และ 5) รัฐบาลแต่ละฝ่ายสามารถกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน การคุ้มครองผู้บริโภค และเสถียรภาพทางการเงิน โดยไทยเป็นประเทศที่ 5 ที่ลงนามความตกลงการลงทุนกับไต้หวัน ต่อจากฟิลิปปินส์ อินเดีย เวียดนาม และแคนาดา
การท่องเที่ยว ประเทศไทยและคนไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวไต้หวันในทุกระดับ เนื่องจากความใกล้ชิดด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม และค่าครองชีพใกล้เคียงกัน ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่สำคัญของไต้หวัน อย่างไรก็ดี เมื่อ ม.ค.-มิ.ย.2568 ชาวไต้หวันเดินทางมาท่องเที่ยวไทย 499,806 คน ลดลง 6.28% จากห้วงเดียวกันของปี 2567 ส่วนชาวไทยเดินทางไปไต้หวัน 178,215 คน ลดลง 5.76% จากห้วงเดียวกันของปี 2567
แรงงาน ไต้หวันเป็นตลาดแรงงานที่สำคัญอันดับ 1 ของไทย โดยปัจจุบันมีแรงงานไทยในไต้หวัน 84,328 คน (ข้อมูลกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ณ พ.ย.2568) เนื่องจากค่าครองชีพในไต้หวันไม่ต่างจากไทยมากนัก แต่ค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่า โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2568 อยู่ที่ 28,590 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือน (887 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือ 190 ดอลลาร์ไต้หวันต่อชั่วโมง (5.88 ดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพผู้ปฏิบัติงานในโรงงานประเภทควบคุมเครื่องจักรและประกอบชิ้นส่วน
ด้านวิชาการ ไทยและไต้หวันมีความร่วมมือด้านวิชาการครอบคลุมหลากหลายสาขา ทั้งการแลกเปลี่ยนด้านการอาชีวศึกษา อาทิ การลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาเทคนิค อาชีวศึกษา และการฝึกอบรม (Memorandum of Understanding on Cooperation in Technical and Vocational Education and Training) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 20 มิ.ย.2568 ตลอดจนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับเยาวชน โครงการจัดส่งบุคลากรด้านการสอนภาษาจีน และทุนการศึกษาต่อที่ไต้หวัน
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนไต้หวัน ทั้งการอนุมัติจำหน่ายยุทโธปกรณ์ การแล่นเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวัน การส่งเสริมให้ไต้หวันมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เยือนไต้หวันภายใต้กฎหมายการเดินทางไต้หวัน (Taiwan Travel Act) ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบให้สถานการณ์ในภูมิภาคทวีความตึงเครียดต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ไต้หวันเผชิญมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ โดยถูกเรียกเก็บในอัตรา 20% มีผลตั้งแต่ ส.ค.2568 ส่งผลให้ไต้หวันเร่งเจรจากับสหรัฐฯ และดำเนินการในด้านต่าง ๆ อาทิ เพิ่มการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ เพิ่มปริมาณการซื้อสินค้าเกษตรกับสหรัฐฯ เพิ่มงบประมาณกลาโหม และจัดทำข้อตกลงก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas-LNG) กับสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขปัญหาการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาปรับลดอัตราภาษี
2) ความพยายามเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันกับประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบาย New Southbound ที่มุ่งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
3) การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศอื่น ๆ โดยบริษัท TSMC ประกาศเริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เมืองเดรสเดน เยอรมนี เมื่อ ส.ค.2567
และคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ในปี 2570 รวมถึงขยายการลงทุนในสหรัฐฯ หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศให้เงินอุดหนุนแก่บริษัท TSMC ซึ่งเริ่มการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ในรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ แล้วเมื่อ เม.ย. 2568 และคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2573
4) การเมืองภายใน หลังจากพรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang-KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ และพยายามผลักดันร่างกฎหมายเพิ่มอำนาจสภานิติบัญญัติ เป็นความท้าทายสำหรับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party-DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ในการบริหารงานและขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ
5) ไต้หวันใช้หลักการเตรียมความพร้อมทั่วทั้งประชาคม (Whole-of-Society-Resilience) ในกิจกรรมฝึกซ้อมรับมือภัยคุกคาม เฉพาะอย่างยิ่งการซ้อมรบทางทหารประจำปีฮั่นกวง (Han Kuang) ครั้งที่ 41 ระหว่าง 9-18 ก.ค.2568 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคาม