สาธารณรัฐมัลดีฟส์
Republic of Maldives
สาธารณรัฐมัลดีฟส์
Republic of Maldives
เมืองหลวง มาเล
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณเส้นละติจูดที่ 3 องศา 15 ลิปดาเหนือ
เส้นลองจิจูดที่ 73 องศาตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 298 ตร.กม.
อาณาเขต อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของศรีลังกา มีพื้นที่ชายฝั่งยาว 644 กม.
ภูมิประเทศ ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม รวม 1,190 เกาะ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ
200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 80 เกาะ
ภูมิอากาศ ภาพอากาศร้อนชื้น ช่วง พ.ย.-มี.ค. และมีฝนชุกช่วง มิ.ย.-ส.ค. อุณหภูมิเฉลี่ย 27-30 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี
ศาสนา อิสลาม (ซุนนี) 98.6% พุทธ 0.6% คริสต์ 0.5% และฮินดู 0.3%
ภาษา มัลดิเวียนดิเวฮี (Dhivehi) เป็นภาษาราชการ แต่เจ้าหน้าที่ภาครัฐส่วนใหญ่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร
การศึกษา อัตราการรู้หนังสือมากกว่า 99.3% (ปี 2568) เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถอ่านออกเขียนได้ งบประมาณด้านการศึกษา 362.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำปี 2568
วันชาติ 26 ก.ค. (ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2508)
ประชากร 530,331 คน (พ.ย.2568)
รายละเอียดประชากร ประกอบด้วย เชื้อชาติสิงหล ดราวิเดียน อาหรับ และแอฟริกา อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 19.0% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 76.0% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 4.96% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 81.5 ปี เพศชาย 80.2 ปี หญิง 83.2 ปี อัตราการเกิดอยู่ที่ 11.53 คนต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่อัตราการตายอยู่ที่ 2.86 คนต่อประชากร 1,000 คน ส่งผลให้อัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ที่ 0.36%
การก่อตั้งประเทศ มัลดีฟส์ปกครองโดยสุลต่านเป็นเวลานาน รวมทั้งเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของเนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ก่อนจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐเมื่อ 26 ก.ค.2511 โดยมีนายโมมูน อับดุล เกยูม ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 6 สมัย ด้วยระบบพรรคเดียวเป็นเวลา 30 ปี และให้คำมั่นปฏิรูปประชาธิปไตย รวมทั้งระบบการเมืองแบบมีผู้แทนและส่งเสริมเสรีภาพทางการเมือง จนนำไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองหลายพรรคเมื่อปี 2548 และปี 2551 รวมทั้งจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมทั้งจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกเมื่อ ต.ค.2551 โดยมีผู้สมัครจากหลายพรรคการเมือง
การเมือง ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยใช้กฎหมายอิสลามเป็นพื้นฐานผสมผสานกับระบบกฎหมายจารีตประเพณี มีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 21 เกาะ
ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ไม่เกิน 2 วาระ และเป็นผู้แต่งตั้ง ครม. การเลือกตั้งครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ ก.ย.2566 และครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในปี 2571
ฝ่ายนิติบัญญัติ : เป็นระบบสภาเดียว รัฐสภามัลดีฟส์มีสมาชิกจำนวน 93 คน จาก 5 พรรค ประกอบด้วย พรรค People’s National Congress (PNC) 75 คน พรรค Maldivian Democratic Party (MDP) 12 คน พรรค Maldives Development Alliance (MDA) 2 คน พรรค Republican Party (RP) 1 คน และพรรค Maldives National Party (MNP) 1 คน และผู้สมัครอิสระ 2 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี การเลือกตั้งครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 21 เม.ย.2567 และครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในปี 2572
ฝ่ายตุลาการ : เป็นระบบสภาเดียว รัฐสภามัลดีฟส์มีสมาชิกจำนวน 93 คน จาก 5 พรรค ประกอบด้วย พรรค People’s National Congress (PNC) 75 คน พรรค Maldivian Democratic Party (MDP) 12 คน พรรค Maldives Development Alliance (MDA) 2 คน พรรค Republican Party (RP) 1 คน และพรรค Maldives National Party (MNP) 1 คน และผู้สมัครอิสระ 2 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี การเลือกตั้งครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 21 เม.ย.2567 และครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในปี 2572
พรรคการเมืองที่สำคัญ พรรค Progressive Party of Maldives (PPM) นำโดยนาย Mohamed Muizzu ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ พรรค PNC พรรค MDA พรรค MNP พรรค Adhaalath Party (AP) พรรค Dhivehi Quamee Party (DQ) พรรค Dhivehi Rayyithunge Party (DRP) พรรค Gaumiilthihaad (GI) พรรค Islamic Democratic Party (IDP) พรรค Maldivian Democratic Party (MDP) พรรค Maldives National Congress (MNC) พรรค Maldives Social Democratic Party (MSDP) พรรค People’s Alliance (PA) พรรค People’s Party (PP) พรรค Poverty Alleviation Party (PAP) พรรค Republican (Jumhooree) Party (JP) และพรรค Social Liberal Party (SLP) นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งเมื่อปี 2567 เช่น พรรค Maldives Community Party (MCP) และ People’s National Front (PNF)
เศรษฐกิจ
มัลดีฟส์สามารถยกระดับเศรษฐกิจขึ้นสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางได้อย่างรวดเร็ว โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ในช่วง ม.ค.-มิ.ย.2568 มัลดีฟส์จัดเก็บรายได้ภาษีจาก
การท่องเที่ยวกว่า 44,200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,433,360 ล้านบาท) ส่งผลให้รัฐบาลกำหนดนโยบายขยายโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว พร้อมทั้งกระจายกิจกรรมการท่องเที่ยวไปยังหมู่เกาะต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นลำดับแรก รองลงมา คือ ภาคประมง โดยมัลดีฟส์เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกปลาทูน่ารายสำคัญของโลก ประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ไทย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเวียดนาม ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกในช่วง ม.ค.-พ.ค.2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 109 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น โดยมุ่งกระจายรายได้และยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน เน้นการพัฒนาสาธารณูปโภค การเกษตร และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่านมาตรการจูงใจหลายรูปแบบ อาทิ การอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศตั้งแต่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ รวมถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในสาขาพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการทางการเงินระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี มัลดีฟส์ยังคงเผชิญความเปราะบางด้านการคลัง เฉพาะอย่างยิ่งทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเมื่อปี 2567 มีทุนสำรองระหว่างประเทศมูลค่า 673.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพียงพอต่อการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้เพียง 1.32 เดือน นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากภาระการชำระหนี้ที่สูงขึ้น โดยหนี้สาธารณะขยายตัวเป็น 126.9 % ของ GDP ในช่วง ม.ค.-ต.ค.2568 แม้ว่ารัฐบาลเสนอแผนปฏิรูปการคลังเมื่อ ก.พ.2567 ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้บางส่วน แต่เนื่องจากความล่าช้าในการดำเนินการ จึงยังคงมีความเสี่ยงด้านการเงินและการคลังโดยรวมอยู่ในระดับสูง
ปีงบประมาณ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : รูฟิยา (Maldivian Rufiyaa-MVR)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 15.41 รูฟิยา
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 2.11 รูฟิยา (พ.ย.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2568)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 7,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 4.5%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 884 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 18,210 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 270,346 คน
อัตราการว่างงาน : 4.64%
อัตราเงินเฟ้อ : 5% (ต.ค.2568)
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 287.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส.ค.2568)
มูลค่าการส่งออก : 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส.ค. 2568)
สินค้าส่งออกสำคัญ : ปลาทูน่า ผลิตภัณฑ์จากทะเล เครื่องยนต์ เศษโลหะ กากของเหลือจากอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ (วัตถุดิบสำหรับอาหารสัตว์)
คู่ค้าส่งออกสำคัญ : ไทย เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย และญี่ปุ่น
มูลค่าการนำเข้า : 316.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส.ค. 2568)
สินค้านำเข้าสำคัญ : ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อากาศยาน ไม้ สิ่งปลูกสร้างสำเร็จรูป เหล็ก และอุปกรณ์สื่อสาร
คู่ค้านำเข้าสำคัญ : สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ อินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา
สินค้าเกษตรที่สำคัญ : ผัก ผลไม้ ถั่ว มะพร้าว ข้าวโพด มันเทศหวาน และปลาทะเล
สินค้าอุตสาหกรรม : การท่องเที่ยว การแปรรูปปลาทะเล การขนส่งทางทะเล การต่อเรือ การแปรรูปมะพร้าว เสื่อทอ และงานฝีมือ
การทหาร กองกำลังป้องกันแห่งชาติมัลดีฟส์ (Maldives National Defense Force-MNDF) ประกอบด้วย นาวิกโยธิน (Marine Corps) หน่วยยามฝั่ง (Coast Guard) กองกำลังพิเศษ (Special Forces) และกองกำลังทางอากาศ (Air Corps) มีกำลังพลขนาดเล็กประมาณ 4,000 นาย โครงสร้างการบังคับบัญชาของกองกำลังป้องกันแห่งชาติมัลดีฟส์ขึ้นตรงต่อ รมว.กระทรวงกลาโหม ขณะที่สำนักงานตำรวจมัลดีฟส์ขึ้นตรงต่อ รมว.กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและเทคโนโลยี งบประมาณด้านการทหารในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45,000 ล้านบาท) หรือคิดเป็น 1.9% ของ GDP
ประธานาธิบดี Mohamed Muizzu ประกาศแผนระดมทรัพยากรเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของประเทศ โดยมุ่งเน้นด้านการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน ความมั่นคงทางทะเล และการต่อต้านการก่อการร้าย อย่างไรก็ดี ขีดความสามารถด้านยุทโธปกรณ์ยังมีข้อจำกัดและไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันการรุกรานจากภายนอก โดยยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศหลักที่ให้การสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์และการฝึกอบรมทางทหาร นอกจากนี้ มัลดีฟส์ยังได้รับยุทโธปกรณ์มือสองจากเยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น ตุรกี และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน เมื่อปี 2567 มัลดีฟส์และจีนลงนามข้อตกลงว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางทหารจากจีน และเมื่อปี 2568 สหรัฐฯ บริจาคอุปกรณ์ดำน้ำสำหรับการปฏิบัติการพิเศษ (combat diving gear) ให้มัลดีฟส์
ปัญหาด้านความมั่นคง
1) ปัญหาการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานอพยพผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบังกลาเทศ รองลงมา คือ อินเดีย และศรีลังกา รวมถึงบางส่วนจากไทย เพื่อประกอบอาชีพในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ภาคบริการ และการค้าประเวณี โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ทั้งนี้ มัลดีฟส์ยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Tier 2 Watch List ตามรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2568 ของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำได้อย่างครบถ้วน แม้จะมีความพยายามดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา อาทิ การเปิดสายด่วนต่อต้านการค้ามนุษย์ (anti-trafficking hotline) การแก้ไขกฎหมายแรงงาน (Employment Act) เพื่อเพิ่มการคุ้มครองแรงงานต่างชาติ และการจัดทำร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan) อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
2) ปัญหาการก่อการร้ายของกลุ่มหัวรุนแรง โดยถูกระบุว่า เป็นศูนย์กลางของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสุดโต่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ที่ได้รับการบ่มเพาะแนวคิดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งผู้ที่สนับสนุนกลุ่ม Islamic State (IS) และกลุ่มติดอาวุธจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานในปากีสถาน มีการประเมินว่า ชาวมัลดีฟส์กว่า 1,400 คน มีแนวคิดหัวรุนแรง และมีพลเรือนชาวมัลดีฟส์สู้รบร่วมกับกลุ่ม IS มากกว่า 200 คน ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร แม้ในห้วง 2–3 ปีที่ผ่านมา จะยังไม่เกิดเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงในอนาคต
3) ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในมัลดีฟส์ในห้วงปี 2567-2568 ยังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติแสดงความกังวลอย่างมาก จากการออกกฎหมายและนโยบายที่สะท้อนความพยายามในการควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน การแสดงออกทางการเมือง และเสรีภาพของสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังมีการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ การยุติการออกอากาศของสื่อที่เคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงการเปิดโอกาสให้หน่วยงานด้านความมั่นคงกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่และระยะเวลาการชุมนุม ตลอดจนการใช้กำลังต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ส่งผลให้หน่วยงานระหว่างประเทศออกคำเตือนถึงภาวะถดถอยด้านสิทธิมนุษยชน (rights regression) และเรียกร้องให้รัฐบาลมัลดีฟส์ยุติการจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าว
4) การแข่งขันและการแทรกแซงอิทธิพลของมหาอำนาจในมัลดีฟส์ โดยมีจีนและอินเดียเป็นผู้เล่นหลัก ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันที่นำโดยประธานาธิบดี Mohamed Muizzu มัลดีฟส์ได้ยกระดับความสัมพันธ์กับจีนสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านกลาโหม การให้ความช่วยเหลือทางทหาร ความมั่นคงทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยพิบัติ ขณะเดียวกัน อินเดียยังคงพยายามรักษาอิทธิพลดั้งเดิมในมัลดีฟส์ผ่านการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน การสนับสนุนงบประมาณ และการเริ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement-FTA) ส่งผลให้มัลดีฟส์ต้องดำเนินนโยบายรักษาความเป็นกลางเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างระมัดระวัง
5) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของมัลดีฟส์ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การกัดเซาะชายฝั่งที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรง การเสื่อมโทรมของแนวปะการัง และทรัพยากรทางทะเล ซึ่งเป็นฐานสำคัญของภาคประมงและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ มัลดีฟส์ยังประสบปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมระหว่าง เม.ย.-ก.ย. ตลอดจนความเสี่ยงจากภัยสึนามิที่อาจเกิดจากแผ่นดินไหว
ความสัมพันธ์ไทย-มัลดีฟส์
ไทยและมัลดีฟส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 2 มิ.ย.2524 และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาโดยตลอด ทั้งในระดับรัฐบาล และประชาชน ด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับมัลดีฟส์มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกันเมื่อปี 2556 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายร่วมของทั้งสองฝ่ายในการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2561 ทั้งนี้ ไทยและมัลดีฟส์ยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมในมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือด้านประมงและอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นแหล่งนำเข้าปลาทูน่าที่สำคัญของไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของทั้งสองประเทศ
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมัลดีฟส์ในห้วง ม.ค.-ส.ค.2568 มีมูลค่ารวม 118.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปมัลดีฟส์มูลค่า 51.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากมัลดีฟส์มูลค่า 66.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปมัลดีฟส์ ได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และอบแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ขณะที่สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากมัลดีฟส์ ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ สัตว์มีชีวิตที่มิได้ทำพันธุ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สิ่งพิมพ์ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป
ในอนาคต หากมีการเชื่อมโยงโครงการท่าเรือทวายเข้ากับมัลดีฟส์ จะเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการขนส่งทางทะเลในภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยยังพร้อมที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงกับมัลดีฟส์ เพื่อร่วมกันจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ มัลดีฟส์เคยขอความร่วมมือจากกองทัพเรือไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและโจรสลัด ขณะที่กองทัพเรือไทยจัดส่งเรือรบ 2 ลำ ไปเข้าร่วมปฏิบัติการกับกองเรือนานาชาติ Combined Task Force 151 ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 เพื่อแก้ไขปัญหาโจรสลัดในน่านน้ำสากล
ปัจจุบัน มีคนไทยในมัลดีฟส์ 491 คน (ปี 2567) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานสตรีที่มีทักษะ ซึ่งทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมบริการ (สปา) รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ความตกลงที่สำคัญระหว่างไทยกับมัลดีฟส์ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการเดินอากาศ (ปี 2532) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข (ปี 2546) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ (ปี 2556) ความตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ปี 2556) ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการหารือร่วมไทย-มัลดีฟส์ (ปี 2556) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (ปี 2556) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพาณิชย์ อุตสาหกรรม และการธนาคาร (ปี 2556) บันทึกความเข้าใจด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ (ปี 2556) และบันทึกความเข้าใจด้านโทรคมนาคม (ปี 2556)