
สาธารณรัฐสิงคโปร์
Republic of Singapore

สาธารณรัฐสิงคโปร์
Republic of Singapore
เมืองหลวง สิงคโปร์
ที่ตั้ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณปลายสุดของแหลมมลายู ตั้งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตร
ไปทางทิศเหนือ 137 กม. พื้นที่สิงคโปร์เมื่อปี 2563 มีขนาด 728.6 ตร.กม. เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2562 ที่มีพื้นที่ 725.7 ตร.กม. จากการถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่ให้เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและประชากร รัฐบาลมีแผนขยายพื้นที่เป็น 766 ตร.กม.ภายในปี 2573 ระยะทางจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกยาว 50 กม. และทิศเหนือจรดทิศใต้ยาว 27 กม. ชายฝั่งยาว 193 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับช่องแคบยะโฮร์ ห่างจากรัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย 1 กม.
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลจีนใต้ ห่างจาก จ.กาลีมันตันตะวันตกของอินโดนีเซีย 586 กม. และห่างจากเกาะปาลาวันของฟิลิปปินส์ 1,770 กม.
ทิศใต้ ติดกับช่องแคบสิงคโปร์ ห่างจากเกาะบาตัมของอินโดนีเซีย 20 กม.
ทิศตะวันตก ติดกับช่องแคบมะละกา และช่องแคบยะโฮร์
ภูมิประเทศ ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 1 เกาะ คือ เกาะสิงคโปร์ หรือ Pulau Ujong ในภาษามาเลย์ และเกาะเล็ก ๆ อีก 62 เกาะ ตอนกลางของประเทศเป็นเขตหินแกรนิต ภูมิประเทศสูงต่ำสลับเนินเขา จุดสูงสุดอยู่ที่ยอดเขาบูกิตติมา (163.63 ม. หรือ 537 ฟุต)
ภูมิอากาศ แบบศูนย์สูตร มีความชื้นสูง ฝนตกตลอดปี และมีฝนตกหนักช่วง พ.ย.-ม.ค. อากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดเฉลี่ย 25 และ 33 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
ศาสนา พุทธนิกายมหายาน 31.1% คริสต์ 18.9% อิสลาม 15.6% ลัทธิเต๋า 8.8% ฮินดู 5% อื่น ๆ 0.6% และไม่นับถือศาสนา 20%
ภาษา ภาษาราชการมี 4 ภาษา คือ มาเลย์ อังกฤษ จีนกลาง และทมิฬ
การศึกษา มีนโยบายให้การศึกษาแก่เด็กทุกคนและส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาความถนัดและศักยภาพของตนเอง อีกทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ชาวสิงคโปร์มีความสามารถทางภาษาอย่างน้อย 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษและภาษาแม่ (ภาษาจีน มาเลย์ ทมิฬ) ระบบการศึกษาภาคบังคับ 10 ปี แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษา 4 ปี อัตราการรู้หนังสือ 97.6% งบประมาณด้านการศึกษา 2.2% ของ GDP
วันชาติ 9 ส.ค.
ประชากร 6.11 ล้านคน (ปี 2568) มีอัตราเพิ่มขึ้น 1.2% ถือสัญชาติสิงคโปร์ 3.66 ล้านคน ผู้มีถิ่นพำนักถาวร 543,800 คน และผู้พำนักชั่วคราว 1.91 ล้านคน เป็นสังคมพหุเชื้อชาติ ประกอบด้วย จีน 75.5% มาเลย์ 15.1% อินเดีย 7.6% และอื่น ๆ 1.8% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก-วัยรุ่น (0-19 ปี) 19.5% วัยผู้ใหญ่-วัยกลางคน (15-64 ปี) 59.8% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 20.7% อายุขัยโดยเฉลี่ย 83.5 ปี เพศชาย 81.2 ปี เพศหญิง 85.6 ปี (ปี 2567)
การก่อตั้งประเทศ
สิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2375 และถูกญี่ปุ่นยึดครองเป็นเวลาสั้น ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งเมื่อปี 2496 สหราชอาณาจักรทบทวนรัฐธรรมนูญสิงคโปร์และร่างใหม่ พร้อมกับเปิดโอกาสให้สิงคโปร์ปกครองตนเองมากขึ้น ทำให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเมื่อปี 2498 และได้รับสิทธิดูแลกิจการภายในของตนเองอย่างเต็มที่เมื่อปี 2501 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2502 พรรคกิจประชาชน (People’s Action Party-PAP) ได้รับชัยชนะ นายลี กวน ยิว ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคดำรงตำแหน่ง นรม. หลังจากนั้นจึงร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อขับไล่จักรวรรดินิยมสหราชอาณาจักรจนประสบความสำเร็จ ต่อมาทั้งสองฝ่ายเกิดความแตกแยกกัน และสิงคโปร์รวมตัวกับมาเลเซีย ซาราวัก บอร์เนียวเหนือ เป็นสหพันธรัฐมาลายาเมื่อ 1 ก.ย.2505 และขอแยกตัวจากมาเลเซียเมื่อ 9 ส.ค.2508
การเมือง ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แบบรัฐสภาเดียว ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐ และมี นรม.เป็นผู้นำรัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายบริหาร การเมืองสิงคโปร์มีเสถียรภาพ โดยพรรคกิจประชาชน (PAP) ได้รับเลือกเป็นรัฐบาลมาโดยตลอดนับตั้งแต่แยกตัวจากมาเลเซีย ทั้งนี้ อำนาจอธิปไตยของสิงคโปร์ ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
ฝ่ายบริหาร : นรม.มาจากหัวหน้าพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ระบบรัฐสภาเดียว แบ่งเป็น 1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จำนวน 97 ที่นั่ง วาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี 2) สมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีตามคำแนะนำของคณะกรรมการคัดเลือก วาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี 6 เดือน ตามรัฐธรรมนูญไม่เกิน 9 คน และ 3) สมาชิกฝ่ายค้านที่ไม่ได้รับเลือกตั้งแต่มีคะแนนเสียงสูงสุดในบรรดาผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกตั้งจากฝ่ายค้าน
พรรค PAP ชนะการเลือกตั้งเมื่อ พ.ค.2568 จำนวน 87 ที่นั่งจาก 97 ที่นั่ง พรรคแรงงานได้ 12 ที่นั่ง (10 ที่นั่งได้มาจากการเลือกตั้งและ 2 ที่นั่งได้จากการแต่งตั้งตามข้อ 3) การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะจัดขึ้นภายใน ธ.ค.2573
ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย ศาลชั้นต้นและศาลฎีกา (ศาลสูงสุด) ศาลชั้นต้น ประกอบด้วย ศาลเขต ศาลแขวง และศาลเยาวชน ส่วนศาลฎีกา ประกอบด้วย ศาลสูงและศาลอุทธรณ์ที่รับพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีศาลที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐบัญญัติว่าด้วยการบริหารกฎหมายอิสลามที่เรียกว่า ศาลศาสนาอิสลาม เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับครอบครัวของมุสลิมในสิงคโปร์
เศรษฐกิจ สิงคโปร์อยู่ระหว่างการดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2560-2570 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้นวัตกรรม ด้านกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ปรับประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2568 จากเดิม 0.0-2.0% เป็น 1.5-2.5% จากผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2568 โดยรวมแล้วเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 3.9% ซึ่งเร็วกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ 2% ภาคที่ขับเคลื่อนการเติบโตหลัก ได้แก่ การขายส่ง การผลิต ธุรกิจการเงินและประกันภัย และการขนส่ง/โลจิสติกส์
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) คาดการณ์ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์ปลายปี 2568 และปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงหลายประการ เฉพาะอย่างยิ่ง 1) มาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และยาของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก และบั่นทอนความสามารถในการส่งออกของสิงคโปร์ 2) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่เพิ่มความเปราะบางต่อการลงทุนและการค้าโลก 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น จีนและสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและเสถียรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ MAS ยังคงคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 จะอยู่ในช่วง 1.5-2.5% ลดลงจากของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 2% เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่รัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
สิงคโปร์ยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัย การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) และการเป็นแรงงานฝีมือขั้นสูง รวมถึงพยายามผลักดันให้ SMEs ขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงด้านการทำธุรกิจกับต่างประเทศ และอุตสาหกรรมผลิตขั้นสูงภายในปี 2573
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดอลลาร์สิงคโปร์ (Singapore Dollar-SGD)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 1.29 ดอลลาร์สิงคโปร์
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ : 25.18 บาท (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 547,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 4.4%
อัตราเงินเฟ้อ: 2.4%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : 96,015 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 90,674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทุนสำรองระหว่างประเทศรวมทองคำ : 383,946 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประชากรวัยทำงาน : 3.722 ล้านคน
อัตราการว่างงาน : 3.2%
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ : 964,344 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : เกินดุล 46,972 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 505,658 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง สารเคมีและผลิตภัณฑ์เคมี สินค้าอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารและสัตว์มีชีวิต สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เครื่องดื่มและยาสูบ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : จีน มาเลเซีย สหรัฐฯ ฮ่องกง และสหภาพยุโรป (EU)
มูลค่าการนำเข้า : 458,686 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง น้ำมันเชื้อเพลิงและแร่ธาตุที่เป็นเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์เคมี สินค้าอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : มาเลเซีย จีน สหรัฐฯ EU และไต้หวัน
คู่ค้าสำคัญ : จีน สหรัฐฯ มาเลเซีย EU และไต้หวัน
คู่ค้าสำคัญ 5 อันดับในกลุ่มอาเซียน : มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
การทหาร กองทัพสิงคโปร์ ประกอบด้วย 4 เหล่าทัพ ได้แก่ ทบ. ทร. ทอ. และหน่วยดิจิทัลและข่าวกรอง (ก่อตั้งปี 2565 เพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์) ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ รมว.กระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์ป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (ก่อตั้งปี 2568 เพื่อรับมือกับภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสูง) ขึ้นตรงต่อ รมว.กระทรวงกลาโหม
กำลังทหาร 51,000 นาย แบ่งเป็น ทบ. 40,000 นาย ทร. 4,000 นาย ทอ. 6,000 นาย หน่วยดิจิทัลและข่าวกรอง 1,000 นาย นอกจากนี้ ยังมีตำรวจและกองกำลังกึ่งทหาร 7,400 นาย กำลังพลสำรอง 252,500 นาย ชายสิงคโปร์อายุ 18-20 ปี ทุกคนจะต้องเข้ารับการฝึกและประจำการในกองทัพเป็นเวลา 2 ปี และเป็นกำลังพลสำรองจนถึงอายุ 40 ปี กองทัพสิงคโปร์ทันสมัยและมีแสนยานุภาพสูงในภูมิภาค อีกทั้งให้ความสำคัญกับการนำอาวุธและเทคโนโลยีชั้นสูงมาประจำการ
ยุทโธปกรณ์สำคัญ เช่น เรือดำน้ำชั้น Invincible 2 ชั้น Challenger 2 ลำ ชั้น Archer 2 ลำ เรือรบหลัก 6 ลำ (เรือฟริเกตชั้น Formidable ที่ติดอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon 2 ลำ Sylver 1 ลำ Aster 1 ลำ ตอร์ปิโด 2 ลำ) บ.F-16C/D จำนวน 2 ฝูงบิน บ.F-15SG จำนวน 2 ฝูงบิน และ บ.F-50 จำนวน 5 เครื่อง จัดหา บ.F-35A จำนวน 8 เครื่อง จากที่จัดซื้อ บ.F-35B จำนวน 12 เครื่อง (ส่งมอบปี 2569) ทำให้มี บ.F-35 ทั้งหมด 20 เครื่อง นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8A Poseidon จำนวน 4 เครื่อง ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ Fokker 50 ที่ประจำการมาตั้งแต่ปี 2536 งบประมาณด้านการทหาร 3% ของ GDP และประกาศแผนงบประมาณปี 2568 โดยจะเพิ่มอีก 12.4% จากปี 2567 ทั้งนี้ สิงคโปร์มีความร่วมมือกับต่างประเทศในการส่งกองกำลังเข้าไปใช้พื้นที่สำหรับการฝึกทางทหาร ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน ฝรั่งเศส ไต้หวัน ไทย และสหรัฐฯ
ความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์
ไทย-สิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ดีมาตั้งแต่ก่อนสิงคโปร์เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ เมื่อ 9 มี.ค.2413 ก่อนเสด็จฯ เยือน สหราชอาณาจักร และเสด็จฯ เยือน ครั้งที่ 2 ระหว่าง 16-23 มี.ค.2414 โดยพระราชทานรูปปั้นช้างสำริดแก่สิงคโปร์ ซึ่งได้เชิญไปประดิษฐานบนแท่นอนุสาวรีย์ด้านหน้าอาคาร The Arts House จากนั้นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อ 20 ก.ย.2508 และมีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง
กลไกความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ 1) การหารือระหว่าง นรม. อย่างไม่เป็นทางการ (Leader’s Retreat) 2) การประชุม Political Consultations ระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งริเริ่มครั้งแรกเมื่อ ส.ค.2563 3) ความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย-สิงคโปร์ 4) Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship (STEER) ซึ่งจัดตั้งขึ้น เมื่อ ก.พ.2545 เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และ 4) ความร่วมมือด้านการทหารที่ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยกองทัพสิงคโปร์ต้องพึ่งพาไทยในการใช้พื้นที่และน่านฟ้าเพื่อการฝึกซ้อมรบ
ความสัมพันธ์ระดับผู้นำ นายลอเรนซ์ หว่อง นรม.สิงคโปร์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อ 28 พ.ย.2567 ถือเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสิงคโปร์
ด้านการค้าเมื่อปี 2567 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 10 ของไทยในโลก ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของสิงคโปร์ การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 625,517 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้า 262,760 ล้านบาท การส่งออก 362,757 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 104,208 ล้านบาท ส่วนในห้วง 8 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.2568) มูลค่าการค้ารวม 403,932 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 73,640 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ แผงวงจรไฟฟ้า สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช แผงวงจรไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูป
สิงคโปร์เป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 1 ของนักลงทุนต่างประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยเมื่อปี 2567 ในด้านมูลค่าการลงทุน มูลค่าเงินลงทุน 357,540 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของคำขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมด (ส่วนใหญ่มาจากบริษัทจีนและสหรัฐฯ ที่ใช้สิงคโปร์เป็นฐานในภูมิภาค) เป็นโครงการที่ได้รับการอนุมัติ มูลค่า 224,362 ล้านบาท คิดเป็น 31% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ประกอบด้วย โครงการขนาดใหญ่ (เงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1) กลุ่มดิจิทัล เช่น Data Center (ศูนย์ข้อมูล) และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI และ 2) กลุ่มดิจิทัล อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การผลิตชิป (Wafer)
ธนาคารกลางแห่งสิงคโปร์และธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มการใช้ระบบโอนเงินระหว่างสองประเทศแบบ real-time เมื่อ 29 เม.ย.2564 ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน PayNow ของสิงคโปร์ และ PromptPay ของไทย โดยนับเป็นการเชื่อมโยงระบบการโอนระหว่างประเทศแบบทันทีที่ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในโลก
นักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางมาไทยเมื่อปี 2567 จำนวน 1,009,640 คน มากเป็นลำดับ 10 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ขณะที่ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางเข้าไทย จำนวน 686,000 คน
ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (15 ก.ย.2518) บันทึกความเข้าใจด้านยานยนต์ (27 ส.ค 2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจด้านธุรกิจและการลงทุน (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านตลาดหลักทรัพย์ (27 ส.ค.2546) บันทึกความเข้าใจการฝึกบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศระหว่าง ทอ.ไทยกับสิงคโปร์ (24 พ.ย.2546) บันทึกความเข้าใจการเข้าร่วมการฝึก Cobra Gold กองทัพไทย-สิงคโปร์ (22 ก.พ.2548) บันทึกความเข้าใจการสนับสนุนด้านการฝึกและการส่งกำลังบำรุง ทอ.ไทย-สิงคโปร์ (12 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจการจัดทำความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (23 พ.ย.2548) บันทึกความเข้าใจการฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2550-2553) (16 ก.ค.2555) บันทึกความเข้าใจการเว้นการเก็บภาษีซ้อน บันทึกความเข้าใจการท่องเที่ยวทางเรือ บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรม (11 มิ.ย.2558) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (31 พ.ค.2559) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงระหว่างกองทัพเรือ (14 พ.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (11 ก.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรระหว่างสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กับสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (21 ส.ค.2560) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านธุรกิจประกันภัย (26 ก.ย.2562) ความร่วมมือการโอนเงินระหว่างไทย-สิงคโปร์แบบ real-time (29 เม.ย.2564) บันทึกความเข้าใจ 5 ฉบับในการประชุม STEER ครั้งที่ 7 (14 มี.ค.2568) ครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ การคุ้มครองผู้บริโภค กฎระเบียบสินค้าปศุสัตว์ บริการทางการเงิน และทรัพย์สินทางปัญญา
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) การปรับปรุงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมใหม่ โดยจะทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายไตรภาคี (ภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชน และสหภาพแรงงาน) ในการจัดทำ “แผนพิมพ์เขียวทางเศรษฐกิจฉบับใหม่” สำหรับระยะต่อไปของประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับประชาชนในอนาคต รวมถึงการออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และแรงงาน เพื่อบรรเทาแรงกดดันในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวในระยะใกล้นี้อีกด้วย ขณะเดียวกัน จะเร่งขับเคลื่อนแผน Forward Singapore ซึ่งเป็นโครงการทบทวนและต่อยอดนโยบายในทุกมิติ เพื่อสร้างสัญญาประชาคม (social compact) ใหม่ เพื่อลดความเลื่อมล้ำ แนวทางนี้ รวมถึงการยกระดับระบบสวัสดิการและการสนับสนุนทางสังคมของรัฐ
2) การเร่งผลักดันสิงคโปร์สู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดและเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยจะดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และสร้างที่อยู่อาศัยชุมชนเมืองที่มีความอัจฉริยะ เชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ สิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการโครงข่ายพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของสมาชิกอาเซียน เป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
3) แผนพัฒนาประเทศระยะยาวของสิงคโปร์ เฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยว อาทิ แผนพัฒนาเมืองใหม่ในเขต Paya Lebar การดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 5 ของท่าอากาศยานชางงี ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในช่วงปี 2577-2579 เพิ่มขีดความสามารถในการรับรองผู้โดยสารจาก 90 ล้านคนเป็น 140 ล้านต่อปี และท่าเรือทูอัส ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งเป้าเป็นศูนย์รวมของคนเก่งระดับโลก และการชูกรอบแนวคิดเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านห่วงโซ่อุปทานการผลิต ตลอดจนแผน Tourism 2573 ที่ตั้งเป้าให้สิงคโปร์เป็น world-class destination ที่ยั่งยืน โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าต่อผู้มาเยือน สนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นนวัตกรรม และผสมผสานโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับนักท่องเที่ยวระดับบน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมแผนพัฒนา ที่อยู่อาศัยภาครัฐ และแนวทางรับมือกับสังคมสูงวัยต่าง ๆ เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ และการเพิ่มเงินสมทบกองทุนวัยเกษียณสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเพิ่มเงินออมเมื่อเกษียณ
4) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว การดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และผลักดันแผนยุทธศาสตร์ AI รวมทั้งการ upskill/ reskill เพื่อให้ประชาชนยังสามารถอยู่ในตลาดแรงงานและแข่งขันได้ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตควบคู่ไปกับการส่งเสริมความยั่งยืนตามเป้าหมาย Singapore Green Plan 2030 และ Net Zero 2050