สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
Republic of the Philippines
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
Republic of the Philippines
เมืองหลวง มะนิลา
ที่ตั้ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย 7,107 หมู่เกาะ พื้นที่ประมาณ 300,000 ตร.กม. (3 ใน 5 ของไทย) แบ่งเป็น 3 พื้นที่สำคัญ : ตอนเหนือเกาะลูซอน (Luzon) รวมมะนิลา ตอนกลาง หมู่เกาะวิสายาส์ (Visayas) รวมหมู่เกาะปาลาวันและมินโดโร และตอนใต้ เกาะมินดาเนา (Mindanao) และหมู่เกาะ Sulu ฟิลิปปินส์มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 36,289 กม. หรือมีชายฝั่งทะเลยาวเป็นอันดับ 5 ของโลก ฟิลิปปินส์อยู่ในเขต Pacific’s Ring of Fire ซึ่งเป็นเขตแผ่นดินไหวรุนแรงและแนวภูเขาไฟ (ทั้งประเทศมี 106 ลูก)
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ และช่องแคบ Bash
ทิศใต้ ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลฟิลิปปินส์
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลเซเลเบสและทะเลซูลู
ทิศตะวันตก ติดกับทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก (ทะเลจีนใต้)
ภูมิประเทศ หมู่เกาะต่าง ๆ ของฟิลิปปินส์แบ่งเป็น 3 ภาค : ภาคเหนือ เกาะลูซอนใหญ่ที่สุด มีที่ราบ
2 แห่งคือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำคากายันและที่ราบมะนิลา ตอนกลางเกาะเป็นที่ราบใหญ่ที่สุดของประเทศและเป็นที่ตั้งเมืองหลวงมะนิลา ภาคกลาง หมู่เกาะวิสายาส์ ประกอบด้วย เกาะมินโดโร มาสตาเบ ซามาร์ ปาไน เนกรอสเซบู โปโซล และเลเต ภาคใต้ เกาะมินดาเนา มีขนาดใหญ่อันดับ 2 รองจากเกาะลูซอน ภูเขาสูงที่สุด : ภูเขาอาโป บนเกาะมินดาเนา ความสูง 9,692 ฟุต และภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอีก 21 ลูก ในจำนวนนี้เป็นภูเขาไฟที่คุกรุ่นมาก 6 ลูก : มายอน ตาอาล บูลูซาน พินาตูโบ คาลาอัน และฮิบอค
ภูมิอากาศ ฟิลิปปินส์อยู่ในเขตมรสุม ทำให้มีสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกหนักอันเนื่องจากพายุและไต้ฝุ่นปีละประมาณ 20 ลูก อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง 26-27 องศาเซลเซียส ฝนตกชุกตลอดปี แบ่งเป็น 3 ฤดู 1) ฤดูร้อน (มี.ค.-พ.ค.) อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 35 องศาเซลเซียส โดยกรุงมะนิลาจะร้อนและมีฝุ่นละอองมากที่สุด 2) ฤดูฝน (มิ.ย.-ต.ค.) ปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ประมาณ 5,000 มม. โดยมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน ทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ติดต่อกันหลายวัน รวมถึงช่วง ก.ค.-ต.ค. มีลมพายุหลายลูกก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันออกของเกาะลูซอนและหมู่เกาะวิสายาส์ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์แบ่งความแรงของพายุเป็น 4 ระดับ หากพายุมีความแรงระดับ 2 ขึ้นไป โรงเรียน ราชการ และห้างร้านต่าง ๆ จะหยุดทำการชั่วคราว และ 3) ฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 17-28 องศาเซลเซียส โดยหนาวที่สุดช่วง ธ.ค. มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน เป็นลมเย็นและแห้งแล้งอาจทำให้เกิดฝนตกบางครั้ง
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 78.8% คริสต์อื่น ๆ 6.5% อิสลาม 6.4% ศาสนาอื่น ๆ 8.2% และไม่นับถือศาสนา 0.1%
ภาษา ฟิลิปิโนหรือตากาล็อกและอังกฤษเป็นภาษาราชการ แต่มีภาษาท้องถิ่นมากกว่า 170 ภาษา เกือบทั้งหมดเป็นตระกูลภาษาย่อยมาลาโย-โปลินีเซียนตะวันตก นอกจากนี้ ยังมีภาษาต่างประเทศที่ใช้กันมากในฟิลิปปินส์อีก 8 ภาษา ได้แก่ สเปน จีนฮกเกี้ยน จีนแต้จิ๋ว อินโดนีเซีย ชินด์ปัญจาบ เกาหลี และอาหรับ ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ภาษาที่เรียกว่า ทากรีส (Tagalog + English) คือ การพูดภาษาตากาล็อกผสมกับภาษาอังกฤษในการสนทนา
การศึกษา การศึกษาภาคบังคับ 6 ปี อัตราการรู้หนังสือ 98% งบประมาณด้านการศึกษา (ปี 2567) 3.9% ของ GDP
วันชาติ 12 มิ.ย.
ประชากร 112.7 ล้านคน (2567) มากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย มีประมาณ 180 ชาติพันธุ์ แบ่งเป็น ตากาล็อก 26% วิสายาส์ 14.3% ซีบูเอโน 8% อิลโลคาโน 8% ฮีลีไกโนน 7.9% บีโคล 6.5% วารี 3.8% ชาติพันธุ์ท้องถิ่นอื่น ๆ 25.3% ชาติพันธุ์ต่างชาติ 0.2% อัตราการเพิ่มขึ้น 1.56% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : อายุ 0-14 ปี 30.2% อายุ 15-64 ปี 64.3% อายุ 65 ปีขึ้นไป 5.6% อายุขัยเฉลี่ย 70.8 ปี ชาย 67.3 ปี หญิง 74.5 ปี
การก่อตั้งประเทศ
ชนเผ่าแรกที่อพยพเข้าไปในฟิลิปปินส์ คือ เผ่าปิกมี่ ซึ่งเป็นพวกหาของป่าและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ต่อมาชนเผ่ามาเลย์อพยพเข้าไปและนำวัฒนธรรมอิสลามสู่ฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นนายเฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน นักเดินเรือชาวโปรตุเกสสำรวจพบหมู่เกาะฟิลิปปินส์เมื่อปี 2064 และตั้งชื่อว่า “ฟิลิปปินส์” เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน ฟิลิปปินส์กลายเป็นอาณานิคมของสเปนนานถึง 327 ปี ชาวฟิลิปปินส์พยายามต่อสู้กับสเปนจนได้รับเอกราชเมื่อ 12 มิ.ย.2411 และตั้งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังไม่มีผลสมบูรณ์ เพราะสเปนแพ้สงครามและยกฟิลิปปินส์ให้สหรัฐฯ เมื่อ 10 ธ.ค.2411 ฟิลิปปินส์จึงตกอยู่ใต้การปกครองของสหรัฐฯ เมื่อปี 2445 และได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์เมื่อ 4 ก.ค.2489 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
การเมือง ระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบสาธารณรัฐ ประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี จำกัดให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 9 พ.ค.2565 นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ชนะการเลือกตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2565-2571
ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้ง ครม. และ ออท. รวมทั้งควบคุมฝ่ายบริหาร กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่ไม่มีอำนาจยุบสภา
ฝ่ายนิติบัญญัติ : : ทำหน้าที่พิจารณากฎหมายและข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ให้ความเห็นชอบงบประมาณและภาษี รวมถึงพิจารณาการปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ประกอบด้วย 2 สภา คือ 1) วุฒิสภา มีสมาชิก 24 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระไม่เกิน 6 ปี และไม่เกิน 2 สมัย โดยมีการเลือกตั้งใหม่กึ่งหนึ่งทุก 3 ปี และ 2) สภาผู้แทนราษฎร (สส.) มีสมาชิก 317 คน (254 คน มาจาก สส.เขต และอีก 63 คนมาจากบัญชีรายชื่อจากตัวแทนสาขาอาชีพต่าง ๆ) มีวาระ 3 ปี และไม่เกิน 3 สมัย
ฝ่ายตุลาการ : ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด) ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีระดับเทศบาลและระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีศาลศาสนาอิสลาม (Sharia Court) ในเขตปกครองตนเองบังสาโมโรเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของศาสนาอิสลามสำหรับชาวฟิลิปปินส์มุสลิมในพื้นที่โดยเฉพาะ ทั้งนี้ ศาลฎีกา ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาศาลฎีกา 14 คน ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีและผ่านการลงมติจากรัฐสภา มีหน้าที่พิจารณาคดีการเมือง คดีอุทธรณ์ คดีฎีกา รวมถึงคดีที่มีความสำคัญระดับประเทศ เช่น การสั่งปลดประธานาธิบดี หรือการระงับการประกาศใช้กฎอัยการศึก
องค์กรอิสระ : คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจสอบการประพฤติมิชอบ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
พรรคการเมืองสำคัญ : ระบบพรรคการเมืองของฟิลิปปินส์เปลี่ยนเป็นระบบหลายพรรค หลังจากเหตุการณ์โค่นอำนาจอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เมื่อปี 2529 พรรคการเมืองในฟิลิปปินส์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีปัญหาภายในพรรค สมาชิกพรรคขาดความจงรักภักดีต่อพรรค ต้องการมีอำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สมาชิกพรรคมีอิสระค่อนข้างมากในการเลือกพรรคและเปลี่ยนพรรคที่สังกัด การหาเสียงของแต่ละพรรคจะชูนโยบายที่เป็นจุดเด่น หาเสียงสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์และใช้อิทธิพลทางการเมือง พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ พรรค Lakas-CMD พรรค Party-list Coalition Foundation พรรค PDP-Laban พรรค National Unity Party และพรรค Nacionalista Party
เศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจฟิลิปปินส์เป็นแบบเสรีโดยใช้กลไกตลาด สภาพเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพคล้ายกับไทย ภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดคือ ภาคบริการ รองลงมา คือ ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ฟิลิปปินส์มีข้อได้เปรียบทางการค้าและการลงทุน จากที่ตั้งบนเส้นทางการค้าระหว่างทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก มีตลาดการบริโภคภายในประเทศขนาดใหญ่จากประชากรจำนวนมาก เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉลี่ย 4-6% ต่อปี แรงงานในประเทศมีคุณภาพ และมีอัตราค่าจ้างในระดับต่ำ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ฟิลิปปินส์ยังมีธุรกิจบริการบริหารจัดการระบบงานธุรกิจ (Business Process Outsourcing-BPO) ที่โดดเด่น ได้แก่ การบริการข้อมูลลูกค้าทางโทรศัพท์ (Call Center) ซึ่งมีปัจจัยจากแรงงานฟิลิปปินส์ที่มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และมีสำเนียงการใช้ภาษาอังกฤษที่ฟังง่ายกว่าคู่แข่งทางธุรกิจอย่างอินเดีย ต้นทุนการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ค่าไฟฟ้า น้ำประปา มีราคาถูกกว่าประเทศที่เป็นฐานการผลิตในหลายประเทศ
การส่งออกแรงงานไปทำงานในต่างประเทศเป็นแหล่งรายได้หลักของฟิลิปปินส์ คิดเป็น 8.9% ของ GDP ประเทศ/ดินแดนที่นิยมไปทำงาน ได้แก่ สหรัฐฯ สิงคโปร์ ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แคนาดา กาตาร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน สาขาอาชีพที่นิยม ได้แก่ แม่บ้าน ก่อสร้างและโยธา การบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม ปิโตรเคมี วิศวกร แพทย์ พยาบาล ลูกเรือ และอาชีพที่ใช้ทักษะภาษาอังกฤษ สำหรับแรงงานฟิลิปปินส์ในไทยมากกว่า 70% ทำงานในภาคการศึกษา (ด้านการสอนภาษาอังกฤษ) รองลงมา ได้แก่ งานในบริษัทเอกชน และงานบริการในโรงแรมหรือภัตตาคาร
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : เปโซฟิลิปปินส์ (Philippine Peso-PHP)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 58.04 เปโซ (ต.ค.2568)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 1.79 เปโซ (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ ปี 2567
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 422,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 5.7%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 4,089 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 50.8 ล้านคน
อัตราการว่างงาน : 3.8%
อัตราเงินเฟ้อ : 3.2%
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ : 200,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 54,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 73,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์แร่ ชุดสายไฟจุดระเบิดและชุดสายไฟที่ใช้ในยานพาหนะ เครื่องบินและเรือสินค้า เครื่องจักรและส่วนประกอบยานยนต์ แคโทดและส่วนของแคโทดทำด้วยทองแดงบริสุทธิ์ สารเคมี กล้วย (สด) น้ำมันมะพร้าว ทองคำ
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : จีน ฮ่องกง สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์
มูลค่าการนำเข้า : 127,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แร่ธาตุเพื่อพลังงานเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น ส่วนประกอบยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ อาหารและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เหล็กและเหล็กกล้า สิ่งของเบ็ดเตล็ด ธัญพืช ชิ้นส่วนโทรคมนาคมและเครื่องจักรไฟฟ้า แร่โลหะและเศษโลหะ
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ไทย และเวียดนาม
ทรัพยากรธรรมชาติ : นิกเกิล ทองแดง ทองคำ โครเมียม ป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเล เป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก
การทหาร : กองทัพฟิลิปปินส์ประกอบด้วย ทบ. ทร. และ ทอ. ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการกองทัพ รมว.กระทรวงกลาโหม เป็นรองผู้บัญชาการกองทัพ และเสนาธิการกองทัพคือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งรับผิดชอบด้านยุทธการในนามประธานาธิบดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบัน คือ พล.ท. โรมิโอ ซาเทอร์นิโน บรอว์เนอร์ จูเนียร์ (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 21 ก.ค.2566)
งบประมาณด้านการทหาร : 7,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ปี 2568) กำลังพลรวม 146,250 นาย แบ่งเป็น : ทบ. 103,200 นาย ทร. 25,450 นาย ทอ. 17,600 นาย นอกจากนี้ ยังมี กกล.อื่น ๆ ที่มิใช่ทหาร 30,700 นาย และ กกล.สำรอง 131,000 นาย
ยุทโธปกรณ์สำคัญ : อาวุธปล่อยนำวิถีประเภทพื้นสู่พื้น 1 ระบบ อาวุธปล่อยนำวิถีประเภทพื้นสู่อากาศ 1 ระบบ อาวุธปล่อยนำวิถีประเภทอากาศสู่อากาศ 1 ระบบ ถ.เบา Scorpion 7 คัน ถ.หลัก 54 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 387 คัน เรือฟริเกต 4 ลำ เรือลาดตระเวนและตรวจการณ์ชายฝั่งสำหรับ ทร. 58 ลำ เรือยกพลขึ้นบก 2 ลำ เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ 4 ลำ เรือระบายพล 15 ลำ เรือส่งกำลังบำรุง 4 ลำ บ.FA-50PH 1 ฝูง บ.โจมตีภาคพื้นดิน 1 ฝูง บ.ลาดตระเวน 1 ฝูง บ.ค้นหาและกู้ภัย 4 ฝูง บ.ลำเลียง 4 ฝูง บ.ฝึกซ้อม 4 ฝูง อากาศยานไร้คนขับ 1 ฝูง ฮ.โจมตี 2 เครื่อง บ.ขับไล่ 39 เครื่อง บ.ติดตั้งขีปนาวุธพิสัยใกล้ AIM-9L Sidewinder 1 เครื่อง บ.ติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลาง AGM-65 Maverick 1 เครื่อง เรือลาดตระเวนและตรวจการณ์ชายฝั่งสำหรับหน่วยยามชายฝั่ง 80 ลำ ขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง BrahMos (เตรียมรับมอบชุดที่ 2 จากทั้งหมด 3 ชุด) ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีแผนพัฒนาปรับปรุงกองทัพระยะ 15 ปี งบประมาณรวม 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ Horizon I (ปี 2555-2560) Horizon II (ปี 2561-2565) และ Horizon III (ปี 2566-2571)
ความสัมพันธ์ไทย-ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ 12 ก.ย.2492 ในฐานะมิตรประเทศที่ร่วมก่อตั้งอาเซียน และเป็นแนวร่วมที่สนับสนุนบทบาทซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีราบรื่นและใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านการทหาร ส่วนด้านเศรษฐกิจอยู่ในลักษณะพันธมิตรเชิงแข่งขันทั้งด้านการค้าและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ด้านเศรษฐกิจ ปี 2567 ฟิลิปปินส์เป็นคู่ค้าอันดับ 14 ของไทย และอันดับ 5 ในอาเซียน มีมูลค่ารวม 387,047.15 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่า 272,995.89 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 114,051.26 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 158,944.64 ล้านบาท ขณะที่การค้าห้วง ม.ค.-ส.ค.2568 มีมูลค่า 242,934.02 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่า 172,433.81 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 70,500.22 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 101,933.59 ล้านบาท
สินค้าส่งออกของไทย : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า ข้าว น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์พลาสติก
สินค้านำเข้าจากฟิลิปปินส์ : เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
ด้านการลงทุน โครงการของฟิลิปปินส์ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เมื่อปี 2567 มีจำนวน 3 โครงการ มูลค่า 97 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 2 โครงการ มูลค่า 88 ล้านบาท
ด้านการท่องเที่ยว ชาวฟิลิปปินส์เดินทางมาท่องเที่ยวไทยเมื่อปี 2567 มากเป็นอันดับ 18 จำนวน 598,124 คน เพิ่มขึ้น 29.67% ห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 มีจำนวน 513,746 คน
ข้อตกลงสำคัญ : ความช่วยเหลือทางทหาร (14 มี.ค.2490) ความตกลงว่าด้วยไมตรี-พาณิชย์-การเดินเรือ (14 มิ.ย.2492) บริการเดินอากาศ (27 เม.ย.2496) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (31 ก.ค.2505) ความตกลงว่าด้วยที่ดิน (21 พ.ค.2506) ความตกลงทางวัฒนธรรมไทย-ฟิลิปปินส์ (22 ก.ค.2518) ความร่วมมือด้านการเกษตร (29 ส.ค.2522) การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (16 มี.ค.2524) การเว้นการเก็บภาษีซ้อน (14 ก.ค.2525) ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (11 เม.ย.2526) การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-ฟิลิปปินส์ (24 ส.ค.2535) ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (24มี.ค.2536) การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (30 ก.ย.2538) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร (20 ส.ค.2540) ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม (18 ธ.ค.2541) การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมความร่วมมือทวิภาคี (24 ส.ค.2542) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขจัดคราบน้ำมัน (23 พ.ย.2542) ความตกลงทางการค้า (27 พ.ย.2542) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือการวิจัยและพัฒนา การเกษตร (30 พ.ค.2543) สนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่าด้วยการโอนตัว ผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (12 ต.ค.2544) ความตกลงแลกเปลี่ยนข้อสนเทศ และจัดตั้งวิธีการดำเนินการในการสื่อสาร (5 พ.ย.2545) บันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือด้านการเกษตร (19 ต.ค.2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (19 ต.ค.2546) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวไทย-ฟิลิปปินส์ (8 เม.ย.2553) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนครู (10 ก.พ.2558) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการปราบปรามยาเสพติด (20 ก.ย.2560)
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน ที่ยังมีแนวโน้มตึงเครียดเพิ่มขึ้น จากการขยายข้อตกลงแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกองกำลังระหว่างฟิลิปปินส์กับพันธมิตร นำไปสู่การเพิ่มกิจกรรมทางทหารทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี
2) การแสดงบทบาทของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปี 2569 โดยเฉพาะความพยายามผลักดันการจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct-CoC) ให้แล้วเสร็จ
3) ความขัดแย้งกับตระกูลดูเตอร์เตที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพการเมือง ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีฟิลิปปินส์กับนางซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดี และความคืบหน้าการดำเนินคดีอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
4) ความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพมินดาเนา โดยเตรียมผลักดันการเลือกตั้งรัฐสภาครั้งแรกของเขตปกครองตนเองบังสาโมโรมุสลิมมินดาเนา (Bangsamoro in the Autonomous Region in Muslim Mindanao-BARMM) ที่เลื่อนมาจาก 13 ต.ค.2568 เนื่องจากมีกฎหมายการปกครองตนเองบังสาโมโรบางฉบับขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สำเร็จภายใน 31 มี.ค.2569