
รัฐอิสราเอล
State of Israel

รัฐอิสราเอล
State of Israel
เมืองหลวง เทลอาวีฟ
ที่ตั้ง ภูมิภาคตะวันออกกลาง บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และยุโรปใต้ ระหว่างเส้นละติจูด 29-34 องศาเหนือ และลองจิจูด 34-36 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 20,770 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 154 ของโลก และเล็กกว่าไทยเกือบ 25 เท่า อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 6,900 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับเลบานอน (81 กม.)
ทิศใต้ ติดกับอ่าวอะกาบา บนชายฝั่งทะเลแดง
ทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ (330 กม.) จอร์แดน (307 กม.) แม่น้ำจอร์แดน และทะเลสาบเดดซี (Dead Sea)
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับซีเรีย (83 กม.)
ทิศตะวันตก ติดกับฉนวนกาซาของปาเลสไตน์ (59 กม.)
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ติดกับคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ (208 กม.)
ภูมิประเทศ พื้นที่ครึ่งหนึ่งของอิสราเอลเป็นภูเขา ที่เหลือทางตอนใต้เป็นที่ราบสูงและทะเลทรายแห้งแล้งไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ อิสราเอลแบ่งพื้นที่ออกเป็น
1) ที่ราบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีแนวขนานไปกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนประกอบด้วย หาดทรายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากกว่าครึ่งของประเทศ
2) ที่ราบสูงจูเดีย-กาลิลี (Judean-Galilee Highland) ประกอบด้วย ที่ราบสูงโกลาน (Golan) ที่ราบสูงจูเดีย (Judean) และที่ราบสูงกาลิลี (Galilee) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอาหรับส่วนใหญ่ในอิสราเอล บริเวณที่ราบสูงกาลิลี มีภูเขาเมรอน (Meron) เป็นภูเขาสูง และจุดที่สูงที่สุดของอิสราเอล (3,963 ฟุต หรือ 1,208 ม. เหนือระดับน้ำทะเล) รอบภูเขามีหุบเขาเล็ก ๆ หลายแห่งที่มีพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นบริเวณที่สวยงามที่สุดของอิสราเอล ทางด้านตะวันออกของที่ราบสูงกาลิลีเป็นที่ราบสูงโกลาน ซึ่งอิสราเอลยึดครองมาจากซีเรียเมื่อปี 2510 ส่วนที่ราบสูงจูเดีย ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ที่อิสราเอลยึดครองมาจากจอร์แดนในปีเดียวกัน และยังเป็นที่ตั้งของเยรูซาเลม
3) หุบเขาจอร์แดน ริฟต์ วัลเลย์ (Jordan Rift Valley) เป็นหุบเขาที่มีแนวยาวตลอดนับจากตอนบนเกือบเหนือสุดของประเทศเรื่อยลงมาจนถึงใต้สุดของคาบสมุทรไซนาย ตอนกลางเป็นที่ราบ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล โดยทะเลสาบเดดซีเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเค็มจัด อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,339 ฟุต (431 ม.) และเป็นจุดที่ต่ำสุดของโลก
4) ทะเลทรายเนเกฟ-ไซนาย (Negev-Sinai Desert) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นบริเวณที่แห้งแล้งสุดของอิสราเอล เพราะมีฝนตกน้อย ไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก แต่อิสราเอลแก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้การชลประทานเข้าช่วย ด้วยการสูบน้ำจากทะเลสาบกาลิลี ส่งผ่านคลอง ท่อส่งน้ำ และอุโมงค์เป็นระยะทางยาว 88.5 ไมล์ (142 กม.)
วันชาติ 14 พ.ค. (วันที่นายเดวิด เบน-กูเรียน นรม.คนแรก ประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2491)
ประชากร 10.094 ล้านคน เป็นชาวยิว 73.5% (เกิดที่อิสราเอล 79.7% ยุโรป/อเมริกา/และภูมิภาคโอเชียเนีย 14.3% แอฟริกา 3.9% และเอเชีย 2.1%) ชาวอาหรับ 21.1% และอื่น ๆ 5.4% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 27.5% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 60.3% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 12.3% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั้งหมด 83.1 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศชาย 81.1 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศหญิง 85.1 ปี อัตราการเกิด 19.1 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 5.2 คนต่อประชากร 1,000 คน และอัตราการเพิ่มของประชากร 1.58% (ปี 2567)
การก่อตั้งประเทศ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวยิวก่อตั้งขบวนการไซออนนิสต์ มีจุดมุ่งหมายสนับสนุนให้ชาวยิวอพยพกลับไปยังดินแดนปาเลสไตน์ โดยมีชาวยิวที่ร่ำรวยสนับสนุนด้านการเงิน นโยบายดังกล่าวทำให้ชาวยิวในประเทศต่าง ๆ อพยพกลับไปอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับไม่พอใจ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้อารักขาดินแดนปาเลสไตน์ในขณะนั้น พยายามแก้ไขปัญหาการวิวาทระหว่างยิวกับอาหรับโดยการแบ่งเขตการปกครอง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหประชาชาติแก้ไขปัญหาด้วยการแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้เป็นเขตอาศัยของชาวยิว อีกส่วนเป็นเขตอาศัยของชาวอาหรับ การแบ่งเขตดังกล่าวทำให้ชาวอาหรับรวมกลุ่มกันคัดค้าน และเมื่อสหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากปาเลสไตน์ ประเทศอาหรับหลายประเทศ เช่น เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน อิรัก และอียิปต์ ส่งทหารเข้าโจมตีชาวยิวในปาเลสไตน์เมื่อปี 2491 แต่ชาวยิวได้รับชัยชนะ จึงถือโอกาสก่อตั้งประเทศอิสราเอล พร้อมกับยึดดินแดนของอาหรับเพิ่มอีก 30% อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2522 อิสราเอลลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับอียิปต์ และคืนคาบสมุทรไซนายให้อียิปต์เมื่อปี 2525 ต่อมาเมื่อปี 2537 อิสราเอลลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับจอร์แดน และเมื่อปี 2543 ได้ถอนการยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน แต่ยังคงยึดครองที่ราบสูงโกลานของซีเรีย รวมทั้งเขตเวสต์แบงก์ของ
ชาวปาเลสไตน์จนถึงปัจจุบัน
การเมือง
ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ฝ่ายบริหารจะต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา และฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเป็นเอกเทศตามที่กฎหมายกำหนด
ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยรัฐสภา มีวาระ 7 ปี แต่ไม่มีอำนาจทางการเมือง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายไอแซก เฮอร์ซ็อก ได้รับเลือกตั้งเมื่อ 2 มิ.ย.2564 เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อ 7 ก.ค.2564 (การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะจัดในปี 2571) ส่วน นรม. เป็นผู้นำรัฐบาล มาจากการเลือกตั้งทั่วไป และต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา นรม.คนปัจจุบัน คือ นายเบนจามิน เนทันยาฮู ประธานพรรค Likud ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่ง นรม.เป็นสมัยที่ 6 เมื่อ 29 ธ.ค.2565
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ใช้ระบบสภาเดี่ยว รัฐสภา หรือ Knesset ประกอบด้วยสมาชิก 120 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 1 พ.ย.2565 โดยพรรค Likud ของนายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ 32 ที่นั่ง พรรค Yesh Atid ของนาย Yair Lapid ได้ 24 ที่นั่ง พรรค Religious Zionist ได้ 14 ที่นั่ง พรรค National Unity ของนาย Benny Gantz ได้ 12 ที่นั่ง พรรค Shas ได้ 11 ที่นั่ง พรรค United Torah Judaism ได้ 7 ที่นั่ง พรรค Yisrael Beitenu ได้ 6 ที่นั่ง พรรค Ra’am และพรรค Hadash-Ta’al ได้รับที่นั่งเท่ากันคือ 5 ที่นั่ง และพรรคแรงงาน 4 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งต่อไปมีกำหนดจะจัดขึ้นใน 27 ต.ค.2569
ฝ่ายตุลาการ : อำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง ผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการ ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ
พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ พรรค Likud (แนวคิดขวา) พรรค Yesh Atid (แนวคิดกลาง) พรรค National Unity (แนวคิดกลาง) เป็นพรรคตั้งใหม่ เมื่อ 22 ส.ค.2565 (ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค นำโดยพรรค Blue and White) พรรค Yamina (แนวคิดขวา) พรรค Yisrael Beiteinu (แนวคิดขวา) พรรค Labor (แนวคิดซ้าย) พรรค Ra’am (พรรคของชาวอาหรับ) และพรรค Shas (ยึดแนวทางศาสนาของชาวยิวออร์ทอดอกซ์เคร่งจารีต)
เศรษฐกิจ
รัฐบาลอิสราเอลมีนโยบายเปิดเสรีทางการค้า รายได้หลักของประเทศส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมชั้นสูง เช่น เทคโนโลยีการบิน โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ และเส้นใยนำแสง รองลงมา คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ผลผลิตการเกษตรสำคัญ ได้แก่ พืชตระกูลส้ม ผัก ฝ้าย และปศุสัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ป่าไม้ โพแทช ทองแดง ก๊าซธรรมชาติ หินฟอสเฟต แมกนีเซียม โบรมีน ดินเหนียว และเกลือจากทะเลสาบเดดซี สินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและเครื่องจักร ซึ่งนำเข้าจากแอฟริกาและเอเชีย เพื่อใช้อุปโภคบริโภคในประเทศและใช้ผลิตสินค้า
ธนาคารกลางอิสราเอลประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ที่ 3.3% ในปี 2568 และ 4.6% ในปี 2569 ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 3.2% ในปี 2568 ก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 ทั้งนี้ เศรษฐกิจอิสราเอลยังคงผันผวนสูง ซึ่งเป็นผลจากพัฒนาการด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ 3.4% หลังจากอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนเมื่อ พ.ย.2567 ซึ่งนำไปสู่การกระตุ้นภาคการส่งออก การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนและครัวเรือน รวมถึงการกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ส่งผลเชิงบวกต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่เศรษฐกิจอิสราเอลในไตรมาสที่สองของปี 2568 หดตัว 3.5% เนื่องจากผลกระทบจากสงคราม 12 วัน ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเมื่อ มิ.ย.2568
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : Israeli new shekel (ILS)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 3.29 ILS
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 0.10 ILS (ต.ค.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2567)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 540,379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 0.9%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 54,176.7 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 4,709,795 คน
อัตราการว่างงาน : 2.9%
อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย : 3.1%
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ได้เปรียบดุลการค้า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 153,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญ : เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ทางแสง ภาพถ่าย เครื่องมือเทคนิค และเครื่องมือทางการแพทย์ ไข่มุก อัญมณี โลหะมีค่า และเหรียญกษาปณ์
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : สหรัฐฯ ไอร์แลนด์ จีน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อินเดีย ฮ่องกง สหราชอาณาจักร
มูลค่าการนำเข้า : 130,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้าสำคัญ : เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และหม้อไอน้ำ เชื้อเพลิง แร่ น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมัน
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน สหรัฐฯ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี เบลเยียม ฮ่องกง
การทหาร
งบประมาณด้านการทหารเมื่อปี 2567 อยู่ที่ 33,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.39% ของ GDP) เป็นกองทัพที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาค มีประธานคณะเสนาธิการทหารเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพ มีหน่วยขึ้นตรง ทบ. ทร. ทอ. ได้แก่ กรมส่งกำลังบำรุงและเทคโนโลยี กรมข่าวทหาร กรมกำลังพลทหาร กรมยุทธการทหาร และกรมนโยบายและแผน
กำลังพลรวม 169,500 นาย ประกอบด้วย ทบ. 126,000 นาย ทร. 9,500 นาย และ ทอ. 34,000 นาย นอกจากนี้ อิสราเอลยังมีกองกำลังกึ่งทหาร 8,000 นาย และกองกำลังสำรอง 465,000 นาย (ทบ. 400,000 นาย ทร. 10,000 นาย ทอ. 55,000 นาย)
ยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ :
ทบ. ได้แก่ รถถังหลัก (MBT) ประมาณ 400 คัน รถหุ้มเกราะลำเลียงพล (APC) มากกว่า 390 คัน รถหุ้มเกราะอรรถประโยชน์ (AUV) รถหุ้มเกราะวิศวกรรม (AEV) รถหุ้มเกราะกู้ภัย (ARV) รถถังทอดสะพาน (VLB) รถลำเลียงนิวเคลียร์ ชีวะ และเคมี (NBC) อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง (MSL) ปืนใหญ่ประเภทต่าง ๆ 530 กระบอก ได้แก่ ปืนใหญ่ประเภทอัตตาจร (SP) ลากจูง (TOWED) ยิงระเบิด (MRL) และเครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) อากาศยานไร้คนขับด้านข่าวกรอง เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (ISR) และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานจากพื้นสู่อากาศ (SAM) รุ่น Machbet และ FIM-92 Stringer
ทร. ได้แก่ เรือดำน้ำโจมตี (SSK) 5 ลำ เรือตรวจการณ์และเรือรบชายฝั่ง 51 ลำ เรือคอร์เวต ชั้น Eilat (Sa’ar 5) 3 ลำ และชั้น Magen (Sa’ar 6) 4 ลำ ยานลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีจากพื้นสู่อากาศ (PCGM) ชั้น Hetz (Sa’ar 4.5) 8 ลำ เรือลาดตะเวนความเร็วสูง (PBF) 34 ลำ เรือรบสะเทินน้ำสะเทินบก 4 ลำ เรือส่งกำลังบำรุง 1 ลำ ยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) 10 ลำ และยานใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) รุ่น Caesaron
ทอ. ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ 340 เครื่อง โดยเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีภาคพื้นดิน (FGA) 310 เครื่อง เครื่องบินด้านข่าวกรอง เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (ISR) 1 เครื่อง เครื่องบินด้านข่าวกรองทางอิเล็กทรอนิกส์ (ELINT) 3 เครื่อง เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ (AEW) 2 เครื่อง เครื่องบินขนส่งน้ำมัน (TKR/TPT) 10 เครื่อง เครื่องบินขนส่ง (TPT) 65 เครื่อง เครื่องบินสำหรับการฝึก (TRG) 66 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์โจมตี (ATK) 46 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ (ASW) 7 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ด้านข่าวกรอง เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (ISR) 12 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ขนส่ง (TPT) 80 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับด้านข่าวกรอง เฝ้าระวัง และลาดตระเวน (ISR) อาวุธปล่อยนำวิถี Harop และ Harpy ขีปนาวุธพื้นสู่พื้นพิสัยกลาง (MRBM) รุ่น Jericho-2 ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานจากพื้นสู่อากาศ (SAM) มากกว่า 40 ลูก ปืนลากจูงต่อสู้อากาศยาน (TOWED) ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจากพื้นสู่อากาศ (SAM) ขีปนาวุธปล่อยจากอากาศสู่อากาศ (AAM) ขีปนาวุธปล่อยจากอากาศสู่พื้น (ASM) ขีปนาวุธปล่อยจากอากาศ (ALBM) และระเบิดนำวิถีชนิดต่าง ๆ ระบบสร้างภาพด้วยอินฟราเรด ระบบเลเซอร์ รวมทั้งระบบแรงเฉื่อยและจีพีเอส
ปัญหาด้านความมั่นคง ปัจจุบันอิสราเอลเผชิญกับปัญหาความมั่นคงหลายด้าน เช่น
1) การทำสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสดำเนินเข้าสู่ปีที่ 3 เมื่อ 7 ต.ค.2568 โดยอิสราเอลประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮะมาส ทั้งการทำลายโครงสร้างสำคัญทางทหารและการสังหารสมาชิกกลุ่มฮะมาสจำนวนมาก ส่งผลให้กลุ่มฮะมาสต้องหลบซ่อนตัวและเคลื่อนไหวด้วยยุทธวิธีแบบกองโจร ขณะเดียวกัน อิสราเอลประสบความสำเร็จในการโจมตีตอบโต้กับกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคที่เคยเข้าร่วมโจมตีอิสราเอลเพื่อสนับสนุนกลุ่มฮะมาส โดยเหลือเพียงกลุ่มฮูษีในเยเมนกลุ่มเดียวที่ยังมีศักยภาพโจมตีอิสราเอลจนถึงปัจจุบัน
2) ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เฉพาะอย่างยิ่งความหวาดระแวงของอิสราเอลที่มีต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ยังคงปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างกันอีกครั้ง หลังจากอิสราเอลเป็นฝ่ายปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อมุ่งทำลายโครงการพัฒนานิวเคลียร์และที่ตั้งทางทหารของอิหร่าน แต่เผชิญกับการตอบโต้กลับ จนกลายเป็นสงคราม 12 วัน ระหว่าง 13-24 มิ.ย.2568
3) อิสราเอลเผชิญความท้าทายในการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศมากขึ้น จากการที่ปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา โดยไม่คำนึงถึงเสียงทัดทานของนานาประเทศที่เห็นว่า ปฏิบัติการของอิสราเอลในกาซาขณะนี้เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา
4) ความท้าทายทางการเมืองของอิสราเอล นรม.เนทันยาฮู เผชิญอุปสรรคทางการเมืองมากขึ้นนับตั้งแต่เริ่มทำสงครามกับกลุ่มฮะมาส โดยชาวอิสราเอลและครอบครัวตัวประกันรวมตัวประท้วงบ่อยครั้ง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮะมาส แลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวประกันโดยทันที อีกทั้งไม่ต้องการให้ประเทศอยู่ในภาวะสงครามยืดเยื้อ เพราะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน นรม.เนทันยาฮู ยังเผชิญความท้าทายจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ขู่จะถอนตัวออกจากแนวร่วมทางการเมือง หากทำข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้
ความสัมพันธ์ไทย-อิสราเอล
สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เมื่อปี 2567 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ข้าว ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ
สินค้านำเข้าสำคัญของไทย เมื่อปี 2567 ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า
ด้านการท่องเที่ยวเมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 281,803 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีจำนวน 217,084 คน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 เพิ่มขึ้นเป็น 306,488 คน
ด้านแรงงาน ปัจจุบันมีคนไทยในอิสราเอล ประมาณ 60,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคการเกษตร และมีสัดส่วนมากถึง 90% ของแรงงานในภาคการเกษตรทั้งหมดของอิสราเอล ส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามชุมชนการเกษตร (Kibbutz หรือ Moshav) ทั่วอิสราเอล
ข้อตกลงสำคัญระหว่างไทยกับอิสราเอล ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราของผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ก.ค.2503) ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (มี.ค.2511) อนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีที่เก็บจากเงินได้ (ม.ค.2539) สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (ส.ค.2540) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน (ก.พ.2543) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำแปลงสาธิตการเกษตรไทย-อิสราเอล สำหรับการปลูกพืชมูลค่าสูงแบบอาศัยชลประทานบนพื้นที่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ก.ค.2545) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาวัฒนธรรมและการศึกษา (ก.ค.2548) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาไทยกับสภาการอุดมศึกษาอิสราเอล (ก.ย.2550) ความตกลงระหว่างรัฐว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานชั่วคราวในภาคเกษตรของอิสราเอล (ธ.ค.2553) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และ Rambam Health Care Campus (พ.ค.2554) ความตกลงทางการค้า (พ.ค.2554) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรักษาความลับทั่วไประหว่างกระทรวงกลาโหมไทยกับกระทรวงกลาโหมอิสราเอล (มิ.ย.2555)
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม