สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
The Republic of the Union of Myanmar
สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
The Republic of the Union of Myanmar
ที่ตั้ง อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นละติจูดที่ 22 องศาเหนือ ลองจิจูดที่ 98 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 676,578 ตร.กม. ระยะทางจากด้านเหนือสุด-ใต้สุดรวม 2,051 กม. และตะวันออก-ตะวันตกรวม 936 กม. ชายฝั่งทะเลยาว 1,930 กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับจีน 2,129 กม.
ทิศใต้ ติดกับทะเลอันดามัน
ทิศตะวันออก ติดกับลาว 238 กม. และไทย 2,401 กม.
ทิศตะวันตก ติดกับอินเดีย 1,468 กม.และบังกลาเทศ 271 กม. และอ่าวเบงกอล
ภูมิประเทศ ตอนบนเป็นภูเขาและหุบเขา มีเทือกเขาซึ่งเชื่อมต่อจากเทือกเขาหิมาลัยทอดเป็นแนวยาวจากเหนือไปทางใต้รวม 3 แนว คือ ด้านตะวันตกเป็นเทือกเขานาคา-เทือกเขาชิน-เทือกเขายะไข่ ตอนกลางเป็นเทือกเขาพะโค และด้านตะวันออกเป็นที่ราบสูงฉาน พื้นที่สูงและภูเขามีความสูงเฉลี่ย 3,000 ฟุต เทือกเขาสูงที่สุด คือ เทือกเขากากาโบราซี (Hkakabo Razi) ในรัฐคะฉิ่น ความสูง 5,881 ม. (19,296 ฟุต) ตอนกลางและตอนล่างเป็นที่ราบลุ่ม มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านหลายสาย เช่น อิระวดี สาละวิน สะโตง และชินวิน
ภูมิอากาศ ตอนบนเป็นภูเขาและหุบเขา มีเทือกเขาซึ่งเชื่อมต่อจากเทือกเขาหิมาลัยทอดเป็นแนวยาวจากเหนือไปทางใต้รวม 3 แนว คือ ด้านตะวันตกเป็นเทือกเขานาคา-เทือกเขาชิน-เทือกเขายะไข่ ตอนกลางเป็นเทือกเขาพะโค และด้านตะวันออกเป็นที่ราบสูงฉาน พื้นที่สูงและภูเขามีความสูงเฉลี่ย 3,000 ฟุต เทือกเขาสูงที่สุด คือ เทือกเขากากาโบราซี (Hkakabo Razi) ในรัฐคะฉิ่น ความสูง 5,881 ม. (19,296 ฟุต) ตอนกลางและตอนล่างเป็นที่ราบลุ่ม มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านหลายสาย เช่น อิระวดี สาละวิน สะโตง และชินวิน
ศาสนา พุทธนิกายเถรวาท 87.9% คริสต์ 6.2% อิสลาม 4.3% นับถือความเชื่อท้องถิ่น เช่น ผีนัตและผีบรรพบุรุษ 0.8% ฮินดู 0.5% อื่น ๆ 0.2% และไม่นับถือศาสนา 0.1%
ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาพม่า (Burmese) ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ใช้ภาษาท้องถิ่น ทำให้เมียนมา มีภาษาพูดมากกว่า 100 ภาษา
การศึกษา อัตราการรู้หนังสือในกลุ่มประชากรอายุมากกว่า 15 ปี 89.1% ระบบการศึกษาแบ่งเป็น ระบบ 5 : 4 : 2 ดังนี้ ระดับประถมศึกษา 5 ปี (อนุบาล 1 ปี และประถมศึกษา 4 ปี) มัธยมศึกษาตอนต้น 4 ปี มัธยมศึกษาศึกษาตอนปลาย 2 ปี ส่วนอาชีวศึกษา 1-3 ปี และอุดมศึกษา 4-6 ปี ทั้งนี้ การศึกษาภาคบังคับ คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
วันชาติ 4 ม.ค. (วันที่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2491)
ประชากร 54,900,000 คน (ปี 2568) มี 135 ชาติพันธุ์ แบ่งเป็น เชื้อชาติพม่า 68% ไทยใหญ่ (ฉาน) 9% กะเหรี่ยง 7% ยะไข่ 4% จีน 3% อินเดีย 2% มอญ 2% และอื่น ๆ 5% อัตราส่วนประชากรตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 24.89% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 68.30% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 6.80% อัตราการเพิ่มประชากร 0.76% (ปี 2568) อัตราการเกิด 16.48 ต่อ 1,000 คน (ปี 2568) อัตราการเสียชีวิต 8.61 ต่อ 1,000 คน (ปี 2568) ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
การก่อตั้งประเทศ
เมียนมาเคยเป็นที่ตั้งของหลายอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิมาตั้งแต่ปี 1392 ที่สำคัญ ได้แก่ อาณาจักรพุกาม อาณาจักรอังวะ-หงสาวดี และอาณาจักรตองอู มีราชวงศ์อลองพญาเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่จะตกอยู่ใต้การยึดครองของอังกฤษเมื่อปี 2428
ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการก่อตั้งกลุ่มสันนิบาตเสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-fascist People’s Freedom League) ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมชาวเมียนมา นำโดยคณะของนายพลอองซาน (บิดาของนางอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ) ที่มีนโยบายขับไล่ญี่ปุ่นและเรียกร้องเอกราชให้กับเมียนมา จนกระทั่งเมียนมาได้รับเอกราชเมื่อ 4 ม.ค.2491 ขณะเดียวกันนายพลอองซานเจรจาชักชวนผู้นำชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ เพื่อรวมตัวกันประกาศเอกราช โดยลงนามข้อตกลงปางหลวงและกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเมียนมาปี 2491 เพื่อให้คนเชื้อชาติพม่า (Burman) และกลุ่มชาติพันธุ์รวมตัวกันในรูปแบบสหภาพเมียนมา โดยรัฐฉานและรัฐคะยามีสิทธิแยกตัวออกไปหลังครบ 10 ปี รัฐคะฉิ่นไม่ได้สิทธิแยกตัวแต่สามารถปกครองตนเองได้ ส่วนรัฐกะเหรี่ยงยังคงอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษในขณะนั้น ก่อนที่นายพลเนวินยึดอำนาจการปกครองเมื่อ มี.ค.2505 ส่งผลให้เมียนมากลับสู่การปกครองแบบเผด็จการทหารมานาน 50 ปี
จนกระทั่งกองทัพเมียนมาประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมียนมาปี 2551 และเปลี่ยนผ่านการปกครองประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตย โดยจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2553 และได้รัฐบาลพลเรือนซึ่งนำโดยประธานาธิบดีเต็นเส่น อดีตนายทหารระดับสูง ขึ้นบริหารประเทศเมื่อปี 2554 หลังจากนั้นการเมืองเมียนมาอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จนถึงช่วงที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy-NLD) นำโดยนางอองซานซูจี ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเมื่อ 8 พ.ย.2558 และครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ก่อนที่จะชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 พ.ย.2563 โดยมีที่นั่งในรัฐสภา 83% และครองเสียงข้างมากจนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่อีกสมัย
รัฐบาลพรรค NLD มุ่งกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ถดถอยลงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ปฏิรูประบบการเมืองและความมั่นคง และผลักดันการดำเนินกระบวนการสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยให้นางอองซานซูจี ซึ่งไม่สามารถขึ้นเป็นประธานาธิบดี ยังคงบทบาทและอำนาจทางการเมืองในตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ ควบคู่กับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้นางอองซานซูจีคงสิทธิในการเป็นสมาชิกสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ (National Defence and Security Council-NDSC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมด้านความมั่นคงและการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ
รัฐบาลพรรค NLD พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเมียนมาปี 2551 เพื่อลดอำนาจของกองทัพเมียนมาในระบบการเมืองและปรับลดงบประมาณของกองทัพ ทำให้ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตัดสินใจเข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเมียนมาซึ่งกำหนดให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีอำนาจทั้งด้านบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ในช่วงที่เมียนมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ (State of Emergency) ตั้งแต่ 1 ก.พ.2564 และมีการจับกุมดำเนินคดีนายวินมยิน อดีตประธานาธิบดีเมียนมา นางอองซานซูจี รวมถึงแกนนำคนสำคัญของพรรค NLD ฐานร่วมกันทุจริตการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2563 และต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์
พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ จัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council-SAC) และคณะรัฐมนตรีขึ้นบริหารประเทศ เมื่อ ก.พ.2564 โดย พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ รวบอำนาจแบบรวมศูนย์จากการดำรงตำแหน่งประธาน SAC บัญชาการทหารสูงสุด นายกรัฐมนตรี และรักษาการประธานาธิบดีเมียนมา ก่อนที่จะออกคำสั่งแต่งตั้งคณะบริหารประเทศชุดใหม่เมื่อ 31 ก.ค.2568 ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมมาธิการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (State Security and Peace Commission-SSPC) โดยมีพล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ เป็นประธาน และสมาชิกรวม 10 คน การจัดตั้งรัฐบาลแห่งสหภาพ (Union Government) โดยมี นายเนียวซอ เป็น นรม. พร้อมแต่งตั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงฝ่ายกฎหมาย เช่น ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีนายตานโซเป็นประธาน นอกจากนี้ ยังออกคำสั่งยุติการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ (State of Emergency) เมื่อ 31 ก.ค.2568 แต่ยังคงบังคับใช้กฎอัยการศึก (Martial Law) ในพื้นที่ที่มีการสู้รบรุนแรง จำนวน 63 เมือง เพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปในห้วง 28 ธ.ค.2568-ม.ค.2569 เพื่อเปลี่ยนผ่านการบริหารประเทศไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เมียนมาเดิมชื่อว่าพม่า (Burma) จนกระทั่งเมื่อปี 2532 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมียนมา (Myanmar) เพื่อให้ชื่อประเทศสื่อความหมายถึงความเป็นศูนย์รวมของกลุ่มชาติพันธ์ุทุกเชื้อชาติ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเชื้อชาติพม่า (Burma) เพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสะท้อนนโยบายสมานฉันท์และการสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นภายในประเทศ
การเมือง
ปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมาจากการสรรหาของสมาชิกรัฐสภา เขตการปกครองแบ่งเป็น 7 รัฐ (State) 7 ภาค (Region) และ 1 เขตสหภาพ (กรุงเนปยีดอเป็นเมืองหลวงที่ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี) และแบ่งการบริหารเป็นรัฐบาล 2 ระดับ คือ รัฐบาลระดับสหภาพมี 26 กระทรวง และรัฐบาลท้องถิ่นประจำภาค/รัฐ โดยจัดสรรตำแหน่งมุขมนตรีประจำภาค/รัฐ ให้พรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งแม้ว่าเมียนมาเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเผด็จการทหารเป็นประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลพลเรือน แต่กองทัพเมียนมายังมีบทบาททางการเมืองสูง ก่อนที่เมียนมาจะถูกปกครองภายใต้คณะชนชั้นนำทหารที่นำโดย พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ มาตั้งแต่ ก.พ.2564 ทำให้อำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติรวมศูนย์อยู่ภายใต้ข้อสั่งการของ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ เป็นหลัก
โครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2551 แบ่งสรรอำนาจเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขของรัฐและมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ 2) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ปัจจุบันคือ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์) มีอำนาจสั่งการสูงสุดในกองทัพและควบคุมกระทรวงด้านความมั่นคง 3 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงกิจการชายแดน และ 3) สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ (National Defence and Security Council-NDSC) เป็นกรอบการประชุมหารือประเด็นความมั่นคง และเป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับกองทัพ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.เมียนมา) ภายใต้รัฐบาลคณะกรรมาธิการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (State Security and Peace Commission-SSPC) กำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในห้วง
28 ธ.ค.2568-ม.ค.2569 โดยดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกใน 28 ธ.ค.2568 ส่วนระยะที่ 2 จัดใน 11 ม.ค.2569 และระยะที่ 3 จะจัดภายใน ม.ค.2569 ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมามุ่งสร้างความน่าเชื่อถือและลดข้อครหาด้านความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง ด้วยการเปิดรับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลเมียนมาจะเชิญรัฐบาลจากประเทศต่าง ๆ และองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง แต่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลหลายฝ่ายประกาศว่า จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่าเป็นกระบวนการที่ไม่เปิดกว้างทางการเมือง สอดคล้องกับมุมมองของประเทศตะวันตกที่เห็นว่า การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงกลไกสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลมากกว่าจะเป็นแนวทางฟื้นฟูประชาธิปไตย
ทั้งนี้ พรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (Union Solidarity and Development Party-USDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ มีแนวโน้มชนะการเลือกตั้ง เพราะเป็นพรรคที่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันมากที่สุดถึง 1,018 คน จากทั้งหมด 4,963 คน ขณะที่พรรค NLD ของนางอองซานซูจี ถูกสั่งยุบพรรคไปแล้วตั้งแต่ มี.ค.2566
ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล มาจากการสรรหาและเลือกตั้งของสมาชิกรัฐสภา มีวาระ 5 ปี ตามรัฐธรรมนูญเมียนมาปี 2551 มีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหารทั้งหมด และแต่งตั้งบุคคลขึ้นเป็นรัฐมนตรี ยกเว้นกระทรวงด้านความมั่นคง 3 กระทรวง ที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีอำนาจเป็นผู้แต่งตั้ง
ฝ่ายนิติบัญญัติ : มีวาระ 5 ปี และมี 2 ระดับ คือ 1) รัฐสภาสหภาพ ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี 440 คน มาจากการเลือกตั้ง 330 คน จากการคัดเลือกของกองทัพ 110 คน) กับวุฒิสภา (สมาชิกวุฒิสภามี 224 คน มาจากการเลือกตั้ง 168 คน จากการคัดเลือกของกองทัพ 56 คน) และ 2) สภาท้องถิ่นประจำภาค/รัฐ ทั้งนี้ ผู้แทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพคิดเป็นสัดส่วน 25% ของสภาทั้ง 2 ระดับ
ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศ ศาลสูงประจำภาค/รัฐ ศาลสูงประจำเขตปกครองตนเอง ศาลประจำเมือง ศาลประจำอำเภอ และศาลอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ คือ ศาลทหารและศาลรัฐธรรมนูญ
พรรคการเมืองสำคัญ : พรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นแห่งสหภาพและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party-USDP) ซึ่งกองทัพเมียนมาให้การสนับสนุน พรรค People’s Pioneer Party (PPP) พรรค Pa-O National Organization (PNO) พรรค Lisu National Development Party (L.N.D.P) พรรค Tai-Leng Nationalities Development Party (T.N.D.P) พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy-NLD/ถูกสั่งยุบพรรคเมื่อ มี.ค.2566) พรรคเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Party-NUP) พรรคประชาธิปไตยแห่งชนชาติฉาน (Shan National Democratic Party-SNDP) พรรคเพื่อการพัฒนาชนชาติยะไข่ (Rakhine Nationalities Development Party-RNDP) และพรรคพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Force-NDF)
กลุ่มต่อต้านรัฐบาล : คณะกรรมการผู้แทนรัฐสภา (Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw-CRPH) ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government-NUG) เมื่อ 16 เม.ย.2564 ซึ่งมีผู้แทนจากอดีตสมาชิกพรรค NLD นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น คะฉิ่น กะเหรี่ยง ชิน คะยา ตะอาง และมอญ เพื่อปูทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นและแสดงนัยของการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเปิดเผยกับรัฐบาลเมียนมา โดยแกนนำ NUG ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศและพื้นที่ควบคุมของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์
NUG จัดตั้งกองกำลังป้องกันประชาชน (People’s Defence Force-PDF) เมื่อ พ.ค.2564 เป็นกลไกทางการทหารหลักในการต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยได้รับความช่วยเหลือด้านทักษะและอาวุธจากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Armed Organization-EAO) บางกลุ่ม โดย NUG ตั้งให้นายวินมยิน ซึ่งยังคงถูกควบคุมตัวในเมียนมา เป็นประธานาธิบดีของ NUG และแต่งตั้งนายดูวาลาชิลา ประธานองค์กร Kachin National Consultative Assembly (KNCA) เป็นรองประธานาธิบดี นางอองซานซูจีเป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ (ปัจจุบันยังคงถูกควบคุมตัวในเมียนมา) นายมานวินไคง์ตานเป็นนายกรัฐมนตรี และนางซินมาอ่อง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ NUG จัดตั้งสภาที่ปรึกษาความเป็นเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Consultative Council-NUCC) เพื่อเป็นกลไกประสานความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีสมาชิกที่เป็นผู้แทนจาก CRPH พรรคการเมือง กองกำลังชาติพันธุ์ องค์กรภาคประชาสังคม กลุ่มที่เคลื่อนไหวตามแนวทางขัดขืนอย่างสงบ (Civil Disobedience Movement-CDM) และกลุ่มอดีตเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าร่วม CDM (กลุ่ม Disloyalty Civil Servant-DCS)
เศรษฐกิจ รัฐบาลเมียนมามุ่งปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเมือง โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การหลุดพ้นจากการเป็นประเทศด้อยพัฒนา เพื่อมุ่งสู่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางภายในปี 2574 เน้นเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน กระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ โดยวางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ กระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึง สนับสนุนการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน สร้างความโปร่งใสและเสถียรภาพในระบบการเงิน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ท่าเรือ และสิ่งปลูกสร้างด้านพลังงาน สร้างงานภายในประเทศ พัฒนาภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ภาคการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออก สนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและย่อม และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เมียนมาได้เปรียบในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และดึงดูดความสนใจของนักลงทุน จากเป็นจุดเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียใต้ และเป็นช่องทางเลือกในการออกสู่ทะเลสำหรับจีน รวมถึงมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จำนวนมาก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุ และป่าไม้ อย่างไรก็ตาม รายงานของธนาคารโลกเปิดเผยว่า เศรษฐกิจเมียนมายังเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศ และความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจมหภาค โดยเศรษฐกิจเมียนมาจะหดตัวลง 2.5% ในปีงบประมาณ 2568/2569 ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค.2568 ภัยพิบัติดังกล่าวสร้างความเสียหายโดยตรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (356,400 ล้านบาท) คิดเป็น 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และประเมินว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจจะลดลงประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (64,800 ล้านบาท) โดยแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 17 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ 9 ล้านคน ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
การขาดแคลนปัจจัยนำเข้า การหยุดชะงักของตลาดแรงงาน และการขาดแคลนไฟฟ้าส่งผลให้กิจกรรมการผลิตลดลง ทำให้อัตราความยากจนเพิ่มขึ้นอีก 2.8% ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) มีทิศทางขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จากการทยอยกลับเข้าไปลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดเมียนมา โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ
เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวในระดับต่ำและอยู่ในภาวะเปราะบาง จากปัจจัยเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ แผนการจัดการเลือกตั้งทั่วไปของรัฐบาลเมียนมาในห้วง ธ.ค.2568-ม.ค.2569 คาดว่าจะไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศตะวันตกยังคงมีท่าทีไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลทหารและมีแนวโน้มคงไว้ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรต่อไป
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : จั๊ต (Myanmar Kyat-MMK)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 2,100 จั๊ต : 1 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 64.83 จั๊ต : 1 บาท (11 พ.ย.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2564)
ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 2.5%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 1,187 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน : 25 ล้านคน
อัตราการว่างงาน : 3%
อัตราเงินเฟ้อ : 14%
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุลการค้า 683 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-พ.ค.2568)
มูลค่าการส่งออก : 6,022 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-พ.ค.2568)
มูลค่าการนำเข้า : 6,705 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-พ.ค.2568)
สินค้าส่งออกสำคัญ : เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ รองเท้า ยางพารา ปลา สัตว์น้ำ อัญมณี
สินค้านำเข้าสำคัญ : น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักร เม็ดพลาสติก เหล็ก ปุ๋ย ยา เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง
ประเทศคู่ค้าสำคัญ : จีน ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อินเดีย
ตลาดส่งออกสำคัญของเมียนมา : จีน ไทย อินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมนี
ตลาดนำเข้าสำคัญของเมียนมา : จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย
การทหาร
กองทัพเมียนมาเป็นสถาบันที่มีความสำคัญสูง มีภารกิจหลัก คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การเสริมสร้างเอกภาพและความมั่นคงของชาติ ปัจจุบันกองทัพเมียนมาพยายามเสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถให้ทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายพัฒนากำลังพลและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ควบคู่กับการทำให้ทั่วโลกยอมรับ ยุทโธปกรณ์หลักจัดซื้อจากรัสเซียและจีน รวมถึงผลิตเองเพื่อใช้ในประเทศตามขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ
กองทัพเมียนมา มีกำลังพลรวม 3 เหล่าทัพ จำนวน 134,000 นาย และกำลังพลกึ่งทหาร 70,000 นาย ดังนี้ (ข้อมูลจาก รายงาน Military Balance ประจำปี 2568 จัดทำโดย International Institute for Strategic Studies (IISS))
ทบ. กำลังพล 100,000 นาย ยุทโธปกรณ์หลัก ได้แก่ ถ.หลัก 195 คัน ถ.เบา 100 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 345 คัน ปืนใหญ่ 443 กระบอก
ทร. กำลังพล 19,000 นาย หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 800 นาย ไม่มีนาวิกโยธิน ยุทโธปกรณ์หลัก ได้แก่ เรือดำน้ำ 2 ลำ เรือรบหลัก 5 ลำ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง 86 ลำ เรือสนับสนุนการรบและส่งกำลังบำรุง 14 ลำ
ทอ. กำลังพล 15,000 นาย ยุทโธปกรณ์หลัก ได้แก่ บ.ขับไล่ 63 เครื่อง (MiG-29SM/MiG-29UB/F-7) บ.โจมตี 16 เครื่อง (FTC-2000G/JF-17/JF-17B) ฮ. 70 เครื่อง (Mi-17/Mi-35)
ปัญหาด้านความมั่นคง
ปัญหาความมั่นคงที่ท้าทายรัฐบาล ได้แก่ 1) ปัญหาการสู้รบที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ แม้รัฐบาลเมียนมาประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเปลี่ยนผ่านการบริหารไปสู่รัฐบาลพลเรือน เนื่องจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลไม่มีส่วนร่วมและต่อต้านการเลือกตั้ง 2) ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจา จากสถานการณ์ความไม่สงบในรัฐยะไข่ 3) การดำเนินกระบวนการสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยยังไม่คืบหน้าและไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามยังมีความขัดแย้งสูง 4) ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ และอาชญากรรมข้ามชาติทางเทคโนโลยีตามแนวชายแดน และ 5) ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมียนมากับประเทศตะวันตกที่เสื่อมถอยลงหลังจากเหตุรัฐประหาร รวมถึงจุดยืนทางการทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนภาคพื้นสมุทรที่มีต่อรัฐบาลเมียนมา ยังคงเป็นประเด็นท้าทายต่อความเป็นเอกภาพภายในอาเซียน และการกำหนดแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์เมียนมาในกรอบอาเซียน
ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา
ไทยและเมียนมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 24 ส.ค.2491 ความสัมพันธ์มีความใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาล กองทัพ และประชาชน โดยไทยดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรและให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่เมียนมา เช่น ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา การอำนวยความสะดวกในกระบวนการสันติภาพ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในห้วงที่เมียนมาประสบภัยพิบัติ ขณะที่เมียนมาให้ความสำคัญอย่างมากกับการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย โดยทั้งสองประเทศต่างยึดถือนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
ด้านการเมืองและความมั่นคง มีกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ คือ คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission on Bilateral Cooperation-JC) คณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee-JBC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee-RBC) และคณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee-HLC) ของฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการหารือประเด็นความมั่นคงตามแนวชายแดนจากการที่ไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมา 2,401 กม. ทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบภายในเมียนมา เช่น ปัญหาผู้หนีภัยจากการสู้รบชาวเมียนมา ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานเมียนมาและชาวมุสลิมโรฮีนจา รวมถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติทางเทคโนโลยี
เศรษฐกิจเมียนมาที่ยังเผชิญภาวะถดถอยและแรงงานขาดโอกาสการจ้างงานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองไทยหรือลักลอบทำงานผิดกฎหมายในไทยมากขึ้น เนื่องจากชาวเมียนมาต้องการมีงานทำและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ขณะที่ไทยมีปัจจัยดึงดูดสำคัญ คือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ความต้องการแรงงานข้ามชาติ โดยชาวเมียนมาที่ลักลอบเข้าไทยมีต้นทางจากทั้งพื้นที่ชั้นใน เช่น ภาคย่างกุ้ง ภาคพะโค และพื้นที่ชายแดนในเขตชาติพันธุ์ ส่วนใหญ่ว่าจ้างขบวนการนำพาคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ชายแดนด้าน จ.เชียงราย จ.ตาก จ.กาญจนบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ระนอง
ด้านเศรษฐกิจ เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับ 20 ของไทย ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของเมียนมา รองจากจีน มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเมียนมาปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.2568) อยู่ที่ 102,272 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.48% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยไทยส่งออกไปเมียนมามูลค่า 61,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.07% และนำเข้ามูลค่า 40,384 ล้านบาท ลดลง 1.14% ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 21,440 ล้านบาท สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำตาลทราย เครื่องสำอาง ข้าวสาลี รถยนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เหล็ก และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ กาแฟ ชา เครื่องเทศ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ สัตว์น้ำ (แบบสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป) ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ลวดและสายเคเบิล
ด้านการลงทุน ปัจจุบันไทยลงทุนในเมียนมาเป็นลำดับที่ 5 รองจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และ
สหราชอาณาจักร มูลค่าการลงทุนรวม 143,456 ล้านบาท มี 105 โครงการที่ยังดำเนินอยู่ สาขาการลงทุนสำคัญ ได้แก่ พลังงาน การผลิต ประมง และปศุสัตว์ ผู้ลงทุนรายใหญ่ เช่น ปตท.สผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อิตาเลียนไทย ซีพี และเครือซิเมนต์ไทย
ด้านพลังงาน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของไทย เป็นบริษัทต่างชาติหลักที่ร่วมลงทุนในโครงการสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติบริเวณอ่าวเมาะตะมะ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ 1) โครงการยาดานา และ 2) โครงการซอติก้า และเตรียมดำเนินการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแหล่งก๊าซธรรมชาติแปลง M5 และ M6 บริเวณอ่าวเมาะตะมะ โดยมีกำหนดช่วงเวลาการดำเนินงานตั้งแต่ 1 พ.ย.2568-30 มี.ค.2570 พร้อมออกประกาศแจ้งเตือนการเดินเรือในรัศมี 4 กม. รอบพื้นที่ขุดเจาะเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ บริษัท ปตท.สผ. ยังมีแผนติดตั้งแท่นขุดเจาะใหม่ 4 แท่น และดำเนินการเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซใต้ทะเลในแหล่งก๊าซแปลง M9 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
1) สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ยังคงซับซ้อนและไม่มีแนวโน้มคลี่คลายจากความขัดแย้งทางการเมืองและการสู้รบ เนื่องจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายยังไม่สามารถเจรจาสันติภาพร่วมกันได้อย่างแท้จริง แม้ว่ารัฐบาลและกองทัพเมียนมายังคงมีความได้เปรียบและครองอำนาจการบริหารประเทศไว้ได้อย่างมั่นคง แต่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลและกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญที่บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล
2) การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา รัฐบาลเมียนมากำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปห้วง 28 ธ.ค.2568- ม.ค.2569 เพื่อส่งมอบอำนาจให้รัฐบาลพลเรือนที่ชนะการเลือกตั้ง
3) อาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ตั้งฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนเมียนมา เป็นปัญหาท้าทายด้านความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนอกภูมิภาค ทั้งนี้ ทางการเมียนมาพยายามแสดงบทบาทเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวและร่วมมือกับนานาชาติ แต่ยังไม่สามารถสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมดังกล่าวได้
4) วิกฤตเศรษฐกิจในเมียนมา รัฐบาลเมียนมายังคงเผชิญวิกฤตทั้งจากความขัดแย้งทางการเมืองการสู้รบภายในประเทศ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบเฉพาะเจาะจงจากประเทศตะวันตก นำโดยสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในวงกว้าง ประสบภาวะขาดแคลนเงินสกุลต่างประเทศ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนมีภาวะอดอยากและทยอยลักลอบหลบหนีออกไปทำงานแบบผิดกฎหมายนอกประเทศ
5) แร่ธาตุหายาก (Rare Earth) การทำเหมืองแร่ธาตุหายากในเมียนมามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐคะฉิ่น ติดกับชายแดนจีน เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแร่ธาตุหายากเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตแม่เหล็กสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีพลังงานสะอาด อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีทางทหาร ส่งผลให้ชาติมหาอำนาจต่างพยายามเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุหายากในเมียนมา
6) ความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจในเมียนมา กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลเมียนมา โดยเฉพาะจีนและรัสเซียขยายอิทธิพลในเมียนมามากขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร ขณะที่ประเทศตะวันตกลดระดับความสัมพันธ์และดำเนินมาตรการกดดันรัฐบาลเมียนมา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสนับสนุนเมียนมากลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ขณะที่บางประเทศยังหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน พยายามประสานประโยชน์กับทุกฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์ในเมียนมา
7) ปัญหาการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของชาวเมียนมา จาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1) สถานการณ์สู้รบภายในประเทศที่ยังดำเนินอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพย้ายออกจากพื้นที่สู้รบไปยังพื้นที่ตอนกลางของประเทศและพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น และ 2) การบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ เมื่อ ก.พ.2567 ที่ระบุให้พลเมืองชายอายุระหว่าง 18-35 ปี และหญิงอายุระหว่าง 18-27 ปี ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้ชาวเมียนมาที่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวกว่า 100,000 คน จากทั้งหมด 13.6 ล้านคน หลบหนีออกนอกประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง