สหรัฐอเมริกา

United States of America

เมืองหลวง         วอชิงตัน ดี.ซี.

 

ที่ตั้ง                  อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 25-49 องศาเหนือกับเส้นลองจิจูดที่ 67-124 องศาตะวันตก มีขนาดใหญ่เป็นลำดับ 3 ของโลก รองจากสหพันธรัฐรัสเซียและแคนาดา (ใหญ่กว่าไทยเกือบ 18-19 เท่า) มีพื้นที่ 9,631,420 ตร.กม. ชายฝั่งทะเลยาว 19,924 กม.

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ            ติดกับแคนาดา

ทิศใต้                ติดกับเม็กซิโก

ทิศตะวันออก     ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศตะวันตก       ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก

 

ภูมิประเทศ        ภาคตะวันตกเป็นแนวเทือกเขาสูงที่สลับซับซ้อนในรัฐอะแลสกา รัฐเนวาดา และรัฐแคลิฟอร์เนีย ภาคกลางเป็นที่ราบระหว่างเทือกเขาสูงทางตะวันตกกับที่ราบสูงทางตะวันออกภาคเหนือ มีอาณาบริเวณกว้างขวางจากชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกไปจนถึงชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกภาคตะวันออก เป็นเขตหินเก่ามีเทือกเขาและที่ราบสูงจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่สำคัญ ได้แก่ ที่ราบนิวฟาวแลนด์และลาบราดอร์ และเทือกเขาแอพพาลาเชียน

 

ภูมิอากาศ         มี 4 ฤดู อุณหภูมิในแต่ละรัฐแตกต่างกัน พื้นที่เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตอบอุ่น แต่รัฐฮาวายและรัฐฟลอริดามีอากาศร้อนชื้น รัฐอะแลสกามีอากาศหนาวจัด ที่ราบฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปีมีอากาศกึ่งแห้งแล้ง ส่วนบริเวณ Great Basin ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศมีอากาศแห้งแล้ง ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) อุณหภูมิ 9-23 องศาเซลเซียส ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) อุณหภูมิ 20-34 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) อุณหภูมิ 7-25 องศาเซลเซียส ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) อุณหภูมิ -12 ถึง -8 องศาเซลเซียส

 

ศาสนา             คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ 40% โรมันคาทอลิก 19% มอร์มอน 2% ยูดาห์ 2% พุทธ 1% อิสลาม 1% ฮินดู 1% อื่น ๆ 29% และไม่นับถือศาสนา 5%

 

ภาษา               ไม่มีภาษาประจำชาติ แต่ปัจจุบันมีการกำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางราชการ โดยในทางปฏิบัติมีผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ประมาณ 245 ล้านคน (78%) ภาษาสเปน ประมาณ 42 ล้านคน (13.3%) ภาษาอินโด-ยูโรเปียน เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี รัสเซีย ฮินดี ประมาณ 12 ล้านคน (3.8%) ภาษาเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ประมาณ 11.2 ล้านคน (3.6%) และภาษาอื่น ๆ ประมาณ 3.9 ล้านคน (1.2%) ส่วนรัฐฮาวายกำหนดให้ภาษาอังกฤษและภาษาฮาวายเป็นภาษาทางการ

 

การศึกษา        อัตราการรู้หนังสือของประชากรวัยผู้ใหญ่ 79% ประชากรอายุ 25 ปีขึ้นไปจบการศึกษาระดับ อุดมศึกษา 53.5% (ปี 2568) การใช้จ่ายของรัฐบาลด้านการศึกษาปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 195,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีงบประมาณ 2566 ประมาณ 12% (271,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องจากต้องแก้ไขปัญหาขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ มีแนวทางกระจายอำนาจออกไปสู่ระดับรัฐท้องถิ่น แทนการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ผ่านความพยายามลดและยุติบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการผลิตบุคลากรในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

วันชาติ             4 ก.ค. (ประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 4 ก.ค.2319)

🔥 [100+] Donald Trump Wallpapers | WallpaperSafari

นายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์

Donald John Trump

(ประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 สังกัดพรรครีพับลิกัน)

ประชากร        ประมาณ 350 ล้านคน (ปี 2568) มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดีย และจีน ประกอบด้วย คนผิวขาว 58.9% คนเชื้อสายลาติน 19.8% คนแอฟริกัน 13.8% คนเอเชีย 6.4% อื่น ๆ 1.1% รัฐที่มีประชากรมากที่สุด ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย เทกซัส ฟลอริดา นิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย สัดส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 18% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 64.9% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 17.1% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 77.5 ปี เพศชาย 75.8 ปี เพศหญิง 81.1 ปี อัตราการเพิ่มของประชากร 0.98%

การก่อตั้งประเทศ        เดิมเป็นดินแดนของชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนและฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม และเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรที่เข้ามาขยายอิทธิพลในทวีปอเมริกาและ   ทำสงครามแย่งชิงอาณานิคมกับฝรั่งเศสและสเปนจนเกิดสงคราม 7 ปี (ระหว่างปี 2299-2306) ต่อมาได้แยกตัวออกจากการปกครองของสหราชอาณาจักร เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างอาณานิคมกับ
สหราชอาณาจักร จนนำไปสู่การปฏิวัติและประกาศอิสรภาพจากสหราชอาณาจักร โดยนายจอร์จ วอชิงตันเป็นผู้บัญชาการสู้รบและประกาศอิสรภาพจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2319 ซึ่งต่อมานายจอร์จ วอชิงตัน    เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ เมื่อ 4 มี.ค.2332

การเมือง         ระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ ตั้งแต่ 4 มี.ค.2332 และจากผลการเลือกตั้ง เมื่อ 5 พ.ย.2567 ประธานาธิบดีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลคนปัจจุบันคือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ สังกัดพรรครีพับลิกัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ 20 ม.ค.2568

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมาจากกระบวนการเลือกตั้งทางอ้อมจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) จำนวน 538 คน ซึ่งจัดขึ้นในวันอังคารหลังวันจันทร์แรกของ พ.ย. ทุก 4 ปี โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย มีอำนาจในการร่างรัฐบัญญัติเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ยับยั้งรัฐบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ ออกคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) ทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-chief) แต่งตั้งผู้พิพากษา เอกอัครราชทูต และตำแหน่งต่าง ๆ ของฝ่ายบริหาร ตั้งแต่ระดับรองรัฐมนตรีขึ้นไป

ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาเป็นระบบ 2 สภา 1) วุฒิสภามีสมาชิก 100 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงรัฐละ 2 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ทุก 2 ปี จะมีการเลือกตั้งสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอขอแต่งตั้ง รวมทั้ง ครม. และให้สัตยาบันสนธิสัญญา และ 2) สภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละรัฐ เช่น ประชากร 575,000 คน ต่อ สส. 1 คน ปัจจุบัน มี สส. 435 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี มีอำนาจหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายต่าง ๆ และกล่าวโทษเพื่อถอดถอนเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายบริหาร ตุลาการ และวุฒิสภา

ฝ่ายตุลาการ : โครงสร้างศาลสหรัฐฯ เป็นระบบศาลคู่ คือ ศาลของรัฐบาลกลางและศาลของมลรัฐ ศาลของรัฐบาลกลาง แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ศาลชั้นต้นหรือประจำเขต ศาลอุทธรณ์ และศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีอำนาจที่จะล้มเลิกกฎหมายใด ๆ และการกระทำของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลของรัฐบาลกลางมีอำนาจเกี่ยวกับกฎหมายและสนธิสัญญาคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายทะเล คดีที่มีผลกระทบถึงเจ้าหน้าที่การทูตของต่างประเทศในสหรัฐฯ ความขัดแย้งที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นคู่คดี และความขัดแย้งระหว่างรัฐหรือประชาชนของรัฐกับต่างประเทศ หรือประชาชนของรัฐต่างประเทศ ส่วนศาลของมลรัฐจัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ แบ่งเป็น 3 ระดับ เช่นเดียวกับศาลของรัฐบาลกลาง คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลสูงสุดของรัฐ แต่อำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานจะเป็นเรื่องภายในแต่ละรัฐ

องค์กรอิสระ : คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับการทำงานของธนาคารด้านอสังหาริมทรัพย์ คณะกรรมการด้านการป้องกันแก้ไขข้อขัดแย้งแรงงาน และคณะกรรมาธิการควบคุมการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ 

พรรคการเมืองสำคัญ : ระบบหลายพรรค แต่มีพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน ผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศ ทั้งระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐ ขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่มีบทบาททางการเมืองมากนัก

เศรษฐกิจ          ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยใช้กลไกตลาด รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร บริการด้านสารสนเทศ เช่น สื่อออนไลน์ โทรคมนาคม ภาพยนตร์ และดนตรี บริการที่ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น กฎหมาย คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ และบริการด้านสาธารณสุข ขณะที่อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ปิโตรเลียม ชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ปศุสัตว์ ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเหลือง ธัญพืช และสัตว์ปีก ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แร่ธาตุ เหล็ก ถ่านหิน ทองคำ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาการจ้างงาน สถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งโลก อาทิ วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์หาเสียงไว้ ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว โดยประเมินว่า GDP สหรัฐฯ ในปี 2569 จะขยายตัว 2.1% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงต้องดำเนินนโยบายเข้มงวดทางการเงิน ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อสู่เป้าหมายที่ 2.0% โดยคาดการณ์ว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวเฉลี่ย 1.9% ในห้วงปี 2567-ปี 2570

 

สกุลเงิน : ดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar-USD)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 32.5 บาท (ต.ค.2568)

 

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 29.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาส 3 ปี 2568)

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 3.9% (ไตรมาส 3 ปี 2568)

หนี้สาธารณะ : 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต.ค.2568)

ดุลงบประมาณ : ขาดดุล 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต.ค.2568)

ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 251,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาส 3 ปี 2568)

รายได้ประชาชาติต่อหัว : 89,598 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2568)

อัตราการว่างงาน : 4.3% (ส.ค.2568)

อัตราเงินเฟ้อ : 2.9% (ก.ย.2568) 

ดุลการค้าสินค้าและบริการระหว่างประเทศ : ขาดดุล 918,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)

มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ : 3.191 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)

สินค้าส่งออก : ยารักษาโรค เครื่องจักรอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ น้ำมันดิบ รถยนต์โดยสาร ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม อากาศยานพลเรือนและเครื่องยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ วัสดุพลาสติก อุปกรณ์โทรคมนาคม และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้าเกษตรที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพด และเนื้อสัตว์

มูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการ : 4.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2567)

สินค้านำเข้า : ยารักษาโรค รถยนต์โดยสาร โทรศัพท์เคลื่อนที่ และสินค้าในครัวเรือน ชิ้นส่วนยานยนต์ คอมพิวเตอร์ น้ำมันดิบ เครื่องนุ่งห่ม เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ส่วนสินค้าเกษตรที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ สินค้าประมง กาแฟ และผลไม้

คู่ค้าสำคัญ : แคนาดา เม็กซิโก จีน เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ เวียดนาม ไต้หวัน และไอร์แลนด์

การทหาร      

       สหรัฐฯ มีศักยภาพด้านการทหารอันดับ 1 ของโลก กองทัพสหรัฐฯ ประกอบด้วย ทบ. ทร. ทอ. หน่วยนาวิกโยธิน หน่วยยามฝั่ง และกองกำลังอวกาศ (ตั้งขึ้นเมื่อ ธ.ค.2562) จัดกำลังในรูปแบบกองบัญชาการร่วมตามภารกิจและสภาพภูมิรัฐศาสตร์ 10 แห่ง ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคอาร์กติกมากขึ้น ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-chief) รมว.กห.เป็นผู้บัญชาการฝ่ายพลเรือน รองจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ

       งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ: 926,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.03% ของ GDP) หรือ 12.76% ของงบประมาณทั้งหมดประจำปี 2568 (7.266 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) แบ่งเป็น 1) งบประมาณ กห.สหรัฐฯ 878,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2) งบประมาณกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ด้านความมั่นคงทางนิวเคลียร์ 36,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 3) งบประมาณสนับสนุนกิจกรรมด้านการป้องกันประเทศ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งงบประมาณช่วยเหลือทางการทหารแก่ยูเครน เป็นมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอิสราเอล เป็นมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการผ่านงบประมาณ เมื่อ เม.ย.2567

       กำลังพล รวมประมาณ 1,315,600 นาย ประกอบด้วย ทบ. 446,950 นาย ทร. 330,350 นาย ทอ. 316,650 นาย หน่วยนาวิกโยธิน 171,400 นาย หน่วยยามฝั่ง 40,800 นาย และกองกำลังอวกาศ 9,450 นาย นอกจากนี้ มีกำลังพลสำรองอีกประมาณ 497,000 นาย

 

ยุทโธปกรณ์สำคัญ

ทบ. ได้แก่ ยานเกราะโจมตี MBT 2,640 คัน LT TK  ประมาณ 22 RECCE 1,745 คัน IFV 2,800 คัน APC 10,047 คัน และ AUV 22,291 คัน ยานเกราะทหารช่าง AEV 567 คัน ARV มากกว่า 1,293 คัน VLB 410 คัน MW มากกว่า 7 คัน และ NBC 234 คัน ระบบต่อต้านรถถังและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน จรวดอัตตาจร 1,133 คัน ปืนใหญ่อัตตาจร 1,133 คัน ปืนใหญ่ลากจูง 1,212 กระบอก MRL 622 คัน และปืน ค. 2,557 กระบอก ระบบยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่พื้น SSM 8 ลูก SRBM 168 ลูก และ GLCM ยานสะเทินน้ำสะเทินบก LST 8 คัน LCT 17 คัน และ LCM 9 คัน บ.รบ ISR 38 เครื่อง SIGINT 3 เครื่อง ELINT 9 เครื่อง TPT 161 เครื่อง และ TRG 4 เครื่อง ฮ. ATK 750 เครื่อง SAR 365 เครื่อง และ TPT 2,846 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับ CISR ประมาณ 180 เครื่อง และ ISR ประมาณ 236 เครื่อง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ SAM มากกว่า 921 ระบบ ระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD 42 ระบบ และระบบยิงขีปนาวุธจากอากาศ 

ทร. ได้แก่ เรือดำน้ำ SSBN 14 ลำ ติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ UGM-133A Trident D-5/D-5LE nuclear SLBM 20 ลูก เรือดำน้ำยุทธวิธี SSGN 51 ลำ และ SSN 2 ลำ เรือบรรทุก บ.รบ CVN 11 ลำ เรือลาดตระเวน CGHM 11 ลำ เรือพิฆาต DDGHM 45 ลำ และ DDGM 28 ลำ เรือฟริเกต FFGHM 6 ลำ และ FFHM 20 ลำ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง PBF 107 ลำ เรือต่อต้านทุ่นระเบิด MCO 8 ลำ เรือบัญชาการ LCC 2 ลำ เรือรบยกพลขึ้นบก LHA 2 ลำ LHD 7 ลำ LPD 13 ลำ และ LSD 10 ลำ เรือขึ้นหาด LCU 25 ลำ LCM 7 ลำ LCP 33 ลำ และ LCAC 78 ลำ เรือยุทธบริการ AGOR 6 ลำ AX 1 ลำ ESB 4 ลำ และ SSA 2 ลำ ระบบเรือไร้คนขับ USV 11 ลำ และ UUV/UTL 2 ลำ บ.รบ FGA 678 เครื่อง ATK 2 เครื่อง ASW 122 เครื่อง EW 152 เครื่อง ELINT 4 เครื่อง AEW&C 80 เครื่อง C2 16 เครื่อง TKR/TPT 8 เครื่อง TPT light 41 เครื่อง และ TRG 410 เครื่อง บ.ทิลท์โรเตอร์ TPT 41 เครื่อง ฮ. ASW 221 เครื่อง MRH 221 เครื่อง MCM 12 เครื่อง ISR 6 เครื่อง TPT 16 เครื่อง และ TRG 136 เครื่อง ระบบอากาศยานไร้คนขับ CISR 2 เครื่อง ISR 111 เครื่อง และ TKR 1 เครื่อง ระบบยิงขีปนาวุธจากอากาศ AAM IR IIR SARH ARH ASM AShM ARM และ LACM และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ และ INS/GPS

ทอ. ได้แก่ ระบบยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่พื้น ICBM ติดหัวรบนิวเคลียร์ LGM-30G Minuteman III 400 ลูก บ.รบ BBR 120 เครื่อง FTR 175 เครื่อง FGA 1,070 เครื่อง ATK 91 เครื่อง CSAR 17 เครื่อง EW 7 เครื่อง ISR 42 เครื่อง ELINT 22 เครื่อง AEW&C 18 เครื่อง C2 4 เครื่อง TKR 153 เครื่อง TKR/TPT 65 เครื่อง TPT 339 เครื่อง และ TRG 1,026 เครื่อง ฮ. MRH 8 เครื่อง CSAR 61 เครื่อง และ TPT 57 เครื่อง ระบบอากาศยานไร้คนขับ CISR 134 เครื่อง และ ISR 26 เครื่อง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ SAM ระบบยิงขีปนาวุธจากอากาศ AAM IR IIR SARH ARH ASM AShM LACM ARM และ EW และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ INS/GPS และ Multi-mode

หน่วยนาวิกโยธิน ได้แก่ ยานเกราะโจมตี IFV 488 คัน APC 207 คัน AAV 1,524 คัน และ AUV 8,529 คัน ยานเกราะทหารช่าง AEV 42 คัน ARV 105 คัน MW 38 คัน และ VLB ประมาณ 30 คัน ระบบต่อต้านรถถังและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน จรวดอัตตาจร 106 คัน ปืนใหญ่ลากจูง 812 กระบอก MRL
47 คัน และปืน ค. 600 กระบอก บ.รบ FGA 324 เครื่อง TKR/TPT 64 เครื่อง TPT 20 เครื่อง และ TRG 26 เครื่อง บ.ทิลท์โรเตอร์ TPT 297 เครื่อง ฮ. ATK 117 เครื่อง TPT 264 เครื่อง และ TRG 52 เครื่อง ระบบอากาศยานไร้คนขับ USV 5 เครื่อง ISR 140 เครื่อง TPT 6 เครื่อง และ CISR 7 เครื่อง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ SAM ระบบยิงขีปนาวุธจากอากาศ AAM IR IIR SARH ARH ASM AShM ARM LACM และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ และ INS/GPS

หน่วยยามฝั่ง ได้แก่ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง PSOH 24 ลำ PCO 65 ลำ PCC 7 ลำ PBF 173 ลำ และ PBI 58 ลำ เรือส่งกำลังบำรุง AAR 117 ลำ ABU 51 ลำ AGB 12 ลำ และ AXS 1 ลำ บ.รบ SAR 34 เครื่อง TPT 16 เครื่อง และ ฮ. SAR 142 เครื่อง

กองกำลังอวกาศ ได้แก่ ดาวเทียมสื่อสาร 150 ดวง ดาวเทียมนำทาง 30 ดวง ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา 5 ดวง ดาวเทียม ISR 14 ดวง ดาวเทียมข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์และข่าวกรองทางสัญญาณ (ELINT/SIGINT) 33 ดวง ดาวเทียมเฝ้าระวังทางอวกาศ 11 ดวง ดาวเทียมเตือนภัย 20 ดวง ยานอวกาศไร้คนขับ 1 เครื่อง และระบบต่อต้านการสื่อสารทางอวกาศ (Counter Communications System-CCS)

 

ปัญหาด้านความมั่นคง

      สหรัฐฯ มุ่งปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติจากภัยคุกคามรูปแบบเก่าและใหม่ โดยให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้แก่ จีน ที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็นความท้าทายระยะยาว และรัสเซียที่เป็นความท้าทายเฉพาะหน้า ซึ่งทั้งสองประเทศมีความเคลื่อนไหวที่มุ่งเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกและท้าทายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงประจำปี 2565 ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศประจำปี 2565 ยุทธศาสตร์ข่าวกรองแห่งชาติปี 2566 และยุทธศาสตร์การต่อต้านอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงปี 2566 ของสหรัฐฯ ที่มุ่งสกัดกั้นอิทธิพลของจีนและรัสเซียเป็นอันดับแรก รองลงมา ได้แก่ ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ อิหร่าน และการก่อการร้าย รวมถึงยุติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

       นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากการแทรกแซงจากต่างชาติ การต่อต้านข่าวกรอง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ภัยคุกคามจากเทคโนโลยีอุบัติใหม่ ภัยคุกคามด้านอวกาศ อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด ปัญหาผู้อพยพ โรคระบาด และความมั่นคงของมนุษย์ โดยสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับปัญหาการก่อการร้ายโดยกลุ่มนิยมความรุนแรงที่มีแรงจูงใจทางการเมือง สังคม และเชื้อชาติ หรือได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มก่อการร้ายสากล รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนเพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพและสถาบันประชาธิปไตยของประเทศ ปัญหาการเสพยาเฟนทานิลเกินขนาดจนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 80,000 คนในห้วงปี 2567 ปัญหาอาชญากรรม เหตุกราดยิง ปัญหาคนไร้บ้าน และผู้อพยพซึ่งมีการใช้มาตรการส่งผู้อพยพที่เป็นอาชญากร และ/หรือเข้าเมืองผิดกฎหมายกลับไปยังประเทศตน หรือประเทศที่สาม ตลอดจนความแตกแยกทางการเมืองในสังคมอเมริกันที่รุนแรง ทั้งจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันจากการบริหารประเทศในปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ

       ไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและครบรอบ 193 ปี ในปี 2569 โดยลงนามในวิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับไทย (Joint Vision Statement 2020 for the U.S.-Thai Defense Alliance) อีกทั้งไทยยังเป็นพันธมิตรที่สำคัญตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เพื่อขับเคลื่อนการเป็นหุ้นส่วน การดำรงบทบาทความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ยั่งยืน การเป็นผู้นำ และส่งเสริมกลไกความมั่นคงในภูมิภาค ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เยือนไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ไทยและสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันมากขึ้นในปี 2569 ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยจะติดตามสถานการณ์และพัฒนาการความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลก เฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลจีนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ตลอดจนเพิ่มความร่วมมือผ่านความริเริ่มที่มีอยู่แล้ว และความริเริ่มใหม่ในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข และเทคโนโลยี เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ และเทคโนโลยีโทรคมนาคม การจัดตั้งศูนย์มะเร็งวิทยาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จ.ชลบุรี ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสินแร่หายาก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและโครงสร้างการให้เงินทุนช่วยเหลือต่างประเทศของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Agency for International Development-USAID) โดยประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งเน้นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดการความมั่นคงชายแดนไทย-เมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้อพยพหนีภัยการสู้รบจากเมียนมา

       ประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ได้แก่ การที่สหรัฐฯ จะยังคงกดดันไทยให้ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ และเปิดตลาดให้สินค้าและการลงทุนจากสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ มีเป้าหมายลดการขาดดุลการค้ากับไทย สหรัฐฯ จึงดำเนินมาตรการฝ่ายเดียวเป็นเงื่อนไขในการกดดันไทยให้ปรับนโยบายการค้าที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น การระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preference-GSP) ต่อสินค้าไทยบางรายการ การใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยเป็น 19% และการขึ้นอัตราภาษีบริษัทโซลาร์เซลล์ของไทยที่สหรัฐฯ พิจารณาว่ามีความเชื่อมโยงกับจีน ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ไทยกรณีปัญหาสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้แรงงานเด็กและสัตว์ จะลดลงในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์

       การดำเนินนโยบายต่อภูมิภาคที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีน การกดดันจีนในทุกมิติ และการแก้ไขสถานการณ์ในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทะเลจีนใต้ ช่องแคบไต้หวัน และภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ จะทำให้สหรัฐฯ เรียกร้องความร่วมมือจากไทยในประเด็นเหล่านี้มากขึ้นทั้งระดับทวิภาคีและในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายกดดันจีนและรัสเซียมากขึ้น ในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมือง และสิทธิมนุษยชน อาจส่งผลกระทบต่อไทยทางอ้อม จากการที่สหรัฐฯ จะติดตามความสัมพันธ์ของไทยกับจีนและรัสเซีย รวมถึงกดดันไทยให้ร่วมมือกับสหรัฐฯ มากขึ้นเช่นกัน

       สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 2 ของไทยรองจากจีน ด้วยมูลค่าการค้า 74,271 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2567 ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 18 ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในห้วง ม.ค.-ก.ย.2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 1 และขยายตัวต่อเนื่อง 28.57% เป็นมูลค่า 52,177 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6.34% มูลค่า 15,734 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 10 มูลค่า 35,616 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ขยายตัว ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลง เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ ไดโอด เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 

 

ข้อตกลงสำคัญ : หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ค.ศ.1856 (ลงนามเมื่อ 20 มี.ค.2376) หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีการค้าและพิกัด ค.ศ.1856 (29 พ.ค.2399) สนธิสัญญาทางไมตรีพาณิชย์และการเดินเรือ (13 พ.ย.2480) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค (19 ก.ย.2493) สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐฯ (29 พ.ค.2509) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดให้โทษ (28 ก.ย.2514) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (2 มิ.ย.2520) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ (7 ธ.ค.2522) สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (29 ต.ค.2525) สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (14 ธ.ค.2526) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (13 เม.ย.2527) สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา (19 มี.ค.2529) ปฏิญญาแห่งมิตรภาพเทศบาลนครอุดรธานี-นครรีโน รัฐเนวาดา (18 ธ.ค.2535) ประกาศสัมพันธภาพเทศบาลตำบลแหลมฉบัง-เมืองคาร์สันซิตี้ รัฐเนวาดา (26 ก.ค.2536) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ (8 พ.ค.2539) อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงภาษีในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้ (29 พ.ย.2539) ความตกลงการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องที่ลงนามแล้ว ได้แก่ เทศบาลนครเชียงใหม่-นครซานราฟาเอล รัฐแคลิฟอร์เนีย (13 มี.ค.2533) เทศบาลเมืองภูเก็ต-เทศบาลนครลาสเวกัส (10 ก.พ.2540) ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย (30 ก.ย.2541) การสถาปนาความสัมพันธ์เทศบาลเมืองลำพูน-เทศบาลเมืองโอรินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย (14 ธ.ค.2541) กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (14 ธ.ค.2544) ข้อตกลงกรอบการค้าและการลงทุน (TIFA) (23 ต.ค.2545) บันทึกความตั้งใจตามโครงการติดตั้งศูนย์ข้อมูลบุคคล (11 มี.ค.2547) วิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับไทย พ.ศ.2563 (พ.ย.2562) กรอบแผนงานสนับสนุนวิสัยทัศน์ร่วม พ.ศ.2563 แถลงการณ์ว่าด้วยความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน (ก.ค.2565) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการ (5 ส.ค.2567) ถ้อยแถลงต่อกรอบข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ กับไทย (26 ต.ค.2568) บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายและส่งเสริมการลงทุนต่อห่วงโซ่อุปทานสินแร่สำคัญระดับโลก (26 ต.ค.2568) ถ้อยแถลงระหว่างกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กับธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวกับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและการเปิดเผยข้อมูล (28 ต.ค.2568)

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

       นโยบายในการบริหารงานสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้มข้นมากขึ้น เพื่อรักษาสถานะมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก อีกทั้งการที่พรรครีพับลิกันมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร จะเอื้อให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถผลักดันนโยบายและกฎหมายที่สอดคล้องกับแนวทางของพรรคราบรื่นมากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภายในประเทศตามนโยบาย Make America Great Again และ America First ทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การจัดการปัญหาผู้อพยพ การสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิลและการขุดเจาะน้ำมันภายในประเทศ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ จะเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงภายในประเทศมากขึ้น จากแนวโน้มกระแสความรุนแรงในสังคมสหรัฐฯ ทั้งการใช้สื่อสังคมออนไลน์และสำนักข่าวเผยแพร่ข้อมูลสร้างความแตกแยก การปลุกกระแสค่านิยมฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายที่อาจก่อให้เกิดอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ซึ่งเกี่ยวพันนโยบายและปฏิบัติการจับกุมผู้อพยพที่เป็นอาชญากร และ/หรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย อันนำไปสู่การชุมนุมประท้วงที่มักเกิดความรุนแรง การก่อเหตุโดยลำพังโดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสต่อต้านศาสนาและเชื้อชาติ ที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องมุ่งบริหารจัดการปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก ขณะที่การก่อการร้ายยังคงเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

       เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยสถาบัน Goldman Sachs ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตประมาณ 2.1% ในห้วงปี 2568-2572 โดยได้รับปัจจัยจากมาตรการและนโยบายทางการค้า โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (tariffs) จากจีน 47% จากประเทศอื่น 10-20% ประกอบกับการผลักดันให้เกิดการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ และต่างประเทศ กลับมาสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI ที่มีศักยภาพขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในระดับสูง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีแนวโน้มสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำหนดไว้ให้เหลือ 2% ภายในปลายปี 2568 ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเร่งกดดัน Fed ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ดี ค่าครองชีพในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการดำเนินมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า และปัญหาการขาดแคลนแรงงานเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ยังคงเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก

       ด้านนโยบายต่างประเทศ สหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อรักษาบทบาทผู้นำอันดับ 1 ของโลก โดยประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้แนวทางเจรจาต่อรองระหว่างประเทศที่เอื้อประโยชน์แก่สหรัฐฯ มากที่สุด (transactional diplomacy) โดยเฉพาะการดำเนินความสัมพันธ์แบบทวิภาคีและกลุ่มพหุภาคีขนาดเล็ก (minilateralism) รวมทั้งกรอบพหุภาคีที่ไม่เป็นภาระหรือสร้างความเสียเปรียบแก่สหรัฐฯ เพื่อแสดงภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจกดดันประเทศอื่น แต่ไม่ต้องการทำสงครามจริง (Peace Through Strength) และมุ่งทำสงครามการค้ามากกว่าสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บุคคลสำคัญในรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีแนวคิดสอดคล้องกัน คือ ยุติสงคราม และแข่งขันกับจีน โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มการดำเนินนโยบายแข่งขันกับจีนในทุกมิติ เพื่อลดการขาดดุลทางการค้าและยุติการพึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจ เพิ่มแรงกดดันแก่สมาชิก NATO และหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ให้เพิ่มงบประมาณด้านการทหาร อีกทั้งเปลี่ยนแนวทางช่วยเหลือยูเครนเป็นการซื้อขายยุทโธปกรณ์ทั่วไปแทน และเจรจาหารือกับรัสเซียมากขึ้นเพื่อยุติสงครามให้เร็วที่สุด เช่นเดียวกับการสนับสนุนอิสราเอล โดยสร้างเงื่อนไขและข้อตกลงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคตะวันออกกลางกับอิสราเอลเพื่อยุติการสู้รบ รวมทั้งสกัดกั้นอิทธิพลของอิหร่าน ซึ่งจะทำให้การแข่งขันของมหาอำนาจยังคงเข้มข้น อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ จะรักษาช่องทางสื่อสารกับจีนในระดับผู้นำ พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เฉพาะอย่างยิ่งการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร

       สหรัฐฯ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทั้งความร่วมมือทวิภาคี และเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนหลักด้านความมั่นคงทั้งในและนอกภูมิภาค ได้แก่ กลุ่ม QUAD (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย) กลุ่ม AUKUS (สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย) Partnership for Global Infrastructure and Investment (PGII) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework-IPEF) ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ จะมุ่งเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาทางการค้า และเคารพบทบาทอาเซียนในการเป็นแกนกลางความมั่นคงหลักของภูมิภาค อาทิ การเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและขับเคลื่อนการเจรจาสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาและในโอกาสที่ฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2569 จะเป็นโอกาสให้สหรัฐฯ มีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น จากความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฟิลิปปินส์ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการเพิ่มพูนความร่วมมือกับเวียดนามและสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจและความมั่นคง และรับมือการขยายอิทธิพลของจีนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีแนวโน้มทวีความเข้มข้นมากขึ้น ผ่านหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong-US partnership-MUSP) และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกโดยรวม

Gallery