
ธนาคารโลก
World Bank (WB)

ธนาคารโลก
World Bank (WB)
เว็บไซต์ www.worldbank.org
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ
วันก่อตั้ง 27 ธ.ค.2488 โดยนายจอห์น เมนาร์ด เคนส์ และนายแฮร์รี่ เดกซ์เตอร์ไวท์
สมาชิก 189 ประเทศ
ประธาน นาย Ajay Banga ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)
บริษัท Mastercard และอดีตรองประธานบริษัท General Atlantic ของสหรัฐฯ โดยเข้าดำรงตำแหน่งประธาน World Bank คนที่ 14 เมื่อ 2 มิ.ย.2566 (วาระ 5 ปี)
ภารกิจ WB ชื่อเดิมคือ ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (International Bank for Reconstruction and Development-IBRD) ก่อตั้งเมื่อ 27 ธ.ค.2488 จากการประชุม United Nations Monetary and Financial Conference หรือ Bretton Woods Conference ที่เบรตตันวูดส์ สหรัฐฯ โดยมหาอำนาจในอเมริกาเหนือและยุโรปต้องการให้ WB เป็นทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติที่ให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ทั้งด้านการเงินและการให้คำปรึกษาทางวิชาการและเทคนิค รวมทั้งนำเสนอเเนวโน้มและการประเมินเศรษฐกิจโลก ประกอบด้วย 5 องค์กร ดังนี้
1.ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development-IBRD) ทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทย
2.สมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Association-IDA) ทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ เช่น ลาว มองโกเลีย กัมพูชา
3.บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation-IFC) ร่วมกับภาคเอกชนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อาทิ สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทโซลาร์ เพาเวอร์ (โคราช 1) จำกัด
4.สถาบันประกันการลงทุนแบบพหุภาคี (Multilateral Investment Guarantee Agency-MIGA) ทำหน้าที่รับประกันความเสี่ยงในการลงทุนโครงการเพื่อการพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ จากเขื่อนน้ำเทิน 2 ที่ลาว
5.International Centre for the Settlement of Investment Disputes (ICSID) ประสานงานเพื่อการลงทุนในประเทศที่มีความขัดแย้งรุนแรงและสงครามกลางเมือง (อนึ่ง ไทยเป็นสมาชิกทุกองค์กร ยกเว้นองค์กรที่ 5)
WB จะเผยแพร่รายงานประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ในช่วง เม.ย. และ ต.ค.ของทุกปี พร้อมกับเสนอแนะนโยบายในการบริหารนโยบายการเงิน และการจัดการเศรษฐกิจมหภาค
การประชุมประจำปี IMF-WB
WB จัดประชุมประจำปีร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ในห้วงตุลาคม โดยจัดประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ 2 ปี และประชุมที่ประเทศสมาชิกในปีถัดไป ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 12-18 ต.ค.2569 ซึ่งการประชุมประจำปีIMF-WB จะมีผู้แทนเข้าร่วมประชุมจากธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการพัฒนาต่าง ๆ ภาคเอกชนชั้นนำ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นท้าทายสำคัญและเร่งด่วนที่เป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจโลก รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพการเงินโลก การขจัดความยากจน การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีส่วนร่วมและการสร้างงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาด้านดิจิทัล
ที่ประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ระหว่าง 13-18 ต.ค.2568 ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวต่อเนื่อง จาก 3.2% ในปี 2568 เหลือ 3.1% ในปี 2569 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% แล้วในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 235% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (World GDP) โดยแบ่งเป็นหนี้สาธารณะ 93% กับหนี้ภาคเอกชน 143% ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นยังมีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และลดประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ในอนาคต
เอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกถึง 60% ในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 4.3% แต่เศรษฐกิจในภูมิภาคยังคงมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าและการลงทุนที่มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ดี ที่ประชุมสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายที่มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตระยะยาว เช่น การพัฒนาศักยภาพแรงงาน การลงทุนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เพื่อเพิ่มผลผลิต การรักษาวินัยการคลังเพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้สูงขึ้น ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงด้านนโยบายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
ข้อวิจารณ์ WB
WB ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งภาครัฐบาล ภาคเอกชน สถาบันวิชาการและกลุ่มนักวิจัยระหว่างประเทศ รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ต่างประเทศ ในประเด็นสำคัญ เช่น กระบวนการตัดสินใจภายในองค์กรขาดความโปร่งใสและได้รับอิทธิพลจากสมาชิกที่มีฐานะร่ำรวยมากเกินไป โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีอิทธิพลเหนือทิศทางการกำหนดนโยบายและกระบวนการให้สินเชื่อของ WB ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาหรือผู้รับสินเชื่อระดับล่างถูกลดความสำคัญลง รวมถึงเงื่อนไขการกู้ยืมที่ประเทศผู้กู้ต้องปฏิบัติตาม มักไม่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญในการพัฒนา และมุ่งเน้นการสนับสนุนเงินกู้เพื่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทข้ามชาติมากกว่าชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการมุ่งแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ เพศ และประเด็นสังคมมากเกินไป แทนที่จะยึดตามภารกิจเดิมด้านเศรษฐกิจและการเงินโดยตรง อย่างไรก็ดี แม้ WB จะมีแผนปฏิรูปเพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน (citizen engagement) หรือเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น แต่ยังมีความล่าช้าและขาดการปฏิบัติเป็นรูปธรรม ที่จะทำให้ได้รับการยอมรับจาก NGOs อย่างเพียงพอ
ความร่วมมือกับไทย
ไทยเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 48 เมื่อ 3 พ.ค.2492 และได้รับเงินกู้จาก WB ครั้งแรกเมื่อปี 2493 จำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการบูรณะรางรถไฟ โครงการปรับปรุงท่าเรือกรุงเทพฯ และโครงการพัฒนาระบบชลประทานของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย-WB ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา พัฒนาสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการพัฒนาและการให้คำปรึกษาผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาประเทศ (Country Development Partnership-CDP) โดยที่ปัจจุบัน ไทยและ WB พัฒนาแนวทางความร่วมมือในรูปแบบ Country Partnership Strategy (CPS) ซึ่งเป็นการออกรายงานประเมินการดำเนินงานของ WB ในการให้ความช่วยเหลือไทยตามยุทธศาสตร์ Thailand-World Bank Group Partnership for Development และยึดถือนโยบายของรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย
การคาดการณ์เศรษฐกิจ
WB ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัว 2% และจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือ 1.8% ในปี 2569 โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นผลจากนโยบายยกเว้นการตรวจลงตรา รวมถึงการให้ Visa on Arrival (VOA) แก่ประเทศต่าง ๆ มากขึ้น จะช่วยกระตุ้นรายได้ในภาคบริการและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ทำให้การลงทุนภาครัฐและโครงการสาธารณะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินโครงการ Digital Wallet และการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสนับสนุนการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.3% อย่างไรก็ตาม การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซา การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง รวมถึงปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีความรุนแรง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาดการณ์ จะส่งผลให้ภาคการส่งออกและภาคบริการขยายตัว อย่างจำกัด นอกจากนี้ ยังมีความเปราะบางจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่อาจทำให้ไทยเผชิญอุทกภัย ภัยแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง หากไม่มีมาตรการปรับตัวที่เพียงพอ รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จะเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569
นาย Ajay Banga
(ประธาน)
สมาชิก 188 ประเทศ
ก่อตั้งเมื่อ 27 ธ.ค.2488 โดยนายจอห์น เมนาร์ด เคนส์ และนายแฮร์รี่ เดกซ์เตอร์ไวท์
การคาดการณ์เศรษฐกิจ
สำหรับปี 2563 WB ประเมินว่า การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงที่สุดในรอบ 150 ปี ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและกระจายเป็นวงกว้าง และส่งผลให้ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการหดตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลให้กิจการและธุรกิจต้องปิดกิจการ เกิดการตกงานและการลดลงของรายได้ ทำให้สถานการณ์ความยากจนทั่วโลกถอยหลังไปอีก 5-10 ปี และ ทำให้ประชากรโลกกว่า 70-100 ล้านคน เข้าสู่ภาวะยากจนสุดขีด (Extreme Poverty)
WB เผยแพร่รายงาน “East Asia and Pacific Fall 2021 Economic Update” ประจำเดือนต.ค.2564 เมื่อ 27 ก.ย.2564 ปรับลดการประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่ 1% ซึ่งเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2564 หลังปรับลดก่อนหน้านี้ช่วงไตรมาส 2/2564 อยู่ที่ 2.2% และเมื่อไตรมาส ที่ 1/2564 อยู่ที่ 3.4% เพราะความเสียหายและบาดแผลทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของ โรค COVID-19 ครั้งล่าสุด ทำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง อีกทั้งส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำของไทยให้รุนแรงขึ้น และจะทำให้มีคนจนเพิ่มขึ้นกว่า 170,000 คนในปี 2564 ซ้ำเติมภาวะหนี้ครัวเรือนระดับสูงของไทยให้น่ากังวลมากขึ้น ขณะเดียวกัน มาตรการควบคุมโรคที่เคยประสบความสำเร็จในการแพร่ระบาดระลอกก่อนหน้า กลับใช้ไม่ได้ผลกับสายพันธุ์เดลตา อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้อย่างเข้มแข็งจากความต้องการสินค้าจากต่างประเทศที่กลับมาอย่างรวดเร็ว
WB คาดว่า เศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการฟื้นตัว (2564-2566) จึงจะกลับไปขยายตัวได้เท่ากับช่วงก่อนวิกฤตโรค COVID-19 ล่าช้ากว่าที่คาดก่อนหน้านี้ว่าจะใช้เวลา 2 ปี (2564-2565) เนื่องจาก 1) ไทยยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีน 70% ของประชากรในปี 2564 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยไทยจะฉีดวัคซีนได้ 60% ภายในปี 2564 และคาดว่าจะได้ถึง 70% ที่จะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับมาดำเนินต่อไปได้ในภายในกลางปี 2565 2) ภาคการท่องเที่ยว เครื่องจักรทางเศรษฐกิจหลักของไทยยังไม่ฟื้นตัว โดยคาดว่าทั้งปี 2564 จะมีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวผ่านโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เพียง 160,000 คน ซึ่งอุตสาหกรรมทางการท่องเที่ยวจะเดินหน้าต่อได้ ก็ต่อเมื่อไทยฉีดวัคซีนได้ 70% ในกลางปี 2565 ทั้งนี้ ในครึ่งหลังของปี 2565 WB คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามายังไทยเพียง 1.7 ล้านคน น้อยกว่าที่ไทยเคยได้รับก่อนการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ 40 ล้านคน
WB ย้ำความสำคัญของการเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชน เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสามารถเปิดประเทศได้อีกครั้ง พร้อมกับเสนอไทยให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการฉีดวัคซีนและเร่งการฉีดวัคซีน เพิ่มศักยภาพการตรวจหาเชื้อและติดตาม ผู้ติดเชื้อเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพิ่มการผลิตวัคซีนในภูมิภาค เสริมสร้างระบบสาธารณสุขท้องถิ่นปฏิรูปการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยป้องกันการชะลอตัวของเศรษฐกิจและความไม่เท่าเทียมของไทยและภูมิภาค
WB เสนอแนะว่า การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของไทยเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพราะช่วยเพิ่มโอกาสให้รัฐบาลประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มการลงทุนในระยะกลางได้ ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยยังมีความเสี่ยงต่ำ เพราะเป็นการกู้ยืมเงินในประเทศเป็นหลัก ส่วนการกู้ยืมเงินในต่างประเทศยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเน้นการออกมาตรการเยียวยาแบบเจาะจง เช่น กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มาตรการทางการเงินการคลังที่ประคับประคองกลุ่มคนยากจนและแรงงาน รวมถึงควรใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
ความร่วมมือกับไทย
ไทยเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 48 เมื่อ 3 พ.ค.2492 ได้รับเงินกู้จาก WB ครั้งแรกปี 2493 จำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการบูรณะรางรถไฟ โครงการปรับปรุงท่าเรือกรุงเทพฯ และโครงการพัฒนาระบบชลประทานของแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นตั้งแต่ปี 2545 ความสัมพันธ์ไทย-WB ก้าวหน้ามาสู่ภาคพัฒนา การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการพัฒนาและการให้คำปรึกษาผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาประเทศ (Country Development Partnership-CDP)
ปัจจุบัน ไทย และ WB พัฒนาแนวทางความร่วมมือในรูปแบบ Country Partnership Strategy (CPS) ซึ่งเป็นรายงานประเมินการดำเนินงานของ WB ในการให้ความช่วยเหลือไทยตามยุทธศาสตร์ Thailand-World Bank Group Partnership for Development และยึดนโยบายของรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย