สหราชอาณาจักร

ระบุเมื่อ 3 ก.ย.64 สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียจะแลกเปลี่ยนวัคซีน COVID-19 ตามข้อตกลงระหว่างกัน โดยสหราชอาณาจักรจะส่งมอบวัคซีน COVID-19 ของ บ.Pfizer/BioNTech ให้กับออสเตรเลีย 292,000 โดสโดยเร็วที่สุด ส่วนออสเตรเลียจะส่งคืนกลับในจำนวนเท่ากันภายในสิ้นปี 2564

ไอร์แลนด์

ระบุเมื่อ 3 ก.ย.64 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดในสหภาพยุโรป โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ห้วง 14 วันในอัตรา 500 รายต่อประชากร 100,000 ราย รองลงมาคือ ไซปรัส มีอัตราผู้ติดเชื้อ 496 รายต่อประชากร 100,000 ราย

แคนาดา

ระบุเมื่อ 3 ก.ย.64 จะผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าเมืองจากผู้เดินทางทั่วโลกที่รับวัคซีนครบโดสแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องกักตัว 14 วัน ใน 7 ก.ย.64 ซึ่งดำเนินมาตรการดังกล่าวตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด

อินเดีย

ระบุเมื่อ 3 ก.ย.64 เพิ่มรายชื่อประเทศ 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ซิมบับเว นิวซีแลนด์ บอตสวานา บังกลาเทศ มอริเชียส และแอฟริกาใต้ ที่ต้องแสดงผลตรวจหาเชื้อ COVID-19 ด้วยวิธี RT-PCR ไม่เกิน 72 ชม.ก่อนเดินทาง และต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้ออีกครั้งเมื่อเดินทางถึงอินเดีย

เกาหลีเหนือ

ระบุเมื่อ 3 ก.ย.64 จะรับมือการแพร่ระบาดโรค COVID-19 ที่รุนแรงขึ้นใน “วิถีทางของเกาหลีเหนือ” หลังจากปฏิเสธความช่วยเหลือวัคซีน COVID-19 ของ บ.Sinavac ผ่านโครงการ COVAX จำนวน 3 ล้านโดส โดยขอให้จัดส่งไปยังประเทศอื่นที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือระบุว่าจะรับวัคซีนของ บ.AstraZeneca ที่เลื่อนการส่งมอบออกไป

บรูไน

ระบุเมื่อ 2 ก.ย.64 ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ออกไปเป็น 3 ต.ค.64 จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน 4 ก.ย.64 เนื่องจากยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรค COVID-19 ได้ และโครงการฉีดวัคซีนเข็มแรกถูกเลื่อนออกไป

ฟิลิปปินส์

ระบุเมื่อ 3 ก.ย.64 อนุมัติการใช้วัคซีน COVID-19 ของ บ.Moderna กรณีฉุกเฉิน ในกลุ่มประชาชนที่มีอายุ 12-17 ปี เพิ่มเติมจากที่อนุมัติให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป หลังจากพิจารณาผลการทดลองทางคลินิคที่บริษัทยื่นอนุมัติเมื่อ 19 ส.ค.64 ว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในกลุ่มอายุดังกล่าว