ออสเตรเลีย

ระบุเมื่อ 29 พ.ย.64 ตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอน จำนวน 3 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในรัฐนิวเซาท์เวลส์ 2 ราย และรัฐนอร์เทิร์นแทริทอรี 1 ราย ซึ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้ โดยผู้ติดเชื้อได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ไม่มีอาการป่วย และอยู่ระหว่างรักษาในสถานที่กักตัว

ญี่ปุ่น

ระบุเมื่อ 29 พ.ย.64 อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอนเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการระงับการอนุญาตให้นักธุรกิจและนักศึกษาต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ

อินโดนีเซีย

ประกาศเมื่อ 28 พ.ย.64 ห้ามผู้ที่เดินทางจากซิมบับเว นามิเบีย ไนจีเรีย บอตสวานา โมซัมบิก เลโซโท เอสวาตินี และแอฟริกาใต้ เข้าประเทศ ตั้งแต่ 28 พ.ย.64 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอน

สิงคโปร์

ประกาศเมื่อ 28 พ.ย.64 เลื่อนการเปิดรับนักท่องเที่ยวในช่องทางพิเศษชนิด Vaccinated Travel Lane (VTL) ที่เดินทางมาจากกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากเดิม 6 ธ.ค.64 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังมีรายงานการตรวจพบการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอน

ฟิลิปปินส์

ประกาศเมื่อ 28 พ.ย.64 ห้ามผู้ที่เดินทางจาก 7 ประเทศยุโรป ได้แก่ ออสเตรีย เช็ก ฮังการีเนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม และอิตาลี เข้าฟิลิปปินส์ ระหว่าง 28 พ.ย.-15 ธ.ค.64 เพิ่มเติมจากคำสั่งห้ามผู้ที่เดินทางมาจาก 7 ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาเข้าฟิลิปปินส์

สหรัฐฯ

ระบุเมื่อ 28 พ.ย.64 ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงความรุนแรง และลักษณะอื่น ๆ ของเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอน แต่เชื่อว่า วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง โดยแนะนำให้ชาวอเมริกันเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ระบุเมื่อ 28 พ.ย.64 จะฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เข็มกระตุ้น ให้ประชาชนอายุ18 ปีขึ้นไป ที่ฉีดวัคซีน Sputnik-V ของรัสเซีย และวัคซีน Pfizer-BioNTech ครบสองเข็มเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ซาอุดีอาระเบีย

มีคำสั่งเมื่อ 28 พ.ย.64 ระงับเที่ยวบินขาเข้าและออกจากประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ได้แก่ คอโมโรส เซเชลส์ แซมเบีย มาดากัสการ์ มอริเชียส มาลาวี และแองโกลา เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อCOVID-19 สายพันธุ์โอไมครอน

Cyber News Report EP.7

แฮกเกอร์เจาะระบบอีเมลของ FBI แม้แต่ Booking.com ก็ถูกเจาะระบบโดยหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ประธานธิบดีสหรัฐฯ ลงนามกฏหมายห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารจากจีน จนบริษัท China Telecom ขออุทธรณ์ให้ยกเลิกคำสั่งยุติการให้บริการในสหรัฐฯ แฮ็กเกอร์แฝงในระบบการประปาของออสเตรเลียโดยไม่ถูกตรวจพบกว่า 9 เดือน และมัลแวร์ PhoneSpy แพร่ระบาดในเกาหลีใต้ บริษัทด้านเภสัชกรรมชั้นนำในยุโรปมีช่องโหว่ด้านเว็บแอปพลิเคชันจำนวนมาก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ปิดเว็บไซต์บริการขอหนังสือเดินทางเพื่ออะไร หาคำตอบได้ใน Cyber News Report EP.7

มีมกับการเมืองเรื่องการช่วงชิงความหมาย

มีม (meme) มาจากคำกรีกคือ “mimema” ที่แปลว่าการเลียนแบบ ส่วน “อินเทอร์เน็ต มีม” คือการที่สาธารณชนใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางเผยแพร่แนวคิดหรือเรื่องราวที่สร้างขึ้นมาเพื่อล้อเลียน โดยมากจะหวังผลในเชิงขำขัน อารมณ์ขันและการเมืองเป็นของคู่กันมานาน ในมิติหนึ่งคือการเป็นเครื่องมือที่ผู้อยู่ใต้อำนาจใช้เป็นเครื่องมือยั่วแหย่ท้าทายผู้มีอำนาจเหนือกว่า โดยเฉพาะในสังคมที่โครงสร้างอำนาจมีความเหลื่อมล้ำกันมาก และผู้อยู่ข้างล่างถูกกดขี่ไม่เหลือช่องทางแสดงออก ทำให้ “อารมณ์ขัน” ที่ฉาบเคลือบด้วยท่าทีไม่จริงจัง เป็นข้ออ้างสำหรับใช้เป็นช่องทางท้าทายผู้มีอำนาจ ตัวอย่างในบริบทของไทยเช่น ตัวตลกในโขนมักจะใช้ไหวพริบหยิบเอาเหตุบ้านการเมืองมาล้อเลียนเพื่อสร้างความขบขัน หรือในบริบทของตะวันตกคือการ์ตูนการเมืองที่อยู่คู่หน้าหนังสือพิมพ์ทุกสมัย ด้วยความที่มีมเป็นเรื่องของอารมณ์ขันและการล้อเลียน มีมจึงถูกเอามาใช้ในทางการเมืองเช่นกัน โดยเฉพาะในหมู่คนที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ต (digital native) และรับรู้ข่าวสารทางการเมืองผ่านอินเทอร์เน็ต จึงแสดงออกทางการเมืองผ่านช่องทางใกล้ตัวคืออินเทอร์เน็ต และผ่านเครื่องมือที่ช่ำชองอย่างมีม (หลังสะสมความชำนาญการใช้มีมในสารพัดวงการบันเทิง) มีมทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นการย่อยสารของวงการการเมืองที่มีภาพลักษณ์ของความเคร่งเครียด ให้กลายเป็นเรื่องเบา ๆ และเข้าถึงคนหมู่มากได้ง่ายขึ้น บทบาทของมีมจึงขยายไกลไปจากเรื่องตลก ไปสู่การเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไปจนถึงใช้เป็นเครื่องมือผลิตซ้ำและเผยแพร่ความคิดทางการเมืองที่ต้องการให้เป็นค่านิยมหลักของสังคม ซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือก (หรือไม่เลือก) ในลำดับถัดไป พลังอำนาจทางการสื่อสารของมีมดังที่กล่าวข้างต้น จึงเป็นความท้าทายของนักการเมืองว่าจะจัดการกับมีมเช่นใด มีมที่ทรงพลังมักจะเป็นมีมแบบ bottom-up ที่ชาวเน็ตสร้างขึ้นมาและช่วยกันส่งต่อจนมันเติบโตเองตามธรรมชาติ (ส่วนมีมแบบ top-down ที่จงใจสร้างให้เป็น viral มักจะออกมาประหลาดและประดักประเดิด) โดยมากจุดเริ่มต้นของมีมทางการเมืองมักเริ่มต้นจากการที่ชาวเน็ตหยิบเอานักการเมืองมาล้อเลียน ซึ่งแน่นอนว่าการล้อเลียนก็จะเกี่ยวพันกับเรื่องแง่ลบอย่าง “ความตลก” “ปมด้อย”…