![]()
เมืองหลวง ซันติอาโก
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ เป็นแนวยาวทอดตัวระหว่างแนวเทือกเขาแอนดีสกับมหาสมุทรแปซิฟิกในแนวตั้ง พื้นที่ 756,102 ตร.กม. ขนาดใหญ่กว่าไทย 0.6 เท่า แบ่งเป็นพื้นดิน 743,812 ตร.กม. พื้นน้ำ 12,290 ตร.กม. เขตแดนของชิลียังรวมเกาะ Juan Fernández, Salas y Gómez และ Desventuradas ในมหาสมุทรแปซิกฟิก และเกาะ Easter Island ใน Oceania รวมถึงพื้นที่ประมาณ 1,250,000 ตร.กม. ในแอนตาร์กติกา ตามที่ระบุในสนธิสัญญา the Antarctic Treaty
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับเปรู (168 กม.)
ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก (6,435 กม.)
ทิศตะวันออก ติดกับโบลิเวีย (942 กม.)
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ. ติดกับอาร์เจนตินา (6,691 กม.)
ทิศใต้ จรด Drake Passage (พื้นที่ระหว่างแหลม Horn กับหมู่เกาะ South Shetland Islands ในแอนตาร์กติกา
ภูมิประเทศ มีลักษณะเป็นแผ่นดินแคบ ๆ ทอดเป็นระยะทางยาว 4,329 กม. เลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยด้านกว้างของประเทศไม่มีส่วนใดมีพื้นที่กว้างเกิน 240 กม. ด้านตะวันออกมีเทือกเขาแอนดีสทอดยาวจากเหนือจรดใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแคบ ๆ ทางเหนือพื้นที่จะค่อย ๆ สูงขึ้นและแห้งแล้งมากขึ้น จนบรรจบทะเลทราย Atacama ซึ่งมีแร่ทองแดงและไนเตรต พื้นที่ภาคกลางเป็นหุบเขายาวที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำ Biobio ไหลผ่าน พื้นที่ตอนใต้เป็นป่าดึกดำบรรพ์ ทะเลสาบ ภูเขาไฟ ชายฝั่งทะเลมีเกาะขนาดเล็กจำนวนมาก
วันชาติ 18 ก.ย. (วันประกาศเอกราชจากสเปนเมื่อ 18 ก.ย.2353)

นายกาเบรียล โบริก
(ประธานาธิบดีชิลี)
ประชากร 20.206 ล้านคน (ข้อมูลสถาบันสถิติแห่งชาติชิลี เมื่อ มิ.ย.2568) ประกอบด้วย คนยุโรปและ
คนเชื้อสายผสมระหว่างยุโรปกับคนอินเดียนพื้นเมือง 88.7% คนพื้นเมืองเชื้อสายมาปูเช (Mapuche) 8.8% และเชื้อสายไอเมรา (Aymara) 1.0% คนอินเดียนพื้นเมืองอื่น ๆ 1.5% (ผลสำรวจสำมะโนประชากรของสถาบันสถิติแห่งชาติชิลีปี 2567) อัตราส่วนของประชากรจำแนกตามอายุ : อายุ 0-14 ปี 19.1% อายุ 15-64 ปี 67.3% และมากกว่า 64 ปี 13.6% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวม 80.03 ปี : เพศชาย 77.3 ปี เพศหญิง 83.3 ปี อัตราการเกิด 12.4 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 6.6 คน ต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเติบโตของประชากร 0.61% (ข้อมูลประมาณการปี 2567 จาก CIA World Factbook)
ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 57% โปรเตสแตนต์และนิกาย Evangelical 16.2% ไม่นับถือศาสนา 25.7% คริสต์นิกายอื่น 1.1% ศาสนาอื่น ๆ (เช่น พุทธ อิสลาม ยูดาห์) และไม่มีศาสนา น้อยกว่า 1% (ข้อมูลประมาณการปี 2567 จาก CIA World Factbook)
ภาษา ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาท้องถิ่นของคนอินเดียนพื้นเมือง เช่น ภาษา Mapudungun (ใช้ในพื้นที่ทางตอนใต้) ภาษา Quechua ภาษา Aymara (ใช้ในพื้นที่ตอนเหนือของเทือกเขาแอนดีส) และภาษา Rapa Nui (ใช้บนเกาะ Easter ในภูมิภาคโอเชียเนีย)
การศึกษา ประชากรตั้งแต่อายุ 15 ปี สามารถอ่านออกและเขียนได้ อัตราการรู้หนังสือ 97% การศึกษาแบ่งเป็น 4 ระดับคือ 1) ก่อนวัยเรียน 2) ประถมศึกษา 3) มัธยมศึกษา ซึ่งแบ่งเป็นด้านวิชาการและ
ด้านเทคนิค และ 4) มหาวิทยาลัย การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่ระดับประถม-มัธยม รวม 16 ปี
การก่อตั้งประเทศ คำว่า ชิลี (Chile) น่าจะมาจากภาษาอินคา พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ นานกว่า 18,500 ปี แต่ชาวอินเดียนพื้นเมืองเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อประมาณ 10,000 ปีที่ผ่านมา ในเขตหุบเขาและชายฝั่งทะเล ชนเผ่าอินคาขยายอิทธิพลเข้ามาทางตอนเหนือของชิลีในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่ชาวสเปนจะเข้ามาเมื่อปี 2063 ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่มาถึงชิลีนำโดยนาย Ferdinand Magellan พบเส้นทางเดินเรือผ่านภาคใต้ของชิลีที่ the Strait of Magellan ต่อมานาย Diego de Almagro และคณะเดินทางมายังชิลีเพื่อค้นหาทองคำ แต่ชิลีกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสเปนช่วงศตวรรษที่ 16 เมื่อนาย Pedro de Valdivia พบพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือซันติอาโก เมื่อ 12 ก.พ.2084 และพบว่าชิลีมีศักยภาพด้านการเกษตรกรรม ชิลีได้รับ เอกราชจากสเปนเมื่อ 18 ก.ย.2353 ซึ่งถือเป็นวันชาติของชิลี เมื่อปี 2387 ตั้งสาธารณรัฐชิลี เมืองหลวงอยู่ที่ซันติอาโก
การเมือง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ ฉบับปี 2523 แต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อปี 2548 ที่แก้ไขให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น การลดบทบาทของทหารในการเมือง และการจำกัดอำนาจบางส่วนของประธานาธิบดี อย่างไรก็ดี หลังจากเกิดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนทั่วประเทศเมื่อปี 2562 จากความไม่พอใจปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่สะสมมานานหลายสิบปี และมีการเรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลชิลีจึงจัดการลงประชามติ เมื่อ 25 ต.ค.2563 เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ (ประมาณ 80%) เห็นชอบ
รัฐบาลชิลีเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2564 อาทิ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ พ.ค.2564 และใช้เวลาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนแล้วเสร็จ โดยมีเนื้อหาหลักในประเด็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการทำแท้ง การมีตัวแทน
ชนพื้นเมืองในการจ้างงานและการเมือง รวมทั้งประกาศให้ชิลีเป็นรัฐพหุชนชาติที่ตระหนักถึงสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของชนพื้นเมือง จากนั้นได้จัดการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อ 4 ก.ย.2565 ผลปรากฏว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านประชามติ โดยมีประชาชนลงมติคัดค้าน 61.9% และเห็นชอบ 38.1% บ่งชี้ความกังวลของประชาชนต่อบทบาทของชนพื้นเมือง โดยเฉพาะด้านการเมือง อาจทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ
ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีชิลีเป็นประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้งโดยตรงวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี และไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ติดต่อกันได้ในสมัยที่ 2 มีอำนาจแต่งตั้ง ครม. การเลือกตั้งประธานาธิบดีชิลีครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 16 พ.ย.2568 ซึ่งในการเลือกตั้งรอบแรก แต่ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% จึงต้องจัดการเลือกตั้งรอบสอง (Runoff) เมื่อ 14 ธ.ค.2568 โดยนายโฆเซ อันโตนิโอ กัสต์ (อายุ 60 ปี/ปี 2569) สังกัดพรรค Republican Party of Chile (PRC) ซึ่งมีแนวคิดขวาจัด ชนะการเลือกตั้งและมีกำหนดเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ใน 14 มี.ค.2569
ฝ่ายนิติบัญญัติ : มี 2 สภา คือ 1) วุฒิสภา มีสมาชิก 50 คน วาระ 8 ปี มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ใช้ระบบสัดส่วนแบบภูมิภาค (16 ภูมิภาค แต่ละภูมิภาคมีจำนวนวุฒิสมาชิกตามจำนวนประชากร) โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวนกึ่งหนึ่งทุก 4 ปี และ 2) สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 155 คน วาระ 4 ปี มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ใช้ระบบสัดส่วนแบบเขตเลือกตั้ง (28 เขตเลือกตั้ง) ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดจัดขึ้นเมื่อ 21 พ.ย.2568
ฝ่ายตุลาการ : ศาลฎีกา (ประกอบด้วยประธานศาล 1 คน และสมาชิก 20 คน) ผู้พิพากษาได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา วาระดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ 75 ปี ศาลรัฐธรรมนูญ (ประกอบด้วยสมาชิก 10 คน ประธานาธิบดีแต่งตั้ง 3 คน ศาลฎีกาเสนอ 3 คน รัฐสภาเลือก 2 คน และวุฒิสภาเลือก 2 คน) วาระดำรงตำแหน่ง 9 ปี ศาลเลือกตั้ง (ประกอบด้วยสมาชิก 5 คน) สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายที่ได้รับการแต่งตั้ง นอกจากนี้ ยังมีศาลพิเศษอื่น ๆ เช่น ศาลทหาร ศาลตำรวจท้องที่ และศาลคดีต่าง ๆ เช่น คดีครอบครัว แรงงาน ภาษีศุลกากร และสิ่งแวดล้อม
พรรคการเมืองสำคัญ (ข้อมูลเมื่อปี 2568) : แนวร่วมพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย-ซ้ายกลาง Broad Front Coalition หรือ Frente Amplio (FA) ประกอบด้วยพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็ก เช่น Revolución Democrática (RD) Convergencia Social (CS) และ Comunes มีนายกาเบรียล บอริก (ประธานาธิบดีชิลี ปี 2565-2569) ซึ่งสังกัดพรรค CS เป็นแกนนำแนวร่วม Liberal Party (PL) แนวคิดกลาง-ซ้าย มีนาย Íñigo Errejón เป็นหัวหน้า Communist Party of Chile (PC) แนวคิดซ้ายจัด มีนาย Lautaro Carmona Soto เป็นประธาน และนาง Barbara Figueroa เป็นเลขาธิการ Green Ecologist Party แนวคิดกลาง-ซ้าย มี น.ส. Catalina San Martín เป็นหัวหน้า Radical Social Democratic Party (PRSD) แนวคิดกลาง-ซ้าย มีนาย Leonardo Cubillos Ramírez เป็นหัวหน้า Party for Democracy (PPD) แนวคิดซ้ายกลาง มีนาง Natalia Piergentili เป็นหัวหน้า Christian Democratic Party (PDC) แนวคิดกลาง-ขวากลาง มีนาย Matías Walker เป็นหัวหน้า แนวร่วมพรรคการเมืองฝ่ายกลางขวา-ขวา Let’s Go Chile Coalition หรือ Chile Vamos มีพรรคการเมืองหลักคือ Independent Democratic Union (UDI) มีนาย Javier Macaya เป็นหัวหน้า National Renewal (RN) มีนาย Francisco Chahuán เป็นหัวหน้า และ Political Evolution (EVOPOLI) มีนาย Juan Manuel Santa Cruz เป็นหัวหน้า Republican Party of Chile (PRC) แนวคิดขวาจัด มีนายโฆเซ อันโตนิโอ กัสต์ (ประธานาธิบดีชิลี ปี 2569-2572) เป็นหัวหน้า
กลุ่มกดดันทางการเมือง : กลุ่ม Roman Catholic Church กลุ่มสหภาพแรงงานใหญ่ 5 กลุ่ม และนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
เศรษฐกิจ ชิลีมีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี โดยการค้าระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เป็นมิตรกับนักลงทุน เปิดกว้าง โปร่งใส และคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ ยังใช้ยุทธศาสตร์การจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements-FTA) เป็นนโยบายการค้าหลักเพื่อขยายการส่งออก ทำให้ชิลีดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก
ภาคการส่งออกมีมูลค่า 1 ใน 3 ของ GDP สินค้าส่งออกหลัก คือ ทองแดง ซึ่งชิลีเป็นผู้ผลิตทองแดงอันดับ 1 ของโลก รองลงมา ได้แก่ สินแร่และโลหะอื่น ๆ ผลไม้ ปลาและอาหารทะเล และเยื่อไม้สำหรับใช้ทำกระดาษ ส่วนสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสื่อสาร
ชิลีลงนามความตกลงทางการค้าทั้งสิ้น 34 ฉบับ ครอบคลุมคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ ซึ่งความตกลงทางการค้าเหล่านี้ รวมถึง FTA เต็มรูปแบบ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Association Agreements-EAP) และความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Agreements-ECA) โดยชิลีลงนาม FTA กับประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น สหรัฐฯ เม็กซิโก แคนาดา จีน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไทย เวียดนาม สหภาพยุโรป (European Union-EU) และกลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาตอนใต้ (Common Market of the South หรือ Mercosur) นอกจากนี้ ยังลงนามเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership-CPTPP) หรือชื่อเดิมคือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement-TPP) เมื่อ ต.ค.2558
นอกจากนี้ ชิลีมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนบก ที่สำคัญ คือ แอ่งแมกกาลานส์ (Magallanes Basin) บริเวณตอนใต้ของประเทศ โดยมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้ว ประมาณ 150 ล้านบาร์เรล (ประมาณการปี 2564) กำลังการผลิตวันละประมาณ 11,000 บาร์เรล (ประมาณการปี 2566) ซึ่งใช้บริโภคภายในประเทศทั้งหมด ส่วนก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้ว 97,976 ล้านลูกบาศก์เมตร (ประมาณการปี 2564) กำลังการผลิตวันละ 1,362 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งออกวันละ 39 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เหลือใช้บริโภคภายในประเทศทั้งหมด (ข้อมูลประมาณการปี 2566 จาก CIA World Factbook)
สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : เปโซชิลี (Chilean Peso-CLP)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 925 CLP
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 CLP : 0.035 บาท (พ.ย.2568)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) : 391 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2569 ของ IMF)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 2.35%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 19,258 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อ : 3%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 13,913 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการว่างงาน : 7.49%
แรงงาน : 10.08 ล้านคน (ประมาณการปี 2567 ของธนาคารโลก)
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำ : 44,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ได้ดุลการค้า 14,813 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลเมื่อปี 2567 ขององค์การการค้าโลก)
มูลค่าการส่งออก : 99,093 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : แร่ทองแดง ทองแดงบริสุทธิ์ เชอร์รี่สด ลิเทียมคาร์บอเนต ผลิตภัณฑ์จากปลา กระดาษและเยื่อกระดาษ แร่โมลิบดีนัมผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยความร้อน (ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า)
คู่ค้าสำคัญ : จีน 38.2% สหรัฐฯ 15.7% สหภาพยุโรป (EU) 8.8% ญี่ปุ่น 8.6% เกาหลีใต้ 4.7% อินเดีย 2.6% เม็กซิโก 1.8% เปรู 1.5% และแคนาดา 1.2%
มูลค่าการนำเข้า : 84,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : น้ำมันแปรรูปและผลิตภัณฑ์ น้ำมันดิบ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสื่อสาร เนื้อวัวสดแช่เย็น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อขนส่งบุคคลน้อยกว่า 10 คน รถยนต์สำหรับขนส่งสินค้า ผลิตภัณฑ์ยา ก๊าซธรรมชาติ
คู่ค้าสำคัญ : จีน 24.9% สหรัฐฯ 18.9% สหภาพยุโรป (EU) 12.7% บราซิล 8.8% อาร์เจนตินา 8.5% ญี่ปุ่น 2.5% เปรู 2.5% เม็กซิโก 2.3% และเกาหลีใต้ 2.0%
การทหาร เมื่อปี 2567 ชิลีใช้งบประมาณด้านการทหาร 4,139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.26% ของ GDP)กองทัพแห่งชาติของชิลีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหม มีชื่อเป็นทางการว่า Fuerzas Armadas de Chile (ภาษาสเปน) กองบัญชาการอยู่ที่กรุงซันติอาโก (เมืองหลวง) ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง มีกำลังพลรวมประมาณ 68,500 คน กำลังพลสำรองประมาณ 19,100 คน และกองกำลังกึ่งทหาร 44,700 คน
ทบ. มีกำลังพลประจำการ 37,650 คน ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถถังหลัก (MBT) รุ่น Leopard 1V จำนวน 30 คัน รุ่น Leopard 2A4 จำนวน 140 คัน รถทหารราบ (IFV) รุ่น Marder 1A3 จำนวน 173 คัน และรุ่น YPR-765 PRI จำนวน 18 คัน รถสายพานหุ้มเกราะลำเลียงพล (APC/T) รุ่น M113A1/A2 จำนวน 306 คัน รถล้อยางหุ้มเกราะลำเลียงพล (APC/W) รุ่น Piranha 6×6 จำนวน 121 คัน และรุ่น Piranha 8×8 จำนวน 18 คัน ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน แบบ self-propelled (SP) รุ่น M109A3 จำนวน 27 กระบอก รุ่น M109A5+ จำนวน 24 กระบอก แบบลากจูง รุ่น M101 จำนวน 87 กระบอก รุ่น Model 56 pack howitzer จำนวน 104 กระบอก และรุ่น M-71 จำนวน 48 กระบอก ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (MRL) รุ่น LAR-160 จำนวน 12 ชุด เครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) ขนาดและรุ่นต่าง ๆ รวม 1,099 กระบอก เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (TPT) รุ่น AS532AL Cougar จำนวน 8 เครื่อง รุ่น AS532Ale Cougar จำนวน 2 เครื่อง รุ่น SA330 Puma จำนวน 2 เครื่อง รุ่น H125 Ecureuil จำนวน 4 เครื่อง และรุ่น AS355F Ecureuil II จำนวน 1 เครื่อง ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ (SAM) แบบระยะประชิด (Point-defence) รุ่น Mistral (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนต่อสู้อากาศยาน (GUNS) แบบ self-propelled (SP) รุ่น Piranha/TCM-20 จำนวน 17 กระบอก และแบบลากจูง รุ่น TCM-20 จำนวน 24 กระบอก
ทร. มีกำลังพลประจำการ 19,800 คน (รวมกำลังพลกองบิน ทร.ประมาณ 600 คน นาวิกโยธินประมาณ 3,600 คน และหน่วยยามชายฝั่งซึ่งไม่ปรากฏข้อมูลกำลังพล) ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือดำน้ำพิฆาตเรือผิวน้ำเครื่องยนต์ดีเซลและไฟฟ้า (SSK) ชั้น O’Higgins แบบ Scorpene (ออกแบบโดยฝรั่งเศส/สเปน) จำนวน 2 ลำ และชั้น Thomson แบบ Type-209/1400 (ออกแบบโดยเยอรมนี) จำนวน 2 ลำ เรือฟริเกตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี (FFGHM) ชั้น Almirante Cochrane (เดิมคือ เรือชั้น Type-23 ของสหราชอาณาจักร) 3 ลำ ชั้น Almirante Latorre (เดิมคือ เรือชั้น Type FFG-7 ของสหรัฐฯ) 2 ลำ และชั้น Almirante Williams (เดิมคือ เรือชั้น Broadsword Type-22 ของสหราชอาณาจักร) 1 ลำ เรือตรวจการณ์และเรือรบชายฝั่งประเภทต่าง ๆ รวม 12 ลำ เรืออู่ยกพลขึ้นบก (LPD) ชั้น Sargento Aldea (เดิมคือ เรือชั้น Foudre ของฝรั่งเศส) 1 ลำ เรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง (LSM) ชั้น Elicura จำนวน 1 ลำ เรือยกพลขึ้นบรรทุกยานพาหนะและมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (LST) ชั้น Maipo (เดิมคือ เรือชั้น Batral ของฝรั่งเศส) 2 ลำ เรือส่งกำลังบำรุงและสนับสนุน ชั้นต่าง ๆ รวม 11 ลำ
กองบิน ทร. มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินปราบเรือดำน้ำ (ASW) รุ่น C295 Persuader จำนวน 2 เครื่อง และรุ่น P-3ACH Orion จำนวน 2 เครื่อง เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล (MP) รุ่น C295MPA Persuader จำนวน 1 เครื่อง และรุ่น EMB-111 Bandeirante จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบินลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ (ISR) รุ่น P-68 จำนวน 7 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ (ASW) รุ่น AS532SC Cougar จำนวน 5 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนทางทะเลและโจมตี (MRH) รุ่น AS365 Dauphin จำนวน 8 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ รวม 11 เครื่อง และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ (AShM) รุ่น AM39 Exocet (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ส่วนนาวิกโยธิน มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถถังเบา (LT TK) รุ่น 15 FV101 Scorpion จำนวน 15 คัน รถรบทหารราบ (IFV) รุ่น NZLAV จำนวน 22 คัน (เป็นรถหุ้มเกราะล้อยางดัดแปลงจากรถของนิวซีแลนด์) รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ (APC) แบบล้อยาง (W) รุ่น MOWAG Roland จำนวน 25 คัน ปืนใหญ่ลากจูง ขนาด 105 มม. รุ่น KH-178 จำนวน 7 กระบอก และขนาด 155 มม. รุ่น M-71 จำนวน 16 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด (MOR) จำนวน 16 เครื่อง ระบบขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ (AShM) รุ่น MM38 Exocet (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน (SAM) แบบป้องกันระยะประชิด (Point-defence) รุ่น M998 Avenger จำนวน 4 ชุด รุ่น M1097 Avenger จำนวน 10 ชุด
ทอ. มีกำลังพลประจำการ 11,050 คน ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ (FTR) รุ่น F-5E Tigre III+ จำนวน 10 เครื่อง และรุ่น F-5 Tiger III+ จำนวน 2 เครื่อง รุ่น F-16AM Fighting Falcon จำนวน 29 เครื่อง และรุ่น F-16BM Fighting Falcon จำนวน 7 เครื่อง เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน (FGA) รุ่น F-16C Block 50 Fighting Falcon จำนวน 6 เครื่อง และรุ่น F-16D Block 50 Fighting Falcon จำนวน 4 เครื่องเครื่องบินลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ (ISR) รุ่น Cessna O-2A จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบินตรวจจับภัยคุกคามทางอากาศระยะไกลและสั่งการควบคุมการรบทางอากาศ (AEW&C) รุ่น E-3D Sentry จำนวน 2 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ (TKR) รุ่น KC-135 Stratotanker จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศและลำเลียง (TKR/TPT) รุ่น KC-130R Hercules จำนวน 2 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ 33 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์โจมตีและลาดตระเวนทางทะเล (MRH) รุ่น Bell 412EP Twin Huey จำนวน 12 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ รวม 25 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ (ISR) รุ่น Hermes 900 จำนวน 3 เครื่อง ระบบขีปนาวุธนำวิถีพื้นสู่อากาศ (SAM) ระยะใกล้ รุ่น Crotale จำนวน 5 ชุด และรุ่น NASAMS จำนวน 12 ชุด
ความสัมพันธ์ไทย-ชิลี
ไทยกับชิลีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ 29 ต.ค.2505 โดยมีความสัมพันธ์ราบรื่นและเป็นไปด้วยดีมาตลอด โดยไทยเปิด สอท. ณ กรุงซันติอาโก (มีเขตอาณาครอบคลุมชิลี ปานามา เอลซัลวาดอร์ และคอสตาริกา) และจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก เมื่อ เม.ย.2537 ขณะที่ชิลีเปิด สอท. ณ กรุงเทพฯ เมื่อ ก.ค.2524 และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ชิลีประจำประเทศไทย และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ชิลี ณ จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งย้ายสำนักงานใหญ่ของสำนักงานส่งเสริมการส่งออก (คณะกรรมาธิการการค้าชิลี หรือ ProChile) จากเวียดนาม มายังกรุงเทพฯ เมื่อปี 2555
ไทยกับชิลีแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันเป็นครั้งคราว โดยครั้งสำคัญหลังสุดเป็นการเยือนไทยของประธานาธิบดีกาเบรียล บอริก (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2564-2568) เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ระหว่าง 16-19 พ.ย.2565 ส่วนกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับชิลี ที่สำคัญ คือ การประชุมปรึกษาหารือทางการเมือง (Political Consultations-PC) ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย โดยการประชุมฯ ครั้งหลังสุดเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งชิลีเป็นเจ้าภาพ เมื่อ 6 ส.ค.2567 นอกจากนี้
ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือในระดับรัฐสภา โดยฝ่ายไทยจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาระหว่างไทยกับชิลี เมื่อปี 2540 ขณะที่ฝ่ายชิลีจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพดังกล่าวเช่นกัน เมื่อปี 2553
ด้านเศรษฐกิจ ชิลีซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ในลาตินอเมริกา (รองจากบราซิล เม็กซิโก อาร์เจนตินา และโคลอมเบีย) เป็นหนึ่งในเป้าหมายนโยบายตลาดใหม่ และเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ของไทยในลาตินอเมริกา โดยมีความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี (Thailand-Chile Free Trade Agreement-TCFTA) ที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อ 4 ต.ค.2556 เป็นกลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 5 พ.ย.2558 ทำให้ภาษีสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ (กว่า 90%) ระหว่างสองประเทศ ลดเหลือ 0% ทันที ส่วนสินค้าที่เหลือซึ่งเป็นสินค้าอ่อนไหว (Sensitive List) ทยอยลดภาษีลงจนเหลือ 0% ภายใน 3-8 ปี ปัจจุบันภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายการภายใต้ TCFTA ลดเหลือ 0% แล้วตั้งแต่ 1 ม.ค.2566 นอกจากนี้ ไทยยังสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement-DEPA) ซึ่งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือและลดอุปสรรคทางการค้าดิจิทัล ระหว่างสมาชิกที่ประกอบด้วย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และชิลี ขณะที่ภาคเอกชนไทยกับชิลี จัดตั้งกลไกส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย คือ สภาธุรกิจไทย-ชิลี (Thai-Chilean Business Council-TCLBC) และสภาธุรกิจชิลี-ไทย (Chilean-Thai Business Council-CLTBC) ตั้งแต่ปี 2557
ชิลีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทยในลาตินอเมริกา เมื่อปี 2567 โดยมีมูลค่าการค้า 1,206.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (42,649.09 ล้านบาท) ไทยส่งออก 493.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (17,303.41 ล้านบาท) และนำเข้า 713.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25,345.68 ล้านบาท) ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า มูลค่า 219.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,042.26 ล้านบาท) ขณะที่ห้วง ม.ค.-ก.ย.68 การค้าระหว่างไทย-ชิลี มีมูลค่า 903.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (30,124.33 ล้านบาท) ไทยส่งออก 421.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (16,205.79 ล้านบาท) และนำเข้า 481.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25,345.68 ล้านบาท)
สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป
การลงทุนระหว่างไทยกับชิลี ที่ผ่านมายังน้อยมาก ปัจจุบันมีบริษัท Magotteaux ภายใต้ Sigdo Koppers Group ซึ่งผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของชิลี เข้ามาลงทุนในไทย ด้านอุตสาหกรรมผลิตลูกบดโลหะและชิ้นส่วนหม้อบดสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และซีเมนต์ โดยจัดตั้งบริษัท Magotteaux ประเทศไทย เมื่อปี 2533 และตั้งโรงงานแห่งแรกที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี มูลค่าลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท เริ่มการผลิตครั้งแรก เมื่อปี 2535
ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2567 มีชาวชิลีเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย รวม 17,178 คน และห้วง ม.ค.-ต.ค.2568 มีจำนวนรวม 13,722 คน (ข้อมูลเมื่อ พ.ย.2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ส่วนชาวไทยในชิลี มีประมาณ 81 คน (ข้อมูลเมื่อ ก.พ.2568 กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ)
ความร่วมมือทางวิชาการ ไทยกับชิลีมีความร่วมมือทางวิชาการทั้งในระดับทวิภาคีและไตรภาคี ในด้านทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายมีการประชุม Thailand – Chile Technical Cooperation Programme (TCTCP) เป็นกลไกสำคัญในการหารือเกี่ยวกับแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-ชิลี ระยะ 3 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำแผนงานความร่วมมือฯ ฉบับใหม่ ขณะที่ด้านไตรภาคี ชิลีเป็นประเทศแรกในลาตินอเมริกา
ที่ไทยมีความร่วมมือระดับไตรภาคีด้วย (ไทย-ชิลี-อาเซียน) โดยทั้งสองฝ่ายดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกและทำธุรกิจการเกษตรสำหรับพืชควินัวในไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 และขยายผลไปสู่การดำเนินโครงการ ร่วมกับประเทศอื่นในอาเซียน นอกจากนี้ ไทยสนใจเรียนรู้และสานต่อความร่วมมือกับชิลีในสาขาดาราศาสตร์ การส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (startup) การส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานทดแทน ซึ่งชิลีมีความเชี่ยวชาญ
ความร่วมมือพหุภาคี ชิลีเป็นมิตรประเทศที่สนับสนุนไทยด้วยดีในกรอบสหประชาชาติ อีกทั้งไทยและชิลีมีความร่วมมือที่ดีในกรอบเอเปค เวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา (Forum for East Asia-Latin America Cooperation-FEALAC) และกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance-PA) ซึ่งชิลีเป็นรัฐสมาชิกและไทยเป็นรัฐผู้สังเกตการณ์ นอกจากนี้ ชิลีเป็นอัครภาคีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) ตั้งแต่ปี 2559 และได้รับสถานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (Development Partner) ของอาเซียน เป็นประเทศแรกจากภูมิภาคลาตินอเมริกา ตั้งแต่ปี 2562
ข้อตกลงไทย-ชิลีที่สำคัญ ได้แก่ ความตกลงทางการค้า (ปี 2524) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ
ทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (ปี 2539) ความตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อสนเทศเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปี 2531) ความตกลงเพื่อการยกเว้นการตรวจลงตราแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ปี 2532) ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี หรือ TCFTA (4 ต.ค.2556) ความตกลงด้านวิชาการระหว่างสถาบันวิจัยการเกษตรของชิลี กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (17 ต.ค.2559) ความตกลงด้านวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัย Arturo Prat ของชิลี กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ปี 2560) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างศาลรัฐธรรมนูญไทยกับศาลรัฐธรรมนูญชิลี (ปี 2561) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น ระหว่างสำนักงานนวัตกรรมไทยกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจชิลี (8 ม.ค.2562)




















