ประเทศญี่ปุ่นในกระแสโลก

หากนับย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 15-20 ปีก่อน เราคงจะได้เห็นตัวร้ายในหนังฮอลลีวูดที่เป็นมหาอำนาจแห่งเทคโนโลยีเดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันชื่อของประเทศญี่ปุ่นเริ่มหายไป กลับกลายเป็นจีนหรือเกาหลีเหนือแทน และเมื่อภาพยนตร์เป็นตัวสะท้อนประเด็นสำคัญของโลก แสดงว่ากระแสความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีทางด้านญี่ปุ่นเริ่มจางหายไปแล้วจริงหรือไม่? หรือบ่งบอกได้ว่า ความน่าสนใจของประเทศญี่ปุ่นต่อชาวโลกนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เปิดอุโมงค์ลงสู่โลกใต้ดิน

  รู้หรือไม่ว่าทั่วโลกมีอุโมงค์อยู่มากมายหลายแห่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางภูเขาที่ขวางกั้นลดระยะเวลาการเดินทาง การหลบภัยใต้ดิน เป็นสถานีทดลอง เป็นที่เก็บทรัพยากร ระบายน้ำ และเป็นที่เก็บน้ำ ในอดีต มนุษย์ยุคหินเก่า (10,000 ปีก่อนปัจจุบัน) อาศัยกันในอุโมงค์หรือถ้ำตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีมากพอในการขุดหรือเจาะภูเขาเพื่อสร้างอุโมงค์ที่ใหญ่หรือแข็งแรง เป็นการอาศัยอยู่ในถ้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ การผังทลายของหิน หรือดินยุบเป็นหลุมขนาดใหญ่ ช่องโพรงเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยจนทำให้มนุษย์อยู่รอด ก่อนที่จะออกสู่ทุ่งกว้างเพื่อล่าสัตว์หรือทำเกษตรในยุคต่อมา จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุค มนุษย์ยังคงต้องการความปลอดภัยจากที่อยู่อาศัยไม่ต่างจากถ้ำ แต่เปลี่ยนรูปแบบมาในลักษณะของห้อง เป็นความต้องการพื้นฐานของร่างกายที่จะพักผ่อนในพื้นที่ปิดล้อมปราศจากแสงเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จึงได้มีการก่อสร้างอาคารเกิดขึ้น โดยการระเบิดภูเขาทำคอนกรีต ย้ายหินและทรายมาประกอบกันเพื่อเป็นถ้ำแห่งใหญ่หลายชั้นที่เรียกว่าตึกสูงได้ มนุษย์ได้ย้ายออกมาจากอุโมงค์ได้สำเร็จ และได้ทิ้งอุโมงค์ร้างไว้จำนวนมากเพื่อใช้ชีวิตบนอากาศในตึกสูง แต่เมื่อโลกข้างบนไม่น่าอยู่อาศัย ปัญหามลภาวะรุนแรง ความเสียหายจากสงคราม ทำให้เราเริ่มสรรหาพื้นที่ปลอดภัยใต้ดินอีกครั้ง “อุโมงค์” กลับกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการใช้ชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งผลิตอาหารปลูกพืชผักด้วยแสงจากหลอดไฟ เพื่อได้อาหารที่ปลอดสารพิษ และประหยัดพื้นที่ในการเพาะปลูก นอกจากเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ อุโมงค์ยังสามารถทำได้ใต้พื้นดินและกลายเป็นเส้นทางขนส่งอาหารได้ การคมนาคมขนส่งกับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างทวีปด้วย Hyperloop ใต้ดิน การพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมการก่อสร้างทำให้การขุดดินหรือสร้างอุโมงค์นั้นทำได้ง่ายขึ้น เช่น จีนสามารถสร้างอุโมงค์ 167 แห่ง ภายในเวลา 4 ปี เพื่อสร้างเส้นทางรถไฟ…

Startup Story

  วัยทำงานในยุคปัจจุบันไม่ได้ประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียว งานประจำจึงไม่ใช่ช่องทางเดียวของรายได้อีกต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนรายได้ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา ธุรกิจหลายอย่างเริ่มต้นจากงานที่เป็นรายได้เสริม และขยายเติบโตไปสู่การเป็นรายได้หลัก มีการจ้างงานและนำไปสู่การก่อตั้งเป็น Startup อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่ไม่ต้องการการลงทุนมาก เพียงแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ก็สามารถสร้างช่องทางการติดต่อลูกค้า เพื่อมอบสินค้า บริการหรือประสบการณ์ให้กับตลาดได้อย่างรวดเร็ว คำว่า “Startup” เริ่มต้นในประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2555 เป็นช่วงที่การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป  เนื่องจากการเติบโตที่รวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจหน้าใหม่ได้นำเสนอแนวคิดในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เป็นการเปิดตลาดให้กว้างขวางมากขึ้น เจ้าของกิจการรุ่นใหม่ต่างหลั่งไหลเข้าสู่เมืองที่มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานสูง ทั้งธุรกรรมทางด้านการเงิน การคมนาคม และกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ธุรกิจเหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้แรงบันดาลใจในการทำงาน เหล่าคน Gen Z ที่เกิดในช่วงปี 2538 – 2552 จะมองหาแนวคิดของการทำงาน หรือรูปแบบบริษัทที่ตรงกับความสนใจของตนเอง เพื่อที่จะหาประสบการณ์และแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการทำงานในลักษณะของ “partner” มากกว่าที่จะเป็น “ลูกน้อง” ที่ทำตามคำสั่งของเจ้านาย และด้วยจำนวนตัวเลือกแหล่งงานที่มีอยู่อย่างมากมาย กับความต้องการที่จะเป็นเจ้าของกิจการเองของคนรุ่นใหม่ ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องเผชิญกับการลาออกและต้องฝึกคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการเติบโตของกิจการ ในทางกลับกัน การตั้งธุรกิจออนไลน์ในหัวเมืองรอง กลับมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะทางเลือกการแข่งขันที่น้อยกว่า ทำให้อัตราการย้ายงานต่ำกว่า สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและค่าครองชีพที่ไม่สูงเท่าเมืองหลวง จึงไม่กดดันให้พนักงานต้องเปลี่ยนงานเพื่อเพิ่มระดับรายได้…

ปรากฏการณ์ธนาคารทยอยล้ม จะจุดชนวนซ้ำรอย Lehman Brothers หรือไม่?

ห้วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมาประเด็นธนาคารหลายแห่ง อาทิ Silicon Valley Bank (SVB), First Republic Bank (FRB), รวมถึงกรณีที่เกิดกับ Credit Suisse Bank (CS) ต่างพากันเผยสัญญาณล้มละลายออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ตลาดทุนและสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรุนแรงทั่วโลก กระทบดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ รวมถึง SET Index ของไทยที่มักได้รับการขนานนามจากนักลงทุนว่าเป็นดัชนีที่มีพฤติกรรมสวนทางกับตลาดโลกก็ยังปิดราคาติดลบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วันติดต่อกัน โดยร่วงลงไปกว่าร้อยละ 5 ณ วันที่ 14 มีนาคม 2566 สะท้อนถึงความหวาดกลัวของนักลงทุนในตลาดว่าอาจจะเกิดวิกฤตการณ์ซ้ำรอยกรณี Lehman Brothers ล้มละลายเมื่อปี 2551 ขึ้นมาจริงๆ ประเด็นนี้สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนเป็นอย่างแรก คือ รูปแบบและลักษณะของวิกฤตที่เกิดขึ้นกับธนาคาร Lehman Brothers เมื่อห้วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และกรณีล้มละลายที่เกิดขึ้นกับธนาคารระดับภูมิภาคอย่าง SVB และระดับโลกอย่าง CS นั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…