Fast Fashion จะปัง หรือพัง

โลกาภิวัตน์ (Globalization) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมหลากหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือ กระแสความนิยมที่เป็นผลมาจากการเสพสื่อและการอาศัยอยู่ในโลกดิจิทัล ซึ่งแฟชั่น (Fashion) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยในแต่ละสังคม แต่ละยุคสมัยก็จะมีวิธีการหรือสไตล์ในการแต่งกายที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมนั้น ๆ แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์มากขึ้น มีการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนกันผ่านทางอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและมีรูปแบบการแต่งกายที่คล้ายคลึงกันมากขึ้น ความนิยมที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้เกิดเป็น “กระแสฟาสต์แฟชั่น” (Fast Fashion) โดยฟาสต์แฟชั่นเป็นธุรกิจที่เน้นการขายเสื้อผ้าราคาถูก มีต้นทุนการผลิตต่ำ และมีคอลเลคชั่นใหม่ ๆ ที่มีความทันสมัยออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้ามากขึ้นแต่สวมใส่เพียงไม่กี่ครั้งและซื้อใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ฟาสต์แฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกและสร้างผลกระทบต่อโลกอย่างมากมายเช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นเติบโตอย่างน่าทึ่งในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 ซึ่งส่งผลต่อความต้องการในการบริโภคเสื้อผ้าที่มาจากกระบวนการฟาสต์แฟชั่นของผู้คนที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก รายงานของ United Nations Economic Commission for Europe (UNECE) เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างมูลค่ามากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีการสร้างงานมากกว่า 75 ล้านตำแหน่งทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามีการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตขึ้นเป็นสองเท่า เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ อัตราการบริโภคเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นเมื่อเทียบกับ 15 ปีที่ผ่านมานั้น พบว่า ผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้าเพิ่มมากขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นในอนาคตจะขยายตัวกว้างมากขึ้นในตลาดเสื้อผ้า เพราะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างดี…

“คนผิวเผือก” ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้

คนผิวเผือกจะมีตัวที่ขาวซีด เรือนผมและดวงตามีสีจาง ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้ร่างกายไม่อาจผลิตเม็ดสีได้ และมักเกิดมาพร้อมกับปัญหาสุขภาพ ฉะนั้นแสงจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจ เพราะเมื่อปราศจากเม็ดสีในร่างกาย พวกเขาจึงไวต่อแสงมาก ทำให้ไม่สามารถอยู่ท่ามกลางแสงแดดได้เป็นเวลานาน อีกทั้งยังเผชิญความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนทั่วไปถึงพันเท่า …..แต่ที่น่าเห็นใจในชะตาของคนเหล่านี้ยังมียิ่งกว่านั้น คือการที่บางคนต้องเผชิญกับการถูกคุกคามจากผู้ที่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำในแอฟริกา ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การถูกทำร้ายหรือฆาตกรรม โดยคนผิวเผือกจำนวนมากถูกทรมานและสังหาร เพราะมีความเชื่อกันว่าชิ้นส่วนจากร่างกายที่มีสีผิวผิดแผกจะนำความโชคดีมาให้ ทั้งนี้ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือมีอัตราการเกิดคนผิวเผือกจะมีเพียง 1 ใน 20,000 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นภาวะที่หาได้ยาก แต่ในแอฟริกามีอัตราการเกิดอยู่ที่ 1 ใน 5,000 คน โดยแทนซาเนียคือประเทศที่มีจำนวนประชากรผิวเผือกมากที่สุด (ทุกๆ 1 ใน 1,400 คน) นั่นไม่ได้แปลว่าผู้คนจะยอมรับมันได้ เพราะด้วยเหตุที่มีฐานะประเทศยากจนอันดับต้นๆ ของโลก ผู้คนส่วนใหญ่จึงเข้าไม่ถึงการศึกษา ทำให้ยังไม่เข้าใจถึงโรคทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าการมีผิวเผือกคือพลังอำนาจวิเศษ หากผู้ใดได้ครอบครองอวัยวะหรือชิ้นส่วนร่างกายของคนผิวเผือกแล้วจะนำพาโชคดีมาให้ บ่อยครั้งเกิดการลักพาตัวทารกหรือเด็กๆ บางรายถูกฆาตกรรม หรือบางรายถูกทำให้พิการ เมื่อปี 2549 มีคนผิวเผือกถูกสังหารอย่างน้อย 76 คน นิ้วมือ แขน และขาพวกเขา ถูกตัดไปทำพิธีกรรม เครื่องรางของขลัง แม้กระทั่งเลือดก็ถูกเก็บไปทำน้ำมนต์ …….แต่ละหมู่บ้านที่ห่างไกลของแอฟริกายังมีผู้คนที่ยึดมั่นในไสยศาสตร์มนต์ดำ โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีหมอผีประจำหมู่บ้าน ซึ่งหมอผีเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในฐานะแพทย์ผู้รักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนด้วยพืชสมุนไพร…

เยาวชนไทยกับภาวะซึมเศร้า

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามักมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและปัญหาซึมเศร้า โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนไทยที่ประสบกับปัญหาสภาวะทางสุขภาพจิตกันมากขึ้น โดยข้อมูลกรมสุขภาพจิตปี 2562 – 2566 พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 7.26 เป็น 7.94 ต่อประชากร1แสนคน และในปี 2566 มีคนพยายามฆ่าตัวตายถึง 25,578 คน โดยกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี มีอัตราพยายามฆ่าตัวตายสูงสุด ซึ่งมีการประเมินกันว่าปัญหาการฆ่าตัวตายของเยาวชนไทยที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากความเครียดและความโดดเดี่ยวทางจิตใจที่เยาวชนต้องเผชิญ อีกทั้งเห็นว่าการเผชิญภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายของเยาวชนยังอาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงได้อีกหลากหลาย อาทิยาเสพติดและการกระทำผิดอื่นๆ ตลอดจนการสูญเสียทรัพยากรเยาวชนที่สำคัญย่อมกระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต ………..ระยะหลังที่เยาวชนไทยประสบกับปัญหาความโดดเดี่ยวทางจิตใจกันเป็นอย่างมาก คาดว่าส่วนหนึ่งคงเป็นผลมาจากโควิด-19 ที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายกับชีวิต ขาดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ขาดพื้นที่การทำกิจกรรมร่วมกัน รวมไปถึงปัจจัยจากด้านแรงกดดันจากสังคมและอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย อย่างเช่นอิทธิพลของคอนเทนต์ประเภทที่มักมีการนำเสนอชีวิตที่สมบูรณ์แบบในโลกออนไลน์ ซึ่งการได้เห็นชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เยาวชนไทยรู้สึกกดดัน เพราะไม่สามารถใช้ชีวิตเช่นนั้นได้  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกิดจากสังคมไทย กล่าวคือ สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ยังไม่ค่อยเปิดรับกับปัญหาสุขภาพทางจิตใจมากนัก โดยยังมักมีมุมมองความคิดว่า ปัญหาทางสุขภาพทางจิตของเยาวชนเกิดขึ้น เพราะเยาวชนต้องการเรียกร้องความสนใจ คิดไปเอง และยังไม่จำเป็นต้องพบแพทย์และทำการรักษา ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่เผชิญปัญหาสุขภาพทางจิต มีความกังวลไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เพราะกลัวคนรอบข้างไม่เข้าใจ กรมสุขภาพจิตได้มีการรายงานสถิติของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 100 คน ได้รับการรักษาเพียง 28 คนเท่านั้น และมีการวิเคราะห์พบว่าความโดดเดี่ยวทางจิตใจในเยาวชนไทยมีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิต โดยมีระดับความเครียดสูงถึง…