![]()

สถานการณ์การปะทะกันระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกองทัพอาระกัน (AA) ในรัฐยะไข่ยังคงรุนแรง โดยเมื่อ 1 ตุลาคม 2569 กองทัพเมียนมาปฏิบัติการทางทหารในรัฐชินตอนใต้ครั้งที่ 2 เพื่อเข้าควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อไปยังรัฐยะไข่ หลังปฏิบัติการครั้งแรก เมื่อพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ดี กองทัพ AA ยังสามารถต้านทานการโจมตีและยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐยะไข่ ทั้งนี้ มีรายงานว่า กองทัพ AA ยึดครองที่ดิน และดัดแปลงบ้านเรือนชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการในการสู้รบกับรัฐบาลเมียนมา กับทั้งมีการบังคับใช้แรงงาน เกณฑ์ทหาร และเก็บภาษีกับชาวโรฮีนจาดังกล่าวด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงที่มาเลเซียกำลังเร่งผลักดันผู้อพยพชาวโรฮีนจา กลับไปเมียนมา ประกอบกับผู้อพยพชาวโรฮีนจามากกว่า 1,200,000 คน ซึ่งอาศัยในค่ายผู้ลี้ภัยที่เมือง Cox Bazar ของบังกลาเทศ แสดงท่าทีไม่ต้องการอาศัยในค่ายผู้ลี้ภัย รวมถึงเรียกร้องให้นานาชาติเร่งกดดันให้มีการยุติการสู้รบในรัฐยะไข่ เนื่องจากกังวลสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ และต้องการเดินทางกลับบ้านเรือนของตนในรัฐยะไข่ ซึ่งผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แสดงความกังวลแถลงเมื่อ 30 กันยายน 2569 ที่ มาเลเซียส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาจำนวน 1,476 คน กลับเมียนมาเมื่อ 29 กันยายน 2569 เพราะผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีความเสี่ยงร้ายแรง และ อาจต้องการความคุ้มครองความปลอดภัยจากประชาคมระหว่างประเทศ
แนวโน้มที่กลุ่มชาวโรฮีนจาดังกล่าวไม่สามารถเดินทางกลับและอาศัยในบ้านเรือนของตนในรัฐยะไข่มีมากขึ้น เพราะกองทัพ AA กับรัฐบาลเมียนมายังปะทะกันรุนแรง ทำให้มีแนวโน้มที่มาเลเซียจะถูกกดดันมากขึ้นให้ระงับการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากลับเมียนมา ขณะที่กลุ่มชาวโรฮีนจาจะหนีออกจากเมียนมามากขึ้น ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่เป็นปลายทางของกลุ่มชาวโรฮีนจาที่จะหนีออกจากเมียนมา รวมทั้งให้ความช่วยเหลือและที่พักพิง ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมรับผิดชอบต่อวิกฤตการณ์ที่รุนแรงในเมียนมาให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้สถานะความเป็นพลเมือง และมีมาตรการให้ผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับรัฐยะไข่มีความปลอดภัย







