UAE ให้ผู้รับวัคซีน Sinopharm ครบสองเข็ม เกิน 6 เดือน ต้องรับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3

สำนักงานสื่อสารรัฐอาบูดาบี (Abu Dhabi Media Office-ADMO) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์ทางการของ ADMO เมื่อ 29 ส.ค.64 ย้ำให้ประชาชนและชาวต่างชาติที่พำนักใน UAE ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของบริษัท Sinopharm จากจีน ครบสองเข็ม เกิน 6 เดือน จำเป็นต้องเข้ารับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เพื่อให้ได้รับสถานะสีเขียว (Green Pass) บนแอปพลิเคชัน Alhosn ในโทรศัทพ์เคลื่อนที่ที่แสดงข้อมูลการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 และผลการตรวจเชื้อของประชาชนและชาวต่างชาติใน UAE สำหรับแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะต่าง ๆ  ตามเงื่อนไขที่ทางการ UAE กำหนดให้สถานที่สาธารณะทั่วประเทศ อนุญาตเฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนครบจำนวนเข็มที่ทางการกำหนดและแอปพลิเคชัน Alhosn แสดงสถานะ Green Pass เข้าใช้บริการได้ ทั้งนี้ การผ่อนผันให้ผู้ได้รับวัคซีน Sinopharm ครบสองเข็ม ใน UAE ได้รับสถานะ Green Pass บนแอปพลิเคชัน…

IAEA ระบุเกาหลีเหนือรื้อฟื้นการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 30 ส.ค.64 ว่า ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency-IAEA) เผยแพร่รายงานประจำปีอ้างอิงภาพถ่ายดาวเทียมและแหล่งข่าวว่า เกาหลีเหนือยังคงดำเนินโครงการเกี่ยวกับการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ซึ่งน่ากังวลและเป็นการละเมิดข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) โดยเกาหลีเหนือเปิดทำงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ศูนย์นิวเคลียร์ย็องบย็อน (Yongbyon complex) ตั้งแต่ต้น ก.ค.64 หลังปิดการใช้งานตั้งแต่ ธ.ค.61 ซึ่งเดิมเป็นสถานที่ผลิตพลูโตเนียม โดยมีข้อบ่งชี้จากการปล่อยน้ำหล่อเย็น นอกจากนี้ ระยะเวลาการเปิดทำงานโรงไฟฟ้าและห้องปฏิบัติการทางเคมีกัมมันตภาพรังสีตั้งแต่ ก.พ.64 สอดคล้องกับระยะเวลาการแปรสภาพเชื้อเพลิงใช้แล้วจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งใช้เวลานานกว่าการบำบัดน้ำเสียหรือการบำรุงรักษา ส่วนกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ติดตามความเคลื่อนไหวด้านขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด

กระทรวงพาณิชย์เกาหลีใต้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนากลยุทธ์ด้านการผลิตวัคซีน

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 30 ส.ค.64 ว่า นาย Yeo Han-koo รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เกาหลีใต้ จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนากลยุทธ์ระยะยาวให้เกาหลีใต้เป็นฐานการผลิตวัคซีนโลก โดยเกาหลีใต้จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมวัคซีน ซึ่งเกาหลีใต้มีเครือข่ายทางการค้าเสรีกับ 57 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์เกาหลีใต้มีแผนสนับสนุนภาคเอกชนให้เข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว พร้อมสร้างแรงจูงใจสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ สอดคล้องกับท่าทีของภาคเอกชนอย่างบริษัท SK Bioscience ซึ่งเป็นฐานการผลิตวัคซีนของบริษัท AstraZeneca ในเกาหลีใต้ ส่วนบริษัท Samsung BioLogics มีแผนจะผลิตวัคซีนของบริษัท Moderna ในเกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ ตั้งเป้าหมายให้เกาหลีใต้เป็นฐานการผลิตวัคซีนใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลกภายในปี 2568 โดยจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.2 ล้านล้านวอน (1,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในห้วงปีดังกล่าว รวมถึงกำหนดให้การพัฒนาวัคซีนเป็น 1 ใน 3 เทคโนโลยีทางยุทธศาสตร์ควบคู่กับเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่

กระทรวงสาธารณสุขลาว เรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อ COVID-19 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระลอกใหม่

เว็บไซต์สำนักข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 30 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนายรัดตะนะไซ เพ็ดสุวัน หัวหน้ากรมควบคุมโรคติดต่อกระทรวงสาธารณสุขลาว ว่า ประชาชนลาวต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ของรัฐบาลมากขึ้น เนื่องจากลาวยังคงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในชุมชนระลอกที่สาม หลังพบประชาชนบางส่วนยังคงชุมนุม จัดงานรื่นเริง และเดินทางเข้าออกพื้นที่สีแดงโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกับพนักงานในสำนักงาน แรงงานในโรงงาน รวมถึงร้านอาหารต่าง ๆ เริ่มไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อ COVID-19 ทั้งนี้ ทางการลาวได้เรียกร้องให้ประชาชนอยู่บ้านและงดการรวมตัว อีกทั้งเรียกร้องเจ้าของกิจการให้ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐอย่างเข้มงวด และสอดส่องดูแลพนักงานของตนให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเหมาะสม

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายืนยันการรับผู้อพยพจากอัฟกานิสถานตามหลักมนุษยธรรม

สำนักข่าวAKP ของทางการกัมพูชา รายงานเมื่อ 30 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนายกอย กวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ยืนยันว่า รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจรับผู้อพยพชาวอัฟกัน เพื่อให้พักอาศัยอยู่ในกัมพูชาเป็นการชั่วคราวก่อนเดินทางไปยังประเทศที่ 3 ตามหลักมนุษยธรรม ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 28 ส.ค.64 ว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อนุมัติให้ 1) รับผู้อพยพชาวอัฟกันไม่เกิน 300 คน 2) ให้วีซาแบบ Visa on arrival และอนุญาตให้ผู้อพยพใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวบุคคลเป็นเอกสารเดินทาง และ 3) ยกเว้นมาตรการทางกระทรวงสาธารณสุขสำหรับการเดินทางเข้ากัมพูชา แต่ยังคงมาตรการกระทรวงสาธารณสุขอื่น ๆ อาทิ ตรวจหาเชื้อ COVID-19 และกักตัวเมื่อเดินทางถึงกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ระบุรายละเอียด และระยะเวลาที่ผู้อพยพจะพำนักในกัมพูชา

FORUM-ASIA และ HRLA เรียกร้องไทยให้ยุติการใช้กำลังที่ไม่ได้สัดส่วนกับผู้ชุมนุมประท้วงในไทย

เว็บไซต์ FORUM-ASIA เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมของ Asian Forum for Human Rights and Development (FORUM-ASIA) และภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (Human Rights Lawyers Alliance-HRLA) เมื่อ 30 ส.ค.64 เรียกร้องไทยให้เคารพ ปกป้อง และเติมเต็มสิทธิของประชาชนในการชุมนุมและแสดงออกอย่างสันติ รวมทั้งต้องยุติการใช้กำลังที่ไม่ได้สัดส่วนและไม่จำเป็นต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยทันที นอกจากนี้ ยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ประท้วงโดยไม่มีหมายจับ และกล่าวหาว่าละเมิด พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ประมวลกฎหมายอาญา และความผิดอื่น ๆ แถลงการณ์ดังกล่าวยังเรียกร้องไทยให้เคารพพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและยุติการใช้กำลังที่ไม่ได้สัดส่วน รวมทั้งยุติทุกข้อกล่าวหาต่อผู้ประท้วงอย่างไม่มีเงื่อนไขและปล่อยผู้ประท้วงที่ถูกคุมขังทันที ซึ่งรัฐบาลได้ใช้กำลังในการปราบปรามกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด อนึ่ง ไทยเป็นรัฐภาคีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งกำหนดให้ต้องเคารพเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ

จีนโจมตีรายงานสืบสวนต้นตอโรค COVID-19 ของสหรัฐฯ ว่าไม่เป็นไปตามแนวทางวิทยาศาสตร์

สำนักข่าวซินหัว รายงานอ้างนายจาง อี้ซิน รองผู้อำนวยการคณะกรรมาธิการสุขภาพแห่งชาติของจีน เมื่อ 29 ส.ค.64 โจมตีว่าสหรัฐฯ ทำให้การสืบสวนหาต้นตอโรค COVID-19 เป็นประเด็นทางการเมือง เห็นได้จากการมอบหมายให้ประชาคมข่าวกรองเป็นผู้จัดทำรายงานการสืบสวนหาต้นตอโรค COVID-19 แทนผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์มืออาชีพ ขณะที่จีนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) เพื่อสืบสวนหาต้นตอมาตั้งแต่ต้น โดยเชิญคณะผู้เชี่ยวชาญ WHO เข้าพบเจ้าหน้าที่จีนและตรวจสอบสถานที่ทุกแห่งตามร้องขอ รวมทั้งสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ซึ่งรายงานการสืบสวนในครั้งนั้นพบว่าแทบไม่มีความเป็นไปได้เลยที่เชื้อไวรัสจะหลุดรอดจากห้องทดลอง จีนจึงเรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณาประเด็นการสืบสวนหาต้นตอด้วยแนวทางวิทยาศาสตร์ และอำนวยความสะดวกให้ประชาคมโลกสืบสวนหาต้นตอรวมทั้งในสหรัฐฯ

ตุรกีย้ำไม่สามารถรับภาระผู้ลี้ภัยจากอัฟกานิสถานได้อีก

นาย Mevlut Cavusoglu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกี แถลงหลังการหารือกับนาย Heiko Maas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เมื่อ 29 ส.ค.64 ว่า ตุรกีไม่สามารถรับภาระผู้ลี้ภัยจากอัฟกานิสถานได้อีกต่อไป เนื่องจากตั้งแต่ปี 2558 ที่เกิดวิกฤติผู้อพยพในยุโรป ตุรกีได้เปิดรับผู้ลี้ภัยไว้จำนวนมากกว่า 3.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวอัฟกันอย่างน้อย 300,000 คน ขณะที่สถานการณ์ในอัฟกานิสถานจะยิ่งทำให้ยุโรปเสี่ยงเผชิญวิกฤติผู้ลี้ภัยอีกครั้ง โดยตุรกีได้ปรับมาตรการควบคุมชายแดนให้เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันผู้ลี้ภัยที่ต้องการตั้งถิ่นฐานใหม่ในยุโรป ลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย ด้านนาย Mass กล่าวขอบคุณตุรกีที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยในสนามบินนานาชาติ Hamid Karzai ในกรุงคาบูล หลังจากที่ NATO ถอนกองทัพออก โดยเยอรมนีพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางเทคนิคแก่ตุรกี เพื่อไม่ให้ปัญหาผู้ลี้ภัยลดทอนเสถียรภาพของภูมิภาคยุโรป ทั้งนี้ นาย Maas มีกำหนดการเดินทางเยือนตุรกี อุซเบกิซสถาน ทาจิกิสถาน ปากีสถาน และกาตาร์ เพื่อแสดงจุดยืนว่า เยอรมนีสนับสนุนประเทศดังกล่าวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน

ญี่ปุ่นเตรียมใช้ระบบตรวจจับเรือต้องสงสัยด้วย AI ในปีงบประมาณ 2565

สำนักข่าวJapan Times รายงานเมื่อ 29 ส.ค. 64 ว่าหน่วยเฝ้าระวังชายฝั่งของญี่ปุ่นเตรียมใช้งานระบบตรวจจับเรือต้องสงสัยด้วย AI ในปีงบประมาณ 2565 (ตั้งแต่ เม.ย.65) โดยระบบดังกล่าวจะติดตามความเคลื่อนไหวของเรือทุกลำในน่านน้ำอธิปไตยญี่ปุ่นและพื้นที่ใกล้เคียงจากดาวเทียม เช่น ข้อมูลอัตราความเร็วของเรือ ข้อมูลที่อยู่ของเรือ และเส้นทางการเดินเรือ เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่เรือต่างชาติจะรุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นหรือกระทำผิดกฎหมายทางทะเล นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวจะสามารถตรวจพบเรือต้องสงสัยพร้อมกันได้หลายลำในครั้งเดียว

ญี่ปุ่นเตรียมพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 แบบผสม

สำนักข่าวJapan Today รายงานเมื่อ 30 ส.ค.64 ว่ากระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่นเตรียมพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 แบบผสมยี่ห้อระหว่างวัคซีนของ Pfizer วัคซีนของ Moderna และวัคซีน AstraZeneca (ฉีดวัคซีน 2 เข็มที่ยี่ห้อแตกต่างกัน) เพื่อรับมือความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัคซีนกระทันหัน และเร่งกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนญี่ปุ่นทุกคนภายในปี 2564 โดยนายทาโร โคโนะ รัฐมนตรีพิเศษรับผิดชอบด้านการบริหารจัดวัคซีนสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขฯ กับสถาบันทางการแพทย์ของญี่ปุ่นเร่งศึกษาประสิทธิภาพและผลข้างเคียงในการดำเนินการดังกล่าว เช่น การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มที่ 1 และฉีดวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 2 หรือ ฉีดวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 1 และวัคซีน Moderna เป็นเข็มที่ 2 เพื่อนำผลการศึกษามาให้รัฐบาลใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติการฉีดวัคซีนในรูปแบบดังกล่าว