สงครามอิหร่านสะท้อนความเปราะบางด้านพลังงานและความยืดหยุ่นของไทย

Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อตลาดพลังงาน โดยเฉพาะต่อไทยซึ่งมีความต้องการใช้ก๊าซ LNG มากขึ้น และเป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. แต่ไทยเริ่มวางรากฐานระบบจัดการพลังงานที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม จึงสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและรักษาปริมาณการนำเข้าพลังงานได้ โดยวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความจำเป็นของความยืดหยุ่นในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อตอบสนองต่อการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุถึงประเด็นสำคัญในการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศสระหว่าง 15-17 มิ.ย.69 ระบุว่าไม่ยินยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียรฺ พร้อมเห็นว่า นรม.อิสราเอลว่า ควรมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อสถานการณ์ในเลบานอน  นอกจากนี้ แจ้งต่อ ประธานาธิบดียูเครนว่าสนับสนุนการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามยูเครนโดยเร็ว ด้วยการเจรจากับรัสเซีย แต่ขู่จะเก็บภาษีไวน์จากฝรั่งเศส ร้อยละ 100 เพื่อตอบโต้ฝรั่งเศสที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัท  BigTech ของสหรัฐฯ และขู่แคนาดาว่า จะไม่ต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) ที่จะสิ้นสุดการบังคับใช้ใน 1 ก.ค.69 รวมถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาอีกร้อยละ 10

จีนเตือนกลุ่ม G7 ไม่ให้กีดกัดทางการค้ากับจีน

นสพ. China Daily เผยแพร่บทบรรณาธิการเมื่อ 15 มิ.ย.69 วิจารณ์นโยบายของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือ G7 เพื่อเตือนผู้นำกลุ่ม G7 ที่กำลังประชุมระดับผู้นำที่ฝรั่งเศส ระหว่าง 15-17 มิ.ย.69 ให้ยุติการกีดกันทางการค้าและการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลกผ่านวาทกรรม “การลดความเสี่ยง” (De-risking) และข้ออ้างเรื่องความไม่สมดุลทางการค้า ซึ่งจีนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก  G7 ควรปรับบทบาทเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกส่งเสริมและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ  แทนการสร้างกลุ่มพันธมิตรขนาดเล็กเพื่อผูกขาดอำนาจในแบบเดิม ทั้งที่ปัจจุบันสัดส่วนรวม GDP ของกลุ่ม G7 ลดลงมากแล้วเหลือเพียงร้อยละ 44 ของโลก

ญี่ปุ่นคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 15 มิ.ย.69 ที่กรุงโรม อิตาลี หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกันว่าในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ได้รับความเสียหายจากระเบิดนิวเคลียร์ในสงคราม ญี่ปุ่นจึงคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการที่สหรัฐฯ และอิหร่านควรบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายโดยเร็ว รวมถึงปัญหานิวเคลียร์

ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนจีนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีนอย่างเป็นทางการ (state visit) ระหว่าง 15-19 มิ.ย.69 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อ 10 เม.ย.69 โดยนายมินอองไลง์จะพบหารือกับประธานาธิบดีจีน และ จนท.ระดับสูง รวมทั้งเข้าร่วมประชุมด้านเศรษฐกิจ และเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง  ทั้งนี้ คาดว่า ฝ่ายจีนจะหยิบยกประเด็นการผลักดันโครงการตามระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) ภายใต้กรอบความริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) ของจีนในเมียนมา การรักษาความปลอดภัยแก่แนวท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัฐยะไข่ไปยังมณฑลยูนนาน เขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวในรัฐยะไข่ ตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนจีน-เมียนมา

สหรัฐฯและอิหร่านจะลงนาม MOU ที่สวิตเซอร์แลนด์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านทาง Truth Social เมื่อ 15 มิ.ย.69 ว่า บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว และจะลงนามใน MOU ข้อตกลงสันติภาพร่วมกันใน 19 มิ.ย.69 ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดแต่ระบุถึงการกำจัดทุ่นระเบิดและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายคาเซม การิบบาดี รมช.กต.อิหร่านที่แถลงผ่านโทรทัศน์ในวันเดียวกัน

ชาวเมียนมาในไทยเป็นตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

Business Times ของสิงคโปร์ รายงานอ้างข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาด และชาวเมียนมาที่อาศัยและทำธุรกิจในไทย ว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยทั้งโดยถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายซึ่งมีรวมประมาณ 4.1 ล้านคน กำลังกลายเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจจากกลุ่มค้าปลีก บริษัทโทรคมนาคม ผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสถาบันการเงิน โดยชาวเมียนมาใช้จ่ายในไทยสูงถึงประมาณ 221,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมา กลุ่มคนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในเมียนมาย้ายถิ่นฐานมายังไทยมากขึ้นจากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

กัมพูชาขอให้ปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผ่านชายแดนทางบกด้านติดไทย

ถ้อยแถลงและโพสต์เฟซบุ๊กส่วนบุคคลของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและรักษาการประมุขรัฐกัมพูชาเมื่อ 13 มิ.ย.69 ืเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผ่านชายแดนทางบกกัมพูชา-ไทย ซึ่งปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2568 สินค้าที่นำเข้ามาจึงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่มี จนท.และผู้ประกอบการเข้าใจผิด จงใจบิดเบือน รวมถึงละเมิด ทำให้มีสินค้าไทยวางจำหน่ายในตลาดกัมพูชา บางส่วนเป็นสินค้าใหม่ที่ผลิตในปี 2569 พร้อมกับขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง โดยดูวันหมดอายุ ส่วนการเดินทางและขนส่งทางอากาศและทางน้ำระหว่างกัมพูชากับไทย ยังดำเนินการตามปกติ และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานศุลกากร

ญี่ปุ่นจะจัดสรรงบประมาณจัดทำมาตรการดึงดูดแรงงานต่างชาติ

สนข. NHK รายงานเมื่อ 13 มิ.ย.69 ว่าทุกจังหวัดของญี่ปุ่น (47 จังหวัด) มีแผนใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 5,500 ล้านเยน (ประมาณ 1,137 ล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2569 (1 เม.ย.69-31 มี.ค.70) เพื่อดึงดูดแรงงานต่างชาติด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การจัดงานมหกรรมแรงงาน การให้เงินช่วยเหลือในการศึกษาภาษาญี่ปุ่นและซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และการให้เงินช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาต่างชาติ การจัดทำมาตรการดึงดูดแรงงานต่างชาติดังกล่าวมีขึ้นในห้วงที่แรงงานต่างชาติมีความสำคัญมากขึ้นทั่วญี่ปุ่น จากการที่บริษัทเอกชนล้มละลายมากขึ้น เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง

เจ้าหญิงแอนน์ แห่งสหราชอาณาจักรเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐเกาหลี และไทย

สำนักพระราชวังบัคกิงแฮมเผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อ 10 มิ.ย.69 ว่า เจ้าหญิงแอนน์ พระขนิษฐาในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วย พล.ร.ท. เซอร์ทิม ลอเรนซ์ พระสวามี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐเกาหลี ใน 13-15 ก.ค.69 จากนั้นจะเสด็จเยือนไทยใน 16-17 ก.ค.69  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจทางการทูตของราชวงศ์อังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ระหว่างเสด็จฯ เยือนเกาหลีใต้ เจ้าหญิงแอนน์จะเสด็จไปเข้าร่วมพิธีรำลึกวาระครอบรอบ 75 ปี ยุทธการแม่น้ำอิมจิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของสงครามเกาหลีที่ทหารอังกฤษมีบทบาท ขณะที่ ระหว่างเสด็จเยือนไทย จะทรงเยี่ยมและทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิช่วยเหลือเด็กแห่งประเทศไทย จากนั้นจะได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม.เฝ้าทูลละอองพระบาท ณ ทำเนียบรัฐบาล รวมถึง จะเสด็จไปทรงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว