ญี่ปุ่นจะระงับการฉีดวัคซีนของ Moderna ไว้ก่อน เนื่องจากตรวจพบสารปนเปื้อนในขวดวัคซีนจำนวนหนึ่ง

สำนักข่าวKyodo รายงานเมื่อ 26 ส.ค.64 ว่ากระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น จะระงับการใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของ Moderna จำนวน 1.63 ล้านโดส หลังได้รับรายงานจากศูนย์ฉีดวัคซีนหลายแห่งเกี่ยวกับการปนเปื้อนภายในขวดวัคซีนที่ยังไม่เปิดใช้ ซึ่งระบุว่า มีการตรวจพบสารปนเปื้อนหรือสารบางอย่างที่ไม่ใช่ส่วนประกอบของวัคซีนในปริมาณเล็กน้อย ในวัคซีนของ Moderna จำนวน 39 ขวด ขณะที่ บริษัท Takeda Pharmaceutical ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดจำหน่ายวัคซีนดังกล่าวในประเทศระบุว่า อาจเกิดจากสายการผลิตที่สเปนในบางล็อต อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายงานข้อกังวลด้านความไม่ปลอดภัยใด ๆ และได้เรียกร้องให้ผู้ผลิตวัคซีนเร่งดำเนินการตรวจสอบแล้ว พร้อมขอให้หน่วยงานทางการแพทย์ระงับการใช้วัคซีนหากพบว่ามีความผิดปกติ

สหรัฐฯ ฝึกปฏิบัติการทางอากาศร่วมกับสหราชอาณาจักรในทะเลฟิลิปปินส์

เว็บไซต์กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกรายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า สหรัฐฯ ส่งกองเรือรบ United States Ship America ฝึกปฏิบัติการทางอากาศร่วมกับเรือบรรทุกเครื่องบิน His Majesty’s Ship Queen Elizabeth ของสหราชอาณาจักรในทะเลฟิลิปปินส์ระหว่าง 22-24 ส.ค.64 ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติการทางอากาศต่อเนื่อง 48 ชั่วโมง โดยมีเครื่องบินรุ่น F-35 เครื่องบินรุ่น VMFA-211 และ เฮลิคอปเตอร์รุ่น MH-60S เข้าร่วม ทั้งนี้ การฝึกดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติการร่วม ซึ่งสะท้อนว่าสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรสามารถปฏิบัติการทางอากาศได้อย่างสอดคล้องและส่งเสริมกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ตุรกีเริ่มทดลองวัคซีนต้าน COVID-19 TURKOVAC ระยะที่ 3

สำนักข่าวAnadolu Agency รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า ตุรกีเริ่มทดลองวัคซีนป้องกันโรค COVID-19  TURKOVAC ระยะที่ 3 ในคน หลังจากผลการทดลองระยะที่ 2 พบว่า วัคซีน TURKOVAC มีประสิทธิในการป้องกันเชื้อสายพันธุ์แอลฟาร้อยละ 100 และอยู่ระหว่างการพัฒนาวัคซีนให้มีประสิทธิในการป้องกันเชื้อสายพันธุ์เดลตา ทั้งนี้ วัคซีน TURKOVAC พัฒนาโดยกระทรวงสาธารรสุขตุรกี สถาบันสุขภาพแห่งตุรกี และมหาวิทยาลัย Erciyes (ERU) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ไม่มีรายงานผลข้างเคียงรุนแรง และคาดว่าจะสามารถใช้ฉีดให้ประชาชนได้ภายในห้วงปลายปี 2564 ปัจจุบัน ตุรกีฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับประชาชนแล้วอย่างน้อยร้อยละ 56.9 ครบสองเข็มร้อยละ 43.5 จากประชากรทั้งหมด 82 ล้านคน

ฟิลิปปินส์เฝ้าระวังการเดินทางกลับของผู้มีแนวคิดหัวรุนแรงจากอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวInquirer รายงานเมื่อ 26 ส.ค.64 อ้างการเปิดเผยของนายเดลฟิน ลอเรนซานา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ว่า ฟิลิปปินส์ทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามผู้มีแนวคิดสนับสนุนกลุ่มตอลิบันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจได้รับการฝึกอบรมมาจากอัฟกานิสถานและวางแผนจะเดินทางกลับประเทศ โดยได้หารือกับพลเรือเอก John Aquilino ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ เมื่อ 23 ส.ค.64 เพื่อสอบถามการประเมินสถานการณ์อัฟกานิสถาน ในเบื้องต้นยังไม่พบชาวฟิลิปปินส์ไปฝึกอาวุธแต่อาจมีชาวมาเลเซียและอินโดนีเซีย  ซึ่งฟิลิปปินส์ขอให้สหรัฐฯ แจ้งฟิลิปปินส์หากพบการเคลื่อนไหวของนักรบกลุ่มดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ร่วมมือกับมาเลเซียและอินโดนีเซียในการป้องกันการเดินทางกลับประเทศของผู้ก่อการร้าย หรือพยายามหยุดการเคลื่อนย้ายไปประเทศอื่น ขณะที่กรณีประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ประกาศเปิดรับผู้ลี้ภัยจากอัฟกานิสถานนั้น นายลอเรนซานาระบุว่าเป็นการเปิดรับอย่างจำกัด โดยไม่ใช่ชาวอัฟกัน  และควรจะรับผู้ลี้ภัยเป็นครอบครัว เนื่องจากไม่ควรให้สมาชิกในครอบครัวอยู่คนละประเทศ ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เคยตรวจพบผู้ก่อตั้งกลุ่มอาบู ไซยาฟ 2 คน เข้าร่วมฝึกสู้รบกับกลุ่มตอลิบันระหว่างปี 2523-2532 ในอัฟกานิสถาน และได้รับเงินทุนสนับสนุนจากนายโอซามะ บินลาเดน เมื่อเดินทางกลับมาฟิลิปปินส์

WFP วิตกกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารของชาวอัฟกัน

เว็บไซต์ข่าวขององค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า โครงการอาหารโลก (World Food Program-WFP) วิตกกับผลกระทบจากวิกฤตการเมืองในอัฟกานิสถาน ภาวะความแห้งแล้ง และการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ชาวอัฟกันกว่า 14 ล้านราย เผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร รวมถึงเด็กที่ขาดสารอาหารกว่า 2 ล้านราย ซึ่งต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ WFP ยังเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลืออัฟกานิสถาน รวมถึงสนับสนุนเงินทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับอัฟกานิสถาน และ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอัฟกานิสถานเพื่อใช้ในการส่งความช่วยเหลือเข้าไปยังอัฟกานิสถาน

สหรัฐฯ เตือนพลเมืองให้ระมัดระวังการโจมตีโดยกลุ่ม ISIS-Khorasan ในอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า สหรัฐฯ เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงและระมัดระวังการเดินทางไปท่าอากาศยานนานาชาติคาบูล เนื่องจากอาจตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่ม Islamic State – Khorasan (ISIS-K) ในอัฟกานิสถาน โดยสหรัฐฯ ประเมินว่ากลุ่ม ISIS-K มีศักยภาพและกำลังวางแผนโจมตีท่าอากาศยานดังกล่าว หลังจากสมาชิกกลุ่ม ISIS-K จำนวนมากกว่า 100 คนหลบหนีออกจากเรือนจำในเมือง Bagram และเมือง Pul-e-Charkhi ใกล้คาบูล ทั้งนี้ สื่ออ้างท่าทีเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ว่า สมาชิกกลุ่ม ISIS-K จำนวนมากมีประสบการณ์จากการฝึกในซีเรีย และมีผู้ที่เชี่ยวชาญการปฏิบัติการอยู่ในอัฟกานิสถานอย่างน้อย 10-15คน และเมื่อ พ.ค.64 กลุ่ม ISIS-K ก่อเหตุโจมตีโรงเรียนในคาบูล

อินโดนีเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องสงสัยขโมยน้ำมันดิบจากแหล่งสำรวจน้ำมันของกัมพูชา

กองทัพเรืออินโดนีเซีย แถลงเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า กองทัพเรือยึดเรือบรรทุกน้ำมัน MT Strovolos ติดธงชาติบาฮามาส พร้อมจับกุมลูกเรือ 19 คน (เป็นชาวอินเดีย 13 คน บังกลาเทศ 3 คน และเมียนมา 3 คน) ได้บริเวณนอกชายฝั่งสุมาตรา เมื่อ 27 ก.ค.64 ตามหมายจับของตำรวจสากล (Interpol) เนื่องจากเรือลำดังกล่าวต้องสงสัยขโมยน้ำมันดิบประมาณ 290,000 บาร์เรลจากแหล่งสำรวจน้ำมันของกัมพูชา เบื้องต้นกองทัพเรืออินโดนีเซียนำลูกเรือทั้งหมดไปสอบปากคำเพิ่มเติม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กองทัพเรืออินโดนีเซีย ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน MT Strovolos ขนาด 183 เมตร ที่เดินเรือจากไทยมายังเกาะบาตัมของอินโดนีเซียปิดระบบแสดงตัวตน และทอดสมอในน่านน้ำของอินโดนีเซียโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้หากพบว่ากระทำผิดกฎหมายการเดินเรือ กัปตันเรือชาวบังกลาเทศอาจโดนจำคุก 1 ปีและปรับ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 460,000 บาท) ขณะเดียวกันกัมพูชาและอินโดนีเซียอยู่ระหว่าวางแผนขนส่งน้ำมันกลับกัมพูชา

ประธานาธิบดีรัสเซียย้ำจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอัฟกานิสถาน

สำนักข่าว Tass รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ว่า รัสเซียกำลังติดตามสถานการณ์ในอัฟกานิสถานอย่างใกล้ชิด และจะไม่ยอมให้กองกำลังติดอาวุธเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในประเทศ โดยรัสเซียพร้อมให้ความร่วมมือกับพันมิตรในกรอบองค์กรสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security Treaty Organization-CSTO) ขณะเดียวกัน รัสเซียจะไม่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในประเทศของอัฟกานิสถาน สำหรับความขัดแย้งในอัฟกานิสถานยาวนานหลายทศวรรษตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต ทั้งนี้ เมือง Panjshir ทางตอนเหนือของประเทศ เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ต่อต้านกลุ่มตอลิบัน นำโดย Ahmad Massoud บุตรชายของ Ahmad Shah Massoud อดีตผู้นำชุมชนทาจิกิสถานในอัฟกานิสถานที่ต่อสู้กับกลุ่มตอลิบันห้วงทศวรรษ 1990 ก่อนหน้านี้ เมื่อ 21 ส.ค.64 สำนักข่าวTass รายงานอ้างแหล่งข่าวใน Panjshir ว่า Massoud เริ่มเจรจากับกลุ่มตอลิบันเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่ครอบคลุม เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ปฏิเสธข่าวเครื่องบินยูเครนถูกจี้ที่อัฟกานิสถาน

หนังสือพิมพ์มอสโกไทม์ส รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า นาย Oleh Nikolenko โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน แถลงปฏิเสธกรณีนาย Yevgeny Yenin รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน แถลงผ่านสื่อมวลชนว่า กลุ่มติดอาวุธยึดเครื่องบินโดยสารสัญชาติยูเครนที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจอพยพชาวยูเครนออกจากอัฟกานิสถาน และบินไปยังอิหร่าน ขณะเดียวกันยืนยันว่า ชาวยูเครนประมาณ 200 คน ขออพยพออกจากอัฟกานิสถาน และรัฐบาลยูเครนส่งเครื่องบินไปอพยพประชาชนแล้วจำนวน 3 เที่ยวบิน และทั้งหมดบินกลับมายังยูเครนอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวยูเครนอย่างน้อย 50 คน ยังคงอยู่ในอัฟกานิสถาน  

องค์กรโรฮีนจาเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนชาวโรฮีนจาและ NUG

สำนักข่าวAnadolu Agency รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า องค์กร Burma Human Rights Network (BHRN) เผยแพร่แถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี ความไม่สงบในรัฐยะไข่จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตผู้อพยพโรฮีนจาไปบังกลาเทศ ว่า ปัญหาโรฮีนจาไม่ได้รับการแก้ไขและถูกกล่าวถึงหลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา  การโค่นล้มเผด็จการทหารไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งชาวเมียนมาทุกภาคส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจกัน  พร้อมกับขอให้ประชาคมระหว่างประเทศตระหนักว่าความไม่สงบในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 เป็นการล้างเผ่าพันธุ์ และให้สหประชาชาติ (United Nations-UN) สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (European Union-EU) สหราชอาณาจักร และอาเซียน รับรอง National Unity Government (NUG) เป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของเมียนมา  รวมถึงสนับสนุนการสร้างชาติเมียนมาที่รับรองสิทธิพลเมืองให้กับชาวโรฮีนจา ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินคดีกับกองทัพเมียนมาในกรอบศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ)  อนึ่ง BHRN เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สิทธิชนกลุ่มน้อย และเสรีภาพทางศาสนาในเมียนมา